กรมการค้าต่างประเทศ DFT

กรมการค้าต่างประเทศ DFT กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์ชู FTA แต้มต่อไทยในโลกการค้าใหม่ ใช้สิทธิแตะ 81.32% ดัน SMEs รุกตลาดศักยภาพกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ...
06/08/2026

พาณิชย์ชู FTA แต้มต่อไทยในโลกการค้าใหม่ ใช้สิทธิแตะ 81.32% ดัน SMEs รุกตลาดศักยภาพ

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่ากว่า 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 81.32% สะท้อนศักยภาพของไทยในการใช้ FTA เป็นแต้มต่อทางการแข่งขัน ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้คว้าโอกาสจากตลาดศักยภาพใหม่
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 รวม 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.38% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.32% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 68.93% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 94.33% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 78.97% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.43% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 57.18%

สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (4) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ (3) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า
ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพทั่วโลก

“กรมฯ จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ จะนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เพื่อผลักดัน SMEs รุกตลาดศักยภาพใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570 โดยสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการจะได้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว” นางอารดากล่าวสรุป
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385

“พาณิชย์ชี้ยังคงโชว์ผลงานเชิงรุก กรมการค้าต่างประเทศนำทัพลุยตลาดโลก ชี้ยังมีโอกาสทองในห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของโลก พร้...
06/08/2026

“พาณิชย์ชี้ยังคงโชว์ผลงานเชิงรุก กรมการค้าต่างประเทศนำทัพลุยตลาดโลก ชี้ยังมีโอกาสทองในห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของโลก พร้อมผนึกกำลังจัดใหญ่ Thai Tapioca Nexus 2026”

กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยความสำเร็จครั้งใหญ่ในการดำเนินภารกิจเชิงรุกขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยสู่เวทีโลก ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ภายใต้นโยบายกระจายความเสี่ยงทางการค้าและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สามารถสร้างมูลค่าคาดการณ์สั่งซื้อรวมมากกว่า 2,000 ล้านบาท และผลักดันยอดส่งออกมันสำปะหลังอัดเม็ดโดยเติบโตทะยานกว่า ร้อยละ 30 สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยในระดับสากล

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการแสวงหาโอกาสใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก กรมฯ ได้เดินหน้าเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ด้วยมาตรการเชิงรุก อาทิ ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกรมฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงแห่งญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อผลักดันการขยายโควตานำเข้าแป้งมันสำปะหลังภายใต้กรอบความร่วมมือ JTEPA พร้อมรุกตลาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและกลุ่มอาหารสัตว์ร่วมกับสมาคมสหกรณ์การเกษตรแห่งชาติญี่ปุ่น (ZENNOH) ดันยอดสั่งซื้อมันสำปะหลังอัดเม็ด (มี.ค. – มิ.ย.) พุ่งสูงถึง 1,340 ตัน มูลค่า 13.5 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 219 และร้อยละ 244 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ ขณะที่ตลาดจีน นครฉงชิ่ง กรมฯ สร้างหมุดหมายสำคัญในการเปิดตลาดใหม่ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อภายในหนึ่งปีรวมกว่า 2,087 ล้านบาท สำหรับตลาดสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้มีการประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ในการนำแป้งมันสำปะหลังไทยไปทดสอบเพื่อพัฒนาเป็นสารเคลือบผิวป้องกัน (Barrier Coating) ควบคู่กับการได้รับความสนใจจากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ที่เปิดรับตัวอย่างสินค้าไปทดลองในกระบวนการทางเคมี และตลาดสหรัฐอเมริกา ผู้ส่งออกไทยสามารถปิดดีลคำสั่งซื้อกับผู้นำเข้ารายใหญ่ พร้อมรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังดิบและแป้งออร์แกนิก (พิกัดศุลกากร 1106.20/1108.14.00) ซึ่งครองสัดส่วนส่งออกหลักกว่าร้อยละ 60 ของการส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังสหรัฐฯ ยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 301 ในอัตราร้อยละ 0 นอกจากนี้ จากภารกิจขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งกรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ ไปเจรจาขยายตลาดช่วงที่ผ่านมา โดยฟาร์มโคนมรายใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ให้ความสนใจนำมันสำปะหลังอัดเม็ดของไทยไปทดลองใช้เป็นส่วนผสมหลักในอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายฐานการค้าสู่ภูมิภาคดังกล่าว

