เอสเอ็มอี เซ็นเตอร์

เอสเอ็มอี เซ็นเตอร์ ................. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ให้ดำเนินโครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร (SME One-Stop Service Center : OSS) เพื่อให้บริการคำปรึกษาธุรกิจและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการเข้าถึงบริการของภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของ SMEs เน้นการให้บริการและช่วยเหลือแบบครบวงจร เพื่อให้ SMEs สามารถพัฒนากิจการให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน
(4)

เปิดเหมือนปกติ

Photos from สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่'s post
22/06/2021

Photos from สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่'s post

Photos from สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่'s post
22/06/2021

Photos from สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่'s post

22/06/2021

สิทธิ์ที่ควรรู้ของสมาชิก เมื่อเลือกออมเงินกับ
“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
.
มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า
“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มักจะเป็นขวัญใจของพวกเรา
เพราะเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
แค่หักเงินเดือนของเราไปอัตโนมัติ
จากนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้
เพียงไม่กี่ปีก็ได้รับเงินก้อนโต
ตามเป้าหมายการเงินที่เราวางไว้
แหม่.. มันช่างสะดวกสบายอะไรขนาดนี้ ฮ่าๆ
.
ถ้าหากว่าเราอยากได้เปรียบ
และอยากมีทางเลือกมากกว่าคนอื่น
พรี่หนอมก็มี 9 ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับสิทธิของสมาชิก
เมื่อเราเลือกออมเงินกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”
มาฝากกันครับ
.
สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaipvd.com
.
#กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #วางแผนเกษียณ #กลต
#มนุษย์เงินเดือน #ProvidentFund #PVD
#ProvidentFundสะสมสุขX2 #WealthyMoneySeriesWithProvidentFund

22/06/2021

ต่างประเทศเขาก็มีแคบหมูด้วยหรอ?! นี่อาจจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนรู้สึกเอะใจ และสงสัย แน่นอนว่ามี แถมขายดิบขายดีเสียด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละประเทศก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป โดยที่อังกฤษเขาเรียกกันว่า pork crackling อาจจะไม่เหมือนกับแคบหมูบ้านเราเป๊ะๆ แต่ก็มีลักษณะที่คล้ายกัน ดังนั้นแอดมินจะขอเรียกว่า แคบหมู เพื่อทุกคนจะได้เรียกและเข้าใจได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน
.
นี่เป็นเรื่องราวของหนุ่มชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า Nick Coleman ผู้มีตำแหน่งเป็น CEO ของ Snaffling Pig แบรนด์แคบหมูจากดินแดนผู้ดีอังกฤษที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินลงทุน 500 ปอนด์ หรือประมาณ 20,000 บาท จนในตอนนี้บริษัทของเขามีมูลค่ามากกว่า 6 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี!!
.
โดย Snaffling Pig เป็นแบรนด์แคบหมูที่มีหลากหลายรสชาติ อาทิเช่น รสบาร์บีคิว รสเกลือ รสมัสตาร์ด รสเกลือและพริกไทย รสเกลือและน้ำส้มสายชู รสเมเปิ้ล เป็นต้น รวมไปถึงมีหลากหลายแพ็กเกจให้เลือก ทั้งแบบถุง แบบโหลแก้ว นอกจากนี้ยังมีการทำเป็นเซ็ทขายในเทศกาลนับถอยหลังสู่วันคริสมาสต์ รวมไปถึงเทศกาลอีสเตอร์ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์แคบหมูสุดครีเอทจริงๆ
.
ยอดขายรวมของแบรนด์นั้นมีมากกว่า 8 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งรวมในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 2.1 ล้านชิ้น!! โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดบริษัทและโดนหุ้นส่วนสบประมาทว่าเขาไม่สามารถทำธุรกิจที่มีเงินเริ่มต้นเพียง 20,000 บาท ให้ไปรอดได้หรอก ถึงขนาดที่เพื่อนยอมเดิมพันที่จะเลี้ยงมื้อค่ำสุดหรูเป็นการแลกเปลี่ยน หากธุรกิจของเขาสามารถทำเงินได้มากกว่าสิบล้านต่อปี แล้วใครจะคิดล่ะว่าเพียงแค่ 18 เดือนถัดมา Nick Coleman ก็ได้ไปนั่งทานสเต็กบนร้านอาหารสุดหรูโดยที่มีเพื่อนของเขาเป็นเจ้ามือ
.
Nick เริ่มทำธุรกิจที่หมู่บ้านเล็กๆ อย่าง Yattendon ในประเทศอังกฤษด้วยเงินทุนอันน้อยนิด ตอนนั้นเขาพบกับคนทำแคบหมูจึงขอให้พ่อค้าคนนั้นลองทำแคบหมูรสชาติต่างๆ เช่น รสพริก รสผักชี แล้วบรรจุลงแพ็กเกจโดยเลือกเป็นแบบที่ถูกที่สุด พร้อมกับติดฉลากเล็กๆ เป็นชื่อแบรนด์ว่า Snaffling Pig ก่อนจะไปทดลองขายเป็นกับแกล้มตามพับบาร์หรือร้านนั่งชิลด์ต่างๆ ที่แล้วที่เล่า และนำรายได้ที่ได้กลับมาพัฒนาและขยายธุรกิจแคบหมูในการผลิตขายในตลาด
.
ซึ่งเขาใช้เงิน 20,000 ไปกับการออกแบบโลโก้แบรนด์และทำการสำรวจตลาดด้วยตัวเองโดยการไปเที่ยวตามพับบาร์และพูดคุยกับเจ้าของร้านเกือบทุกร้าน ทำให้เขาพบว่าสุดท้ายแล้วรสผักชีนั้นขายไม่ดีเท่าที่ควร แต่หากเป็นรสเกลือและน้ำส้มสายชูก็จะได้รับความนิยมมากกว่า นั่นทำให้เขาได้เริ่มรู้จักกับอุตสาหกรรมสถานบันเทิงตอนกลางคืนว่ามีการทำงานอย่างไร ผับตามชนบทมักจะขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านว่าจะขายสินค้าของคุณหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นพับในเมืองก็ต้องพยายามที่จะตกลงเรื่องสัญญากันซึ่งมีรายละเอียดที่เยอะมากกว่า
.
สำหรับกลยุทธ์ที่ Nick ใช้คือการไปที่ผับและขายสินค้าจนได้เงินกลับมาก่อนที่จะตัดสินใจทำสัญญากันอย่างจิงจัง มันจะดีมากกว่าที่มีคุยวางขายได้หลายร้านและต้องเสียค่าวางขายอย่างละนิดๆ หน่อยๆ ดีกว่าที่จะต้องพึ่งพาเจ้าใหญ่ๆ แค่เจ้าเดียว เพราะมันจะทำให้ธุรกิจของคุณไม่มั่นคง
.
Nick ให้สัมภาษณ์ว่า เราใช้หลักการ MVP หรือ Mininum Viable Product คือเน้นการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยจำนวนที่ไหว แม้จะไม่ได้เพอร์เฟ็คที่สุด แต่เหมือนกับการยิงกระสุนออกไปรัวๆ โอกาสที่จะโดนเป้าหมายได้เร็วก็มีมากกว่า และนั่นทำเราสามารถนำกลับมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้นพร้อมกับฟีดแบ็คที่ได้จากลูกค้า และนั่นให้ไม่ต้องใช้เงินเยอะถ้าหากเราต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุงสูตร ส่งผลให้ธุรกิจของเรานั้นเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
.
และ Nick ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องระดมเงินทุนจำนวนมากในการที่จะสำรวจตลาด ขอเพียงแค่คุณมีข้อมูลในระดับที่เพียงพอและโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าหลังจากนั้นก็รีบนำมันออกสู่ตลาด ในไม่ช้าคุณก็จะได้เรียนรู้ว่าธุรกิจของคุณควรปรับปรุงและเดินไปในทิศทางไหน และจะทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยหลังจากที่เจอกับสถานการณ์โควิดซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานบันเทิงที่เป็นช่องทางหลักของธุรกิจ Nick ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เขาปรับรูปแบบของธุรกิจมาเป็นการขายในรูปแบบเซ็ทของขวัญตามเทศกาลต่างๆ และน่าเหลือเชื่อว่ามันขายดีมากขึ้นกว่าเดิมอีก!
.
เป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับแคบหมูบ้านเขาที่มีหลากหลายรสชาติแถมยังทำเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านอีกด้วย เป็นการนำเอาสิ่งที่เจออยู่ในทุกๆ วัน และบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามาต่อยอดให้กลายเป็นสินค้าที่น่าสนใจได้อย่างมาก สำหรับผู้อ่านทุกท่านเองก็สามารถทำเช่นเดียวกันกับ Nick Coleman ได้เช่นกัน ลองมองหาไอเดียจากสิ่งรอบตัวของคุณดู รวมไปถึงใครที่กำลังประสบปัญหาก็ลองปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจดูเพราะมันอาจทำให้คุณกลับมาขายดีแบบเทน้ำเทท่าก็ได้นะ
.
ที่มา : https://www.bbc.com/news/business-57470671
.
#อายุน้อยร้อยล้าน #ryounoi100lan #อายุน้อยร้อยล้านNEWS #NickColeman #SnafflingPig #แคบหมู #ขายอะไรดี #Business #ธุรกิจ #ไอเดียธุรกิจ #ธุรกิจน่าสนใจ

