ก้าวเลิร์น

ก้าวเลิร์น ปีกการศึกษา พรรคประชาชน

07/08/2026

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้สูญเสียทุกคนในเหตุการณ์รุนแรงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเช้าวันนี้
ขอความร่วมมือทุกคนงดเผยแพร่รายละเอียดของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง คลิป และข้อมูลเชิงลึกใดๆ เพื่อช่วยกันประคับประคองภาวะอารมณ์ของผู้เกี่ยวข้องและสังคมที่กำลังเปราะบางอ่อนไหวกับเหตุการณ์ครับ

ใครอยากมาคุยเรื่องนี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง เพราะทั้งครูและนักเรียนล้วนเป็นเหยื่อของระบบการศึกษาและสังคมที่บิดเบี้ยวนี้มา...
06/08/2026

ใครอยากมาคุยเรื่องนี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง เพราะทั้งครูและนักเรียนล้วนเป็นเหยื่อของระบบการศึกษาและสังคมที่บิดเบี้ยวนี้
มาเจอกันในงาน 🧡 ปลดล็อกสุขภาวะ School Unlocked by ก้าวเลิร์น 🧡
💬 ร่วมวงพูดคุยกับ
ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
สส. และอาสาก้าวเลิร์น ปีกการศึกษา พรรคประชาชน
🗓 เสาร์ 15 สิงหาคม 69
⏰ 08:30-16:30
📍บ้านเซเวียร์ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
https://maps.app.goo.gl/kYXFXUSRKdqgxy1N7
👇 ลงทะเบียนเข้าร่วม
https://act.peoplesparty.or.th/event/168909/
#ก้าวเลิร์น #อาสาพรรคประชาชน #พรรคประชาชน #ปีกการศึกษา

◤เราล้วนเป็นเหยื่อ ของระบบการศึกษาอันล้มเหลวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น◢
ผมได้อ่านข่าวที่มีครูคนหนึ่งโพสต์โซเชียลมีเดียระบายความรู้สึกในใจของตนเอง เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนตนเอง โดยโพสต์นี้มีทั้งคน “เห็นด้วย” กับคุณครู (รู้สึกว่าพฤติกรรมนักเรียนในปัจจุบันมีปัญหา และยากต่อการแก้ไข) และ “ไม่เห็นด้วย” (รู้สึกว่าการแสดงออกของครูเกินกว่าเหตุ ไม่เหมาะสมต่อจรรยาบรรณครู) จำนวนมาก
สำหรับผมแล้วมีรหัสบางอย่างซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังโพสต์นี้มากมาย หากเราไม่เริ่มที่การเพ่งโทษใคร คนใดคนหนึ่ง ประเด็นนี้มีน้ำหนักควรค่าแก่การนำมาพูดคุย วิเคราะห์ และหาทางออกร่วมกัน เพียงแค่เราลองมองประเด็นนี้จากมุมมองที่กว้างขึ้น สูงขึ้น เราจะเห็นความบอบช้ำมากมายเกิดขึ้นกับ “ระบบการศึกษาไทย” ที่อ่อนล้าเรี่ยวแรงนี้เต็มที ซึ่งเราทุกคนกำลังเป็นเหยื่อของระบบนี้ทั้งสิ้น
ดังผมจึงไม่ขอเริ่มต้นด้วยการตัดสินว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด เพราะพิจารณาแล้วว่า หากเรามัวแต่หาคนผิดจากเรื่องนี้ ปัญหารายกรณีจะหายไป แต่ปัญหาเชิงระบบจะยังซ่อนเร้นอยู่ คุกรุ่นอยู่ในโรงเรียนไหนสักแห่ง รอวันปะทุ เผยความอึดอัด รุนแรงออกมาแบบเดียวกันนี้ในวันใดวันหนึ่ง
◤ในมุมความอัดอั้นของครู
“...เป็นครูมาตั้งแต่ปี 37 ลูกศิษย์รุ่นแรกอายุ 45+ สอนพ่อแม่มันมา จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่มีลูกศิษย์รุ่นไหน อุบา**ได้เท่าเด็กเจนเหี้**นี่อีกแล้ว...”
คุณครูระบายสิ่งที่เธอรู้สึกออกมาชัดเจน เธอกำลังโกรธ เครียด ไร้ทางออก
เธอจึงเลือกที่จะระบายออกมาแบบที่เราเห็นกัน ทั้งที่เพื่อนครูหลายคนออกมายืนยันว่า
แท้จริงเธอเป็นคนเก็บอารมณ์และไม่ค่อยแสดงออกแบบนี้
แน่นอนว่า คำพูดของเธอเป็นเหมือน “จุดรวมพล” ทางความรู้สึกนึกคิดของเพื่อนครูด้วยกัน
จากเหตุการณ์นี้, เราพอจะเดาได้ว่ามีครูจำนวนไม่น้อย ที่อัดอั้นกับการจัดการเด็กในช่วงนี้
ยอมรับเถิดว่า, คุณครูต่างกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในนามของความโกรธ และคำหยาบว่าเธออาจหมดหนทาง หรือไม่รู้วิธีในการจัดการชั้นเรียนแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เฝ้ารอนักบริหารการศึกษามือดี รัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ นำเรื่องนี้ไปออกแบบการแก้ปัญหา หรือป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และความรุนแรงในโรงเรียน
ถ้ามองในมุมนักการศึกษา หรือมองในมุมนักบริหารการศึกษา สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายมาก เพราะนี่คือปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็งอย่างแท้จริง ที่เชื้อเชิญให้เรามาร่วมกันทั้งโรงเรียนเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ มากกว่าการเพ่งโทษชี้ถูก-ผิดกับคนใดคนหนึ่ง เพราะเรารู้ว่าปัญหานี้จะไม่จบลงได้ด้วยการระบุคนผิดอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่ทั้งพื้นที่ และเวลาในโรงเรียนนั้นคับแคบเกินไป เราไม่มีเวลามากพอสำหรับงานการพูดคุยเรื่องพฤติกรรมเด็กอย่างลึกซึ้ง และแสวงหาทางออกร่วมกันจริงจังในพื้นที่โรงเรียน ครูคนหนึ่งต้องแบกรับงานธุรการงานเอกสารของโรงเรียนไปพร้อม ๆ กับการต้องสอนเด็กหลายๆห้องเรียน ห้องเรียนละหลาย ๆ คน จึงทำให้ครูแต่ละคนมีความเครียดหนักเบาแตกต่างกัน จนเกิดเป็นความเครียดสะสม และพร้อมไประบายออก กับเพื่อน กับครอบครัว กับลูก หรือกับนักเรียนเอง บางคน “เก็บความรู้สึกเก่ง” สะสมความทุกข์ทนจนกลายเป็น “ซึมเศร้า” บั่นทอนกัดกร่อนตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็มี
ไม่ใช่แต่เด็กเท่านั้น ครูเองก็ต้องการการเยียวยาไปไม่น้อยกว่าเด็ก เราควรยอมรับว่า “ครูก็คือมนุษย์” คนหนึ่ง ที่ดีใจ เสียใจ โกรธ ร้องไห้เป็น และครูไม่จำเป็นต้องแบกสิ่งเหล่านี้ไว้บนศักดิ์ศรีของความเป็นครู เราจึงควรมีสวัสดิการที่พูดถึงการดูแลสุขภาพจิตครู การมีวงพูดคุยกันเรื่องสุขภาวะของครูในโรงเรียนอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็เพื่อกอบกู้ความรู้สึกที่อาจจะแตกสลายไปให้พอประคับประคองให้อยู่กับตนเองได้บ้างในเวลาที่เจ็บปวด
งานของกระทรวงศึกษาธิการก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อาทิ การอัปเกรดรับมือกับเด็กให้แก่ครู การเพิ่มเครื่องมือทำงานกับนักเรียนด้วยจิตวิทยาเชิงบวก ไม่ใช่กี่ปีๆ ก็เอาแต่อบรม active learning PISA พหุปัญญา อ่านออกเขียนได ้ ฯลฯ ซึางพิสูจน์แล้วว่าการศึกษาไทยไม่ได้ดีขึ้นจากโครงการเหล่านี้ ทว่าไม่ได้หันกลับมาใส่ใจออกแบบ “ระบบ” “กฎระเบียบ” “กลไกหนุนเสริมโรงเรียน” “ออกแบบวิธีการสอนข้ามรุ่นเพื่อครูและนักเรียนที่รุ่นต่างกัน” เพื่อทำโรงเรียนมีบรรยากาศที่ดี ครูเข้ากับนักเรียนได้ดีขึ้นแม้ต่างวัยกัน แม้กระทั่งการช่วยเหลือครู และนักเรียนให้พ้นจากความทุกข์ทางใจ นี่แหละคือโจทย์ของกระทรวงศึกษาธิการที่เราถวิลหา
◤ในมุมของการพัฒนานักเรียน
เมื่อเด็กก่อความรุนแรง หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แน่นอน เรามีบทลงโทษ เช่น ตัดคะแนน พักการเรียน ภาคทัณฑ์ ไล่ออก หรือแม้กระทั่งบางโรงเรียนก็ยังใช้แอบใช้วิธีการ “ตีเด็ก” เราเคยสำรวจผลลัพธ์ของวิธีการเหล่านั้นหรือไม่ว่าปัจจุบันเราใช้วิธีเหล่านั้นมาสักระยะแล้ว แต่ทำไมวินัยเด็ก ๆ ถึงยังไม่ดีขึ้น มิหนำซ้ำ เด็กยังไม่อยากเรียน ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่กลัวสอบตก ไม่กลัวครูตำหนิ ไม่หวังกับอนาคต ถ้าพิจารณาอย่างง่ายวิธีที่เราใช้ที่ผ่านมา เราเพียงออกแบบ “ความกลัว” รูปแบบหนึ่ง แล้วเผลอคิดว่า ความกลัวนั้นจะยับยั้งพฤติกรรมนักเรียนได้ในระยะยาว แต่เมื่ออำนาจความกลัวที่สถาปนาขึ้นมานั้นเสื่อมถอยลง เด็กไม่กลัวครู ไม่กลัวสอบตก ไม่กลัวการลงโทษ นามธรรมที่สร้างขึ้นแตกสลายไป ระบบอำนาจถูกท้าทาย ผลลัพธ์ก็เป็นแบบในปัจจุบัน
ถอยออกมาสักนิด แล้วมองปัญหาในมุมใหม่ ๆ
พฤติกรรมที่ถูกตีความว่า แย่ เลว ห่วย ของเด็ก ๆ นั้น
แท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่
เด็กทุกคนเกิดมา แย่ เลว ห่วย มาตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่า
ถ้าไม่ใช่, อะไรทำให้เขา แย่ เลว ห่วย แบบนั้นได้
การเลี้ยงดู การสั่งสอน การปล่อยปละละเลย การเพิกเฉย
การถูกเอาเปรียบ การไร้ทางเลือก ความขาดโอกาส การขาดการเยียวยา การเอาตัวรอด
การไม่เป็นที่ยอมรับ ความกดดัน ความเครียด ความจน ความอดอยาก
เหล่านี้ใช่ไหมที่ “..สังคมเปลี่ยนเด็ก และเด็กก็เปลี่ยนไป..”
ถ้าใช่, เห็นด้วยหรือไม่ว่า เราจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนนิเวศการเลี้ยงดู นิเวศการเรียนรู้ ระบบสวัสดิการของสังคม การทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ในการดูแลเด็ก พื้นที่ในโรงเรียน, ครูเองก็ควรมีสายตาของความเมตตาบนฐานความเชื่อที่ว่า ทุก ๆ พฤติกรรมอันเกิดจากการสะสมของประสบการณ์ชีวิตนั้นสามารถ “เปลี่ยนแปลงได้” จะเปลี่ยนน้อยเปลี่ยนมากก็ว่ากันไป แต่เราควรทำงานกับพวกเขาอย่างมีความหวัง

—-------------------------------------

ดังที่กล่าวมาชี้ชัดว่า คนที่อยู่ในระบบการศึกษาอ่อนเรี่ยวเพลียเพลียแรงล้วนแล้วแต่ต้องการการเยียวยาทั้งเด็กและครู

การจัดการการศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่เฉพาะมองผิวเผินว่า
เวลาเด็กก่อความรุนแรงก็ไล่เด็กคนนั้นออกไปจากโรงเรียน
เวลาครูแสดงออกไม่เหมาะสมก็ไล่ครูคนนั้นออก
สุดท้ายเราก็ตกอยู่ในระบบที่ทำร้ายเราด้วยกันทั้งสิ้น
เราควรใช้แว่นตาของความเมตตาปรานีส่งลงไปให้เห็นว่า
ปัญหาที่เรื้อรัง ซุกซ่อนในระบบอันผุกร่อนนี้คืออะไร
พยายามมองด้วยหัวใจของความเป็น “ครู” เราอาจจะพบ
สังคมโรงเรียนที่ดีกว่าเดิม, อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อวาน

🏫 อยากให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความสุขของทุกคนขอเชิญชวนคุณครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีความสนใจในเรื่อง Well-Being...
30/07/2026

🏫 อยากให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งความสุขของทุกคน
ขอเชิญชวนคุณครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีความสนใจในเรื่อง Well-Being ในสถานศึกษา
เข้าร่วมกิจกรรม
🧡 ปลดล็อกสุขภาวะ School Unlocked by ก้าวเลิร์น 🧡
💬 ร่วมวงพูดคุยกับ
ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
สส. และอาสาก้าวเลิร์น ปีกการศึกษา พรรคประชาชน
🗓 เสาร์ 15 สิงหาคม 69
⏰ 08:30-16:30
📍บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
https://maps.app.goo.gl/kYXFXUSRKdqgxy1N7
👇 ลงทะเบียนเข้าร่วม
https://act.peoplesparty.or.th/event/168909/
#ก้าวเลิร์น #อาสาพรรคประชาชน #พรรคประชาชน #ปีกการศึกษา

การเลี้ยงเด็กคนนึงไม่ควรเป็นภาระของครอบครัวเพียงลำพัง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐและชุมชนต้องช่วยกัน ประชาชนเด็ก
28/07/2026

การเลี้ยงเด็กคนนึงไม่ควรเป็นภาระของครอบครัวเพียงลำพัง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐและชุมชนต้องช่วยกัน ประชาชนเด็ก

ถ้ากระทรวงศึกษาฯ ไม่เปลี่ยน ไปต่อลำบากแน่นอน
27/07/2026

ถ้ากระทรวงศึกษาฯ ไม่เปลี่ยน ไปต่อลำบากแน่นอน

◤ ‘ไปต่อลำบาก!’ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงใหญ่ งบประมาณเยอะ ธรรมาภิบาลง่อนแง่น ต้องยกเครื่องใหม่ก่อนจะเสียหายไปมากกว่านี้ ◢
ระหว่างปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจทางสภาฯของผมคงมีแต่ การประชุมคณะอนุกรรมาธิการการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของงบประมาณด้านการศึกษา และวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ต่าง ๆ จาก 2 กระทรวงใหญ่ ๆ คือ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และการลงพื้นที่พบปะเครือข่ายทางการศึกษาประปราย จึงพอมีเวลาที่วิเคราะห์ประเด็นท้าทายด้านโครงสร้างกระทรวงจริงจังอีกครั้ง
บทความนี้เกิดขึ้นจากสายธารทางความคิด 2 สายของผู้เขียนซึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
(1) แนวคิดการปรับโครงสร้างอัตรากำลังคนภาครัฐ โดย รองนายกปกรณ์ นิลประพันธ์ ที่ดูจะเอาจริงเอาจังกับแนวคิดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อดึงศักยภาพงบประมาณที่ปัจจุบันเป็บงบจ้างคน มากกว่างบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ
(2) การมีมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ซี 10 จำนวน 5 อัตรา (แขวนไว้รอตรวจคุณสมบัติ 1 อัตรา) โดยก่อนหน้านี้ถูกตั้งคำถามว่าภารกิจซ้ำซ้อนกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่
2 ประเด็นที่ว่ามานั้นหากจะกำหนดประเด็นอย่างแคบ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งที่รองนายกปกรณ์กำลังคิดอ่านนั้น ถึงแม้จะกระทบต่อข้าราชการบรรจุใหม่เป็นหลักก็ตาม ก็คงหลบเลี่ยงการตั้งคำถามต่ออัตรากำลังของระบบอัตรากำลังในปัจจุบันไม่ได้เลย เพราะปี 2567 กพร.ให้ข้อมูลว่าประเทศมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ 444,168 คน ยังไม่นับรวมข้าราชการพลเรือนสมัญที่ทำงานในกระทรวงอีกจำนวนมาก (ภาพดูในคอมเมนต์)
งบประมาณที่ตั้งคำขอของ ศธ.ปีนี้อยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ( 359,576,884,600 บาท) เป็นงบจ้างบุคลากร 2.3 แสนล้านบาท คิดเป็นเกือบ 65% ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนอีก 35% ที่หายไปส่วนหนึ่งก็ใช้เป็นค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน (ค่าน้ำ ค่าไฟ) เหลือถึงโรงเรียน ครู และเด็กจริง ๆ แล้วไม่กี่เปอร์เซ็น
ด้วยงบประมาณมหาศาลขนาดนี้ แต่คุณภาพการศึกษาต่ำ นำไปสู่วิกฤติด้านคุณภาพ และวิกฤติด้านศรัทธาตามลำดับ นับวันกระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถดันบาร์ ลดงบบุคลากรได้อย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่งบประมาณจ้างบุคลากรมากขนาดนี้แต่เรากลับได้ยินแต่ปัญหาครูขาด ขากภารโรง ขาดธุรการ ฯลฯ จนปีนี้แก้ปัญหาโดยการตั้งงบแฝงในโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ภายใต้งบจัดหาบุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานให้ราชการ จำนวน 8.5 พันล้านบาท
ผมมีสมมติฐานว่า การศึกษาจะมีคุณภาพได้นั้นงบประมาณส่วนใหญ่ ควรอยู่กับหน่วยปฏิบัติใกล้ชิด ติดตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือครู แต่เมื่อเหลียวกลับไปดูที่กระทรวงศึกษาธิการแล้วงบส่วนกลับกลับไปอยู่ที่การจ้างคน มากกว่าการลงทุนไปกับงานด้านการพัฒนา โภชนาการ หรืองานวิจัยด้านหลักสูตร หรือการเรียนการสอน
เราเพิกเฉยกับโรงเรียนหลายแห่งที่มีครูเกินจำนวนนักเรียน
แล้วค่อยลดอัตรากำลัง หากวันหนึ่งมีครู หรือ ผอ. เกษียณอายุ
ในขณะที่ ร.ร.ขนาดเล็กดิ้นรนเอาตัวรอดทุกวิถีทาง
เราพยายามจ้างคนมาแทนอัตรากำลังที่ขาดในโรงเรียนขนาดเล็ก
แบบไม่สนค่อยสนประสิทธิภาพการสอนที่ส่งผลต่อเด็กโดยตรง
ขอเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน สร้างความเดือดร้อนให้ คนถูกจ้างมากมาย เช่น ภารโรง พนักงานธุรการแบบจ้างเหมาฯ
เราทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับ ศึกษาธิการภาค ศึกษาจังหวัด ด้วยงบประจำจ้างคนทั้งที่ตอนนี้บทบาทของ ศธจ. และ ศธภ. เป็นที่ถูกตั้งคำถามถึงความทับซ้อน และความคุ้มค่าของการมีอยู่
มิหนำซ้ำแต่ละแท่งบริหารของกระทรวง โดยเฉพาะ สพฐ.การโยกย้ายตำแหน่งระดับบริหารจนสูญเสียดุลยภาพในการทำงาน กล่าวคือมีการย้ายคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ ของ สพฐ. อยู่เพียงครู่ จากนั้นก็เติบโตเป็นเป็นรองศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดบ้าง หรือมานั่ง ผอ.สำนักอยู่ไม่กี่เดือน งานกำลังเริ่มต้นตั้งไข่ อยู่ ๆ ถูกเลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ ก็มี หรือแม้กระทั่ง การย้ายข้ามแท่งกันอยู่หลายราย ซึ่งโดยปกติไม่ควรเกิดขึ้น เช่น เดิมทำงานอยู่ สพฐ. ย้ายข้ามมาที่ สกร. เดิมเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ย้ายมาเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ
ปรากฏการณ์ การย้ายเลื่อนตำแหน่ง การย้ายข้ามแท่งแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัญหาการขาดธรรมาภิบาลการบริหาร หรือการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าแทรกแซงการทำงานทางการบริหาราชการกระทรวง (พักหลังมานี้ปัญหาทั้ง 2 แบบมีพอ ๆ กัน)
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางนโยบาย (Policy Discontinuity) อันจะเห็นว่า งานระดับสำนัก โดยเฉพาะของ สพฐ. ขาดความต่อเนื่อง เช่น การจัดการปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก การบริหารจัดการโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้เป็นไปตามเจตจำนงค์ของ พ.ร.บ.
เรื่องการขาดธรรมาภิบาลนี้ อาจเป็นเรื่องที่ถ้าไม่สังเกตก็อาจมองไม่เห็น อย่างเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นคุณค่าทางจิตใจในนามของยศ สายสะพาย และเกียรติภูมิ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่หลายคนก็รู้สึกน้อยใจที่การได้เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพายนั้นของตนนั้นได้ยากกว่าตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดเป็นอย่างมาก ทั้งที่งานบริหารตนเองก็มากกว่า ศธจ. อยู่หลายเท่า เวลาออกงานสังคมสำคัญก็หมดโอกาสไปยืนแถวหน้า (คนมีสายสะพายมักได้ยืนแถวหน้า) เรื่องนี้อาจจะมองเป็นเรื่องน้อยใจหยุมหยิม แต่หากพิจารณาตามทฤษฎีการบริหาร เรื่องแบบนี้แหละที่ทำให้คนไม่อยากทำงาน ไม่มีศรัทธาต่อหน้าที่
เหล่านี้คือปัญหาที่องค์กรใหญ่แบบกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ควรมองข้าม และผู้บริหารกระทรวง ระดับรัฐมนตรีควรใส่ใจ ผมเข้าใจงานการเมืองว่า สุดท้ายแล้วใครก็อยากได้คนทำงานเข้าขากันมาทำงานรับใช้ใกล้ชิด แต่หากเกิดการย้ายข้ามหัวกันไปมาบ่อย ๆ ระดับธรรมาภิบาลของกระทรวงก็จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การเติบโตตามฐานความสามารถก็จะน้อยลง คนก็จะไขว่เล่นพรรคเล่นพวก เข้าหาอำนาจทางการเมืองแบบผิดวิธี เพื่อเติบโตกันแบบทุกวันนี้
กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นกระทรวงพิเศษจริง ๆ ที่จำเป็นต้องสร้างฐานคนทำงานจากความสามารถ เพราะความสามารถของคนนี่แหละจะเคลื่อนวงจรคุณภาพอีกที แต่ปัจจุบันดูเหมือนกลับทิศกลับทางกันอยู่มาก อีกไม่ช้าคงมีนโยบาย early retirement มา สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือคนที่ยื่นขอ early retire อาจจะเป็นคนที่ “ทำงาน” มากกว่าคนที่ “ไม่ทำงาน” เพราะคนทำงานจริง ๆ เขาเบื่อระบบแบบที่เป็นอยู่เต็มแก่ พอสบช่องก็ตัดช่องน้อยพอตัว ของเกษียณก่อนเวลา แน่นอนกระทรวงก็จะเสียคนเก่ง ไปมากกับคนมีปัญหา เรื่องคุณภาพก็จะหนักกว่าเดิมเป็นแน่
ผมฝันไว้ว่า ขอให้การสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่ง ซี 11 ของกระทรวง แบบการสรรหา ผอ.สถานี Thai PBS ที่มีการแสดงวิสัยทัศน์ และต้องตอบคำถามแบบกะทันหัน เปิดเผยแพร่เป็นสาธารณะ ตัดสินผู้เข้ารอบจากวิสัยทัศน์ ความสามารถตรงนั้น คัดเรื่อย ๆ จนได้ผู้ที่เหมาะสมที่สุดจริง ๆ หวังว่าสักวันคงจะได้เห็น
กระทรวงศึกษาธิการ ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมาย ผมจะมาเขียนเล่าเรื่อย ๆ พร้อมกันนี้ก็จตะตรวจสอบการทำงานอย่างเข้มข้นแน่นอนครับ

🌲🌳 ‘พื้นที่สีเขียว’ พื้นที่สร้างสุขภาวะทางจิตใจในโรงเรียนไทย 🏫🏢บทความโดย กัณณ์ณิศรา เพ็ญอุดมโชค อาสาก้าวเลิร์นองค์การอนา...
26/07/2026

🌲🌳 ‘พื้นที่สีเขียว’ พื้นที่สร้างสุขภาวะทางจิตใจในโรงเรียนไทย 🏫🏢
บทความโดย กัณณ์ณิศรา เพ็ญอุดมโชค อาสาก้าวเลิร์น
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามสุขภาวะ (Well-being) ในโรงเรียนไว้ว่า คือสภาวะที่เอื้อให้เด็กเติบโตได้อย่างมีสมดุล ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และยังรวมถึงด้านสติปัญญา และกรอบแนวคิด Well-being OECD ครอบคลุม 11 มิติของความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน และทรัพยากร 4 ประเภทสำหรับความเป็นอยู่ที่ดีในอนาคต ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจ ระบบธรรมชาติ และระบบสังคมที่จำเป็นต่อความยั่งยืนของความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน … หลายท่านอาจจะนึกถึงหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น หรือการมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษา ไม่ผิดเลย ทว่าเรามักมองข้ามโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่สำคัญที่สุดอย่าง ‘พื้นที่สีเขียว’ และ ‘พื้นที่เล่น’ ในโรงเรียน
งานวิจัยระดับโลกชี้ชัดว่า สุขภาวะที่ดีและสมาธิในการเรียนรู้ของเด็กเชื่อมโยงโดยตรงกับโอกาสในการสัมผัสธรรมชาติ อย่างน้อย 30% ของพื้นที่โรงเรียนทั้งหมดต้องเป็นพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ธรรมชาติ นี่คือตัวเลขมาตรฐานที่งานวิจัยของ The Lancet Planetary Health ระบุไว้ ว่าหากโรงเรียนมีพื้นที่สีเขียวต่ำกว่า 10% จะถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ "วิกฤต" ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กอย่างรุนแรง ….คำถามคือแล้วตอนนี้ประเทศไทยมีตรงตามมาตรฐานหรือยัง?
แต่น่าเศร้าที่ภายใต้คำกล่าวอ้างเรื่อง ‘การขยายโรงเรียน’ เพื่อรองรับจำนวนเด็กที่ทำให้อัตราส่วนสำหรับห้องเรียนครูกับนักเรียนที่เข้ามาที่สูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสอน เพราะต้องถ่ายทอดวิชาแบบ One-way Communication และการเพิ่มสิ่งปลูกสร้างเข้ามา สิ่งที่ต้องแลกก็คือสวนหย่อมของโรงเรียน พื้นที่กลางแจ้ง เปลี่ยนป่าเขียวในสถานศึกษาให้กลายเป็นป่าคอนกรีต จากงานวิจัยของ Li & Sullivan (2016) ชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่ห้องเรียนมีหน้าต่างที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียว นักเรียนจะมีความสามารถในการฟื้นฟูสมาธิ และฟื้นตัวจากความเครียดจากการสอบได้เร็วกว่า ช่วยลดอัตราภาวะวอกแวกในห้องเรียนได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้
กลับมาดูที่ไทย จริงอยู่ว่าตอนนี้เรามี “คู่มือเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย สพฐ. แล้วก็มีแนวทางปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน ของปี พ.ศ. 2566-2570 โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟังแล้วดูดีมีการให้ทำสวนพฤกษศาสตร์ เมื่อเปิดดูไส้ในก็จะเห็นว่ามีตัวชี้วัด มีแผนปฏิบัติงานเชิงอนุรักษ์ แต่คำถามคือ ตัวชี้วัดเหล่านั้นเคยถูกประเมินผ่านมิติของ Well-being บ้างแล้วหรือยัง?
ในวันที่โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง พื้นที่สีเขียวที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่รกร้างจึงถูกเฉือนทิ้งเป็นสิ่งแรกเพื่อหลีกทางให้ตึกคอนกรีต โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย เพราะเกณฑ์นโยบายที่มีอยู่ไม่มีสภาพบังคับ
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องมองโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาวะทางจิตใจขั้นพื้นฐาน ที่กฎหมายต้องเข้ามาคุ้มครองอย่างจริงจัง เพราะสัดส่วนพื้นที่สีเขียวจะช่วยโอบอุ้มสมอง สมาธิ และจิตใจของเด็กไทยไม่ให้แหลกสลายไปกับป่าคอนกรีตที่เราสร้างขึ้นในนามของการพัฒนา และมีพื้นที่ปลอดภัยให้หัวใจได้ฟื้นฟูพลังกลับมาอีกครั้งหรือไม่
ฝากกดติดตามเพจก้าวเลิร์น เพื่อสร้างเครือข่ายความคิดและการศึกษา เปลี่ยนแปลงการศึกษาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
#ก้าวเลิร์น #การศึกษา #ประชาชน #พื้นที่สีเขียว #นักเรียน
อ้างอิง
Li, D. Y., & Sullivan, W. C. (2016). Impact of Views to School Landscapes on Recovery from Stress and Mental Fatigue. Landscape and Urban Planning, 148, 149-158.
เว็บไซต์
The Lancet Planetary Health https://www.thelancet.com/journals/lanplh/home

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo แจ้งข่าวดี! อนุฯ งบด้านการศึกษาฯ มีมติไม่ปรับลดงบ กยศ. 9,000 ล้าน...
23/07/2026

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo แจ้งข่าวดี! อนุฯ งบด้านการศึกษาฯ มีมติไม่ปรับลดงบ กยศ. 9,000 ล้าน! หวังเพิ่มโอกาสการกู้เงินเพื่อการศึกษาให้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา

◤ไม่ปรับลดงบ กยศ. 9,000 กว่าล้าน! หวังเพิ่มโอกาสกู้เงินให้น้อง ๆ นักเรียน นิสิตนักศึกษา◢
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ผมในฐานะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ได้พิจารณางบประมาณของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งมีวงเงินกว่า 9,000 ล้านบาท
คณะอนุกรรมาธิการด้านการศึกษาฯ มีมติไม่ปรับลดงบประมาณของ กยศ.
ผมทราบดีว่า กยศ. คือโอกาสทางการศึกษาของนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่สามารถรับภาระค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาได้ด้วยตนเอง
การปรับลดงบประมาณอาจหมายถึงเด็กบางคนต้องหยุดเรียน บางคนต้องทำงานหนักควบคู่กับการเรียน หรือบางคนอาจต้องล้มเลิกความฝันทางการศึกษาไปโดยไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นอย่างเท่าเทียม
แล้วนิสิตนักศึกษาที่กู้ไม่ผ่าน ทั้งที่เดือดร้อนจริง ปัญหาอยู่ตรงไหน?
ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนิสิตนักศึกษากว่า 1,000 กรณีว่า ได้ยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงิน กยศ. แล้ว แต่กลับไม่ผ่านการพิจารณา หรือไม่ได้รับอนุมัติให้กู้ ทั้งที่ครอบครัวมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อศึกษาต่อ
บางคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงไม่ผ่าน บางคนยื่นเอกสารแล้วต้องรอเป็นเวลานาน บางคนได้รับข้อมูลจากสถานศึกษาและ กยศ. ไม่ตรงกัน และบางคนกำลังเสี่ยงต้องพ้นสภาพนักศึกษา เพราะไม่สามารถชำระค่าเล่าเรียนได้ทันเวลา
ยังมีเสียงสะท้อนมาอีกว่า นิสิตนักศึกษาจะโทร Call Center กยศ. ทีก็ติดต่อยาก รอสายนาน หรือโทรไม่ติด แอปพลิเคชัน กยศ. Connect ไม่แสดงยอดหนี้หรือยอดชำระแบบ Real-time ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ผู้กู้ไม่มั่นใจว่าตนเองชำระครบหรือไม่ เมื่อระบบหลังบ้านมีปัญหา คนก็โวยวายกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็รับภาระหนัก ความเชื่อมั่นต่อองค์กรก็ลดลง
ผมยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อแนวโน้มจำนวนผู้กู้ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละสถาบัน โดยเฉพาะจำนวนผู้กู้จากมหาวิทยาลัยเอกชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดว่าเกิดจากปัจจัยใด และส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงเงินกู้ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐหรือไม่
ผมจึงได้นำปัญหาและข้อร้องเรียนเหล่านี้แจ้งต่อ กยศ. โดยตรง เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการพิจารณาและเร่งช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ กยศ. ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “กองทุนที่มีเงิน” แต่ต้องเป็นระบบที่ทำให้เงินไปถึงผู้เรียนที่ขาดแคลนและเดือดร้อนได้จริง
ทั้งนี้เมื่องบประมาณของ กยศ. ได้รับการอนุมัติแล้ว ผมเสนอว่ายังมี 4 เรื่องที่ กยศ. ต้องเร่งจัดการ
(1) พัฒนาระบบแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลให้แสดงยอดหนี้ ยอดชำระ และสถานะต่าง ๆ แบบ Real-time สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้กู้ว่าผู้กู้ได้ชำระยอดหนี้เรียบร้อยแล้ว และยกระดับ Call Center ให้ตอบสนองได้รวดเร็ว ลดภาระการเดินทางและการร้องเรียนซ้ำ หรือใช้ AI Chatbot ช่วยลดภาระ Call Center เพื่อช่วยลดเวลารอสาย และให้เจ้าหน้าที่มีเวลาจัดการปัญหาที่ยากกว่า
(2) ลดเอกสารที่ไม่จำเป็น หากการให้ผู้ปกครองหรือผู้นำชุมชนเซ็นรับรองความยากจน ไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาจริง ก็ควรยกเลิก เพราะนอกจากเพิ่มภาระเอกสารแล้ว ยังอาจเปิดช่องให้เกิดระบบอุปถัมภ์ หรือทำให้ผู้ขอกู้ต้องวิ่งหาลายเซ็นโดยไม่จำเป็น
(3) ออกแบบวิธีจูงใจพฤติกรรมทำให้คนอยากใช้หนี้ มากกว่าคอยตามทวง ทั้งนี้การบริหารหนี้ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ส่งหนังสือทวง แต่ควรออกแบบแอปพลิเคชันให้ช่วย "สะกิด" พฤติกรรม เช่น แจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระ แสดงความคืบหน้าว่าชำระแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ให้ Badge หรือสิทธิประโยชน์แก่ผู้ชำระตรงเวลา เปรียบเทียบความคืบหน้าของตนเองกับเป้าหมาย ซึ่งหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมถูกใช้ทั่วโลกเพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพกว่าการรอให้ผิดนัดแล้วจึงติดตาม
(4) เปลี่ยนจาก "ตรวจเอกสาร" เป็น "ตรวจสอบเชิงรุก" หากต้องการตรวจสอบว่าผู้กู้มีคุณสมบัติจริงหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนต้องส่งเอกสารจำนวนมาก แต่สามารถใช้การสุ่มตรวจภายหลัง เช่น โทรศัพท์สอบถามผู้ปกครอง หรือใช้ฐานข้อมูลภาครัฐและการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk-based Audit) เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น
ผมเห็นด้วยกับการตรวจสอบคุณสมบัติและการใช้เงินกองทุนอย่างรอบคอบ เพราะเงินทุกบาทคือเงินสาธารณะ แต่การตรวจสอบต้องไม่กลายเป็นกำแพงเอกสารที่ผลักคนจนออกจากระบบการศึกษา
ซึ่งงบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาทจะไม่มีความหมายเลย หากสุดท้ายเงินไม่สามารถไปถึงเด็กที่จำเป็นต้องใช้จริง
การรักษางบประมาณ กยศ. ไว้จึงเป็นเพียงด่านแรก ด่านต่อไปคือทำให้ระบบพิจารณาและการดำเนินงานโปร่งใส รวดเร็ว เป็นธรรม มีประสิทธิภาพและมีความเป็นมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ
ผมจะติดตามข้อร้องเรียนที่ได้รับแจ้งไปยัง กยศ. อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้นิสิตนักศึกษาคนใดต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา เพียงเพราะติดอยู่ระหว่างเอกสาร ขั้นตอน และระบบราชการที่ไม่มีใครรับผิดชอบ
เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นสิทธิของคนที่มีเงินพร้อมเท่านั้น แต่ต้องเป็นโอกาสที่รัฐรับประกันให้ทุกคนสามารถเดินไปถึงความฝันของตนเองได้ครับ

ขยายวันรับสมัครถึง 26 ก.ค. นี้นะครับ
18/07/2026

ขยายวันรับสมัครถึง 26 ก.ค. นี้นะครับ

🚨 โอกาสสุดท้าย หลักสูตรเยาวชนก้าวหน้า 2026 ขยายเวลารับสมัครแล้วนะ!
🗣️ไม่ต้องลังเล หลักสูตรนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด มีแต่พื้นที่ปลอดภัยที่ชวนทุกคนมาขบคิด ตั้งคำถาม และปักธงอนาคตในแบบของตัวเอง 🧠ใครอยากหากิจกรรมเสริมพลังให้ตัวเองที่ได้ทั้งความสนุก ความรู้และมิตรภาพกลับไป ห้ามพลาดเด็ดขาด!
🗓️ ขยายเวลารับสมัครถึงวันที่ 26 ก.ค. 69 (ยกเว้นรอบพิษณุโลก)
🔗 กรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/5pbdoTEwE5aKpyaeA
#เยาวชนก้าวหน้า2026

ภาพกิจกรรม "ละครนิติบัญญัติ (Legislative Theatre)" ตอน "ปฏิบัติการเล่นแร่แก้กฎ ทวงสิทธิ และสวัสดิการนักเรียนไทย" โดยใช้ก...
16/07/2026

ภาพกิจกรรม "ละครนิติบัญญัติ (Legislative Theatre)" ตอน "ปฏิบัติการเล่นแร่แก้กฎ ทวงสิทธิ และสวัสดิการนักเรียนไทย" โดยใช้กระบวนการละคร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา
จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ สภาผู้แทนราษฎร โดย สส.ธีรศักดิ์ จิระตราชู และ สส.ณัฐยา บุญภักดี คณะละครขับเคลื่อนสังคม "มาร็องดู" Malongdu Theatre นำโดยครูฉั่ว ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย นักแสดงจากโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ นนทบุรี กลุ่มก้าวเลิร์น พรรคประชาชน นำโดย สส.พริษฐ์ วัชรสินธุ
และมีผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มขบวนการนักเรียนเพื่อการอภิวัฒน์ เข้าร่วมเป็นทีมงานและคณะผู้เชี่ยวชาญร่วมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย
ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการละครนิติบัญญัติในครั้งนี้ คือ
1. ยาแรงปราบผู้ละเมิดสิทธิ์ ถอนใบวิชาชีพถาวร-ดึงทีมสหวิชาชีพนอกระบบคานอำนาจ
2. ให้ทุกโรงเรียนมี "นโยบายคุ้มครองเด็ก (Child Safeguarding Policy)" และมีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากโรงเรียน
3. ยกระดับระบบร้องเรียนและการตรวจสอบเข้าสู่กฎหมายแม่บท
4. ปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชน สู่กลไกเชิงนโยบายที่เป็นอิสระ
5. ยึดหลัก Education for All รับรองสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติจากสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียน
6. บรรจุหลักการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของนักเรียนไว้ใน "ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่" ให้มีผลบังคับใช้ได้จริง
โดยข้อเสนอต่างๆเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ และการทำงานทางความคิดร่วมกับสังคมให้ตระหนักรู้เรื่องสิทธิ สวัสดิการ และความปลอดภัย ของเด็กมากขึ้น เพื่อสร้างการศึกษาไทยที่ดีกว่าเดิม
ขอบคุณข้อมูลจาก ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ประชาชนเด็ก

❝ ทุนมนุษย์ : รากของ ‘คำ’ และคำถามต่อการออกแบบนโยบายการพัฒนามนุษย์ของรัฐ ❞บทความโดย ธีรศักดิ์ จิระตราชูการเข้ามาของรัฐบา...
15/07/2026

❝ ทุนมนุษย์ : รากของ ‘คำ’ และคำถามต่อการออกแบบนโยบายการพัฒนามนุษย์ของรัฐ ❞
บทความโดย ธีรศักดิ์ จิระตราชู
การเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน 2 เรามักจะเห็นการสื่อสารเชิงนโยบายโดยเฉพาะในคำแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และแรงงาน แม้กระทั่งการสื่อสารต่อสาธารณะของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มักได้คำว่า “ทุนมนุษย์ (Human Capital)” เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ
บทความนี้มุ่งสะท้อนมุมมองในเชิงลึกและกว้างของคำว่า “ทุนมนุษย์” ซึ่งหากพิจารณาเพียงความหมายโดยทั่วไปก็อาจมองได้ว่าเป็นคำที่ใช้กันในวงวิชาการอย่างเป็นปกติ แต่หากพิจารณาในเชิงอรรถศาสตร์ (Semantics) ร่วมกับวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) โยงกับระบบคิดของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก็มีมุมมองที่น่าสนใจอันเร้นซ่อนอยู่ ควรค่าแก่การถกเถียงและตกผลึกทางความคิดร่วมกัน อีกทั้งการพิจารณาคำนี้อย่างถ่องแท้อาจนำไปสู่ความเข้าใจต่อมุมมองการพัฒนามนุษย์ การศึกษาโดยแท้ได้ดียิ่งขึ้น
เชื่อหรือไม่ เมื่อวิถีชีวิต ความคุ้นชินในการใช้ชีวิตของคนเราทาบผสมปนเปอยู่กับระบบเศรษฐกิจแบบใดก็ตาม ความเชื่อ วิธีคิด หรือการออกแบบนโยบาย วิธีการแก้ปัญหาบางอย่างก็มักจะถูกทำให้ลู่เข้าไปตามระบบคิดของเศรษฐกิจนั้นอันจะเป็นไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม หากใช้กรอบคิดนี้มองมาที่ประเทศไทยจะพบว่า ประเทศเราอยู่บนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ถวิลหาการตลาดเสรีระดับหนึ่ง การออกแบบนโยบายต่าง ๆ ก็คงตั้งอยู่บนกรอบคิดนี้เช่นเดียวกัน
วิธีคิดบนฐานระบบเศรษฐกิจนี้เองมักสะท้อนออกมาผ่าน “ภาษาธุรกิจร่วมสมัย” ซึ่งมักมีความโดดเด่นในอีกแง่ภาษา เป็นภาษานามธรรมแบบเชิงศิลปะ หรือวาทศิลป์อยู่หน่อย ๆ อีกทั้งบางครั้งมีความศักดิ์สิทธิ์แบบคลุมเครือที่มักใช้ภาษาสวยเพื่อเลี่ยงหลบข้อเท็จจริงบางอย่าง ภาษาของทุนนิยมร่วมสมัยจึงกลายเป็น “ภาษาแห่งการหลีกเลี่ยง” อาทิ ในสายธุรกิจที่พยายามสร้างความเป็นนักบริหารมืออาชีพด้วยภาพพจน์ของ “ผู้นำ” ส่วนใหญ่จะเป็นอะไรได้ ถ้าไม่ใช่ “เจ้านาย” ที่คอยบัญชาคนอื่นอีกทีหนึ่ง ทั้งในทางความคิด และการทำงาน เช่นเดียวกับคำว่า “ทุนมนุษย์” (human capital) ที่ใช้แทนวลีอย่าง “การลงทุนในทุนมนุษย์” เป็นคำที่ผู้คนที่ใช้ภาษาแบบทุนนิยมยุคปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อต้องการพูดถึงคำว่า “แรงงาน” (labor)

หลักฐานคือ สถาบันการเงิน นักการเมืองกระแสหลักในสหรัฐฯ ชนชั้นนำระดับโลก World Economic Forum (WEF) ในดาวอส ธนาคารโลก (World bank) นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
WEF มักจะออกรายงาน “ทุนมนุษย์โลก” ประจำปี ซึ่งในฉบับล่าสุดมีประโยคเด็ดอย่าง “โลกเพิ่งพัฒนาทุนมนุษย์ไปได้เพียง 62% เท่านั้น” วลีนี้แทรกซึมเข้าไปในวงการสหภาพแรงงาน วงการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ไม่น้อย เช่น หลังจากการลงมติหยุดงานประท้วง พนักงานคาสิโนในลาสเวกัสคนหนึ่งได้ประณามการใช้ระบบอัตโนมัติโดยกล่าวว่า “บริษัทต้องลงทุนในทุนมนุษย์และปฏิบัติต่อเราอย่างมีศักดิ์ศรี”
องค์กรอย่างธนาคารโลก ก็มีโครงการเพื่อโลก (A Project for the World) ที่มุ่งศึกษาเรื่องทุนมนุษย์ผ่านการบ่งชี้ตัวเลขดัชนีต่าง ๆ และเป็นข้อเสนอหนึ่งให้ประเทศที่สนใจสามารถกู้เงินไปทำโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ได้ โดยให้เหตุผลว่าทุนมนุษย์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน โครงการทุนมนุษย์ (Human Capital Project หรือ HCP) ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจและให้ข้อมูลเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตัวบุคคล โดยใช้แนวทางการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งภาครัฐ (Whole-of-Government Approach) เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการลงมือปฏิบัติในภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
หรือแม้แต่ในประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ก็รับลูกทำงานร่วมกับธนาคารโลก ออกรายงานสภาวการณ์ด้านทุนมนุษย์ในไทยซึ่งมุ่งศึกษาทักษะการรู้หนังสือ ทักษะอารมณ์สังคม และทักษะดิจิทัล เป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพพื้นฐานของคนไทย มีบทความที่เขียนข้อเสนอไว้ เช่น บทความ ทุนมนุษย์ : ยิ่งลงทุนเร็ว ยิ่งคุ้มค่า หรือแม้แต่แนวคิดข้อเสนอของประธานกองทุนย์เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ลงในวารสาร กสศ. อยู่บ่อยครั้ง
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คำว่า “ทุนมนุษย์” จะแทรกซึมอยู่ทั้งในวงการการศึกษา และวงการธุรกิจของทั้งของไทย และของโลก หรือแม้กระทั่งในการออกแบบนโยบายการศึกษา นโยบายการยกระดับเศรษฐกิจ ที่จะมุ่งชูคำนี้ให้เป็นคำสำคัญหลักในการเสนอนโยบายต่อประชาชน นัยยะหนึ่งมองว่าเป็นคำที่ติดหูฟังง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องเอามาตั้งคำถามกันจริงจังเสียทีว่าสุดท้ายแล้ว มนุษย์ทั้งหลายเป็นทุนของใคร ? ระบบเศรษฐกิจ รัฐ ชนชั้นนำ หรือของใคร
ธีโอดอร์ ชูลท์ซ (Theodore Schultz) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอ ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความสามารถที่สะสมอยู่ในตัวบุคคล โดยมองว่าความสามารถเหล่านี้สามารถนำมาลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการลงทุนในเครื่องจักรหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มสมรรถนะในการทำงานและขยายขีดความสามารถในการเพิ่มผลผลิต หัวใจสำคัญประการหนึ่งของทฤษฎีนี้คือ “การศึกษา” ซึ่งถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด การจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ล้วนเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับทฤษฎีทุนมนุษย์ที่มุ่งเน้นการแสวงหาความรู้และพัฒนาความชำนาญของมนุษย์ เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจและสังคม
แต่รู้หรือไม่ว่าคำว่า “ทุนมนุษย์” ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก เพราะคำนี้เคยมีนัยยะที่ตรงกันข้ามกับคำว่า “ศักดิ์ศรี” ตอนที่ชูลท์ซ เริ่มพัฒนาทฤษฎีทุนมนุษย์ เขาถูกโจมตีว่าวลีนี้ทำให้นึกถึง “ระบบทาส” ทำให้ในบทความช่วงหลังของชูลท์ซ เช่น “Investment in Human Capital” เขาเริ่มด้วยการพูดถึงความระมัดระวังในถ้อยคำที่อาจฟังดู “น่ารังเกียจ” และพยายามจะหลบเลี่ยงความเข้าใจที่โต้แย้งกับวลีที่เขาใช้ว่า “ค่านิยมและความเชื่อของเรายับยั้งไม่ให้เรามองมนุษย์เป็นสินค้าทุน ยกเว้นในระบบทาส ซึ่งเราเกลียดชังสิ่งนั้น” นอกจากนี้เขาแสดงความเห็นว่านัยยะของคำว่า “ทุนมนุษย์” ที่แสดงถึงการกดขี่มนุษย์เป็นเพียงความบังเอิญ เพราะในความเป็นจริง ทุนมนุษย์ไม่ได้ลดทอนมนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุ แต่กลับมอบหนทางสู่อิสรภาพให้กับเราต่างหาก
แกรี่ เบกเกอร์ (Gary Becker) เพื่อนร่วมงานของชูลท์ซ พยายามพัฒนาแนวคิดของชูลท์ซ โดยให้เหตุผลว่า การที่บุคคลต้องลงทุนในความรู้ ทักษะ สุขภาพ และอุปนิสัยของตนเองเพื่อสร้าง “มูลค่า” ในตลาดแรงงาน กล่าวคือถ้าคุณมีทักษะแรงงาน การศึกษา และสุขภาพที่ดี คุณก็จะเป็นคนที่ถูกมองว่ามี “พรสวรรค์” และได้รับการพิจารณาเข้าทำงานง่ายขึ้น อุดมการณ์นี้ได้กลายมาเป็น “รากฐานของจริยธรรม” การทำงานยุคใหม่ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องพยายามพัฒนาคุณสมบัตินามธรรมต่างๆ เช่น ความอดทน ความคิดสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั่งการตามหา ความหลงใหลในงาน หรือแพสชัน เพื่อเพิ่มมูลค่าของตนเองในสายตานายจ้าง แรงกดดันในการค้นหาแพสชันในที่ทำงานก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของตรรกะนี้ โดยแพสชันเปรียบเสมือนสิ่งที่เบกเกอร์เรียกว่า “รายได้ทางใจ” (psychic income) ซึ่งเป็นความพึงพอใจที่ไม่ได้รับเป็นตัวเงินจากการทำงาน ซึ่งการมีอยู่ของรายได้ทางใจในบางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นเครื่องปลอบประโลมเพื่อชดเชยกับรายได้ประจำที่ไม่น่าพึงพอใจนั่นเอง
ในระดับโครงสร้างของประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงที่ แนวคิดนี้จะเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมต่อปัญหารากฐานที่มาจากความเหลื่อมล้ำ เช่น อัตราการเกิดของประชากร การด้อยคุณภาพทางการศึกษา ระบบการเมืองที่ไร้ธรรมาภิบาล ว่าเกิดจาก “การขาดแคลนทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ” ในระยะสั้นรัฐเองอาจไม่ได้มองปัจจัยด้านจำนวนคน แต่หันไปมองด้านคุณภาพของคนมากขึ้น ในส่วนโลกของงานก็อาจเอื้อให้นายจ้างผลักภาระความเสี่ยงและต้นทุน “การพัฒนาตัวเอง” มาให้ลูกจ้างรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว กล่าวคือ โลกมันเปลี่ยน คุณต้องเก่งขึ้น ต้องดีขึ้น ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งที่ความจริงงานนั้นอาจจะไม่ได้ต้องเป็นเนื้องานที่ต้องทำแค่คนเดียว เช่น ครูต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีมาลดภาระงาน จะได้ทำงานสอนได้มากขึ้น ทั้งที่จริงครูก็ควรสอนอย่างเดียว ในขณะที่เรื่องงานธุรการต่าง ๆ ก็ควรมีคนทำทำให้ครู การบีบรัดให้ครูต้องเก่งขึ้น เพื่อทำงานหนักน้อยลง ไม่ใช่วิธีคิดที่เป็นธรรมต่อตัวครู กล่าวโดยสรุปคือ ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องคุณภาพของคนอีกต่อไป แต่เรื่องปริมาณของคนก็เป็นเรื่องที่ต้องมาเร่งแก้โดยด่วน ต่อให้รัฐจะลงทุนในตัวครูอีกกี่มากน้อย มันก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีและไม่ใช่ความเป็นธรรมต่อตัวครูอยู่ดี
ดังนั้นในเชิงโครงสร้างเราอาจจะประสบปัญหาการ “มีคนไม่พอทำงาน” พอ ๆ กับปัญหา “คนขาดคุณภาพ” ประเทศไทยนี้ต้องการให้คนที่มีอยู่เก่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโลกขณะเดียวกันประเทศก็ต้องการคนเพิ่มด้วยเช่นกัน การบอกให้คนต้องเก่งขึ้นอาจจะจำเป็นในบางส่วน แต่อย่าหลงลืมเรี่ยวแรง และต้นทุนของการเก่งขึ้นว่ามีขอบเขตแค่ไหน มุมมองนี้ควรใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมีส่วนในการพิจารณาด้วย ถึงแม้ว่าองค์กรระดับโลกกลับมักนำคำนี้มาใช้ในเชิงเห็นอกเห็นใจ เช่น แคมเปญ "ลงทุนในผู้คน" เพื่อให้ดูเป็นเรื่องของการพัฒนามากกว่าผลกำไร ท้ายที่สุดแล้ว ทุนมนุษย์จึงเป็นแนวคิดที่พลิกแพลงเอาความเหนื่อยยากที่เราทำเพื่อเจ้านาย ให้ดูเหมือนเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเอง
คำว่าทุนมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่เราพึงระมัดระวังในการใช้คำอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าในหลักคิดอาจจะไม่ได้มีส่วนใดเลยที่นึกคิดตามบทความนี้ แต่ก็อย่าหลงลืมว่าในบางครั้ง “อำนาจของคำ” ก็อาจจะนำพาเราไปผิดทางได้ โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่าและหาคำตอบให้ชัดว่า มนุษย์คือทุนของใคร หากมนุษย์คือทุนของรัฐ แล้วรัฐอย่างที่เป็นอยู่นี้ จะสร้างทุนมนุษย์ที่ดีได้จริงหรือไม่ หรือเราจะมั่นใจได้หรือไม่ว่ารัฐแบบที่เป็นอยู่จะกล้าลงทุนเพื่อพัฒนาในมนุษย์อย่างแท้จริงโดยไม่หวังประโยชน์เกินกว่าที่รัฐลงทุนให้กับมนุษย์ หรือสุดท้ายแนวคิดทุนมนุษย์ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักในตัวมันเอง แต่ถูกสร้างมาเป็นอุดมการณ์ชั้นดีโดยรัฐ เพื่อหวังตอบโจทย์ทางสังคมของยุคโลกาภิวัตน์อย่างฉาบฉวย เกิดอาการกลัวตกเทรนด์ กลัวที่จะตามไม่ทัน “คำ” ที่มีนัยยะก้าวหน้าแห่งยุคสมัย (Fear of Missing out: FOMO) แต่นัยยะที่แท้จริงก็อาจเป็นไปเพื่อปกป้องรักษาสถานะเดิมของสังคมผู้มีอำนาจ (Status quo)

ฝากกดติดตามก้าวเลิร์น เพื่อสร้างเครือข่ายความคิด และการศึกษา เปลี่ยนแปลงการศึกษาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
#ก้าวเลิร์น #การศึกษาประชาชน

ที่อยู่

พรรคประชาชน ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
เขตบางกะปิ

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ก้าวเลิร์นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์