แพทยสภา

แพทยสภา เพจทางการของ "แพทยสภา" ประชาสัมพันธ์ มติ กิจกรรม เพื่อคุ้มครองแพทย์และประชาชน

The Medical Council of Thailand
(174)

เปิดเหมือนปกติ

ร่วมส่งกำลังใจให้นักรบเสื้อขาว ต่อสู้กับ COVID - 19 จากนี้เราต้องจับมือกัน  ทั้ง แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกค...
16/04/2021

ร่วมส่งกำลังใจให้นักรบเสื้อขาว ต่อสู้กับ COVID - 19 จากนี้เราต้องจับมือกัน ทั้ง แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกคน ช่วยกันรบ ให้ชนะ ไวรัสโคโรน่า ให้ได้เหมือนปีที่แล้วนะครับ


#แพทยสภา

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 84 "การบาดเจ็บที่เกิดจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต"--------------------------------------------------------      ...
16/04/2021

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 84 "การบาดเจ็บที่เกิดจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต"
--------------------------------------------------------

ในปัจจุบันกีฬาเซิร์ฟสเก็ตเป็นกีฬาที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีผู้ที่สนใจในการเล่นกีฬาชนิดนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงอุบัติเหตุจากกีฬาชนิดนี้จึงเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย ดังนั้นผู้เล่นควรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น และการป้องกันตนเองจากการบาดเจ็บดังกล่าว เพื่อให้สามารถเล่นกีฬาได้มีความสุขและมีความปลอดภัยมากขึ้น

การบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ตสามารถเกิดได้จากการที่ผู้เล่นเตรียมร่างกายได้ไม่พร้อม หรือ เกิดจากการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นก็ได้ การบาดเจ็บจากการเตรียมร่างกายได้ไม่พร้อม เช่น ผู้เล่นไม่ได้มีการบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนการเล่น หรือหลังเล่น ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมใช้งาน เกิดการอักเสบและการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ขา เอว หรือ หลังตามมาหลังการเล่นกีฬาได้ การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น รองเท้าหลวมเกินไป หรือ พื้นรองเท้าลื่นเกินไป ก็ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บทั้งบริเวณข้อมือ ข้อศอก และข้อเข่า ก็สามารถลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้

เนื่องจากเซิร์ฟสเก็ตถูกออกแบบมาให้พื้นบอร์ดสามารถเอียงได้และล้อหน้ามีการบิดเลี้ยวได้ จึงมีความไม่มั่นคงได้มากกว่าสเก็ตบอร์ดทั่วไป ดังนั้นจึงเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย โดยทั่วไปการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นกีฬาเซิร์ฟสเก็ตจึงมักเกิดจากการเสียหลักล้ม และเกิดการบาดเจ็บได้หลายตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า และข้อเท้า

.
ในกรณีที่ผู้เล่นเสียหลักล้ม และใช้มือยันพื้น อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บโดยตรงที่บริเวณข้อมือได้ เช่น กระดูกข้อมือหัก หมอนรองกระดูกข้อมือฉีดขาด เส้นเอ็นเชื่อมกระดูกข้อมือฉีกขาด เป็นต้น ซึ่งขึ้นกับแรงที่มากระทำต่อข้อมือ และท่าของข้อมือในขณะที่ล้มลง ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่แตกต่างกันออกไปได้ นอกจากนี้ในกรณีที่ล้มมือยันพื้น อาจเกิดจากการส่งต่อแรงจากบริเวณข้อมือมายังบริเวณข้อศอกได้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บทางอ้อมต่อบริเวณข้อศอกได้ เช่น ข้อศอกเคลื่อนหรือหลุด เส้นเอ็นข้อต่อบริเวณข้อศอกฉีดขาด กระดูกบริเวณข้อศอกหัก เป็นต้น บางกรณีผู้เล่นอาจเสียหลักล้มโดยเอาส่วนของข้อศอกกระแทกพื้นโดยตรงจนทำให้เกิดการหักของกระดูกบริเวณข้อศอกได้เช่นเดียวกัน

ในบางครั้งเมื่อผู้เล่นเสียหลักล้ม ข้อเท้าอาจเกิดการพลิกบิดหมุนและเกิดการบาดเจ็บที่บริเวณข้อเท้าได้ เช่น ข้อเท้าแพลงที่เกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเอ็นรอบข้อเท้า กระดูกข้อเท้าหัก เป็นต้น หรือในกรณีที่กระโดดหรือตกจากที่สูง อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นเอ็นไขว้หน้าหรือเส้นเอ็นไขว้หลังของข้อเข่า เส้นเอ็นด้านข้างของข้อเข่า หรือกระดูกสะบ้าแตกจากการกระแทกโดยตรงที่บริเวณข้อเข่าได้

จะเห็นได้ว่าการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลาย วิธีการรักษาขึ้นกับอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ และความรุนแรงของการบาดเจ็บ การบาดเจ็บบางชนิดสามารถรักษาได้โดยการพักการใช้งาน รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด การใช้อุปกรณ์ประคองหรือการใส่เฝือกชั่วคราว แต่การบาดเจ็บบางชนิดจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเอ็น การผ่าตัดจัดเรียงกระดูกและดามด้วยโลหะดามกระดูก เพื่อให้สามารถกลับไปใช้งานได้ใกล้เคียงเดิมโดยเร็ว และลดโอกาสเกิดการผิดรูปหรือพิการ ดังนั้นหากเกิดการบาดเจ็บขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาที่ล่าช้าไป เนื่องจากการบาดเจ็บที่ได้รับการรักษาล่าช้าอาจทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการรักษาโดยเร็ว นอกจากนี้การทำกายภาพภายหลังการบาดเจ็บตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูสภาพให้กลับไปอยู่ในสภาวะใกล้เคียงกับก่อนได้รับการบาดเจ็บได้ในเวลาที่เหมาะสม

การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้สุขภาพทางกายและสุขภาพจิตดีขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เล่นควรเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆให้เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงหากเกิดการบาดเจ็บขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้โดยเร็ว

-------------------------------------------------
บทความโดย
นพ.ปณัย เลาหประสิทธิพร
ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย
-------------------------------------------------

แพทยสภา's cover photo
09/04/2021

แพทยสภา's cover photo

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 83 "โรคท้องเสียในเด็ก"------------------------------------#เมื่อใดจึงวินิจฉัยโรคท้องเสียในเด็ก  ท้องเส...
08/04/2021

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 83 "โรคท้องเสียในเด็ก"
------------------------------------

#เมื่อใดจึงวินิจฉัยโรคท้องเสียในเด็ก

ท้องเสีย ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก จะดูที่ลักษณะและความถี่ของอุจจาระ โดยใช้ลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เช่น เป็นเนื้อเหลวความถี่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือเป็นมูกเลือด 1 ครั้งหรือเป็นน้ำปริมาณมาก 1 ครั้งขึ้นไป ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยคำจำกัดความนี้ไม่รวมถึงเด็กเล็กที่กินนมแม่ ซึ่งมักจะถ่ายบ่อยแต่อุจจาระเป็นเนื้อดีและมีน้ำหนักตัวขึ้นได้ตามปกติ
อาการท้องเสียเฉียบพลันมักหายได้เองภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ถ้านานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปถือเป็นภาวะอุจจาระร่วงยืดเยื้อหรือเรื้อรัง
.
#ท้องเสียเกิดจากสาเหตุใด

ในเด็กเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุไม่เกิน 1 ปี พบว่าประมาณ 70% เกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมักจะเข้าทางปากโดยการกินอาหารหรือดื่มนมซึ่งปนเปื้อนเชื้อโรค หรือการหยิบจับของเล่นเอาเข้าปาก หรือแม้กระทั่งมือของเด็กเองซึ่งหยิบจับสิ่งของหรือคลานเล่นและเอาเชื้อโรคเข้าปากตัวเองเป็นต้น ดังนั้นโรคนี้จึงเป็นปัญหาที่พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่เพราะเด็กมีโอกาสได้รับเชื้อโรคมากกว่าเพราะยังช่วยตัวเองไม่ได้และไม่รู้จักวิธีป้องกันตัวเอง รวมทั้งมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งภูมิต้านทานโรคส่วนหนึ่งอาจได้รับมาจากการกินนมแม่และการได้รับวัคซีน อีกส่วนหนึ่งร่างกายสร้างขึ้นโดยการสัมผัสเชื้อโรคตามธรรมชาติและสร้างภูมิต้านทานจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาระบบนี้

