ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
(30 สิงหาคม 2557- 19 สิงหาคม 2558)

H.E.Dr. Narongchai Akrasanee
(5)

เปิดเหมือนปกติ

สวัสดีวันพุธที่ 7 ส.ค. 2562 ครับรัฐบาลประยุทธ์ 2 ปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่แล้ว  หลังจากแถลงนโยบายต่อสภา ฯ  และมีการประชุม...
07/08/2019

สวัสดีวันพุธที่ 7 ส.ค. 2562 ครับ

รัฐบาลประยุทธ์ 2 ปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่แล้ว หลังจากแถลงนโยบายต่อสภา ฯ และมีการประชุมแบ่งภาระหน้าที่กันทั่วครม. รวมทั้งมีการรื้อฟื้นระบบครม.เศรษฐกิจตามรูปแบบเปรมโมเดล ตามที่ผมเขียนคาดการณ์ไว้ เมื่อ 18 มิ.ย. 2562 โดยท่านนรม.พลเอกประยุทธ์เป็นประธาน ซึ่งเป็นความจำเป็นของโมเดลนี้ ไม่ว่าใครจะวิจารณ์ว่านรม.ไม่เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจก็ไม่เกี่ยว เพราะความสำคัญคือ จะต้องให้รองนรม.และรมว.ที่เกี่ยวข้องมาประชุม และให้มีมติเพื่อเป็นการตัดสินในการทำงาน ถ้านรม.ไม่เป็นประธาน รองนรม. รมว.บางคนอาจไม่มาประชุม

ถามว่าเมื่อเริ่มทำงานกันแล้ว ครม.เศรษฐกิจมีวัน Honeymoon หรือไม่

ถ้าดู Body Language ของรองนรม.สามคน ดูเหมือน รองจุรินทร์และรองอนุทิน แสดงอาการสุขสดชื่นมาก สายตาวาวเป็นประกาย ยิ้มแบบกว้างสุด เหมือนช่วง Honeymoon แต่รองฯสมคิด ดูหน้าตาไม่สุขเลย อาจเป็นเพราะเป็นรองนรม.มาหลายปีแล้ว และในรัฐบาลก่อน ก็มีบทบาทเป็นพระเอก ตอนนี้เป็นพระรองร่วม ถึงแม้จะเป็นพระรองร่วมหมายเลขหนึ่งก็ตาม

ความจริง ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่มีเวลา Honeymoon ซึ่งอีกสักพัก ท่านรองนรม.และรมว.ทั้งหลาย ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสในภาพสื่อ รอยยิ้มเหล่านี้อาจจะค่อยๆ จางหายไป

เพราะอะไรหรือ

ผมว่าคนส่วนมากทราบอยู่แล้ว ว่าปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้มีมากมาย สาเหตุมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ

ปัญหาภายนอก คือเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากที่เคยค้าเสรีมาเป็นกีดกันและต่อสู้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา ที่ประกาศตั้งเงื่อนไขการค้า ทั้งใช้ Tariff และประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน เรียกได้ว่าสหรัฐประกาศสงครามการค้ากับหลายประเทศ ที่โดนเป็นพิเศษคือจีน ซึ่งจีนก็ตอบโต้แรงๆ เหมือนกัน

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ในเมื่อการค้าโลก เป็นการค้าเสรี ตามรูปแบบ WTO มานาน ระบบ Supply Chain คือการผลิตสินค้าต่อเนื่องกันจากหลายจุด พอมีการกีดกันจุดใดจุดหนึ่ง ของที่วิ่งตาม Chain ก็จะสะดุด กระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

ดังนั้นอัตราการส่งออก ของไทยจึงไม่เพิ่ม กลับลดลง เป็นกันเกือบทุกประเทศในโลก ส่งผลกระทบธุรกิจในขบวนการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นภาคเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของไทย

ปัญหาการส่งออก เป็นงานหนักของกระทรวงพาณิชย์ แต่ก.พาณิชย์อยู่ปลายทางของการทำธุรกิจ จะแก้ปัญหาได้ต้องได้รับความร่วมมือจากก.เกษตรและ ก.อุตสาหกรรมด้วย ทั้งยังต้องได้ ก.คลังสนับสนุน กระทรวงเหล่านี้มี รมว.และรมช.ต่างพรรคกัน จึงจำเป็นต้องมีครม.เศรษฐกิจไว้ให้เกิดมติ

ปัญหาเศรษฐกิจโลกยังมีอีกหลายเรื่อง ไว้จะเขียนให้อ่านกันวันหลัง ถ้าสนใจ

ปัญหาภายในของเราก็มีมาก ที่เห็น ๆ กันก็คือ ชาวบ้านทำมาค้าขายฝืดเคือง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ค่าใช้จ่ายในการทำงาน ในการค้าขายสูง ปัญหาเหล่านี้เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เอื้อให้ประกอบอาชีพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นปัญหาทางด้าน Supply Side เป็นสำคัญ คือภาคแรงงาน ที่ส่วนมากยังมีการศึกษาไม่เกิน 9 ปี ทางเลือกในการทำงานมีจำกัด และปัญหากรรมสิทธิ์ การใช้ที่ดิน ที่มีความสับสน เป็นอุปสรรคในการใช้ที่ดินมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัญหา Technology ทาง IT ที่ยังใช้กันไม่ได้ทั่วถึง ทั้งมีต้นทุนสูง เพราะ Telecom เคยเป็นบริการที่ถูกจัดเป็น Luxury ไม่ใช่ Utility เหมือนไฟฟ้า ประปา รัฐจึงคิดค่าสัมปทานคลื่นแพง ผู้ได้สัมปทานก็ต้องมาเก็บค่าใช้จากพวกเราประชาชนแพงตามไปด้วย