แม้ว่าภาพรวมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะมีปริมาณรวม 2.52 ล้านตัน มูลค่า 38,003.15 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะสินค้ามันสำปะหลังอัดเม็ด กลับพบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปริมาณการส่งออก 0.18 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,250.76 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จจากการทำงานเชิงรุกชองกรมฯ ในการบุกเบิกตลาดเป้าหมายฯ

เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศเตรียมผนึกกำลังกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานใหญ่แห่งปี Thai Tapioca Nexus 2026 ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนไทยได้พบปะเจรจาและสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยตรงกับผู้นำเข้าศักยภาพสูงจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลกต่อไป

คต.ชื่นมื่นจับมือ BERNAS มั่นใจส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียปีนี้ทะลุ 700,000 ตันนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ...
05/08/2026

คต.ชื่นมื่นจับมือ BERNAS มั่นใจส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียปีนี้ทะลุ 700,000 ตัน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับหน่วยงาน Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย

การหารือในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว รับทราบนโยบายและทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแผนการจัดซื้อข้าวในปี 2569 นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ผ่านการเลี้ยงรับรองอาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โดยมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้แทนจาก BERNAS ตลอดจนผู้ประกอบการค้าข้าวของไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมกว่า 50 ราย

กิจกรรมครั้งนี้ดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองฝ่าย โดย BERNAS ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวไทยและศักยภาพในการส่งมอบสินค้าตามสัญญา พร้อมยืนยันว่าจะนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทั้งสองฝ่ายมั่นใจยอดส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียทะลุกว่า 700,000 ตัน

“พาณิชย์” แถลงตัวเลขส่งออกข้าวครึ่งปีแรกของปี 2569 พร้อมเดินหน้าผลักดันการส่งออก เร่งดันเป้าส่งออก 7 ล้านตันกรมการค้าต่า...
05/08/2026

“พาณิชย์” แถลงตัวเลขส่งออกข้าวครึ่งปีแรกของปี 2569 พร้อมเดินหน้าผลักดันการส่งออก เร่งดันเป้าส่งออก 7 ล้านตัน

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยครึ่งปีแรกของปี 2569 แม้ภาพรวมการส่งออกจะปรับตัวลดลงจากปัจจัยกดดันด้านอุปทานข้าวในตลาดโลก และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายตลาดสำคัญที่เร่งนำเข้าเพื่อสำรองสต็อกข้าวเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารรองรับสถานการณ์เอลนีโญ เร่งเครื่องผลักดันการส่งออกข้าวให้เป็นไปตามเป้า 7 ล้านตัน ช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตเป็นรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) ว่าไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 3.28 ล้านตัน ลดลง 18.81% และมีมูลค่ากว่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 60,387 ล้านบาท) ลดลง 20.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีการแข่งขันสูงทางด้านราคา อีกทั้ง สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดสำคัญอย่างอิรัก ซึ่งหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมตลาดข้าวโลกยังคงมีการแข่งขันสูงจากปัจจัยกดดันจากผลผลิตข้าวโลกที่มีปริมาณมาก แต่แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้หลายประเทศผู้นำเข้าพิจารณานำเข้าข้าวเพิ่มเพื่อรองรับกับความเสี่ยงดังกล่าวและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านการส่งออกของไทย ทั้งนี้ ได้เล็งเห็นศักยภาพของตลาดทดแทนการส่งออกข้าวไปอิรักทั้งในภูมิภาคเอเชีย เช่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก ที่นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเป็นแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก และการส่งมอบข้าวตามสัญญาที่ทันต่อความต้องการตามกำหนดเวลาของผู้ซื้อ รวมทั้งนโยบายการส่งออกข้าวของภาครัฐที่มีเสถียรภาพ ถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันของข้าวไทย

นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายเชิงรุกในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยว่ากรมฯ จะเร่งดำเนินการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดเจรจาผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO รัฐบาลจีน และมีกำหนดนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 2 – 6 สิงหาคมนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการส่งออกข้าวไทย เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน

ค้าชายแดนและผ่านแดนผ่านครึ่งปี 69 ทะลุ 1.12 ล้านล้านบาท บวก 10.4% ค้าชายแดนกลับมาบวกในรอบ 13 เดือน ส่งออกผ่านแดนไปสิงคโป...
05/08/2026

ค้าชายแดนและผ่านแดนผ่านครึ่งปี 69 ทะลุ 1.12 ล้านล้านบาท บวก 10.4% ค้าชายแดนกลับมาบวกในรอบ 13 เดือน ส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์บวก 178.9%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 219,956 ล้านบาท ขยายตัว 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,923 ล้านบาท (+8.1%) และการนำเข้า 95,033 ล้านบาท (+29.0%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งสิ้น 29,890 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 1,129,491 ล้านบาท (+10.4%) เป็นการส่งออก 635,699 ล้านบาท (+6.6%) การนำเข้า 493,791 ล้านบาท (+15.8%) และไทยได้ดุลการค้า 141,908 ล้านบาท

การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 79,477 ล้านบาท (+3.9%) เป็นการส่งออก 43,847 ล้านบาท (-7.3%) การนำเข้า 35,630 ล้านบาท (+22.0%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 8,217 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 38,201 ล้านบาท (+48.4%) รองลงมา คือ สปป.ลาว 25,478 ล้านบาท (+12.8%) และเมียนมา 15,798 ล้านบาท (-8.5%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ยังคงเป็น 0 จากการปิดด่านชายแดนด้านกัมพูชาทั้งหมด 18 แห่ง ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,111 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,775ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,723 ล้านบาท ทำให้ผ่านครึ่งแรกของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 431,032 ล้านบาท (-14.9%) เป็นการส่งออก 246,241 ล้านบาท (-20.2%) และการนำเข้า 184,791 ล้านบาท (-6.6%)

ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 140,479 ล้านบาท (+24.7%) เป็นการส่งออก 81,076 ล้านบาท (+18.8%) และการนำเข้า 59,403 ล้านบาท (+33.6%) โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 73,365 ล้านบาท (+6.3%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 30,159 ล้านบาท (+123.2%) และ 12,400 ล้านบาท (+61.5%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ทุเรียนสด 18,339 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 14,618 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 8,876 ล้านบาท ทำให้ครึ่งแรกของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 698,459 ล้านบาท (+35.3%) เป็นการส่งออก 389,458 ล้านบาท (+35.2%) และการนำเข้า 309,001 ล้านบาท (+35.3%)

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนในเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง 16.3% โดยการค้าชายแดนกลับมาขยายตัวอีกครั้ง (+3.9%) ในรอบ 13 เดือน จากการขยายตัวของการค้าชายแดนไปมาเลเซียและ สปป.ลาว โดยการค้าชายแดนไทย – มาเลเซียขยายตัวสูง 48.4% มูลค่าการค้ารวม 38,201 ล้านบาท เป็นการส่งออก 19,000 ล้านบาท (+26.2%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ (เช่น Laptop รวมถึงโน้ตบุ๊กและซับโน้ตบุ๊ก) 1,622 ล้านบาท (+80.5%) แผงวงจรไฟฟ้า 1,309 ล้านบาท (+35.6%) และน้ำยางข้น 1,303 ล้านบาท (+34.1%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 19,201 ล้านบาท (+79.8%) ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (เช่น หน่วยประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรวมถึงคอมพิวเตอร์ที่พกพาได้) 2,533 ล้านบาท (+360.7%) เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ 1,978 ล้านบาท (+61.9%) และอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า 1,308 ล้านบาท (+86.0%)

ด้านการค้าผ่านแดนขยายตัว 24.7% โดยการส่งออกผ่านแดนไปสิงคโปร์ขยายตัวสูง 178.9% คิดเป็นมูลค่า 25,394 ล้านบาท ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 12,280 ล้านบาท (+770.2%) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ (เช่น Router สวิตช์ และอุปกรณ์กระจายสัญญาน) 5,716 ล้านบาท (+608.8%) และเครื่องกังหันไอพ่นและกังหันอื่น ๆ 1,654 ล้านบาท (+17.0%) ในขณะที่การนำเข้าผ่านแดนยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง 33.6% ในสินค้าสำคัญในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ (เช่น แผงวงจรพิมพ์) 5,177 ล้านบาท (+77.6%) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 4,992 ล้านบาท (+65.5%) และเทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ 4,324 ล้านบาท (+0.1%)

Thai Tapioca Nexus 2026มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากลโดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส...
04/08/2026

Thai Tapioca Nexus 2026
มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล

โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว.

🌍 เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

ร่วมเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั้งในและต่างประเทศ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อัปเดตทิศทางการค้าและนวัตกรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ภายในงานพบกับ
✅ เวทีสัมมนาและเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ
✅ นิทรรศการนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง
✅ กิจกรรมสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
✅ โอกาสต่อยอดการค้า การลงทุน และการขยายตลาดสู่ระดับสากล

📅 13 สิงหาคม 2569
📍 โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทางการค้า และร่วมก้าวสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในตลาดโลก

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน Thai Tapioca Nexus 2026 สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdvmUpAgVPjtMJ6Nu1CET-stxxgNVz5y_a7ygR2DC-lEjurrg/viewform

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เบอร์โทรศัพท์ 02-547-4801 หรือทางอีเมล [email protected]




#กรมการค้าต่างประเทศ
#กระทรวงพาณิชย์

คต. เดินหน้าผลักดัน SMEs ไทย จัดกิจกรรม DFT+ ที่สงขลา เชื่อมเครือข่ายธุรกิจ – เปิดเวทีจับคู่การค้า – ศึกษาศักยภาพโลจิสติ...
31/07/2026

คต. เดินหน้าผลักดัน SMEs ไทย จัดกิจกรรม DFT+ ที่สงขลา เชื่อมเครือข่ายธุรกิจ – เปิดเวทีจับคู่การค้า – ศึกษาศักยภาพโลจิสติกต์ชายแดน - เสริมความพร้อมสู่ตลาดโลก

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs ไทยสู่ตลาดโลก จัดกิจกรรม "กระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้า (ในประเทศ)" ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ Local to Global หรือ DFT+ ระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างเครือข่าย เปิดเวที Business Matching และศึกษาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน เตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะนำผู้ประกอบการ SMEs และผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ราย จัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้า (ในประเทศ) ณ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Local to Global หรือ DFT+ ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้แนวคิด "DFT+ บวกโอกาสให้ SMEs ไทย" มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งด้านองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าสู่ตลาดโลก โดยภายหลังการเปิดโครงการ ผู้ประกอบการได้ผ่านการอบรมเชิงลึกแล้ว 2 ครั้งจากทั้งหมด 5 ครั้ง ก่อนต่อยอดสู่การเรียนรู้นอกห้องอบรมผ่านกิจกรรมการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาซึ่งกิจกรรม ครั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ พร้อมร่วมกิจกรรม Team Building เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจและการสร้างพันธมิตรทางการค้า ในอนาคต และไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมอยู่ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้เจรจาธุรกิจกับเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วยผู้ซื้อ ผู้ค้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า เพื่อขยายตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รองอธิบดีฯ กล่าวว่า Business Matching ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพบปะระหว่างผู้ประกอบการ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้าศักยภาพ และการต่อยอดสู่การซื้อขายจริง โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 10 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดสู่การซื้อขายและความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำผู้ประกอบการศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรสะเดา (แห่งใหม่) ซึ่งเป็นด่านการค้าชายแดนทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของประเทศ รองรับการขนส่งสินค้าทางถนนไปยังมาเลเซียและเชื่อมต่อสู่สิงคโปร์ โดยผู้ประกอบการได้เรียนรู้การอำนวยความสะดวกผ่านระบบตรวจปล่อยสินค้าด้วยเครื่อง X-ray แบบ Fast Scan และระบบ National Single Window (NSW) และ ASEAN Single Window (ASW) ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศุลกากรปลายทาง ช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบการตรวจปล่อยสินค้า และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ศึกษาดูงานด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางรางเชื่อมไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ มีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ทั้งประเภทตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าขนาดใหญ่ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพการค้าชายแดน โดยการศึกษาดูงานจากด่านศุลกากรทั้งสองแห่งทำให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ขั้นตอนการนำเข้า–ส่งออก และการวางแผนเพื่อขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กิจกรรมจังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการ Local to Global (DFT+) ที่ผสานทั้งการเรียนรู้ในห้องอบรม การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การลงพื้นที่ศึกษาการค้าจริง และการเชื่อมโยงคู่ค้าศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยสามารถเติบโตจาก Local สู่ Global ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประก...
31/07/2026

นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ Local to Global (DFT+) ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดสงขลา

📢 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมออกบูธในงาน🌱✨ AGRI PLUS EXPO 2026 ✨🌱กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอแสดงควา...
29/07/2026

📢 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก
เข้าร่วมออกบูธในงาน
🌱✨ AGRI PLUS EXPO 2026 ✨🌱

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ จำนวน 70 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมออกบูธในงาน AGRI PLUS EXPO 2026 งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมเกษตรของไทย ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ และขยายตลาดสู่ระดับสากล 🌏

📄 ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก
👉 ได้จาก E-Poster ที่แนบมาพร้อมโพสต์นี้

🗓️ วันที่ 19–22 สิงหาคม 2569
🕙 เวลา 10.00–18.00 น.
📍ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

🏢 ภายในงาน
Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026

📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
📌 โครงการ AGRI PLUS EXPO 2026
📲 ติดต่อสอบถาม สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม
โทร. 02-547-4744

📧 E-mail: [email protected]

🌎ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ได้ที่
Website : www.dft.go.th
Facebook / Youtube : สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม
Instagram : departmentofforeigntrade

#สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม #กรมการค้าต่างประเทศ #กระทรวงพาณิชย์ #ข่าวเศรษฐกิจ

กรมการค้าต่างประเทศเตรียมความพร้อมการใช้มาตรการอนุญาตสินค้าใช้ได้สองทาง เฉพาะหมวด 0 (สินค้าเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์) ร่วม...
29/07/2026

กรมการค้าต่างประเทศเตรียมความพร้อมการใช้มาตรการอนุญาตสินค้าใช้ได้สองทาง เฉพาะหมวด 0 (สินค้าเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์) ร่วมกับกรมศุลกากร และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

กรมการค้าต่างประเทศ ประชุมซักซ้อมความเข้าใจร่วมกับกรมศุลกากร และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการบังคับใช้มาตรการอนุญาตการส่งออกและการส่งกลับสินค้า DUI หมวด 0 หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ซึ่งจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมุ่งให้การบังคับใช้มาตรการมีประสิทธิภาพ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กรมการค้าต่างประเทศ นำโดยรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย) พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เข้าพบหารือนายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร พร้อมเจ้าหน้าที่ศุลกากรจากส่วนกลาง และด่านศุลกากรกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ อาทิ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ด่านศุลกากรสงขลา เป็นต้น เพื่อหารือทำความเข้าใจร่วมกัน และเตรียมความพร้อมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านในการตรวจผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้า DUI ในหมวด 0 ภายใต้มาตรการอนุญาตที่จะมีผลบังคับใช้ โดยได้ซักซ้อมในรายละเอียด อาทิ การจำแนกสินค้า การตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง การใช้รหัสยกเว้น (EXEMPT 99) สำหรับกรณีสินค้ามีพิกัดศุลกากรเข้าข่าย แต่คุณสมบัติทางเทคนิคไม่เข้าเกณฑ์สินค้า DUI เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถพิจารณาตรวจปล่อยสินค้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเป็นอุปสรรคทางการค้าน้อยที่สุด

กรมการค้าต่างประเทศ เน้นย้ำว่า “การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการควบคุมสินค้า DUI ของไทย โดยทุกหน่วยงานยืนยันว่า แม้การควบคุมการส่งออกสินค้า DUI เป็นเรื่องใหม่ของทุกฝ่าย แต่พร้อมรับมืออย่างดีที่สุด และจะบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันทั้งสามหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการอนุญาตสำหรับสินค้า DUI เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล
การส่งออกของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและ
การรักษาความมั่นคงของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าไทยจะไม่ถูกนำไปใช้เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งเป็นไปตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI หมวด 0 สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการขออนุญาตผ่านระบบ e-TCWMD ได้ที่ https://etcwmd.dft.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทรศัพท์ 02- 547-4735 หรือสายด่วน 1385

ที่อยู่

563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัด
นนทบุรี
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมการค้าต่างประเทศ DFTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์