สาเหตุส่วนน้อยของโรคนี้อาจมาจากโรคไม่ติดเชื้อ เช่น การแพ้นมวัว ภาวะต่อมทัยรอยด์ทำงานมากผิดปกติ หรือเป็นผลจากเนื้องอกบางชนิดหรือยาปฏิชีวนะบางตัว
.
#ยืดตัวกับท้องเสีย

คำถามซึ่งกุมารแพทย์มักจะได้รับจากพ่อแม่ผู้ปกครองในเวลาที่ทารกท้องเสีย คือ ท้องเสียเกิดจากทารกยืดตัวใช่หรือไม่ โดยถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กในวัยนี้และสามารถหายได้เอง

ธรรมชาติของเด็กภายในขวบปีแรกจะมีพัฒนาการของร่างกายจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำ, คืบ, นั่ง, ยืน, เดิน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องท้องเสียเลย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะคิดว่าการยืดตัวทำให้เกิดปัญหาท้องเสีย เพราะท้องเสียมีสาเหตุตามที่ได้กล่าวแล้ว
.
#การช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อเด็กท้องเสีย

ท้องเสียเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย ดังนั้นเมื่อเชื้อโรคถูกขับออกจากร่างกายก็จะทำให้ไม่สะสมจนเกิดปริมาณมากและหรือดูดซึมเข้าระบบการไหลเวียนโลหิตของร่างกายจนเกิดปัญหาการติดเชื้อในกระแสโลหิตตามมา จึงไม่ควรพยายามให้ยาหยุดถ่ายซึ่งมักทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคและสารพิษซึ่งสร้างจากเชื้อโรคทำให้มีการกระจายของเชื้อออกนอกลำไส้ รวมทั้งปัญหาลำไส้ไม่ทำงานเกิดท้องอืด, กินไม่ได้, อาเจียน

ยาปฏิชีวนะมีข้อบ่งชี้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียบางตัวเช่น เชื้ออหิวาต์, เชื้อบิด พยาธิบางชนิด ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่สมควรอาจทำให้เชื้อโรคดื้อยาและยาไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวดีซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อที่ก่อโรคเจริญเติบโตมากขึ้น และยังอาจเกิดปัญหาการแพ้ยาปฏิชีวนะทำให้อาการท้องเสียรุนแรงมากขึ้นด้วย

หัวใจของการรักษาท้องเสียคือ การเริ่มต้นทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากร่างกายด้วยการกินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทันทีที่บ้านในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
.
#ให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่อย่างไร

สารละลายน้ำตาลเกลือแร่มีจำหน่ายทั่วไปทั้งที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมและบริษัทต่างๆ โดยทั่วไปจะผสม 1 ซองต่อน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วน้ำหรือ 1 ขวดนม 8 ออนซ์ สามารถเตรียมเองได้ง่ายๆ โดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือเล็กน้อย (ประมาณ 2 หยิบนิ้วมือต่อน้ำข้าว 8 ออนซ์หรือ 1 แก้ว) หรืออาจผสมเองโดยใช้น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะและเกลือป่น 2 หยิบนิ้วมือใส่น้ำต้มสุก 1 แก้วน้ำ
น้ำซุบ, น้ำแกงจืด, น้ำผลไม้ต่างๆ, น้ำเต้าหู้, น้ำชา, โจ๊กไก่ ก็เป็นอาหารเหลวที่สามารถนำมาให้ในเด็กที่มีปัญหาท้องเสียได้

วิธีการให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ควรใช้ช้อนตักป้อนทีละน้อยเพื่อช่วยลดปัญหาการอาเจียน การปฏิเสธการกินและยังช่วยให้ดูดซึมได้ดีกว่าการให้ดูดจากขวด รวมทั้งการดูดในปริมาณมากอาจดูดซึมไม่ทันและถ่ายเป็นสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทำให้เข้าใจผิดว่ายิ่งกินยิ่งถ่าย ในเด็กโตอาจให้จิบจากแก้วทีละน้อยบ่อยๆ

• อายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ครั้งละ 2-3 ออนซ์ (1/4-1/2 แก้วน้ำ), ทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ
• 2-10 ปี ครั้งละ ½-1 แก้วน้ำ (3-6 หรือ 8 ออนซ์)
• 10 ปีขึ้นไปปริมาณมากเท่าที่ดื่มได้
.
#อาหารใดที่ควรให้ระหว่างท้องเสีย

• เด็กเล็กที่เลี้ยงด้วยนมมารดาให้นมมารดาต่อไป ควรให้เด็กดูดนมบ่อยขึ้นกว่าปกติ
• เด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมให้นมตามปกติ
• เด็กโตให้อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเป็นข้าวต้ม, โจ๊ก โดยอาจต้องเพิ่มให้บ่อยกว่าปกติ
ถ้าเด็กสามารถดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่และกินอาหารและนมได้ ถึงแม้จะยังถ่ายอยู่แต่เด็กไม่อ่อนเพลีย ดูสดใสขึ้น แสดงว่าทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทันและพอเพียง ก็ให้ดื่มต่อไปจนกว่าจะหยุดถ่าย แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 – 3 วัน หรือมีข้อบ่งชี้อื่นๆ ควรพบแพทย์เพื่อให้การรักษา
.
#ควรนำลูกท้องเสียไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรนำเด็กไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้
1. ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกเลือด
2. ไข้สูงหรือชัก
3. อาเจียนบ่อย
4. ท้องอืด
5. หอบลึก
6. ไม่ยอมดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทุกชนิดและ/หรือไม่ยอมดื่มนมหรือกินอาหาร
7. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่แล้วแต่เด็กยังดูเพลีย, ซึม
8. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำบ่อย (มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน)
.
#ป้องกันโรคท้องเสียอย่างไร

วิธีป้องกันท้องเสียที่ดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดเพื่อกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าปากทั้งนี้เริ่มตั้งแต่ผู้เลี้ยงเด็กต้องหมั่นล้างมือทุกครั้ง ก่อนจะหยิบจับอาหารหรือชงนมให้เด็กที่กินนมผสม รวมทั้งขวดนม, จุกนม ต้องล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทันทีและฆ่าเชื้อโดยการต้มจนเดือดอย่างน้อย 10-15 นาที ดังนั้นจึงต้องมีขวดนมจำนวนเพียงพอที่จะมีเวลาต้มทำความสะอาดได้ ควรชงนม ในปริมาณที่กินหมดในครั้งเดียว ถ้ายังกินไม่หมดควรมีฝาครอบจุกให้มิดชิดและไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 ชม. ในเด็กโตที่กินอาหารอื่นต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ มีภาชนะปิด ทำความสะอาด ภาชนะที่ใส่เช่น จาน, ชาม, ช้อน และอย่าลืมล้างมือให้เด็กบ่อยๆ เพราะในวัยนี้จะชอบเอาของและมือตัวเองเข้าปากก็จะเป็นการนำเชื้อโรคเข้าตัวเองด้วย ของเล่นที่สามารถล้างทำความสะอาดได้ก็ควรนำไปล้างแต่บางชนิดที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ก็ควรทิ้งหรือเปลี่ยนใหม่

ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับ “โรต้าไวรัส” ซึ่งเป็นเชื้อที่พบเป็นสาเหตุของท้องเสียในเด็ก ได้มากที่สุดโดยเฉลี่ยประมาณ 40% ของเชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุทั้งหมดโดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กเล็ก (3 เดือน-2 ปี) โดยพบอุบัติการณ์สูงสุดในประเทศไทยในช่วงปลายปีตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศเย็น โดยอาการเริ่มต้นคือ ไข้, น้ำมูก, ไอ ตามด้วยอาเจียนและถ่ายเป็นน้ำโดยมีความรุนแรงตั้งแต่น้อยไปมาก สำหรับวัคซีนโรต้าไวรัส เป็นวัคซีนชนิดกินให้ทั้งหมด 2-3 ครั้งแล้วแต่บริษัท โดยควรเริ่มต้นให้ครั้งแรกที่อายุไม่เกิน 15 สัปดาห์และครั้งที่ 2 หรือ 3 ไม่เกิน 32 สัปดาห์ สามารถลดความรุนแรงของโรคลงได้แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด

การป้องกันโรคท้องเสียที่ดีที่สุดคือการให้เด็กได้รับนมแม่โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนแรก ควรให้นมแม่เพียงอย่างเดียวเพราะ “สะดวก สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” รวมทั้งได้รับภูมิต้านทานโรคต่างๆ ซึ่งมีเฉพาะในนมแม่นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างและเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูกด้วยการดูดนมจากเต้าโดยการสัมผัสอย่างใกล้ชิด
------------------------------------

บทความโดย
ผศ.พญ.นิยะดา วิทยาศัย
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

------------------------------------

ประชุมคณะอนุกรรมการกลางการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านประจำเดือนเมษายน 2564****************************************************...
08/04/2021

ประชุมคณะอนุกรรมการกลางการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน
ประจำเดือนเมษายน 2564

**********************************************************

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 1 แพทยสภา ชั้น 12 อาคารสภาวิชาชีพ ซอยสาธารณสุข 8 กระทรวงสาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการกลางฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน ของแพทยสภา ประจำเดือนเมษายน โดยมี ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล เป็นเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการดำเนินการของแพทยสภาร่วมกับราชวิทยาลัย/วิทยาลัย ประจำเดือนเมษายน 2564 ******************...
08/04/2021

ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการดำเนินการของแพทยสภา
ร่วมกับราชวิทยาลัย/วิทยาลัย ประจำเดือนเมษายน 2564

******************************************************

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 1 แพทยสภา ชั้น 12 อาคารสภาวิชาชีพ ภายในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการฯ และ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขานุการคณะอนุกรรมการฯ เข้าประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางดำเนินการของแพทยสภาร่วมกับราชวิทยาลัย / วิทยาลัยประจำเดือนเมษายน 2564 โดยมีผู้แทนราชวิทยาลัย และวิทยาลัยทุกแห่งเข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุม และผ่านทาง Zoom ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันทุกสองเดือน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันนี้ (7 เมษายน 2564)  เวลา 15.00 น. ณ แพทยสภา อาคารสภาวิชาชีพ ภายในกระทรวงสาธารณสุข       ผู้แทนนักศึกษาแพทย์จากมหาวิท...
07/04/2021

วันนี้ (7 เมษายน 2564) เวลา 15.00 น. ณ แพทยสภา อาคารสภาวิชาชีพ ภายในกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัย Tongji Medical College , Huazhong University of Science and technology มายื่นหนังสือที่แพทยสภาขอความอนุเคราะห์ หนังสือแจ้งผลการพิจารณาการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในต่างประเทศในช่วงCOVID-19

***************************************************************

นายกฤษณะ ธนะชาญพัฒนา และ นางสาวภัคจิรา อัศวพิมพ์จินดา ผู้แทนนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัย Tongji Medical College , Huazhong University of Science and technology ให้ข้อมูลว่า วันนี้เราเป็นตัวแทนจากเพื่อน ๆทั้งหมด 21 ท่าน มายื่นหนังสือถึงเลขาธิการแพทยสภาเพื่อ ขอหนังสือขอความอนุเคราะห์จากแพทยสภา เนื่องจากทางมหาวิทยาลัย ได้มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ มาตั้งแต่ เดือน พฤษภาคม 2563 รวมถึงการสอบในแต่ละรายวิชาโดยการเรียนการสอนเป็นไปตามนโยบายของเเพทยสภา จากจดหมายที่ออกโดยเเพทยสภาในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ซึ่งถ้าเป็นไปตามกำหนดการเดิมนักศึกษาแพทย์จะจบการศึกษาในเดือนมิถุนายน 2564