ปัญหาโครงสร้างอีกกลุ่มหนึ่ง คือตลาดเงิน / ตลาดทุน ในตลาดมีเงินมาก สภาพคล่องสูงมาก เพราะภาคเศรษฐกิจที่เป็น Modern Sector สร้างดุลการค้าเกินดุล จึงมีเงิน มีทุนในตลาดมาก ดอกเบี้ยเงินฝากจึงต่ำติดดิน และค่าเงินบาทแข็งยังกะหิน แต่ภาคประชาชนทั่วไป ไม่ได้ประโยชน์จากทุนที่มีต้นทุนต่ำ เพราะเข้าไม่ถึง นอกจากนี้มีภาคพลังงาน ที่ต้องรักษาความพอดี ความสมดุลไว้เพื่อให้มีพลังงานใช้สม่ำเสมอ สุดท้ายคือ กฎ ระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรคในการทำมาค้าขาย

ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ แก้ได้ วิธีแก้ก็รู้ ๆ กันอยู่ แต่จะแก้คงต้องใช้เวลา และใช้ Political Will พลังสูง ซึ่งต้องให้ประชาชนเรียกร้องกันมาก ๆ จะเป็นการสนับสนุนรัฐบาลให้แก้ จะให้ชนชั้นนายทุน ชั้นปกครอง มาแก้ คงคาดหวังได้ยาก

เมื่อปัญหาโครงสร้างต้องใช้เวลาแก้นาน และใช้พลังมาก เราจึงเห็น
ท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย ประกาศนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น ประกันราคาพืชผล ใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งก็เป็นมาตรการที่สังคมคุ้นเคย เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ทำคล้ายกัน
สวัสดีครับ

สวัสดีวันอังคารที่ 30 ก.ค. 2562 ครับการแถลงนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2  เมื่อ 25-26 ก.ค. นี้  ผ่านไปแล้ว  แวดวงสนทนาและสื่อต่...
30/07/2019

สวัสดีวันอังคารที่ 30 ก.ค. 2562 ครับ

การแถลงนโยบายรัฐบาลประยุทธ์ 2 เมื่อ 25-26 ก.ค. นี้ ผ่านไปแล้ว แวดวงสนทนาและสื่อต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ผลรวมจากการสำรวจออกมาส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

วันนี้ผมขอแชร์ว่าผมเห็นอะไร ดูจากตาและจากประสพการณ์ ที่เห็นการอภิปรายในสภา เห็นการบริหารประเทศมากว่า 50 ปี เพื่อจะเป็นข้อมูลให้ท่านผู้อ่านที่สนใจปัญหาชาติบ้านเมือง อาจใช้ประโยชน์ได้บ้าง

เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ ที่ได้รับฟัง ได้อ่าน มีไม่พอใจมากกว่าพอใจ ทั้งสาระและลีลา คือทั้ง Style และ Substance

ผมคิดว่าการดูและการรับฟังการอภิปรายในรัฐสภา เหมือนเราดูนักการเมืองแสดงวาทะ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการดู การฟัง การแสดงอื่นๆ เช่น กีฬาและนาฏศิลป์ รวมทั้งการแสดงของอาชีพต่างๆ

การแสดง การทำงานของทุกอาชีพ จะให้ดีต้องฝึกซ้อมสม่ำเสมอ มีการเรียนรู้ไปด้วย จึงจะพัฒนาได้ดีขึ้น

ท่านคิดว่าอาชีพนักการเมืองมีโอกาสฝึกซ้อมไหมครับ

ประเทศไทย นักการเมืองสายการเลือกตั้ง จะเป็นนักการเมืองอาชีพได้ลำบากมาก คืออาชีพต้องมีความต่อเนื่องของงานและรายได้ นักการเมืองไทย คาดหวังอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่รู้เลยว่าจะตกงานเมื่อไร การตกงานเพราะแพ้เลือกตั้งเป็นความเสี่ยง (Risk) ที่พอจะคาดคะเนได้ แต่ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ว่าจะถูกยึดอำนาจเมื่อไร คำนวณไม่ได้เลย คนที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ต้องมีรายได้ประจำ จะมาเสี่ยงเป็นนักการเมืองได้ยาก

ดังนั้น คนที่มีความรู้ ความสามารถ ถ้าจะมามีอาชีพเป็นนักการเมือง ต้องมีทุน มีเงินมากอยู่แล้ว หรือใจกล้าแบบบ้าบิ่น เราจึงมีนักการเมืองส่วนมากที่เป็นนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีนตามท้องถิ่นทั่วประเทศ เพราะท่านเหล่านี้มีอาชีพอยู่แล้ว ไม่มีหรือไม่ได้รับเลือกตั้งก็คอยได้ นักการเมืองไทยจึงมีคำนำหน้าว่า เสี่ย เฮีย โก หลงจู้ เจ้ ฯลฯ เป็นส่วนมาก

ในเมื่อสังคมการเมืองไทยเป็นอย่างนี้ เราจึงได้ยินคำบ่นว่า นักการเมืองไทยไม่มีคุณภาพ โดยไม่บ่นว่าสังคมไทยไม่ช่วยสร้างนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ

ทีนี้มาดูว่าที่ได้นักการเมืองมารอบนี้ มีคุณภาพมากน้อย แค่ไหน อย่างไร คงต้องยอมรับก่อนว่า นักการเมืองที่เคยพัฒนาตนจนมีคุณภาพหลายคนไม่ได้กลับเข้ามา เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง สร้างกำแพงไว้กันคนเหล่านั้น (พรรคเพื่อไทย) และบางคนก็ไปสร้างปัญหาให้ตัวเองจนเข้าแข่งขันไม่ได้ (ไทยรักษาชาติ) ดังนั้นสภาผู้แทนชุดนี้ จึงมี สส.หน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งคุณภาพยังต้องใช้เวลาพิสูจน์

ที่มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ก็ได้รับคำชมอยู่บ้าง ที่ผมขออ้างอิงในบทความนี้ ก็คือคำอภิปรายของ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะเห็นได้ Rating สูงเป็นที่หนึ่ง

ผมขออ้างอิงคำอภิปรายของคุณพิธาในเชิงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก เพราะเป็นอาชีพที่ผมเรียนรู้ ทั้งปฏิบัติมาต่อเนื่องกว่า 50 ปีแล้ว

คุณพิธา อภิปรายปัญหาของเกษตรกร เกษตรกรรม โดยวิเคราะห์ว่าเกิดตั้งต้นจากปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน ในวิชาเศรษฐศาสตร์ เราเรียกว่าปัญหาทางด้าน Supply เศรษฐศาสตร์มี Supply กับ Demand ทุกธุรกรรมคือถ้า Supply เจอ Demand ที่ลงตัว ธุรกรรมก็เกิด ถ้าราคาเป็นธรรม เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย คือผู้ซื้อ ผู้ขาย / ผู้ผลิต ธุรกรรมก็ต่อเนื่อง เจริญเติบโต

ปัญหาทางเศรษฐกิจของไทย ส่วนใหญ่มาจากทางฝั่ง Supply ซึ่งเป็นการนำเอาปัจจัยการผลิตต่างๆ มาสร้างสินค้าและบริการ ปัจจัยนั้นก็คือ ที่ดิน (Land) แรงงาน (Labor) ทุน (Capital) และเทคนิคการผลิต (Technology) ทุกอย่างรวมกัน ทำการภายใต้กฎ / ระเบียบของรัฐ

ประเด็นของคุณพิธา คือ ปัจจัยที่ดินสำคัญที่สุดสำหรับอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจริงและใครก็เถียงไม่ได้ ไม่ว่าจะมีใจลำเอียง มีอคติต่อคุณพิธาแค่ไหน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ผมคิดว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งกระทบธุรกิจทุกอย่าง ไม่ใช่เกษตรกรรมเท่านั้น

ท่านประชาชนอาจไม่ทราบว่า ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินมีมากจนฉุดรั้งความเจริญทางเศรษฐกิจของไทย สาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของกรรมสิทธิ์ และของการใช้ที่ดิน

ท่านผู้อ่านก็คงทราบว่า ที่ดินเป็นเรื่องของพื้นที่ ซึ่งกรรมสิทธิ์ต้องใช้แผนที่

ปัญหาคือแผนที่ของที่ดินของไทย มีหลายชุด บางกรณีในพื้นที่เดียวกัน เกิดการทับซ้อนกันเพราะ Scale การเขียนแผนที่มักใช้กันที่ 1 ต่อ 20,000 ดังนั้นในแผนที่ 1 เมตร เท่ากับที่ดิน 20,000 เมตร หรือ 20 กิโลเมตร โอกาสทับซ้อนกันจึงสูงมาก

เรามีแผนที่หลัก คือโฉนดที่ออกโดยกรมที่ดิน แต่เราก็มีแผนที่ของ

- กรมพัฒนาที่ดิน
- กรมป่าไม้
- กรมอุทยานฯ
- สปก.
- นิคมสร้างตนเอง

ซึ่งแต่ละหน่วยงาน ก็อ้างกฎหมายของตนเอง ไม่ยอมรับกันและกัน ไม่ยอมร่วมกันแก้ไข เราจึงได้เห็นเรื่องแผนที่ทับซ้อน และเรื่องคดีความอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีข้อยุติ ทำให้การใช้ประโยชน์จากที่ดินต้องหยุด ต้องสะดุด มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจก็ไม่มี

เรื่องปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานมากแล้ว รัฐบาลประยุทธ์หนึ่ง ก็ประกาศว่าจะทำ Single Map เพราะตอนนี้มีดาวเทียม มี GISTDA ทำได้ไม่ยาก แต่ห้าปีผ่านไป Single Map หรือ One Map ก็ยังไม่เกิด หวังว่าที่คุณพิธาอภิปราย จะมีคนสานต่อ และทำให้เกิดได้ จะเป็นการปลดกับดักทางเศรษฐกิจ / สังคมอันหนึ่งของไทย

นอกจากปัญหากรรมสิทธิ์ ยังมีปัญหาการใช้ ซึ่งก็เกี่ยวกับผังเมืองที่ปรับเปลี่ยนไม่ทันการณ์อีกด้วย

มีอีกหลายเรื่อง ที่อภิปรายกันในสภา ที่ผมว่าน่าสนใจและน่าติดตาม เรื่องการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ท่านประชาชน ต้องช่วยกันเสริมต่อ ผมเองจะมาแชร์กับท่าน เรื่องปัญหาเศรษฐกิจต่อไปครับ

สวัสดีครับ

สวัสดีวันพุธที่ 24 ก.ค. 2562 ครับพรุ่งนี้วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ค. จะเป็นวันประชุมสภาเพื่อเสนอและอภิปรายนโยบายของรัฐบาลประย...
24/07/2019

สวัสดีวันพุธที่ 24 ก.ค. 2562 ครับ

พรุ่งนี้วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ค. จะเป็นวันประชุมสภาเพื่อเสนอและอภิปรายนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ 2 แล้วนะครับ ประชาชนจำนวนมาก คงสนใจว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเหตุการณ์นี้ มีครั้งสุดท้าย ก็คือตอนรัฐบาล นรม. ยิ่งลักษณ์ เสนอนโยบาย เมื่อเดือนส.ค. 2554 คือแปดปีมาแล้ว เลยขอให้รูปแบบพื้นฐานของการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฏร เพื่อผู้อ่านจะได้เตรียมใจไว้ก่อนในการรับฟัง

ประเด็นสำคัญคือ การอภิปรายจะมีการถ่ายทอดสด เพราะฉะนั้นสส. ที่ยืนขึ้นพูดในสภา จะมีพฤติกรรม คือ ทั้งพูดและทั้งแสดงประกอบกัน เพื่อผู้ชมทางบ้านเป็นหลัก เราคงจะได้เห็นดาวสภาใหม่ ๆ หลายคน

เมื่อมีการถ่ายทอดสด ประชาชนจะได้เห็น ได้ยินเรื่องที่เป็นความจริงอิงนิยายและอิงการแสดง ดาวสภาในอดีต จะโด่งดังเพราะภาคการแสดงมากกว่าการออกความเห็น

คือในการนำเสนอส่วนมาก จะมีความจริง (Fact) และที่อิงนิยาย (Fiction) ศาสตร์สำคัญของการปราศรัยทางการเมือง คือมักจะเป็นการ Maximize Fiction และ Minimize Fact คือพูดให้ฟังมันไว้ก่อน เช่น ผมเคยถามคนว่าฟังคุณเฉลิม อยู่บำรุงแล้วเป็นอย่างไร คำตอบคือมัน ถามว่าเข้าใจไหม เห็นด้วยไหม คำตอบมักเป็นว่าไม่ค่อยแน่ใจ

การเมืองมักเป็นเรื่องของการถูกใจ มากกว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้น ท่านที่จะฟังอย่าไป Serious กับสิ่งที่ได้ยินมากนักนะครับ

ผมเคยตอนอยู่สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ปี 2539 ผมถูกอภิปรายอย่างหนักเรื่องนโยบาย การนำเข้าถั่วเหลือง ซึ่งผู้อภิปรายไม่เอาความจริงมาพูดเลย หลังจากผมชี้แจงแล้ว มีพนักงานสภามาบอกว่า สส. ท่านนั้นขอพบ ปรากฏว่าเมื่อพบกัน เขาพูดว่า “ พี่ อย่าถือสานะครับ ผมพูดให้คนทางบ้านฟัง ” ท่านสส.ท่านนั้นคงเห็นว่า รมว.พาณิชย์ นั่งฟังโดยสีหน้า serious เป็นอย่างมาก

คือคนที่อยู่สายวิชาการ มักจะ Maximize Fact และ Minimize Fiction หรือไม่มี Fiction เลย เพราะฉะนั้นคนสายวิชาการมักจะไม่ประสพความสำเร็จทางการเมือง

ที่นี้มาถึงเรื่องเนื้อหาของนโยบาย ที่จะแถลง ซึ่งพรรครัฐบาลก็ต้องพยายามอิงกับนโยบายที่ใช้ตอนหาเสียง ทั้ง ๆ ที่อาจจะรู้ว่าจริงๆ แล้วทำไม่ได้ อาจเพราะเกินขอบที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่นตอนนี้เรามี พรบ.วินัยการคลังใหม่ ที่ออกสมัย คสช. การที่จะไปลดภาษี ลดรายได้ แล้วเพิ่มรายจ่าย ถ้าขัดกับกฎหมายก็ทำไม่ได้ ท่านประชาชนก็คงจะเห็นว่า นโยบายที่สัญญากันไว้ว่าจะทำ ส่วนใหญ่เพิ่มรายจ่ายของรัฐ เพราะจะแจกเงินสารพัดอย่าง รวมทั้งเรื่องราคาพืชผลเกษตร แต่เรื่องหารายได้ ไม่ค่อยปรากฏ ถึงเวลาจริง ๆ จะเพิ่มรายจ่ายโดยไม่เพิ่มรายได้ ทำไม่ได้ครับ ตอนนี้งบประมาณแผ่นดินก็ขาดดุลทุกปีอยู่แล้ว

อีกเรื่อง คือลีลาการบริหารการอภิปรายของท่านประธานและรองประธานสภา ซึ่งอาจเป็นกลางมากน้อยต่างกัน ถ้าผู้ทำหน้าที่ประธานเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล ก็จะจัดการอภิปรายให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายรัฐบาล เช่น ถ่วงเวลาและปิดการประชุม เพื่อกันสส.ฝ่ายค้านฝีปากดีขึ้นพูด

ปีที่ผมอยู่กับรัฐบาลพลเอกชวลิต อภิปรายงบประมาณ ผมเป็นคนพูดคนสุดท้าย ก่อนเที่ยงคืนประธานสภา คือคุณสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จะส่ง Signal ให้ผมพูดไปเรื่อยๆ ถึงเที่ยงคืน (โดยไม่บอกผมก่อน) แล้วก็ปิดการประชุม เพราะถัดจากผม ฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ เขาจัด สส. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นดาวเด่นของสภาเวลานั้นขึ้นอภิปราย เพื่อจะฟันรัฐบาลให้หนัก คุณอภิสิทธิ์ เลยไม่ได้พูด ก็โกลาหลทั้งสภาเลยครับ มีการมาต่อว่านอกห้องประชุมให้นักข่าวฟัง และผมกลับมาถึงบ้านหลังเที่ยงคืน ยังมีประชาชนโทรมาด่า ว่าพูดยาวไป จนคุณอภิสิทธิ์ ขวัญใจของท่านเหล่านั้นไม่มีโอกาสพูด

วันนี้ เวลานี้ สส. คนไหนเป็นขวัญใจ หรือเป็นที่จับตาของประชาชน ท่านก็คอยดูลีลาของ สส. ท่านนั้นให้ดี และดูการบริหารการประชุมของประธานในที่ประชุมเวลานั้นด้วย คงสนุกแน่ๆ

ขอให้ Enjoy กับการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรยุคใหม่ของไทยโดยทั่วกันนะครับ

สวัสดีครับ

สวัสดีวันจันทร์ที่ 15 ก.ค. 2562 ครับตอนนี้เรามีรัฐบาลประยุทธ์ 2 เต็มรูปแบบ  การจะเริ่มทำงานได้เกือบสมบูรณ์แล้ว  จะผ่านขบ...
15/07/2019

สวัสดีวันจันทร์ที่ 15 ก.ค. 2562 ครับ

ตอนนี้เรามีรัฐบาลประยุทธ์ 2 เต็มรูปแบบ การจะเริ่มทำงานได้เกือบสมบูรณ์แล้ว จะผ่านขบวนการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ตามหมายวันที่ 16 ก.ค. และจะเสนอนโยบายต่อสภาสัปดาห์หน้า จากนั้นข่าวว่าจะลุยงานกันทันที

เราประชาชนคนไทย คาดหวังอะไรทางเศรษฐกิจได้จากรัฐบาลประยุทธ์ 2

ขอทบทวนก่อนครับ รัฐบาลประยุทธ์ 2 เป็นการเมืองแบบ Hybrid คือมีผู้รับผิดชอบทางการเมืองทั้ง Election และ Selection ทั้งสายสภาและสายรัฐบาล

รูปแบบการเมือง Hybrid เหมือนการเมืองสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกเปรม จากปี 2522-2531 เกิดจากรัฐธรรมนูญตอนนั้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2560 รัฐบาล / รัฐสภาเป็น Hybrid เหมือนกัน คงเพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญหลักทั้งปี 2522 และ 2560 คือ อ.มีชัย ฤชุพันธ์ เพียงแต่ตอนนั้นท่านเป็นเลขา มี อ.สมภพ โหตระกิตย์ เป็นประธาน มาตอนนี้ท่านเป็นประธานเอง

ขอเรียนว่า Background ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตอนนั้นต่างกับตอนนี้อย่างมาก ตอนนั้นการเมืองเรายังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงจากภัยนอกประเทศ กองทัพจึงมีบทบาทสำคัญ ตอนนี้ความมั่นคงจากภัยภายนอกไม่มี มีแต่ภายใน ที่คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ยังมีการทะเลาะกัน กองทัพจึงสรุปว่า เรายังต้องสร้างความมั่นคง

ในทางเศรษฐกิจ ตอนนั้นคือปี 2522/23 เศรษฐกิจไทยแย่มาก เพราะวิกฤติราคาน้ำมันโลกครั้งที่สองขึ้นสูง จนเราต้องใช้รายได้จากการส่งออกกว่าครึ่งไปจ่ายค่าน้ำมันนำเข้า ดุลการชำระเงินเราติดลบ ดอกเบี้ยเราเกิน 15 % เราต้องขอ World Bank มาช่วย ขอกู้เงินที่เรียกว่า Structural Adjustment Loan – SAL คือไม่ใช่เงินกู้เพื่อมาทำโครงการ เป็นเงินกู้มาเสริมฐานะการเงินตราต่างประเทศ ในบัญชีดุลการชำระเงิน โดย World Bank ตั้งเงื่อนไขว่า เราต้องปรับโครงสร้าง ต้องปฎิรูปทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน

จึงทำให้เกิดนโนบาย “ ส่งออก ท่องเที่ยว ลงทุน ” ทั้งหมดเพื่อสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ โดยเราทำ Industrialization ครั้งใหญ่ที่เน้นการส่งออก มีโครงการ Eastern Seaboard เป็น Flagship ส่วนหนึ่งเพราะเราผลิตแก๊ซธรรมชาติได้ด้วย เราชวนบริษัทต่างประเทศมาลงทุน เพราะเราไม่มีเงินทุน โดยให้ลงทุนในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ

รัฐบาลพลเอกเปรม ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี เศรษฐกิจฟื้น ดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลงบประมาณเป็นบวกหมด เป็นผลงานสำคัญของรัฐบาล โดยการบริหารอาศัยทั้งกองทัพ Technocrats สว. และ สส.

วันนี้ เวลานี้ เศรษฐกิจไทยต่างจากปี 2522/23 อย่างสิ้นเชิง เรามีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาต่อเนื่องกันกว่าสิบปีแล้ว เงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 2 แสนล้านเหรียญ สภาพคล่องล้น เงินบาทแข็งเป็นหิน ดอกเบี้ยต่ำติดดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรของบริษัทขนาดใหญ่ก็ต่ำมาก ต่ำอยู่ในกลุ่มต่ำสุดของโลก นักวิเคราะห์เขาเรียกเราว่า ไทยเป็นประเทศโลกที่สาม คือกำลังพัฒนา แต่มีตลาดทุนเหมือนประเทศโลกที่หนึ่ง

แสดงว่าเศรษฐกิจการเงินเรามีความผิดปกติอย่างแรง เงินในประเทศล้น แต่ธุรกิจขนาดเล็ก หาเงินได้อย่างยากลำบาก จึงเกิดปรากฎการณ์รวยกระจุก จนกระจายอย่างที่เห็นกันอยู่ แสดงว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังต้องมีการปฏิรูป ไม่รู้เหมือนการปฏิรูปที่คุณสุเทพ หัวหน้า กปปส. เคยเรียกร้องหรือไม่

อีกเรื่องที่วันนั้น 2522/23 ต่างกับวันนี้อย่างมาก คือวันนั้นเราต้องดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมทำ Industrialization ซึ่งต้องมี Economy of Scale จึงต้องมุ่งเน้นการส่งออก เพราะตลาดโลกใหญ่ แต่วันนี้ เราต้องทำ Digitalization คือต้องให้เกิดการใช้ IT เกิดการใช้ AI – Artificial Intelligence อย่างสะดวกและประหยัด จึงต้องจัดเรื่อง Digital Economy ให้ดีให้ได้ ซึ่งก็คือการบริหารจัดการคลื่นความถี่ เห็นชัดว่าเราพลาดมาแล้ว ประมูลคลื่น 4G ไป ก็ต้องไปผ่อนผันให้ผู้ประกอบการ คลื่น Digital TV ก็ต้องคืนเงินและรับคลื่นคืน

โจทย์การทำ Digitalization ไม่เหมือน Industrialization คือ Economy of Scale ไม่สำคัญ เพราะจะผลิตที่ไหน ขายที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ต้องเก่งและไว รัฐบาลอาจช่วยได้ เช่น จีน มี Digital Park กว่าสองพันแห่ง ใน Park มีทุกอย่างที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้ โดยจ่ายตามใช้ ไม่ต้องลงทุนเป็นเจ้าของโดยไม่จำเป็น และเมื่อโตแล้วอยู่เองได้ ก็ต้องย้ายออกจาก Park

โจทย์ทางเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องตลาดเงินตลาดทุน และเรื่อง Digitalization วันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่หมด นอกจากนี้ ยังมีปัญหาปัจจุบัน ที่มาจาก Trade War ที่สหรัฐประกาศกับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ใช้ทั้ง Tariff และอัตราแลกเปลี่ยนมาสู้กัน และยังมีปัญหาเรื้อรังภายในเรื่องราคาพืชผล เรื่องค่าจ้างแรงงาน ฯลฯ จึงต้องมีการประสานนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งถ้าดูจากโครงสร้างการแบ่งงานกันดูแลกระทรวงเศรษฐกิจ จะหมายความว่ากระทรวงไหน รมว.อยู่พรรคไหน ก็รายงานผ่านรอง นรม. ของพรรคนั้น ไม่จำเป็น (และอาจไม่ต้องการ) ผ่านรอง นรม. ดร.สมคิด เห็นชัดว่า ตัวนายกรัฐมนตรีเองต้องเป็นผู้ประสาน ซึ่งสมัยพลเอกเปรมท่านก็ทำหน้าที่นั้น โดยมีครม.เศรษฐกิจ มีสภาพัฒน์ เป็นเลขา และมีที่ปรึกษาหลักที่เป็นอิสระทางการเมือง ซึ่งท่านก็ทำได้

เขียนเล่ามาให้ท่านประชาชนพิจารณา เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับประสบการณ์จากอดีต

สวัสดีครับ

สวัสดีวันพุธที่ 10 ก.ค. 62  ครับ สองสัปดาห์ก่อนนี้   มีข่าวเรื่องการแย่งชิงตำแหน่ง รมว.กระทรวงพลังงาน  ในกลุ่มสส.และผู้บ...
10/07/2019

สวัสดีวันพุธที่ 10 ก.ค. 62 ครับ

สองสัปดาห์ก่อนนี้ มีข่าวเรื่องการแย่งชิงตำแหน่ง รมว.กระทรวงพลังงาน ในกลุ่มสส.และผู้บริหารพรรค พปชร. มีการวิจารณ์ในสื่อและวงการต่างๆ เหมือนแต่ละคนจะมาหาประโยชน์ส่วนตัวจากงานของกระทรวงพลังงาน และสามารถหาประโยชน์ได้มากและง่าย เกิดความหมายและคำถามว่า กระทรวงพลังงาน ภาคพลังงานของไทยไร้ระบบที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชน จนใครๆที่มามีอำนาจ ก็จะบงการได้อย่างง่ายดาย อย่างนั้นหรือ

ในฐานะที่ผมเคยเป็น รมว.กระทรวงพลังงาน ขอเรียนว่าระบบกลไกต่างๆ ของภาคพลังงานของไทย ได้มีการสร้างกันขึ้นมาหลายสิบปี จนเป็นภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมากที่สุดภาคหนึ่งของเศรษฐกิจไทย เป็นที่ยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน ASEAN ดูได้จากรางวัลการประกวดความสามารถของกิจการพลังงาน ASEAN โดยไทยได้รางวัลมากที่สุดทุกปี และเป็นที่ยกย่อง ยอมรับในนานาสากลด้วย

เป็นความจริง ที่มีกรณีที่มีผู้มีอำนาจบางคนสร้างประโยชน์ให้ตนเองในบางโอกาสในอดีตและอาจมีอีกในอนาคต แต่ขอเรียนว่าจะทำได้ยาก ถ้าจะทำต้องมีเจตนา และมีความสามารถพิเศษ แต่ถ้าจะทำดี ซึ่งก็คงมีคนอยากทำดี จะทำได้ง่ายกว่า

ภาคพลังงานไทย มีระบบ มีกลไกอะไรที่สร้างเสริม ความแข็งแรง ที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ภาคพลังงานมีสองส่วน คือไฟฟ้า และเชื้อเพลิง ซึ่งก็คือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก

ในวิชาเศรษฐศาสตร์พลังงาน ไม่ว่าชาติใดก็มีเป้าหมายเรื่องพลังงานเหมือนกัน คือจะต้องมี 3A

Available - มีไฟฟ้า มีเชื้อเพลิงให้ประชาชนใช้ทุกที่ ทุกเวลา
Affordable - ราคาที่ทุกคนในประเทศสามารถซื้อหาได้
Acceptable - ระบบผลิตและจำหน่ายเป็นที่ยอมรับได้

ในการสร้าง A ทั้งสาม แต่ละประเทศจะดำเนินการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีพลังงานเหลือใช้ (Surplus) หรือไม่พอใช้ (Deficit)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพลังงานไม่พอใช้ ทั้งเชื้อเพลิง และไฟฟ้า เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างภาคพลังงานให้เหมาะกับไทย

ในการสร้างภาคพลังงาน เรามีบุคคลที่สมควรยกย่องอยู่หลายท่าน เริ่มตั้งแต่ ศจ.บุญรอด บิณฑสันต์ อดีตอาจารย์วิศว. จุฬา ฯ และเป็นอธิการบดีด้วย ท่านเป็นผู้เริ่มสร้าง Concept ของการพัฒนาภาคพลังงาน และมีคุณเกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่ากฟผ. ที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรของ กฟผ.จนเป็นเสาหลักของการผลิตและส่งไฟฟ้า มี ดร.ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ที่เริ่มสร้างปตท. มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ พลเอกเปรม จนปตท.เป็นบริษัทน้ำมันชั้นนำของโลก

กระทรวงพลังงานรับผิดชอบทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิง

ในส่วนของเชื้อเพลิง เนื่องจากไทยต้องใช้น้ำมันนำเข้าวันละกว่า 1 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติวันละประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ราคาซื้อจึงต้องอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งก็อิงกับราคาประกาศที่ Saudi Arabia ราคาขายปลีกก็อ้างอิงจากราคาโรงกลั่นที่สิงคโปร์ ถ้าจะกำหนดให้ราคาต่ำกว่านั้น รัฐบาลก็ต้องอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็มาจากประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่เป็นธรรม ราคาตลาดจ่ายโดยผู้ใช้เชื้อเพลิง ใครใช้ใครจ่ายเหมาะสมกว่า

การจัดหาเชื้อเพลิงโดยปตท. เปิดเผย โปร่งใส เพราะเป็นบริษัทมหาชน ทำอะไรไม่ถูกต้องธรรมาภิบาล ผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่ รายเล็ก เล่นงานตาย มีผู้ถือหุ้นที่เป็นสถาบันต่างชาติมากด้วย พวกนี้มีระบบตรวจสอบเข้มยิ่งกว่ารัฐบาลไทยเสียอีก

ราคาขายปลีก จะรวมภาษีและค่าต่างๆ ขึ้นอยู่กับนโยบาย ตอนผมรับผิดชอบ น้ำมันเบนซินและดีเซลจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตเหมือนกัน LPG ก็ควรต้องเสีย เพราะมีการเอา LPG ที่จริงเป็นก๊าซหุงต้มไปใช้ในรถยนต์ เพราะเคยราคาถูกกว่าน้ำมันมาก เพราะไม่เสียภาษีสรรพสามิต แถมได้รับการอุดหนุนด้วย ตอนผมอยู่ก็ได้ปรับราคาให้เป็นธรรมแล้ว

อีกนโยบายหนึ่งก็คือ เสถียรภาพของราคา โดยการใช้ การเก็บ การจ่ายเงินเข้าหรือออกจากกองทุน ซึ่งบางระยะติดลบ บางระยะก็ติดบวก ตอนผมเข้าไปเป็นรมว. กองทุนติดลบอยู่ประมาณสองหมื่นล้าน พอดีราคาน้ำมันลด มีการเพิ่มเงินเข้ากองทุน ภายในหนึ่งปี กองทุนกลายเป็นบวกเกือบสี่หมื่นล้าน

และมีนโยบายส่งเสริมการใช้เอทานอล ที่ทำจากพืช ทั้งมันสำปะหลังและน้ำตาล โดยทำให้ราคาต่ำกว่าน้ำมันที่ไม่ได้ผสม คือเก็บภาษีน้อยกว่า ที่ต้นทุนเอทานอลแพงเพราะค่าเชื้อเพลิงต่ำ เพราะเป็น Carbon ใหม่ ค่าความร้อน ความแรงจึงไม่เท่าน้ำมันและก๊าธรรมชาติ เพราะเป็น Carbon เก่าสะสมมาเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปี

เวลามีการปรับเปลี่ยนราคา ปตท.และบางจาก จะเป็นผู้นำในการประกาศราคาขายปลีก โดยน้ำมันเจ้าอื่นก็จะปรับเปลี่ยนราคาตาม

การสำรวจ การให้สัมปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก็จะมีการวิจารณ์กันว่าจะมีการแสวงหาประโยชน์ ขอเรียนว่าประเทศไทยไม่มีหรือมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติน้อยจริง ๆ
ดูได้จากการที่เราแทบจะไม่มีบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกอยู่ในประเทศไทยเลย มี Chevron ซึ่งก็คงจะเป็นบริษัทสุดท้าย เมื่ออายุสัมปทานเขาหมด

สรุปคือ ภาคเชื้อเพลิงของไทยเข้มแข็งดีแล้ว ใครจะมาทำให้เสียได้ยาก ที่สำคัญคือเคยมีขบวนการจะตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ คงจะมาแทนปตท. อันนี้เสียหายแน่ ท่านประชาชนต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ไม่ให้มีใคร หรือคณะบุคคลใดมาสร้างขึ้นมา

ส่วนเรื่องไฟฟ้า เรามีนโยบายให้เอกชนมาร่วมผลิตนานแล้ว โดยมีกฟผ.เป็นหลัก กฟผ.เองก็ไปตั้งบริษัทไฟฟ้าเอกชน เช่น บริษัทราชบุรี และ EGCO มีการให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้า เริ่มจากนิคมอุตสาหกรรม สมัยท่านนายกเปรม เพราะกฟผ.ตอนนั้นผลิตไม่ได้มากพอ และนิคมก็ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ โรงไฟฟ้าเลยผลิตทั้งสองอย่าง เรียกว่า Co-gen ต่อมาก็มีการอนุญาตให้เอกชนผลิตมากขึ้น ทั้งการใช้เชื้อเพลิงปกติ และที่เป็น Renewable เป็นโครงการ IPP และ SIPP แล้วแต่ขนาดของกำลังการผลิต

การจะอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้า ไทยก็มีระบบ ตั้งแต่การกำหนดแผนการผลิตไฟฟ้าระยะยาว โดยกก.นโยบายพลังงานแห่งชาติ – กพช. – ใบอนุญาตการผลิต มีกรรมการกำกับกิจการพลังงาน – กกพ. ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งอิสระ คือเป็น Regulator ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ปี 2550 โดยผู้ริเริ่มคือดร.ปิยะสวัสดิ์ อัมรานันท์ ตามหลักการที่ว่างานกำกับ ควรแยกกับงานนโยบายและงานบริการซึ่งจะอยู่ที่กระทรวงพลังงาน โดยกกพ.ก็กำกับราคาที่เอกชนจะขาย ให้ภาครัฐที่เป็นผู้ซื้อไฟฟ้า ซึ่งราคานี้จะต่างกัน จากแหล่งผลิตที่ต่างกัน กกพ.จะนำมาเฉลี่ยโดยการถ่วงน้ำหนักและออกมาเป็นค่าไฟฟ้า ที่คนไทยทั้งประเทศใช้ราคาเดียวกัน ค่าไฟที่ถูกสุด คือจากถ่านหินที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ราคาไม่ถึงหกสลึงต่อหน่วย ไฟฟ้าจากลาวแพงขึ้นหน่อย ตามมาด้วยก๊าซธรรมชาติ พวก Renewable ต่าง ๆจะแพงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Solar รุ่นแรก ที่รัฐบาลบวกเงินแถมให้ เพราะตอนนั้นต้นทุน Solar แพง ตอนหลังต้นทุนถูกลง ใครได้ใบอนุญาตทำ Solar แรกๆ ก็จะได้ประโยชน์มาก ที่ทำอย่างนี้เพราะสังคมเรียกร้องให้ผลิตไฟฟ้าจาก Renewable

เมื่อระบบที่มี Regulator เป็นแบบนี้ ใครจะหาประโยชน์ส่วนตัวจากการให้ใบอนุญาต ถึงยังอาจจะทำได้แต่ก็ไม่ง่าย

ก.พลังงานยังมีอีกกองทุนหนึ่ง เรียกว่ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ที่กระทรวงบริหารอยู่ กองทุนนี้มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมจากน้ำมัน เคยเก็บลิตรละสลึง ปีที่แล้วลดลงมาเหลือลิตรละสิบสตางค์ ส่วนมากรายได้แต่ละปีก็ประมาณ 9,000 ล้านบาท รายจ่ายใช้ไปช่วยหน่วยงานต่าง ๆ อนุรักษ์พลังงาน เช่นเปลี่ยนระบบเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED จัดพลังงานทดแทนให้ชุมชนต่าง ๆ งบประมาณเคยเป็นประมาณ 7,000 ล้านบาท ตอนหลังเพิ่มอีกจากโครงการไทยนิยม โดยใช้เงินสะสม การอนุมัติโครงการก็มีระบบ มีกรรมการ มีรอง นรม.เป็นประธาน กระทรวงพลังงานจะทำเองไม่ได้ ใครจะหาเสียงโดยเอาโครงการต่าง ๆ มาขอเงินก็ยังอาจทำได้ แต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน

สรุปคือระบบการบริหารจัดการภาคพลังงานไทยจัดไว้ดี มี Regulator คือ กกพ. แยกกับงานนโยบายและบริการ มีกรรมการต่าง ๆ ทำงาน ที่กระทรวงพลังงานก็มีกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน – กบง. ที่จะตัดสินใจทำอะไร เสนออะไร ก็มีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมประชุม ร่วมตัดสินใจ และยังต้องไปถึงระดับรัฐบาลคือ กพช. จึงน่าจะทำให้พวกเราประชาชนชาวไทย มีความเชื่อมั่นในภาคพลังงานพอสมควร แต่ก็ยังต้องคอยเฝ้าระวัง คอยร้องเรียนเมื่อเห็นเหตุการณ์ใด ที่ส่อไปในทางการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะโดยนักการเมืองหรือข้าราชการ หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจก็ตาม

สวัสดีครับ

ที่อยู่

SERANEE HOLDINGS CO., LTD.
Bangkok
10110

เบอร์โทรศัพท์

+66887828915

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด