06/08/2026
ใครอยากมาคุยเรื่องนี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง เพราะทั้งครูและนักเรียนล้วนเป็นเหยื่อของระบบการศึกษาและสังคมที่บิดเบี้ยวนี้
มาเจอกันในงาน 🧡 ปลดล็อกสุขภาวะ School Unlocked by ก้าวเลิร์น 🧡
💬 ร่วมวงพูดคุยกับ
ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
สส. และอาสาก้าวเลิร์น ปีกการศึกษา พรรคประชาชน
🗓 เสาร์ 15 สิงหาคม 69
⏰ 08:30-16:30
📍บ้านเซเวียร์ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
https://maps.app.goo.gl/kYXFXUSRKdqgxy1N7
👇 ลงทะเบียนเข้าร่วม
https://act.peoplesparty.or.th/event/168909/
#ก้าวเลิร์น #อาสาพรรคประชาชน #พรรคประชาชน #ปีกการศึกษา
◤เราล้วนเป็นเหยื่อ ของระบบการศึกษาอันล้มเหลวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น◢
ผมได้อ่านข่าวที่มีครูคนหนึ่งโพสต์โซเชียลมีเดียระบายความรู้สึกในใจของตนเอง เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนตนเอง โดยโพสต์นี้มีทั้งคน “เห็นด้วย” กับคุณครู (รู้สึกว่าพฤติกรรมนักเรียนในปัจจุบันมีปัญหา และยากต่อการแก้ไข) และ “ไม่เห็นด้วย” (รู้สึกว่าการแสดงออกของครูเกินกว่าเหตุ ไม่เหมาะสมต่อจรรยาบรรณครู) จำนวนมาก
สำหรับผมแล้วมีรหัสบางอย่างซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังโพสต์นี้มากมาย หากเราไม่เริ่มที่การเพ่งโทษใคร คนใดคนหนึ่ง ประเด็นนี้มีน้ำหนักควรค่าแก่การนำมาพูดคุย วิเคราะห์ และหาทางออกร่วมกัน เพียงแค่เราลองมองประเด็นนี้จากมุมมองที่กว้างขึ้น สูงขึ้น เราจะเห็นความบอบช้ำมากมายเกิดขึ้นกับ “ระบบการศึกษาไทย” ที่อ่อนล้าเรี่ยวแรงนี้เต็มที ซึ่งเราทุกคนกำลังเป็นเหยื่อของระบบนี้ทั้งสิ้น
ดังผมจึงไม่ขอเริ่มต้นด้วยการตัดสินว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด เพราะพิจารณาแล้วว่า หากเรามัวแต่หาคนผิดจากเรื่องนี้ ปัญหารายกรณีจะหายไป แต่ปัญหาเชิงระบบจะยังซ่อนเร้นอยู่ คุกรุ่นอยู่ในโรงเรียนไหนสักแห่ง รอวันปะทุ เผยความอึดอัด รุนแรงออกมาแบบเดียวกันนี้ในวันใดวันหนึ่ง
◤ในมุมความอัดอั้นของครู
“...เป็นครูมาตั้งแต่ปี 37 ลูกศิษย์รุ่นแรกอายุ 45+ สอนพ่อแม่มันมา จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่มีลูกศิษย์รุ่นไหน อุบา**ได้เท่าเด็กเจนเหี้**นี่อีกแล้ว...”
คุณครูระบายสิ่งที่เธอรู้สึกออกมาชัดเจน เธอกำลังโกรธ เครียด ไร้ทางออก
เธอจึงเลือกที่จะระบายออกมาแบบที่เราเห็นกัน ทั้งที่เพื่อนครูหลายคนออกมายืนยันว่า
แท้จริงเธอเป็นคนเก็บอารมณ์และไม่ค่อยแสดงออกแบบนี้
แน่นอนว่า คำพูดของเธอเป็นเหมือน “จุดรวมพล” ทางความรู้สึกนึกคิดของเพื่อนครูด้วยกัน
จากเหตุการณ์นี้, เราพอจะเดาได้ว่ามีครูจำนวนไม่น้อย ที่อัดอั้นกับการจัดการเด็กในช่วงนี้
ยอมรับเถิดว่า, คุณครูต่างกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในนามของความโกรธ และคำหยาบว่าเธออาจหมดหนทาง หรือไม่รู้วิธีในการจัดการชั้นเรียนแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เฝ้ารอนักบริหารการศึกษามือดี รัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ นำเรื่องนี้ไปออกแบบการแก้ปัญหา หรือป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และความรุนแรงในโรงเรียน
ถ้ามองในมุมนักการศึกษา หรือมองในมุมนักบริหารการศึกษา สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายมาก เพราะนี่คือปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็งอย่างแท้จริง ที่เชื้อเชิญให้เรามาร่วมกันทั้งโรงเรียนเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ มากกว่าการเพ่งโทษชี้ถูก-ผิดกับคนใดคนหนึ่ง เพราะเรารู้ว่าปัญหานี้จะไม่จบลงได้ด้วยการระบุคนผิดอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่ทั้งพื้นที่ และเวลาในโรงเรียนนั้นคับแคบเกินไป เราไม่มีเวลามากพอสำหรับงานการพูดคุยเรื่องพฤติกรรมเด็กอย่างลึกซึ้ง และแสวงหาทางออกร่วมกันจริงจังในพื้นที่โรงเรียน ครูคนหนึ่งต้องแบกรับงานธุรการงานเอกสารของโรงเรียนไปพร้อม ๆ กับการต้องสอนเด็กหลายๆห้องเรียน ห้องเรียนละหลาย ๆ คน จึงทำให้ครูแต่ละคนมีความเครียดหนักเบาแตกต่างกัน จนเกิดเป็นความเครียดสะสม และพร้อมไประบายออก กับเพื่อน กับครอบครัว กับลูก หรือกับนักเรียนเอง บางคน “เก็บความรู้สึกเก่ง” สะสมความทุกข์ทนจนกลายเป็น “ซึมเศร้า” บั่นทอนกัดกร่อนตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็มี
ไม่ใช่แต่เด็กเท่านั้น ครูเองก็ต้องการการเยียวยาไปไม่น้อยกว่าเด็ก เราควรยอมรับว่า “ครูก็คือมนุษย์” คนหนึ่ง ที่ดีใจ เสียใจ โกรธ ร้องไห้เป็น และครูไม่จำเป็นต้องแบกสิ่งเหล่านี้ไว้บนศักดิ์ศรีของความเป็นครู เราจึงควรมีสวัสดิการที่พูดถึงการดูแลสุขภาพจิตครู การมีวงพูดคุยกันเรื่องสุขภาวะของครูในโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็เพื่อกอบกู้ความรู้สึกที่อาจจะแตกสลายไปให้พอประคับประคองให้อยู่กับตนเองได้บ้างในเวลาที่เจ็บปวด
งานของกระทรวงศึกษาธิการก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อาทิ การอัปเกรดรับมือกับเด็กให้แก่ครู การเพิ่มเครื่องมือทำงานกับนักเรียนด้วยจิตวิทยาเชิงบวก ไม่ใช่กี่ปีๆ ก็เอาแต่อบรม active learning PISA พหุปัญญา อ่านออกเขียนได ้ ฯลฯ ซึางพิสูจน์แล้วว่าการศึกษาไทยไม่ได้ดีขึ้นจากโครงการเหล่านี้ ทว่าไม่ได้หันกลับมาใส่ใจออกแบบ “ระบบ” “กฎระเบียบ” “กลไกหนุนเสริมโรงเรียน” “ออกแบบวิธีการสอนข้ามรุ่นเพื่อครูและนักเรียนที่รุ่นต่างกัน” เพื่อทำโรงเรียนมีบรรยากาศที่ดี ครูเข้ากับนักเรียนได้ดีขึ้นแม้ต่างวัยกัน แม้กระทั่งการช่วยเหลือครู และนักเรียนให้พ้นจากความทุกข์ทางใจ นี่แหละคือโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการที่เราถวิลหา
◤ในมุมของการพัฒนานักเรียน
เมื่อเด็กก่อความรุนแรง หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แน่นอน เรามีบทลงโทษ เช่น ตัดคะแนน พักการเรียน ภาคทัณฑ์ ไล่ออก หรือแม้กระทั่งบางโรงเรียนก็ยังใช้แอบใช้วิธีการ “ตีเด็ก” เราเคยสำรวจผลลัพธ์ของวิธีการเหล่านั้นหรือไม่ว่าปัจจุบันเราใช้วิธีเหล่านั้นมาสักระยะแล้ว แต่ทำไมวินัยเด็ก ๆ ถึงยังไม่ดีขึ้น มิหนำซ้ำ เด็กยังไม่อยากเรียน ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่กลัวสอบตก ไม่กลัวครูตำหนิ ไม่หวังกับอนาคต ถ้าพิจารณาอย่างง่ายวิธีที่เราใช้ที่ผ่านมา เราเพียงออกแบบ “ความกลัว” รูปแบบหนึ่ง แล้วเผลอคิดว่า ความกลัวนั้นจะยับยั้งพฤติกรรมนักเรียนได้ในระยะยาว แต่เมื่ออำนาจความกลัวที่สถาปนาขึ้นมานั้นเสื่อมถอยลง เด็กไม่กลัวครู ไม่กลัวสอบตก ไม่กลัวการลงโทษ นามธรรมที่สร้างขึ้นแตกสลายไป ระบบอำนาจถูกท้าทาย ผลลัพธ์ก็เป็นแบบในปัจจุบัน
ถอยออกมาสักนิด แล้วมองปัญหาในมุมใหม่ ๆ
พฤติกรรมที่ถูกตีความว่า แย่ เลว ห่วย ของเด็ก ๆ นั้น
แท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่
เด็กทุกคนเกิดมา แย่ เลว ห่วย มาตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่า
ถ้าไม่ใช่, อะไรทำให้เขา แย่ เลว ห่วย แบบนั้นได้
การเลี้ยงดู การสั่งสอน การปล่อยปละละเลย การเพิกเฉย
การถูกเอาเปรียบ การไร้ทางเลือก ความขาดโอกาส การขาดการเยียวยา การเอาตัวรอด
การไม่เป็นที่ยอมรับ ความกดดัน ความเครียด ความจน ความอดอยาก
เหล่านี้ใช่ไหมที่ “..สังคมเปลี่ยนเด็ก และเด็กก็เปลี่ยนไป..”
ถ้าใช่, เห็นด้วยหรือไม่ว่า เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนนิเวศการเลี้ยงดู นิเวศการเรียนรู้ ระบบสวัสดิการของสังคม การทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ในการดูแลเด็ก พื้นที่ในโรงเรียน, ครูเองก็ควรมีสายตาของความเมตตาบนฐานความเชื่อที่ว่า ทุก ๆ พฤติกรรมอันเกิดจากการสะสมของประสบการณ์ชีวิตนั้นสามารถ “เปลี่ยนแปลงได้” จะเปลี่ยนน้อยเปลี่ยนมากก็ว่ากันไป แต่เราควรทำงานกับพวกเขาอย่างมีความหวัง
—-------------------------------------
ดังที่กล่าวมาชี้ชัดว่า คนที่อยู่ในระบบการศึกษาอ่อนเรี่ยวเพลียเพลียแรงล้วนแล้วแต่ต้องการการเยียวยาทั้งเด็กและครู
การจัดการการศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่เฉพาะมองผิวเผินว่า
เวลาเด็กก่อความรุนแรงก็ไล่เด็กคนนั้นออกไปจากโรงเรียน
เวลาครูแสดงออกไม่เหมาะสมก็ไล่ครูคนนั้นออก
สุดท้ายเราก็ตกอยู่ในระบบที่ทำร้ายเราด้วยกันทั้งสิ้น
เราควรใช้แว่นตาของความเมตตาปรานีส่งลงไปให้เห็นว่า
ปัญหาที่เรื้อรัง ซุกซ่อนในระบบอันผุกร่อนนี้คืออะไร
พยายามมองด้วยหัวใจของความเป็น “ครู” เราอาจจะพบ
สังคมโรงเรียนที่ดีกว่าเดิม, อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อวาน