21/06/2021

รีแบรนด์ดิ้งให้ทิ้งห่างคู่แข่งใน 5 ขั้นตอน!

โลกในปัจจุบันนั้นหมุนไวและมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทรนด์เก่าไปเทรนด์ใหม่มา เมื่อระยะเวลาผ่านไปสินค้าของคุณที่เคยได้รับความนิยมอาจไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยอีกต่อไป การรีแบรนด์ดิ้งจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวต่อไปข้างหน้าได้ไกลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แต่ปรับเปลี่ยนแบรนด์อย่างไร ไม่ให้ดูเปลี่ยนไปจนลูกค้าไม่มั่นใจ อาจจะเริ่มต้นการรีแบรนด์ด้วย 5 ขั้นตอนเหล่านี้

1. ตั้งคำถามถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ว่าตอนนี้ยังสะท้อนจุดยืนของธุรกิจอยู่หรือเปล่า ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือไม่ หรือมีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน

2. รับฟังเสียงรอบข้างและสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งความต้องการของลูกค้า พิจารณาตลาดกลุ่มเป้าหมาย คู่แข่งธุรกิจ

3. แบ่งส่วนที่ต้องให้ความสำคัญก่อนรีแบรนด์ คือส่วนของธุรกิจที่ต้องมีความมั่นคง ยึดถือไว้ และส่วนที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง

4. สร้างความชัดเจนว่าต้องการรีแบรนด์ดิ้งเพราะอะไร เช่น เพื่อการข้ามผ่านวิกฤตในปัจจุบัน, เพราะมีวิสัยทัศน์ใหม่ของธุรกิจ, ต้องการวางตำแหน่งทางการตลาดใหม่ หรือเปลี่ยนสถานที่ตั้งใหม่ เป็นต้น

5. มองภาพรวมในระยะยาวก่อนวางแผนออกแบบตามเป้าหมายที่วางไว้ จากนั้นลองทดสอบกับฐานลูกค้า ดำเนินการสื่อสารและนำเสนออย่างสร้างสรรค์

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SMEONE

ไทยสุดเจ๋ง! ปี 2564 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศพุ่ง
21/06/2021
ไทยสุดเจ๋ง! ปี 2564 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศพุ่ง

ไทยสุดเจ๋ง! ปี 2564 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศพุ่ง

ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับ จากปี 63 มาอยู่ในอันดับที่ 28 จาก 64 เขตเศรษฐกิจในปีนี้ ทั้งนี้ ผลจากการระบา...

21/06/2021

4 สิ่งที่ควรเลิกทำ ถ้าอยากปั้นธุรกิจให้เติบโต

ความเคยชินหรือนิสัยอย่างอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งให้ธุรกิจของคุณหยุดนิ่งอยู่กับที่ ให้ฐานะเจ้าของกิจการหากอยากคว้าโอกาสใหม่ ๆ ต้องลองปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ที่จะลดหรือเลิกทำนิสัยเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้นอีกขั้น

1. เลิกยึดติด ความคิด ความชำนาญ หรือวิธีการทำธุรกิจตอนเริ่มต้น อาจช่วยให้คุณมาถึงจุดนี้ได้ก็จริง แต่การจะก้าวไปอีกขั้น ต้องเลิกยึดติดกับสิ่งที่ผ่านมา และลองปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปทุก ๆ วัน

2.เลิกทำงานคนเดียว ลองเปิดกว้างและกระตุ้นให้พนักงานกล้าพูดและตั้งคำถามถึงงานที่ทำ และเชื่อมโยงหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกัน ให้ทำงานโดยมีการสื่อสารกัน เพื่อให้พนักงานได้รู้ถึงความสำคัญของงานตนเอง และอย่าปล่อยให้ใครแก้ไขปัญหาตามลำพัง

3.เลิกระแวง ธรรมชาติของคนที่มีฐานะเป็นผู้นำ มักจะมีความระแวงสงสัยว่าผู้อื่นอาจมีเป้าหมายแอบแฝง ซึ่งนี่อาจเป็นผลเสีย เพราะเมื่อคุณคิดและแสดงออกมาคนอื่นก็อาจคิดในแบบเดียวกัน นั่นจะทำให้เกิดปัญหาภายใน ที่ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

4.เลิกหาข้อแก้ตัว ทุกคนล้วนมีข้อผิดพลาดได้ การคิดแต่จะหาวิธีปกป้องตัวเองไม่อาจช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลาย ควรเก็บข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน และใช้เวลาไปกับการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาจะดีต่อตนเองและธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

#SMEONE

21/06/2021

“ชีวิตมีสุข” แอปฟรีทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย

การทำบัญชีรับ-จ่ายของธุรกิจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยตัวช่วยที่เพิ่มความสะดวกสบายอย่างแอปพลิเคชั่น #ชีวิตมีสุข แอปฟรีโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ให้ผู้ประกอบการสามารถทำบัญชีรับ-จ่ายในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย จัดการบัญชีผ่านทางสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ทุกที่ทุกเวลา และไม่มีค่าใช้จ่าย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ
- บันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน ลงรายละเอียดได้แบบทันที
- สามารถเรียกดูยอดเงินคงเหลือได้
- สามารถดูรายงานประจำวัน-รายเดือน-รายปี ทั้งแบบแผนภาพวงกลม หรือรายงานสรุปรายละเอียดได้
- สามารถบันทึกรูปภาพของรายงาน หรือแชร์รูปภาพไปยังเฟสบุ๊ค ไลน์ และอีเมลได้ทันที
- มีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ลืม

สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรีทาง Google Play (ระยะเริ่มต้นใช้งานได้เฉพาะระบบแอนดรอยด์เท่านั้น)

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

#SMEONE

21/06/2021

3 เทคนิคกระตุ้นยอดขาย!

ไม่ว่าคุณจะขายออนไลน์แบบ Social Commerce หรือว่า E-Commerce เทคนิคง่าย ๆ นี้ก็จะช่วยกระตุ้นยอดขาย ทะลายสต๊อกที่ค้างอยู่ได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

1. #รีวิวนั้นสำคัญสุด ๆ
อย่างที่เราเคยกล่าวย้ำกันมาหลายครั้งแล้วว่า เรื่องของรีวิวสินค้าเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะกดสั่งซื้อหรือไม่ เพราะปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายให้คนได้เปรียบเทียบและศึกษาหาข้อมูล การอ่านรีวิวที่มาจากผู้ใช้จริง ๆ มีความจริงใจในรีวิวนั้น ๆ จึงช่วยดึงดูดความสนใจลูกค้าใหม่ ๆ ให้กดสั่งซื้อได้มากทีเดียว

2. #แค่ส่งฟรีก็มีแต่ได้
แม้สิ่งนี้อาจจะมีผลกระทบต่อกำไร แต่บอกได้ว่าเกิดประโยชน์มากกว่าหลายเท่าทีเดียว จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มลูกค้า 9 ใน 10 คน บอกว่าการส่งฟรีเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ หากคุณยังไม่มั่นใจในเรื่องของค่าใช้จ่าย ลองเริ่มด้วยการจัดโปรโมชั่นส่งฟรีเป็นช่วงเวลาไปก่อนก็ได้เช่นกัน

3. #กดสั่งไปแล้วจ่ายปลายทาง
การจ่ายเงินปลายทางเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดี ที่จะช่วยตอบโจทย์ปัญหาความลังเลก่อนซื้อสินค้า โดยเฉพาะร้านเปิดใหม่ที่อาจยังสร้างความมั่นใจได้ไม่มากพอ การที่ลูกค้ามีโอกาสได้เห็น ได้จับ ว่าได้รับสินค้าจริง สมราคาขาย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อครั้งต่อไป และเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.everydaymarketing.co

#SMEONE

21/06/2021

4 สิ่งที่ควรเลิกทำ ถ้าอยากปั้นธุรกิจให้เติบโต

ความเคยชินหรือนิสัยอย่างอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งให้ธุรกิจของคุณหยุดนิ่งอยู่กับที่ ให้ฐานะเจ้าของกิจการหากอยากคว้าโอกาสใหม่ ๆ ต้องลองปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ที่จะลดหรือเลิกทำนิสัยเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้นอีกขั้น

1. เลิกยึดติด ความคิด ความชำนาญ หรือวิธีการทำธุรกิจตอนเริ่มต้น อาจช่วยให้คุณมาถึงจุดนี้ได้ก็จริง แต่การจะก้าวไปอีกขั้น ต้องเลิกยึดติดกับสิ่งที่ผ่านมา และลองปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปทุก ๆ วัน

2.เลิกทำงานคนเดียว ลองเปิดกว้างและกระตุ้นให้พนักงานกล้าพูดและตั้งคำถามถึงงานที่ทำ และเชื่อมโยงหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกัน ให้ทำงานโดยมีการสื่อสารกัน เพื่อให้พนักงานได้รู้ถึงความสำคัญของงานตนเอง และอย่าปล่อยให้ใครแก้ไขปัญหาตามลำพัง

3.เลิกระแวง ธรรมชาติของคนที่มีฐานะเป็นผู้นำ มักจะมีความระแวงสงสัยว่าผู้อื่นอาจมีเป้าหมายแอบแฝง ซึ่งนี่อาจเป็นผลเสีย เพราะเมื่อคุณคิดและแสดงออกมาคนอื่นก็อาจคิดในแบบเดียวกัน นั่นจะทำให้เกิดปัญหาภายใน ที่ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

4.เลิกหาข้อแก้ตัว ทุกคนล้วนมีข้อผิดพลาดได้ การคิดแต่จะหาวิธีปกป้องตัวเองไม่อาจช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลาย ควรเก็บข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน และใช้เวลาไปกับการหาคำตอบหรือแก้ไขปัญหาจะดีต่อตนเองและธุรกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

#SMEONE

21/06/2021

🔥 #ด่วน! ขยายเวลารับสมัครถึง 25 มิถุนายน 2564 🔥

✨ สมัครเข้าร่วมกิจกรรม Thailand – Philippines Online Business Matching 2021 (Fashion & Beauty Products)
📅 วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564
.
📌#คุณสมบัติผู้สมัคร
-เป็นผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าแฟชั่นและความงาม
- มีความพร้อมด้านการค้าและการส่งออกไปต่างประเทศ
- สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
- เป็นสมาชิก สสว. และจดทะเบียนนิติบุคคลมาอย่างน้อย 1 ปี
-ไม่เป็นผู้เข้าร่วมโครงการนี้กับ สสว. ครบ 3 ปีต่อเนื่อง (นับจากปี 2561)
-ไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการเดียวกันกับหน่วยร่วมอื่น
.
‼️ #ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 60 กิจการเท่านั้น ‼️
Scan QR Code เพื่อสมัครหรือคลิกที่ลิงก์ http://www.osmepfair.com/registersmemarketing/2000006
.
#หมายเหตุ:
1. ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาคัดเลือกกิจการที่ส่งเอกสารการสมัครครบถ้วน และ/หรือมีมาตรฐานและรางวัลการันตีก่อนเป็นลำดับแรก
2. หลังจากกรอกข้อมูลการสมัครเรียบร้อยแล้ว กรุณารอเจ้าหน้าที่แจ้งสถานะการสมัครผ่านทางอีเมล
3. กำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ความเหมาะสม ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้า
.
☎️สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: คุณเกด ณิชาภา
โทรศัพท์ 092-223-4142 หรือ 02-105-4778 ต่อ 4005
E-mail: [email protected]

21/06/2021

รวมกลยุทธ์การตลาด ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4

#infographic #ลงทุนแมน https://t.co/5fwOKwosb3

21/06/2021

การทำงานแบบทำน้อยแต่ได้มาก ทำ 20% แต่ได้งาน 80%

เรามักจะถูกปลูกฝังกันมาด้วยความคิดที่ว่า หากอยากได้ผลลัพธ์ที่มากก็ต้องทำให้มาก ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำมากแล้วผลลัพธ์จะมากตามไปด้วย ซึ่งในวันนี้มีกฎของ Pareto กฎการลำดับความสำคัญของงานด้วยการทำงานแบบ 20% แต่ได้งาน 80% มาแนะนำกัน

กฎของ Pareto หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ กฎ 80/20 นั้น ถูกค้นพบโดย Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี เขาสังเกตว่า ผู้คนในอิตาลี 20% เป็นเจ้าของทรัพย์สินและที่ดินมากถึง 80% และเขาก็เห็นความสัมพันธ์แบบนี้กับเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างกฎ Pareto ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในด้านธุรกิจ 80% ของยอดขายมักมาจากลูกค้า 20% ที่เป็นลูกค้าประจำ หรือด้านความสัมพันธ์พบว่า 80% ของคุณค่าที่เราได้รับจากความสัมพันธ์มาจาก 20% ของคนที่เรารู้จัก ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนสนิท คนรัก หรือครอบครัว

ซึ่งความหมายของกฎ 80/20 นั้น Pareto แบ่งงานเป็น 2 ประเภท ได้แก่ งานที่มีคุณค่ามาก คือ งานปริมาณ 20% ที่ให้ผลลัพธ์ได้ถึง 80% และอีกประเภท คือ งานที่มีคุณค่าน้อยคือ งานปริมาณ 80% แต่ให้ผลลัพธ์เพียง 20%

ดูจากการแบ่งประเภทงานแบบนี้แล้วคงเดาได้ไม่ยากเลยว่า งานที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามาก Pareto ไม่ได้กำลังบอกให้เราทำงานจำนวนน้อยเพราะความขี้เกียจ แต่ให้ทำงานที่สำคัญ โดยโฟกัสทั้งพลังและเวลาที่มีค่าของเราไปกับงานที่สำคัญจริง ๆ เพียง 2-3 งาน และเป็น 2-3 งานที่คุณคิดว่ามันจะสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล และอีกอย่างที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎนี้คือ กฎ 80/20 ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณกำจัดงานที่ไม่สำคัญทิ้ง เพียงแค่ให้คุณลงแรงและเวลาไปกับสิ่งที่สำคัญก่อน และต่อจากนั้นจึงใช้เวลาส่วนน้อยที่เหลือไปทำงานที่ให้คุณค่าน้อยกว่า

เราสามารถนำกฎ 80/20 ไปใช้กับงานและเป้าหมายได้ โดยมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าอะไรคืองาน 20%
เริ่มจากการรวบรวมเป้าหมายทั้งหมดของคุณ และลำดับความสำคัญว่า งานไหนบ้างคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามากและจะให้ผลลัพธ์มากที่สุดกับคุณ ข้อสังเกตคือ งานที่คุณเลือกนั้นจะต้องเป็นงานที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายโดยรวมมากที่สุด ให้เลือกหยิบงานเหล่านั้นขึ้นมาทำก่อน

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดเส้นทางหรือวิธีการในการไปสู่เป้าหมาย
ทางเลือกที่จะเป็นไปได้ในการทำงานนั้น มีอยู่ 4 รูปแบบ โดยเราจะอธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างเป้าหมายเรื่องการเรียนประกอบไปด้วย เพื่อให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- รูปแบบที่ 1 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การใช้เวลากับการเรียนหรือการอ่านหนังสือเพียงน้อยนิด
- รูปแบบที่ 2 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การเข้าเรียนในทุกคาบเรียน แต่ระหว่างการเรียนไม่ได้มีสมาธิจดจ่อ หรือให้ความสนใจในการเรียน
- รูปแบบที่ 3 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนทุกคาบ จดทุกสิ่งที่ผู้สอนพูด อ่านหนังสือทุกเล่ม และใช้เวลากับการถ่องจำเนื้อหาทั้งหมด
- รูปแบบที่ 4 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนหรือเลือกเรียนเฉพาะคาบที่สำคัญและจำเป็น ทำความเข้าใจหลักการสำคัญของแต่ละหัวข้อ และใช้เทคนิคต่าง ๆ มาช่วยในการจำ

หลังจากที่เรารู้จักเส้นทางทั้ง 4 รูปแบบนี้แล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ ให้คุณลองลิสต์เส้นทางหรือวิธีการที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมายออกมา และนำวิธีการเหล่านั้นมาจำแนกว่า แต่ละวิธีเป็นไปตามรูปแบบไหน ใน 4 รูปแบบนี้ และให้เลือกใช้เส้นทางที่เป็นไปตามรูปแบบที่ 4 คือการลงแรงน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก

ขั้นตอนที่ 3 ลงมือทำ
เมื่อได้คำตอบแล้วว่า งานไหนคืองานสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ขั้นตอนต่อมาก่อนจะลงมือทำจริง ให้ศึกษาก่อนว่า คนที่สำเร็จในเป้าหมายเดียวกันหรือเป้าหมายที่คล้ายกับเรา เขาทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ การเรียนรู้จากแบบอย่างก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียแรงและเวลามากมายไปกับอะไรที่เปล่าประโยชน์ ต่อมาก็ลงมือทำได้เลย ให้เริ่มทำแม้ในครั้งแรกอาจจะดูมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้านั่นเป็นงานที่คุณพิจารณาไต่ตรองดีแล้วว่าคุ้มค่า และงานนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่มากพอ อย่ากลัวที่จะลองทำ เปิดใจให้กว้างและพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ
สุดท้ายนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า กฎของ Pareto ไม่ได้บอกคุณว่าให้ทำงานน้อยลงเท่านั้น แต่กฎนี้เน้นให้เราจดจ่อกับงานชิ้นที่สำคัญ ใส่ความตั้งใจ ใส่พลังงานของคุณลงไปเพื่อให้งานที่คุณเลือกแล้วว่าสำคัญนั้นเกิดประสิทธิผลมากที่สุด

ที่มา : เพจ FUTURE TRENDS

ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องได้ที่
Website : www.dip.go.th
Facebook : www.facebook.com/dipromindustry
Twitter : twitter.com/dipindustry
Instagram : www.instagram.com/dipromindustry
Youtube : https://www.youtube.com/dipromstation
Line : https://lin.ee/Bj5AUaK

#กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม #DIProm #DIPROM2021

21/06/2021

การทำงานแบบทำน้อยแต่ได้มาก ทำ 20% แต่ได้งาน 80%

เรามักจะถูกปลูกฝังกันมาด้วยความคิดที่ว่า หากอยากได้ผลลัพธ์ที่มากก็ต้องทำให้มาก ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำมากแล้วผลลัพธ์จะมากตามไปด้วย ซึ่งในวันนี้มีกฎของ Pareto กฎการลำดับความสำคัญของงานด้วยการทำงานแบบ 20% แต่ได้งาน 80% มาแนะนำกัน

กฎของ Pareto หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ กฎ 80/20 นั้น ถูกค้นพบโดย Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี เขาสังเกตว่า ผู้คนในอิตาลี 20% เป็นเจ้าของทรัพย์สินและที่ดินมากถึง 80% และเขาก็เห็นความสัมพันธ์แบบนี้กับเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างกฎ Pareto ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในด้านธุรกิจ 80% ของยอดขายมักมาจากลูกค้า 20% ที่เป็นลูกค้าประจำ หรือด้านความสัมพันธ์พบว่า 80% ของคุณค่าที่เราได้รับจากความสัมพันธ์มาจาก 20% ของคนที่เรารู้จัก ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนสนิท คนรัก หรือครอบครัว

ซึ่งความหมายของกฎ 80/20 นั้น Pareto แบ่งงานเป็น 2 ประเภท ได้แก่ งานที่มีคุณค่ามาก คือ งานปริมาณ 20% ที่ให้ผลลัพธ์ได้ถึง 80% และอีกประเภท คือ งานที่มีคุณค่าน้อยคือ งานปริมาณ 80% แต่ให้ผลลัพธ์เพียง 20%

ดูจากการแบ่งประเภทงานแบบนี้แล้วคงเดาได้ไม่ยากเลยว่า งานที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามาก Pareto ไม่ได้กำลังบอกให้เราทำงานจำนวนน้อยเพราะความขี้เกียจ แต่ให้ทำงานที่สำคัญ โดยโฟกัสทั้งพลังและเวลาที่มีค่าของเราไปกับงานที่สำคัญจริง ๆ เพียง 2-3 งาน และเป็น 2-3 งานที่คุณคิดว่ามันจะสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล และอีกอย่างที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎนี้คือ กฎ 80/20 ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณกำจัดงานที่ไม่สำคัญทิ้ง เพียงแค่ให้คุณลงแรงและเวลาไปกับสิ่งที่สำคัญก่อน และต่อจากนั้นจึงใช้เวลาส่วนน้อยที่เหลือไปทำงานที่ให้คุณค่าน้อยกว่า

เราสามารถนำกฎ 80/20 ไปใช้กับงานและเป้าหมายได้ โดยมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าอะไรคืองาน 20%
เริ่มจากการรวบรวมเป้าหมายทั้งหมดของคุณ และลำดับความสำคัญว่า งานไหนบ้างคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามากและจะให้ผลลัพธ์มากที่สุดกับคุณ ข้อสังเกตคือ งานที่คุณเลือกนั้นจะต้องเป็นงานที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายโดยรวมมากที่สุด ให้เลือกหยิบงานเหล่านั้นขึ้นมาทำก่อน

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดเส้นทางหรือวิธีการในการไปสู่เป้าหมาย
ทางเลือกที่จะเป็นไปได้ในการทำงานนั้น มีอยู่ 4 รูปแบบ โดยเราจะอธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างเป้าหมายเรื่องการเรียนประกอบไปด้วย เพื่อให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

- รูปแบบที่ 1 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การใช้เวลากับการเรียนหรือการอ่านหนังสือเพียงน้อยนิด
- รูปแบบที่ 2 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การเข้าเรียนในทุกคาบเรียน แต่ระหว่างการเรียนไม่ได้มีสมาธิจดจ่อ หรือให้ความสนใจในการเรียน
- รูปแบบที่ 3 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนทุกคาบ จดทุกสิ่งที่ผู้สอนพูด อ่านหนังสือทุกเล่ม และใช้เวลากับการถ่องจำเนื้อหาทั้งหมด
- รูปแบบที่ 4 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนหรือเลือกเรียนเฉพาะคาบที่สำคัญและจำเป็น ทำความเข้าใจหลักการสำคัญของแต่ละหัวข้อ และใช้เทคนิคต่าง ๆ มาช่วยในการจำ

หลังจากที่เรารู้จักเส้นทางทั้ง 4 รูปแบบนี้แล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ ให้คุณลองลิสต์เส้นทางหรือวิธีการที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมายออกมา และนำวิธีการเหล่านั้นมาจำแนกว่า แต่ละวิธีเป็นไปตามรูปแบบไหน ใน 4 รูปแบบนี้ และให้เลือกใช้เส้นทางที่เป็นไปตามรูปแบบที่ 4 คือการลงแรงน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก

ขั้นตอนที่ 3 ลงมือทำ
เมื่อได้คำตอบแล้วว่า งานไหนคืองานสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ขั้นตอนต่อมาก่อนจะลงมือทำจริง ให้ศึกษาก่อนว่า คนที่สำเร็จในเป้าหมายเดียวกันหรือเป้าหมายที่คล้ายกับเรา เขาทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ การเรียนรู้จากแบบอย่างก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียแรงและเวลามากมายไปกับอะไรที่เปล่าประโยชน์ ต่อมาก็ลงมือทำได้เลย ให้เริ่มทำแม้ในครั้งแรกอาจจะดูมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้านั่นเป็นงานที่คุณพิจารณาไต่ตรองดีแล้วว่าคุ้มค่า และงานนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่มากพอ อย่ากลัวที่จะลองทำ เปิดใจให้กว้างและพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ
สุดท้ายนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า กฎของ Pareto ไม่ได้บอกคุณว่าให้ทำงานน้อยลงเท่านั้น แต่กฎนี้เน้นให้เราจดจ่อกับงานชิ้นที่สำคัญ ใส่ความตั้งใจ ใส่พลังงานของคุณลงไปเพื่อให้งานที่คุณเลือกแล้วว่าสำคัญนั้นเกิดประสิทธิผลมากที่สุด

ที่มา : เพจ FUTURE TRENDS

ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องได้ที่
Website : www.dip.go.th
Facebook : www.facebook.com/dipromindustry
Twitter : twitter.com/dipindustry
Instagram : www.instagram.com/dipromindustry
Youtube : https://www.youtube.com/dipromstation
Line : https://lin.ee/Bj5AUaK

#กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม #DIProm #DIPROM2021

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เอสเอ็มอี เซ็นเตอร์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เอสเอ็มอี เซ็นเตอร์:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด