เรารักษ์ป่าแก่งกระจาน

เรารักษ์ป่าแก่งกระจาน ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เรื่องราวประทับใจในธรรมชาติของผืนป่าแก่งกระจาน มาร่วมแบ่งปันให้ทุกคนได้ดู ได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติบ้านเรา ครับ ^^

ชะนี...สองแม่ลูกท่าเดียวกันเป๊ะในขณะที่หน่วยงานรัฐกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อปลูก ฟื้นฟู บำรุงป่าคอนโด ....และจ่ายเงินท...
21/05/2026

ชะนี...สองแม่ลูก
ท่าเดียวกันเป๊ะ

ในขณะที่หน่วยงานรัฐกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาล
เพื่อปลูก ฟื้นฟู บำรุงป่าคอนโด ....และจ่ายเงินทอน

แต่ชะนีกลุ่มหนึ่งปลูกป่าโดยการถ่ายมูล กระจายเมล็ดพันธุ์ไม้
โดยไม่ต้องใช้ตังซักบาท

บทบาทของชะนีจึงมีความสำคัญ
ในฐานะนักกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้
โดยเฉพาะผลไม้ป่า ที่มนุษย์เองก็ชอบกิน
ที่ขายตามท้องตลาด ล้วนปรับปรุงพันธุ์มาจากป่า

ค่างแว่นถิ่นใต้.... ดัชนีชี้วัดทางนิเวศวิทยาที่สำคัญของกลุ่มป่าแก่งกระจาน (KKFC) ประมาณปี พ.ศ. 2550 ได้มีการจัดทำกรอบการ...
07/05/2026

ค่างแว่นถิ่นใต้.... ดัชนีชี้วัดทางนิเวศวิทยาที่สำคัญของกลุ่มป่าแก่งกระจาน (KKFC) ประมาณปี พ.ศ. 2550 ได้มีการจัดทำกรอบการอนุรักษ์ที่ครอบคลุมสำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (KKNP) โดยใช้แนวคิดชนิดพันธุ์ภูมิทัศน์ที่มีชีวิต (Living Landscape Species Concept) แนวทางนี้ได้กำหนดชนิดพันธุ์เป้าหมาย 5 ชนิดเพื่อยกให้เป็น "สัตว์ป่าแห่งผืนป่า" ซึ่งค่างแว่นถิ่นใต้คือหนึ่งในนั้น
ทำไมค่างแว่นถิ่นใต้จึงเป็นชนิดพันธุ์ภูมิทัศน์
แนวคิดภูมิทัศน์ที่มีชีวิตมุ่งเน้นไปที่ชนิดพันธุ์ซึ่งการปกป้องพวกมันจะส่งผลให้เกิดการปกป้องถิ่นอาศัยของพืชและสัตว์อื่นๆ อีกมากมายโดยอัตโนมัติ ค่างแว่นถิ่นใต้เป็นแกนหลักในกลยุทธ์การอนุรักษ์ชั้นเรือนยอดของป่าดิบในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานผ่านบทบาททางนิเวศวิทยาที่สำคัญหลายประการ:
ความสมบูรณ์ของเรือนยอดไม้ในป่า: ในฐานะสัตว์ในกลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เป็นหลัก ค่างแว่นถิ่นใต้พึ่งพาเรือนยอดป่าที่สมบูรณ์และต่อเนื่องกันเกือบทั้งหมดในการหาอาหาร เดินทาง และหลบหลีกนักล่า การมีอยู่ของพวกมันอย่างยั่งยืนเป็นตัวชี้วัดโดยตรงถึงความสมบูรณ์ของโครงสร้างภายในป่า การปกป้องพื้นที่ในแนวดิ่งที่พวกมันต้องการช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างเรือนยอดป่าจะได้รับการรักษาไว้เพื่อชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่บนเรือนยอดป่าอีกนับไม่ถ้วน
การฟื้นฟูสภาพป่า: แม้จะกินใบไม้เป็นอาหารหลัก แต่พฤติกรรมการกินของพวกมันก็สามารถปรับเปลี่ยนได้สูง ซึ่งรวมถึงผลไม้ ดอกไม้ และเมล็ดพืชตามฤดูกาล เมื่อฝูงค่างเดินทางผ่านเรือนยอดป่า พวกมันทำหน้าที่เป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ที่สำคัญ ช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูตามธรรมชาติและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของพืชที่ซับซ้อนอันเป็นลักษณะเฉพาะของเทือกเขาตะนาวศรี
การเฝ้าระวังผลกระทบจากมนุษย์: เนื่องจากพวกมันต้องการเรือนยอดป่าที่สมบูรณ์ ประชากรค่างจึงมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อการถูกทำลายและการแบ่งเป็นหย่อมป่าของถิ่นอาศัย (Habitat fragmentation) การติดตามสุขภาพและการกระจายตัวของฝูงค่าง—โดยเฉพาะตามเส้นทางจากแคมป์บ้านกร่างขึ้นไปยังพะเนินทุ่ง—ช่วยให้ได้ตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสังเกตได้เกี่ยวกับผลกระทบของการลักลอบตัดไม้ การบุกรุกพื้นที่ และประสิทธิภาพโดยรวมของการลาดตระเวนในพื้นที่
การประเมินสุขภาพของระบบนิเวศที่กว้างใหญ่และซับซ้อนอย่างแก่งกระจานจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ การมุ่งเน้นความพยายามในการจัดการและการปกป้องไปที่ความต้องการด้านถิ่นอาศัยของค่างแว่นถิ่นใต้ จะช่วยรักษาสุขภาพโดยรวมของผืนป่า

https://www.facebook.com/share/p/1Hz76TcGKK/
18/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/1Hz76TcGKK/

"ประกายฉัตรภูลังกา: อัญมณีแห่งผาหินทราย"
ท่ามกลางกระแสศรัทธาและตำนานพญานาคที่ทำให้ "ภูลังกา" กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของสายมู”ทั้งหลาย ทว่าในซอกโขดหินทรายและความชื้นเย็นของแหล่งน้ำซับในร่องหิน ยังมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่ซ่อนกายอยู่อย่างเงียบเชียบแต่โดดเด่น มันไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครมาเพื่อขอพร แต่มันคือ พืชพรรณชนิดหนึ่งที่หาดูหาชมยากสำหรับผู้คลั่งไคล้ในความงามของพฤกษา "ประกายฉัตรภูลังกา" (𝘗𝘩𝘺𝘭𝘭𝘰𝘤𝘺𝘤𝘭𝘶𝘴 𝘱𝘦𝘵𝘦𝘭𝘰𝘵𝘪𝘪) พืชล้มลุกขนาดจิ๋ว ที่มีกลีบดอกขาวสวยสะดุดตา ชวนให้มอง
เมื่อปลายฝนต้นลมหนาวเริ่มมาเยือนเข้าไปสู่ฤดูแล้ง ชูช่อดอกโปร่งระย้า อวดกลีบดอกสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบด้านในแต้มด้วยสีเหลืองสดใสเพื่อดึงดูดแมลง เพื่อช่วยผสมเกสร พวกมันเป็น "พืชล้มลุกปีเดียว" (Annual herb) ที่ต้องงอก เติบโต ออกดอก และทิ้งเมล็ดให้เสร็จสิ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ความแห้งแล้งของฤดูร้อนจะมาพรากชีวิตต้นแม่ไป
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของพืชชนิดนี้ไม่ใช่ดอกสีขาวบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างของ "ใบ" ที่วิวัฒนาการมาอย่างโดดเด่นจนเป็นที่มาของชื่อสกุล Phyllocyclus (ฟิลโลไซคลัส) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า "วงใบ หรือใบวงกลม" (Phyllon = ใบ, Kyklos = วงกลม) ซึ่งอธิบายลักษณะเด่นของใบประดับที่มีลักษณะคล้ายวงกลมของมันได้อย่างดี และโคนใบทั้งสองฝั่งกลับเชื่อมติดกันสนิทจนกลายเป็นแผ่นวงกลมโอบล้อมลำต้นไว้ ลักษณะนี้เองที่นักพฤกษศาสตร์จินตนาการเห็นแผ่นใบคล้ายเป็นชั้นของ "ฉัตร" และการแตกกิ่งมักเป็นแบบคู่ (dichotomous)
ในส่วนบน ทำให้เกิดลักษณะเป็นชั้นๆ เป็นที่มาของชื่อ "ประกายฉัตร"ส่วนคำระบุชนิด ‘petelotii’ ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ Paul Alfred Pételot นักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เก็บตัวอย่างต้นแบบได้จากเขาหินปูนในแขวงคำม่วน สปป.ลาว ในขณะที่ประเทศไทยมีรายงานการพบครั้งแรกในปี 2019 ในอุทยานแห่งชาติภูลังกาโดยคณะวิจัยจากหอพรรณไม้ กรมอุทยานฯ บริเวณป่าดิบแล้งพื้นที่เป็นภูเขาหินทรายของวัดถ้ำพระ
พบว่าออกดอกในช่วงเดือน กันยายน – ธันวาคม อย่างไรก็ตามในปี 2026 คณะนักวิจัย อพวช.ภายใต้โครงการพรรณพฤกษชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา โดยได้รับทุนจากกองทุน ววน.(สกสว.) ได้สำรวจพบ “ประกายฉัตรภูลังกา” ออกดอกบานในเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณป่าผสมผลัดใบ น้ำตกตาดวิมานทิพย์ สะท้อนให้เห็นว่าฤดูกาลและสังคมป่าไม่มีอิทธิพลต่อถิ่นอาศัยและการออกดอก จึงเรียกพืชกลุ่มนี้ว่า พืชบนหินแบบไม่เจาะจง (facultative lithophyte)
ความน่าสนใจทางนิเวศวิทยาของประชากรในไทย คือ "ความแตกต่าง" ของถิ่นอาศัยและนิเวศวิทยาในเขตกระจายพันธุ์เดิม ในช่วงแรกนักพฤกษศาสตร์เชื่อว่าพืชสกุลนี้เป็นพวก "ชอบหินปูน" (Calcicolous) ดังที่พบในประเทศลาวและพม่า แต่ที่ภูลังกาพวกมันกลับเจริญเติบโตและกระจายพันธุ์ได้ดีในพื้นที่ "หินทราย" (Sandstone) การค้นพบนี้เปลี่ยนมุมมองเรื่องการกระจายพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่า พืชชนิดนี้อาจต้องการเพียงสภาพสิ่งแวดล้อมจำเพาะในพื้นที่ (Microclimate) ที่มีความชื้นและแสงแดดรำไรเฉพาะตัว โดยไม่ยึดติดกับชนิดของหินและสังคมพืชอย่างที่เคยเข้าใจ
ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ประกายฉัตรมักขึ้นอยู่ตามหน้าผาน้ำตก หรือบริเวณปากเพิงผาหินทราย ที่มีความชื้นสะสมและการระบายน้ำที่ดี ในพื้นที่เดียวกันยังพบกลุ่มมอสและเฟิร์นปกคลุม กลุ่มประชากรในแต่ละจุดมีจำนวนไม่มากนัก จากการประเมินสถานภาพเบื้องต้น ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพืชใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย โดยใช้เกณฑ์ IUCN Red List
จากการสำรวจและประเมินของทีมหอพรรณไม้พบว่า จำนวนต้นเต็มวัยในประชากรย่อยของไทยที่ทราบมี น้อยกว่า 50 ต้น ขนาดประชากรที่เล็กมากนี้ทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากเหตุการณ์ปัจจัยคุกคามสุ่มตามธรรมชาติและคอขวดทางพันธุกรรม จึงทำให้สถานภาพของประกายฉัตรภูลังกากลับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ศัตรูพืชตามธรรมชาติ แต่คือ "ความไม่รู้" ของมนุษย์ การเติบโตของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูลังกา นำมาซึ่งความเสี่ยงที่พืชจิ๋วเหล่านี้จะถูกเหยียบย่ำโดยไม่ตั้งใจ
ประกายฉัตรภูลังกา ไม่ใช่เป็นเพียงพรรณพืชที่พบเฉพาะถิ่นในพื้นที่ แต่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์และความซับซ้อนของระบบนิเวศลานหินทราย แต่การดำรงอยู่ของมันคอยย้ำเตือนใจเราว่า ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ยังมี "โลกใบเล็ก" ที่ซ่อนอยู่หากใครมีโอกาสไปเยือนภูลังกา นอกจากจะแหงนหน้ามององค์พระเพื่อไหว้ขอพรแล้ว ลองก้มมองต่ำลงไปที่พื้นหินสักนิด คุณอาจจะได้พบกับ "ประกาย" ดอกของฉัตรธรรมชาติในผืนป่า ที่กำลังทำหน้าที่ประดับไพร และรอคอยให้เราช่วยกันปกป้อง เพื่อให้ความงามนี้ยังคงส่องประกายแห่งการอนุรักษ์สืบต่อไป.
//
เรื่อง/ภาพ: Nat.ปุ้น(วิสูจน์ สุพงษ์)
กราฟิก: พี่เป็ก อนุภาส
//
อ้างอิง
Sisakhon, K., Chayamarit, K., Wongkantrakorn, N., Middleton, D. J., Kiewbang, W., Salee, W., & Vajrodaya, S. (2021). The genus Phyllocyclus (Gentianaceae) in Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany), 49(2), 173–178. https://doi.org/10.20531/tfb.2021.49.2.03
Thiv, M. (2003). A taxonomic revision of Canscora, Cracosna, Duplipetala, Hoppea, Microrphium, Phyllocyclus and Schinziella (Gentianaceae-Canscorinae). Blumea, 48(1), 1–46. https://doi.org/10.3767/000651903X686033

https://www.facebook.com/share/p/1AVN9dxo3X/
15/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1AVN9dxo3X/

งานพรรณพฤกษา โมกราชินี
โมกราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk จัดอยู่ในวงศ์ศ์ตีนเป็ด Apocynaceae ชื่อสกุลชื่อสกุล Wrightia เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ William Wright (1735-1819) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตผู้มีคุณูปการสำคัญต่อการศึกษาพรรณไม้ในเขตร้อน

พืชสกุลนี้มีลักษณะเด่นคือใบเรียงตรงข้าม น้ำยางสีขาว และดอกที่โดดเด่น คำระบุชนิด Sirikitiae ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากการที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า “การอนุรักษ์” มิใช่เพียงการปลูกป่า แต่คือการ“ปลูกจิตสำนึก”แห่งความรักในผืนดินและผืนน้ำ เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลังภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆเช่น บ้านเล็กในป่าใหญ่ ป่ารักษ์น้ำ ฯลฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โมกราชินีเป็นพืชถิ่นเดียวพบเฉพาะในประเทศไทย พบครั้งแรกบริเวณเขาหินปูน จ.สระบุรี มีสถานภาพเป็นไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์ ได้มีค้นพบและเก็บตัวอย่างโมกราชินี จากบริเวณเขาหินปูน อ.พระพุทธบาท ต่อมา ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้ ได้ทำการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชชนิดนี้ร่วมกับ David John Middleton ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้สกุลโมกชาวอังกฤษ

โมกราชินีได้รับการยืนยันว่าเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก กรมป่าไม้จึงได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธย เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดใหม่นี้ ในปี พ.ศ. 2544 และได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่ง “โมกราชินี” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักพฤกษศาสตร์ไทยที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และเพื่อช่วยอนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้มิให้สูญหาย

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร มียางสีขาว ลำต้น เปลือกนอก มีตุ่มใหญ่หนาแน่น เปลือกในสีน้ำตาลอ่อนสีเขียวอ่อน กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมประปราย

ใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม (opposite) รูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนแหลมหรือมนขอบเรียบ แผ่นใบด้านล่างมีขนละเอียดช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ด้านในเกลี้ยงแผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม

ดอก สีขาว รูปดอกเข็ม (salverform) กลิ่นหอมอ่อน ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนด้านในมีเกล็ดต่อม กลีบดอกสีขาว มีกะบังมี 3 ชั้น กะบังหน้ากลีบดอกแนบติดกลีบดอกเกือบกึ่งหนึ่ง ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้ 5 อัน อับเรณูรูปหัวลูกศรแนบติดยอดเกสรเพศเมีย รังไข่มีขนประปราย

ผล ผลเป็นฝักคู่ กางออก รูปกระสวย ปลายกว้าง มีช่องอากาศ (lenticel) หนาแน่น เมล็ดรูปแถบ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนกระจุกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร

การกระจายพันธุ์ เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย กระจายตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง จนถึงภาคตะวันออกเป็นพืชที่ชอบหินปูน (calcicole) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีแคลเซียมสูงและเป็นด่าง มีถิ่นที่อยู่เฉพาะมักพบบริเวณรอยแตกและซอกหินบนเขาหินปูน หรือที่เรียกว่าภูมิทัศน์คาสต์ (karst landscapes)

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ
เรื่อง Nat. ปุ้น วิสูจน์
กราฟิก เป็ก อนุภาส
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
https://botany.dnp.go.th/detail.aspx?words=%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5
QSBG (Queen Sirikit Botanic Garden). 2004. “Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk (APOCYNACEAE).” QSBG Newsletter 10: 13. 1

IUCN. 2024. “The IUCN Red List of Threatened Species.” Version 2024-2. Accessed November 26, 2024. https://www.iucnredlist.org. 1

Royal Botanic Gardens, Kew. n.d. “Isotype of Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk.” Global Plants on JSTOR. Accessed November 26, 2025. https://plants.jstor.org/stable/10.5555/al.ap.specimen.k000630358.

Middleton, David J. 2007. “A New Species of Wrightia (Apocynaceae: Apocynoideae) from Thailand.” Thai Forest Bulletin (Botany) 35: 80–85.

https://www.facebook.com/share/p/1PaWEjoQzS/
24/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/1PaWEjoQzS/

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ นายบัญชา ไกรศรีบารมี หรือครูตู้ พนักงานราชการ ตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าทิขุ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ซึ่งถูกช้างป่าทำร้ายและเสียชีวิต ขณะปฎิบัติหน้าที่

ครูตู้ของพี่น้องชาวทุ่งใหญ่ เป็นผู้ที่มีใจรักในการทำงาน ทุ่มเท และเสียสละเสมอ รวมทั้งยังเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และเป็นผู้ที่มีใจพิทักษ์ป่าใหญ่ อย่างแท้จริง

ด้วยรักและอาลัยสุดหัวใจ จากพี่น้องชาวทุ่งใหญ่ทุกคน🤍

ที่อยู่

แก่งกระจาน
เพชรบุรี
76170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรารักษ์ป่าแก่งกระจานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์