เนื่องจาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ทางมหาวิทยาลัยได้เเจ้งว่า ได้มีการเปลี่ยนโยบายการเรียนการสอนจากเดิมที่อนุญาตให้เรียนในรูปเเบบออนไลน์ เป็นการฝึกแบบ internship เป็นเวลาทั้งหมด 48 สัปดาห์แทน ทั้ง ๆ ที่การสอบจบของมหาวิทยาลัยจะถูกจัดสอบภายในเดือนมิถุนายน นั่นหมายถึงว่า นศพ ชั้นปีที่ 6 จะจบการศึกษาช้าไปกว่าตามที่กำหนด จึงขอความอนุเคราะห์เเพทยสภาออกหนังสือแจ้งผลการพิจารณาเพื่อไปแสดงต่อมหาวิทยาลัย

**************************************************************

"ประกาศ และข้อบังคับแพทยสภา ในราชกิจจานุเบกษา 2564"1.ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยประกาศนียบัตรการฝึกอบรมหัตถการและการรักษาสำ...
03/04/2021

"ประกาศ และข้อบังคับแพทยสภา ในราชกิจจานุเบกษา 2564"

1.ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยประกาศนียบัตรการฝึกอบรมหัตถการและการรักษาสำหรับแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน พ.ศ. 2563 (5 มีนาคม 2564)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/050/T_0051.PDF
เพื่อตอบโจทย์การอบรมระยะสั้นตามความต้องการของชุมชน (Community base) โดยอบรมที่ชุมชนต้องการ ภาคสมัครใจ เพื่อเสริมความรู้ให้น้องๆใน รพ.ชุมชน เชื่อมกับ รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป โดยราชวิทยาลัย ช่วยดูหลักสูตร (Decentralized) เริ่มจาก หัตถการ non invasive เช่น Echo Ultrasound ชุมชน เป็นต้น อาจตามด้วยทางศัลยกรรม สูตินรี ดมยา หาก รพ.ชุมชน ต้องการ* โดยสมัครใจ* ทำให้น้องเสียเวลาน้อยลง และเกิดความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง รพ.ในจังหวัดเดียวกัน และ ราชวิทยาลัย และเป็นการปูทางต่อไปยัง full training ของหมอในสาขานั้นๆครับ
.
2.ประกาศแพทยสภา เรื่อง กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ วาระ พ.ศ. 2564
- 2566 (2 เมษายน 2564)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/076/T_0029.PDF
เพื่อให้หน่วยงาน และสังคมทราบผู้บริหาร แพทยสภาตาม พรบ.วิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา
.
3.ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมในวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2564 (2เมษายน 2564)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/076/T_0030.PDF
เพื่อเป็นการปรับตามค่าใช้จ่ายของสถาบันฝึกอบรมและสอบที่เกิดขึ้นจริง
.
4.ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการฝึกอบรมผู้ช่วยแพทย์ พ.ศ. 2564 (2เมษายน 2564)
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/076/T_0032.PDF
เป้าหมาย เพื่อเริ่มมี "ผู้ช่วยแพทย์" เป็นทางการในหลักสูตรของแพทยสภา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์ในด้านที่จำเป็น และรับรองโดยแพทยสภาครับ

รายละเอียดตามเอกสาร..

แพทยสภา
02.04.2564

ประชาสัมพันธ์ เรื่อง การจัดประชุมวิชาการ The Global Interprofessional Education Conference: GIPEC 2021 หัวข้อ “How Educa...
01/04/2021

ประชาสัมพันธ์ เรื่อง การจัดประชุมวิชาการ The Global Interprofessional Education Conference: GIPEC 2021 หัวข้อ “How Education sector responds to VUCA Health System” และขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมประชุมฯ วันที่ 19,26 เมษายน และ 17 พ.ค. 64
---------------------------------------------------------------

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.)
โทร 097-117-5041, 091-738-6096
Email : [email protected]
---------------------------------------------------------------

https://tmc.or.th/index.php/News/News-and-Activities/740

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 82 "ต้อหิน มหันตภัยเงียบ"------------------------------------ต้อหิน มหันตภัยเงียบQ : ต้อหิน คืออะไร ชื...
01/04/2021

#หมอชวนรู้ ตอนที่ 82 "ต้อหิน มหันตภัยเงียบ"
------------------------------------

ต้อหิน มหันตภัยเงียบ

Q : ต้อหิน คืออะไร ชื่อนี้คือมีหินอยู่ในตาใช่หรือไม่
A : ต้อหิน คือความผิดปกติของขั้วประสาทตาชนิดหนึ่ง ทำให้ตาบอดหรือพิการทางสายตาได้ มักเกิดจากภาวะความดันในตาสูงเกินไปจนกดทับเส้นประสาทตาเสียหาย บางครั้งความดันตาสูงมากจนตาตึง และปวดคล้ายกับมีก้อนหินในตา (แต่จริง ๆ ไม่มีก้อนหิน) จึงเรียกต้อหิน
.
Q : แตกต่างจากต้อกระจกอย่างไร
A : ต้อกระจกหากเป็นมากจะทำให้ตามัว เมื่อผ่าตัดต้อกระจกแล้ว ภาวะตามัวจะหายไป จะกลับมาใช้สายตาได้ปกติ แต่ต้อหินทำให้ตามัวแบบพิเศษ คือ ภาพที่เห็นจะแคบกว่าปกติคล้ายกับการมองผ่านกล้องส่องทางไกล คือเห็นภาพและบอกได้ว่าเห็นอะไร แต่เห็นไม่กว้าง แม้จะได้รับการรักษาต้อหินหรือผ่าตัดก็ไม่สามารถคืนการมองเห็นให้กลับมาเป็นปกติได้
.
Q : หากเป็นต้อหินแล้ว ต้องตาบอดทุกคนหรือไม่
A : ผู้ที่เป็นโรคต้อหินบางรายตาไม่บอด เกิดจากการตรวจค้นพบโรคต้อหินในระยะต้น รักษาได้ทันเวลาและต่อเนื่อง แต่บางรายอาจโชคร้ายมีโอกาสตาบอด หรือสายตาพิการจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากตรวจพบในระยะท้าย และไม่รักษาตาอาจบอดในเวลารวดเร็ว บางรายตาบอดใน 1-3 ปี หากดูแลรักษาต่อเนื่อง อย่างเข้มงวดและจริงจัง จะทำให้คงสภาพสายตา และมองเห็นได้แบบเดิมอย่างยาวนาน บางรายอาจมีสายตาคงที่ 10 ถึง 20 ปี
.
Q : คำกล่าวที่ว่า “ต้อหิน” คือมหันตภัยเงียบ เป็นอย่างไร
A : ต้อหินคือโรคที่ทำให้ตาบอดถาวรเป็นอันดับ 1 ของโรคทางตา และพบมากขึ้นเมื่อสูงวัยขึ้น แต่อาการของโรคต้อหินมีตั้งแต่ปวดตา ตามัว ร่วมกับตาแดงอย่างมากจนถึงไม่มีอาการอะไรเลย จากการสำรวจพบว่า มากกว่า ร้อยละ 50 ของคนเป็นต้อหิน ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เพราะไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัว ก็อยู่ในระยะท้ายของโรคนี้เสียแล้ว คือมีการสูญเสียความกว้างของการมองเห็นไปมาก จนพิการทางการมองเห็นจึงเป็นมหันตภัยเงียบ กลุ่มนี้มักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน สาเหตุ เช่น มาโรงพยาบาลตรวจตา เพื่อตัดแว่นหรือมาขอใบรับรองแพทย์เพื่อสมัครงาน / ขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และมีอาการตาแห้ง
.
Q : ในคนสายตาปกติที่ไม่มีอาการใด ๆ ควรมาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจต้อหินเมื่อไหร่
A : 1) ในประชาชนทั่วไปอายุมากกว่า 40 ปี แนะนำว่าควรตรวจสายตาทุกคน หากตรวจแล้วเป็นปกติ ควรมาตรวจซ้ำทุก 5 ปี จากการสำรวจพบว่าคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีโอกาสเป็นต้อหิน 1-2 เปอร์เซ็นต์
2) ในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อต้อหินสูงดังนี้
• มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
• คนที่มีสายตาผิดปกติมาก ๆ เช่น สายตาสั้นมากกว่า 400 หรือยาวแต่กำเนิดมากกว่า 200
• คนที่เคยได้รับอุบัติเหตุต่อดวงตาอย่างรุนแรงมาก่อน จนทำให้เลือดออกในตา หรือตามัวอย่างมาก กลุ่มนี้ควรรีบรับการตรวจสภาพตา ตั้งแต่ อายุ 30 ปี เป็นต้นไป
.
Q : ในคนที่เป็นโรคต้อหินแล้ว จะมีวิธีการรักษาอย่างไร
A : แนวทางการรักษาโรคต้อหินเน้นไปที่การควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม กับระยะที่เป็นต้อหิน จักษุแพทย์ที่รักษาจะเป็นผู้วินิจฉัย และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม วิธีการรักษา มีตั้งแต่การใช้ยาหยอดตา ยาแบบรับประทาน เลเซอร์ และผ่าตัดหรือใช้หลายวิธีร่วมกัน รวมทั้งรักษาติดตามอาการอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
หากได้รับการดูแลรักษาต้อหินในระยะต้นได้ ก็สามารถป้องกันภาวะตาบอดได้ แม้จะไม่ใช่ต้อหินระยะต้น การรักษาจะช่วยในการควบคุมความเสียหายหรือการสูญเสียสายตาได้ ทำให้ผู้ที่เป็นต้อหินสามารถใช้สายตาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหากเกิดอาการแทรกซ้อนใด ๆ จากการรักษา เช่น ตาแดง เคืองตาหรือคันตา ก็อย่าหมดกำลังใจ หรือหยุดการรักษา ให้ไปพบจักษุแพทย์ที่รักษาท่าน เพื่อปรับหรือเปลี่ยนยา และวิธีการรักษาได้ตลอดเวลา
.
Q : มีการรักษาหรือป้องกันโรคต้อหินด้วยวิธีอื่น ๆ บ้างหรือไม่ เช่น การนวด ฝังเข็ม การฝึกโยคะ อาหารและอาหารเสริม หรือวิตามิน
A :
• จากข้อมูลการศึกษาและวิจัยในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าวิตามินหรืออาหารเสริมชนิดใดจะป้องกันหรือรักษาต้อหินได้ และอาหารเสริมบางชนิดยังอาจกระตุ้นทำให้เกิดต้อหินได้อีกด้วย
• การฝึกโยคะบางท่า เช่น เอาศีรษะลง ในบางรายอาจกระตุ้นให้เกิดต้อหินได้ เนื่องจากความดันในตาสูงมาก จึงมีความเสี่ยงอาจก่อให้เกิดต้อหินได้
• การป้องกันต้อหินที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือการไปตรวจสภาพตากับจักษุแพทย์เป็นระยะ หากพบต้อหินเร็วในระยะแรกจะดีที่สุด และป้องกันการตาบอดได้
.
#สรุป
หัวใจสำคัญในการดูแลรักษาผู้ที่เป็นต้อหิน อยู่ที่ความเข้าใจในธรรมชาติของโรคนี้ ความตั้งใจ และการมีวินัย ในการดูแลรักษาตนเองของผู้เป็นโรคต้อหินอย่างจริงจัง ตลอดจนกำลังใจ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของญาติ หรือผู้ดูแล และนำมาพบแพทย์ เพื่อรักษาต่อเนื่องหากเกิดข้อแทรกซ้อนจากการรักษา ก็อย่าหมดกำลังใจ ให้ไปพบจักษุแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยารักษา หรือเปลี่ยนวิธีการรักษาได้เสมอ ขอเป็นกำลังให้ผู้เป็นต้อหินและญาติครับ
------------------------------------

บทความโดย
ร้อยเอก นายแพทย์จตุพร งามจิตติอำไพ
ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
------------------------------------

ที่อยู่

ถนน สาธารณสุข 3
Bangkok
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

66025901886

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แพทยสภาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง แพทยสภา:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด