กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Researc

กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Researc หน่วยงานด้านวิชาการสัตว์ป่า ภายใต้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เปิดเหมือนปกติ

22/10/2021

23 ตุลาคม วันปิยมหาราช น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

"พระราชกรณียกิจสำคัญ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ การป่าไม้ในประเทศไทย ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่และสายพระเนตรอันกว้างไกลที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรธรรมชาติ พระองค์ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ. 2439 โดยจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการป่าไม้ชาวอังกฤษชื่อนาย เอ็ช. สเลด เป็นอธิบดีคนแรก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยอย่างยั่งยืนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน"

#วันปิยมหาราช #กรมอุทยานแห่งชาติ #dnp1362 #dnp

ทำไมถึงชื่อว่า "กบ..อกหนาม" พวกมันมี "หนาม" ไว้เพื่ออะไรมาไขข้อสงสัยนี้ด้วยกันกับสัตว์ป่าชนิดใหม่ของไทย นั่นคือ.....กบอก...
21/10/2021

ทำไมถึงชื่อว่า "กบ..อกหนาม" พวกมันมี "หนาม" ไว้เพื่ออะไร

มาไขข้อสงสัยนี้ด้วยกันกับสัตว์ป่าชนิดใหม่ของไทย นั่นคือ
.....กบอกหนามน่าน Quasipaa veucospinosa ......

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เมื่อเร็วๆ นี้ประเทศไทย ได้มีงานวิจัย ค้นพบ "กบอกหนามน่าน" ชื่อวิทยาศาสตร์ Quasipaa veucospinosa ซึ่งเป็นรายงานการค้นพบสัตว์ป่าชนิดใหม่ของประเทศไทย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน เพราะโดยปกติแล้วกบชนิดนี้จะพบในประเทศลาว เวียดนาม และมณฑลยูนนาน ของประเทศจีนเท่านั้น และจากการสำรวจของกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า คาดว่ากบชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ในพื้นที่อื่นที่ใกล้เคียงเช่นกัน เพราะสามารถพบกบชนิดนี้ใน อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน จังหวัดน่านและพะเยาอีกด้วย

ในอดีตนั้นประเทศไทยเรามีรายงานการพบกบอกหนามเพียงชนิดเดียวคือ กบอกหนามจันทบูร (Quasipaa fasciculispina) ซึ่งพบในป่าบนภูเขาทางภาพตะวันออกของไทย แต่จากลักษณะที่แตกต่างกันมากและจากการศึกษาสารพันธุกรรม (DNA) จึงทำให้ทราบว่า กบอกหนามที่พบทางภาคเหนือของไทยนั้นเป็นชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบในไทยมาก่อน

โดยที่มาของชื่อ "กบอกหนาม" นั่นก็เพราะลักษณะเด่นของกบในกลุ่มนี้ที่เพศผู้เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ผิวหนังที่บริเวณอกของพวกมันจะเปลี่ยนสภาพเป็นตุ่มหรือแท่งหนามสีดำ เพื่อใช้ยึดเกาะเพศเมียในการสืบพันธุ์และพื้นผิวหินในลำธารที่มีน้ำไหลนั่นเอง โดยตุ่มหรือแท่งหนามเหล่านี้จะหายไปเมื่อพ้นฤดูสืบพันธุ์

การค้นพบนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าในประเทศไทยซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์ได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าป้องกันดูแลอย่างเข้มแข็ง ทำให้ผืนป่าและสัตว์ป่าได้ยังประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ตลอดไป

.....คำบรรยายเพิ่มเติมใต้ภาพ.....

#กบอกหนามน่าน #Quasipaaveucospinosa #GranularSpinyFrog #northwestThailand #WRDDNP #Newrecordofthailand #Nan #Quasipaa #Amphibianofthailand #Paa #Rana #DNP #อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน #กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า #สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า #กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

นกปากห่างเป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกกระสา (Family Ciconiidae) มีการแพร่กระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน เมี...
20/10/2021

นกปากห่างเป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกกระสา (Family Ciconiidae) มีการแพร่กระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในอดีตนกปากห่างเป็นนกอพยพมาทำรังวางไข่ในประเทศไทย อาศัยตามแหล่งน้ำจืด ทุ่งนา หนองน้ำ ชายบึง พื้นที่เกษตร อาหารหลักเป็นสัตว์จำพวกหอยฝาเดียว รองลงมาคือ กบ เขียด ปลา โดยนกปากห่างถือว่าเป็นตัวควบคุมประชากรหอยเชอรี่ได้ดี

ปัจจุบันมีบางกลุ่มประชากรเป็นนกประจำถิ่นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แพร่กระจายมากขึ้นทั่วภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เนื่องจากนกปากห่างมีการทำรังแบบเป็นกลุ่ม (Colony) ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ ชุมชนโดยรอบ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตร โดยการที่นกรวมตัวกันเป็นจำนวนมากเกิดการสะสมของมูลนกและซากนกหรือลูกนกที่ตายแล้วอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นแหล่งเกิดแบคทีเรีย ไวรัส รวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆ เป็นสาเหตุนำพาให้เกิดโรคได้ หากมองในเรื่องของความหลากหลาย ถือว่าเป็นแหล่งที่รวบรวมความหลากหลายระดับพันธุกรรม ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลติดตามการเปลี่ยนแปลงการทำรังวางไข่ของนกอยู่ตลอดเวลาทั้งในแง่ของชนิดพันธุ์ จำนวนประชากร การเปลี่ยนแปลงของถิ่นอาศัยหรือแหล่งทำรังวางไข่จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการและควบคุมประชากรหรือเฝ้าระวังในเรื่องของโรคระบาดอีกด้วย

สำหรับวนอุทยานนครไชยบวร ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลท่าเสา อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร มีเนื้อที่ประมาณ 1,080 ไร่ กรมป่าไม้ได้จัดตั้งขึ้นเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบถึงราบลุ่ม ลักษณะพรรณพืชส่วนใหญ่เป็นไม้วงศ์ยาง ไม้เด่น คือ ต้นยางนา (Dipterocarpus alatus) ที่มีขนาดใหญ่ เส้นรอบวงของลำต้นโดยเฉลี่ย 200 - 300 เซนติเมตร ขึ้นตามธรรมชาติปกคลุมพื้นที่อยู่อย่างหนาแน่นหรืออยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นกลุ่มทั่วพื้นที่ ไม้พื้นล่างเป็นไม้ไผ่ชนิดต่างๆ นับเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากของจังหวัดพิจิตร บริเวณวนอุทยานนครไชยบวรนั้น มีนกปากห่างทำรังวางไข่ และมีการใช้พื้นที่ในการทำรังวางไข่ซ้ำเป็นประจำทุกปี โดยมีจำนวนประชากรในแหล่งทำรังวางไข่ในหนึ่งฤดูกาลนี้มากกว่า 3,000 ตัว นับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่รวบรวมความหลากหลายทางด้านพันธุกรรมที่ดี จึงเป็นพื้นที่ที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาประชากร นิเวศวิทยา พฤติกรรมการทำรังวางไข่เป็นกลุ่มขนาดใหญ่และพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนกปากห่าง
.............................................
■อ้างอิง:
ไกรรัตน์ เอี่ยมอำไพ และวัชรินทร์ ประสาทศรี. 2564. การทำรังวางไข่ของนกปากห่างในพื้นที่วนอุทยานนครไชยบวร จังหวัดพิจิตร. หน้า 127 - 139. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2563. กลุ่มงาน วิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.

นกปากห่างเป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกกระสา (Family Ciconiidae) มีการแพร่กระจายพันธุ์ในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในอดีตนกปากห่างเป็นนกอพยพมาทำรังวางไข่ในประเทศไทย อาศัยตามแหล่งน้ำจืด ทุ่งนา หนองน้ำ ชายบึง พื้นที่เกษตร อาหารหลักเป็นสัตว์จำพวกหอยฝาเดียว รองลงมาคือ กบ เขียด ปลา โดยนกปากห่างถือว่าเป็นตัวควบคุมประชากรหอยเชอรี่ได้ดี

ปัจจุบันมีบางกลุ่มประชากรเป็นนกประจำถิ่นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แพร่กระจายมากขึ้นทั่วภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เนื่องจากนกปากห่างมีการทำรังแบบเป็นกลุ่ม (Colony) ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ ชุมชนโดยรอบ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตร โดยการที่นกรวมตัวกันเป็นจำนวนมากเกิดการสะสมของมูลนกและซากนกหรือลูกนกที่ตายแล้วอยู่ในบริเวณเดียวกัน เป็นแหล่งเกิดแบคทีเรีย ไวรัส รวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆ เป็นสาเหตุนำพาให้เกิดโรคได้ หากมองในเรื่องของความหลากหลาย ถือว่าเป็นแหล่งที่รวบรวมความหลากหลายระดับพันธุกรรม ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลติดตามการเปลี่ยนแปลงการทำรังวางไข่ของนกอยู่ตลอดเวลาทั้งในแง่ของชนิดพันธุ์ จำนวนประชากร การเปลี่ยนแปลงของถิ่นอาศัยหรือแหล่งทำรังวางไข่จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการและควบคุมประชากรหรือเฝ้าระวังในเรื่องของโรคระบาดอีกด้วย

สำหรับวนอุทยานนครไชยบวร ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลท่าเสา อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร มีเนื้อที่ประมาณ 1,080 ไร่ กรมป่าไม้ได้จัดตั้งขึ้นเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบถึงราบลุ่ม ลักษณะพรรณพืชส่วนใหญ่เป็นไม้วงศ์ยาง ไม้เด่น คือ ต้นยางนา (Dipterocarpus alatus) ที่มีขนาดใหญ่ เส้นรอบวงของลำต้นโดยเฉลี่ย 200 - 300 เซนติเมตร ขึ้นตามธรรมชาติปกคลุมพื้นที่อยู่อย่างหนาแน่นหรืออยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นกลุ่มทั่วพื้นที่ ไม้พื้นล่างเป็นไม้ไผ่ชนิดต่างๆ นับเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากของจังหวัดพิจิตร บริเวณวนอุทยานนครไชยบวรนั้น มีนกปากห่างทำรังวางไข่ และมีการใช้พื้นที่ในการทำรังวางไข่ซ้ำเป็นประจำทุกปี โดยมีจำนวนประชากรในแหล่งทำรังวางไข่ในหนึ่งฤดูกาลนี้มากกว่า 3,000 ตัว นับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่รวบรวมความหลากหลายทางด้านพันธุกรรมที่ดี จึงเป็นพื้นที่ที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาประชากร นิเวศวิทยา พฤติกรรมการทำรังวางไข่เป็นกลุ่มขนาดใหญ่และพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนกปากห่าง
.............................................
■อ้างอิง:
ไกรรัตน์ เอี่ยมอำไพ และวัชรินทร์ ประสาทศรี. 2564. การทำรังวางไข่ของนกปากห่างในพื้นที่วนอุทยานนครไชยบวร จังหวัดพิจิตร. หน้า 127 - 139. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2563. กลุ่มงาน วิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.

13/10/2021

"ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์"
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

#น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ผลการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่ดงดาหลา อุทยานแห่งชาติบางลาง  จ. ยะลา...........................................................
08/10/2021

ผลการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่ดงดาหลา อุทยานแห่งชาติบางลาง จ. ยะลา
............................................................................
ดงดาหลาเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติบางลาง เป็นที่ราบในภูเขารอยต่อระหว่างกลางป่าฮาลาและป่าของอุทยานแห่งชาติบางลาง ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 7 ตารางกิโลเมตร ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300 - 400 เมตร ซึ่งในอดีตเคยมีชุมชนอาศัยอยู่แต่ปัจจุบันกลายเป็นทุ่งหญ้า และป่าที่ฟื้นตัวจากพื้นที่เสื่อมโทรมเป็นป่าสมบูรณ์ จากเดิมที่เคยมีชุมชนอาศัยอยู่เมื่อนานมาแล้ว

ลักษณะภูมิอากาศมีความชื้นค่อนข้างสูงทำให้ฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี และพื้นที่เฉพาะบริเวณโดยรอบติดต่อกับป่าเบลุ่ม ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า ทั้งยังเป็นพื้นที่ห่างไกลจากการถูกรบกวนและเข้าถึงได้ยาก รวมทั้งยังไม่เคยมีการสำรวจในพื้นที่อย่างจริงจังมาก่อน

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต ทำให้มีสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ยังพบชนิดพันธุ์สัตว์ป่าเฉพาะถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ เช่น ไก่จุก ซึ่งในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ ปัจจุบันหาได้ยากในธรรมชาติเนื่องจากพื้นที่อาศัยถูกรบกวนโดยมนุษย์ ทำให้ต้องเข้าไปอาศัยในป่าลึก และยังมีนกเงือกอีก 5 ชนิด ที่พบได้เฉพาะภาคใต้ของประเทศและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในธรรมชาติ

สำหรับการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่ดงดาหลาครั้งนี้ ดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2560 โดยวิธีการสำรวจทั้งทางตรงและทางอ้อม พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 17 ชนิด นก 23 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 12 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 23 ชนิด

พื้นที่บางส่วนของดงดาหลาเป็นป่ารุ่นสอง (secondary forest) ซึ่งเป็นสภาพป่าทดแทนที่มีการฟื้นตัวและกำลังจะกลับคืนสู่สภาพป่าดั้งเดิม จึงพบสัตว์ป่าจำนวนมากเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำบางส่วนที่เป็นนาเก่าที่มีความชื้นค่อนข้างสูง และมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี ทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์ป่าซึ่งกระจายอยู่ในเขตอนุภูมิภาคซุนดา (Sundaic Sub - region) ซึ่งในปัจจุบันป่าดิบชื้นที่เป็นที่ราบในภูเขาที่ไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ แทบจะไม่พบในพื้นที่แห่งอื่นในประเทศไทย

พื้นที่โดยรอบดงดาหลาติดกับป่าเบลุ่มของประเทศมาเลเซียที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงแห่งหนึ่งของโลก ชนิดพันธุ์ของสัตว์จึงเป็นชนิดเดียวกันกับที่พบในพื้นที่ป่าเบลุ่มของประเทศมาเลเซีย

จากการรวบรวมรายงานการสำรวจชนิดพันธุ์สัตว์ป่าทั่วทั้งป่าฮาลา - บาลา ของสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ - ป่าฮาลาบาลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 154 ชนิด นก 367 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 121 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 65 ชนิด (สถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ - ป่าฮาลาบาลา, 2562)
...............................................................
■ เอกสารอ้างอิง:

อัจฉราภรณ์ กันเมือง, ฤทัยรัตน์ สงจันทร์, ฑิฐิ สอนสา, ชนันรัตน์ นวลแก้ว, กุมารี ณ แฉล้ม, ภูชิต แซ่กง และสุเนตร การพันธ์. 2564. ผลการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่ดงดาหลา อุทยานแห่งชาติบางลาง จ. ยะลา. หน้า 1 - 23. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2563. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.

ความหลากชนิดของนกน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง (Waterbirds Diversity in Prasae Estuary Wetland, Rayon...
04/10/2021

ความหลากชนิดของนกน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง (Waterbirds Diversity in Prasae Estuary Wetland, Rayong Province)
........................................................................

Lee และคณะ (2018) ได้จัดให้นกน้ำหรือ waterbird หรือ waterfowl ประกอบไปด้วยนก 32 วงศ์ ได้แก่

วงศ์ Gaviidae (นกลูน)
วงศ์ Podicipedidae (นกเป็ดผี)
วงศ์ Pelecanidae (นกกระทุง)
วงศ์ Phalacrocoracidae (นกกาน้ำ)
วงศ์ Anhingidae (นกอ้ายงั่ว)
วงศ์ Ardeidae (นกยาง)
วงศ์ Ciconiidae (นกกระสาและนกตะกรุม)
วงศ์ Threskiornithidae (นกช้อนหอยและนกปากช้อน)
วงศ์ Phoenicopteridae (นกฟลามิงโก)
วงศ์ Anatidae (เป็ดและห่าน)
วงศ์ Gruidae (นกกระเรียน)
วงศ์ Rallidae (นกอัญชัน)
วงศ์ Heliornithidae (นกฟินฟุต)
วงศ์ Jacanidae (นกอีแจว) Ibidorhynchidae
วงศ์ Rostratulidae (นกโป่งวิด)
วงศ์ Dromadidae (นกหัวโตกินปู)
วงศ์ Haematopodidae (นกพรานหอย)
วงศ์ (นกปากช้อนหอย)
วงศ์ Recurvirostridae (นกตีนเทียน)
วงศ์ Burhinidae (นกกระแตผี)
วงศ์ Glareolidae (นกแอ่นทุ่ง)
วงศ์ Charadriidae (นกหัวโต)
วงศ์ Scolopacidae (นกชายเลนและนกปากซ่อม)
วงศ์ Laridae (นกนางนวล)
วงศ์ Sternidae (นกน็อดดีและนางนวลแกลบ)
วงศ์ Rynchopidae (นกกรีดน้ำ)
วงศ์ Procellariidae (นกจมูกหลอด)
วงศ์ Oceanitidae (austral storm petrels)
วงศ์ Stercorariidae (นกสกัว)
วงศ์ Alcidae (auks)
วงศ์ Hydrobatidae (นกโต้คลื่น)
วงศ์ Phaethontidae (นกร่อนทะเล)
วงศ์ Fregatidae (นกโจรสลัด)
และ วงศ์ Sulidae (นกบูบบี้)

สำหรับประเทศไทยพบนกน้ำรวม 213 ชนิด ทั้งนี้ยังไม่รวมนกฟลามิงโกใหญ่ที่ยังไม่ได้จัดให้เป็นนกที่พบในประเทศไทย และได้รวมห่านเล็กหน้าผากขาวที่มีรายงานการพบเมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561 นอกจากนี้นกในวงศ์ Graviidae Ibidorhynchidae Oceanidae และ Alcidae ไม่มีรายงานพบในประเทศไทย (สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย, 2561)

แม่น้ำประแสร์เป็นแม่น้ำสำคัญของจังหวัดระยอง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากคลองหลายสายที่มีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาจังหวัดชลบุรีไหลลงสู่จังหวัดระยอง และไหลออกสู่ทะเลที่ตำบลปากแม่น้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีน้ำไหลตลอดปี โดยแม่น้ำสายนี้มีความยาวตลอดสายโดยประมาณ 80 กิโลเมตร ลึกประมาณ 5 เมตร และปากแม่น้ำกว้างประมาณ 200 เมตร (สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, 2542) โดยในบริเวณปากแม่น้ำประแสร์จะมีระบบนิเวศที่หลากหลาย ทั้งระบบนิเวศน้ำจืด ระบบนิเวศน้ำกร่อยและระบบนิเวศทางทะเล และยังมีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญ เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง รวมทั้งสัตว์ทะเลหายากบางชนิดที่เข้ามาอาศัย (Ok nation, 2017)

พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณลุ่มแม่น้ำประแสร์ตลอดสองฝั่งแม่น้ำมีพื้นที่ประมาณ 6,750 ไร่ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2556) ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลัก ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ฝาดดอกขาว เป็นต้น โดยบริเวณปากแม่น้ำประแสร์จะได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำเกิดเป็นหาดปรากฏขึ้นในช่วงเวลาน้ำลงในบริเวณขอบป่า โดยหาดที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น หาดเลน หรือหาดทราย ด้วยสภาพระบบนิเวศที่หลากหลายจึงทำให้มีสัตว์หลายชนิดเข้ามาใช้ประโยชน์ในบริเวณนี้เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของสัตว์ที่มาใช้ประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และมีจำนวนมาก คือ นก

โดยบริเวณปากแม่น้ำประแสร์เป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถพบนกได้หลายชนิด ทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มนกน้ำ จะมารวมตัวกันที่นี่ทุกๆ ปี โดยช่วงที่พบนกอพยพได้นั้นจะมีช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะการอพยพของนก นกที่อพยพย้ายถิ่นช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ (Winter Visitor/Non - breeding Visitor) จะอพยพมาในช่วงเดือนกันยายนและอพยพกลับช่วงเดือนมีนาคม เพื่อไปผสมพันธุ์และทำรังวางไข่ นกที่อพยพมาสร้างรังวางไข่ (Breeding Visitor) พบในช่วงฤดูฝนหรือปลายฝนต้นหนาวเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน หรือนกอพยพผ่าน (Passage Migrant) ซึ่งจะหยุดพักหาอาหาร ในประเทศไทยระยะสั้นๆ เพื่อสะสมไขมัน และบินต่อไปยังซีกโลกตอนใต้ จะพบได้ในช่วงต้นฤดูอพยพ (กรกฎาคม - พฤศจิกายน) และปลายฤดูอพยพ (มีนาคม - พฤษภาคม) (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, มปป)

โดยในทุกๆ ปี จะมีนกมาใช้ประโยชน์พื้นที่หลากหลายชนิดแตกต่างกันในแต่ละปี รวมถึงจำนวนที่แตกต่างกันด้วย และในปัจจุบันพื้นที่ปากแม่น้ำประแสร์ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสพื้นที่ป่าชายเลน หรือรู้จักกันในชื่อของ “ทุ่งโปรงทอง” เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่มากขึ้น อาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือรบกวนในพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยหรือการอพยพของนก การสำรวจข้อมูลพื้นฐานของความหลากหลายของชนิดนกโดยเฉพาะนกน้ำ จึงมีความสำคัญที่จะเป็นแผนในการจัดการอนุรักษ์พื้นที่หรือชนิดพันธุ์นกที่ใกล้สูญพันธุ์ต่อไป

..............................................................
■ เอกสารอ้างอิง:

ไกรรัตน์ เอี่ยมอำไพ และ มาละตรีหนึ่ง สีหไกร. 2564. ความหลากชนิดของนกน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง. หน้า 55 - 70. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2563. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.

ความหลากชนิดของนกน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง (Waterbirds Diversity in Prasae Estuary Wetland, Rayong Province)
........................................................................

Lee และคณะ (2018) ได้จัดให้นกน้ำหรือ waterbird หรือ waterfowl ประกอบไปด้วยนก 32 วงศ์ ได้แก่

วงศ์ Gaviidae (นกลูน)
วงศ์ Podicipedidae (นกเป็ดผี)
วงศ์ Pelecanidae (นกกระทุง)
วงศ์ Phalacrocoracidae (นกกาน้ำ)
วงศ์ Anhingidae (นกอ้ายงั่ว)
วงศ์ Ardeidae (นกยาง)
วงศ์ Ciconiidae (นกกระสาและนกตะกรุม)
วงศ์ Threskiornithidae (นกช้อนหอยและนกปากช้อน)
วงศ์ Phoenicopteridae (นกฟลามิงโก)
วงศ์ Anatidae (เป็ดและห่าน)
วงศ์ Gruidae (นกกระเรียน)
วงศ์ Rallidae (นกอัญชัน)
วงศ์ Heliornithidae (นกฟินฟุต)
วงศ์ Jacanidae (นกอีแจว) Ibidorhynchidae
วงศ์ Rostratulidae (นกโป่งวิด)
วงศ์ Dromadidae (นกหัวโตกินปู)
วงศ์ Haematopodidae (นกพรานหอย)
วงศ์ (นกปากช้อนหอย)
วงศ์ Recurvirostridae (นกตีนเทียน)
วงศ์ Burhinidae (นกกระแตผี)
วงศ์ Glareolidae (นกแอ่นทุ่ง)
วงศ์ Charadriidae (นกหัวโต)
วงศ์ Scolopacidae (นกชายเลนและนกปากซ่อม)
วงศ์ Laridae (นกนางนวล)
วงศ์ Sternidae (นกน็อดดีและนางนวลแกลบ)
วงศ์ Rynchopidae (นกกรีดน้ำ)
วงศ์ Procellariidae (นกจมูกหลอด)
วงศ์ Oceanitidae (austral storm petrels)
วงศ์ Stercorariidae (นกสกัว)
วงศ์ Alcidae (auks)
วงศ์ Hydrobatidae (นกโต้คลื่น)
วงศ์ Phaethontidae (นกร่อนทะเล)
วงศ์ Fregatidae (นกโจรสลัด)
และ วงศ์ Sulidae (นกบูบบี้)

สำหรับประเทศไทยพบนกน้ำรวม 213 ชนิด ทั้งนี้ยังไม่รวมนกฟลามิงโกใหญ่ที่ยังไม่ได้จัดให้เป็นนกที่พบในประเทศไทย และได้รวมห่านเล็กหน้าผากขาวที่มีรายงานการพบเมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561 นอกจากนี้นกในวงศ์ Graviidae Ibidorhynchidae Oceanidae และ Alcidae ไม่มีรายงานพบในประเทศไทย (สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย, 2561)

แม่น้ำประแสร์เป็นแม่น้ำสำคัญของจังหวัดระยอง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากคลองหลายสายที่มีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาจังหวัดชลบุรีไหลลงสู่จังหวัดระยอง และไหลออกสู่ทะเลที่ตำบลปากแม่น้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีน้ำไหลตลอดปี โดยแม่น้ำสายนี้มีความยาวตลอดสายโดยประมาณ 80 กิโลเมตร ลึกประมาณ 5 เมตร และปากแม่น้ำกว้างประมาณ 200 เมตร (สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, 2542) โดยในบริเวณปากแม่น้ำประแสร์จะมีระบบนิเวศที่หลากหลาย ทั้งระบบนิเวศน้ำจืด ระบบนิเวศน้ำกร่อยและระบบนิเวศทางทะเล และยังมีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญ เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง รวมทั้งสัตว์ทะเลหายากบางชนิดที่เข้ามาอาศัย (Ok nation, 2017)

พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณลุ่มแม่น้ำประแสร์ตลอดสองฝั่งแม่น้ำมีพื้นที่ประมาณ 6,750 ไร่ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2556) ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลัก ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ฝาดดอกขาว เป็นต้น โดยบริเวณปากแม่น้ำประแสร์จะได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง จึงทำให้บริเวณปากแม่น้ำเกิดเป็นหาดปรากฏขึ้นในช่วงเวลาน้ำลงในบริเวณขอบป่า โดยหาดที่เราพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่น หาดเลน หรือหาดทราย ด้วยสภาพระบบนิเวศที่หลากหลายจึงทำให้มีสัตว์หลายชนิดเข้ามาใช้ประโยชน์ในบริเวณนี้เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของสัตว์ที่มาใช้ประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และมีจำนวนมาก คือ นก

โดยบริเวณปากแม่น้ำประแสร์เป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถพบนกได้หลายชนิด ทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มนกน้ำ จะมารวมตัวกันที่นี่ทุกๆ ปี โดยช่วงที่พบนกอพยพได้นั้นจะมีช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะการอพยพของนก นกที่อพยพย้ายถิ่นช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ (Winter Visitor/Non - breeding Visitor) จะอพยพมาในช่วงเดือนกันยายนและอพยพกลับช่วงเดือนมีนาคม เพื่อไปผสมพันธุ์และทำรังวางไข่ นกที่อพยพมาสร้างรังวางไข่ (Breeding Visitor) พบในช่วงฤดูฝนหรือปลายฝนต้นหนาวเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน หรือนกอพยพผ่าน (Passage Migrant) ซึ่งจะหยุดพักหาอาหาร ในประเทศไทยระยะสั้นๆ เพื่อสะสมไขมัน และบินต่อไปยังซีกโลกตอนใต้ จะพบได้ในช่วงต้นฤดูอพยพ (กรกฎาคม - พฤศจิกายน) และปลายฤดูอพยพ (มีนาคม - พฤษภาคม) (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, มปป)

โดยในทุกๆ ปี จะมีนกมาใช้ประโยชน์พื้นที่หลากหลายชนิดแตกต่างกันในแต่ละปี รวมถึงจำนวนที่แตกต่างกันด้วย และในปัจจุบันพื้นที่ปากแม่น้ำประแสร์ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสพื้นที่ป่าชายเลน หรือรู้จักกันในชื่อของ “ทุ่งโปรงทอง” เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่มากขึ้น อาจส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือรบกวนในพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยหรือการอพยพของนก การสำรวจข้อมูลพื้นฐานของความหลากหลายของชนิดนกโดยเฉพาะนกน้ำ จึงมีความสำคัญที่จะเป็นแผนในการจัดการอนุรักษ์พื้นที่หรือชนิดพันธุ์นกที่ใกล้สูญพันธุ์ต่อไป

..............................................................
■ เอกสารอ้างอิง:

ไกรรัตน์ เอี่ยมอำไพ และ มาละตรีหนึ่ง สีหไกร. 2564. ความหลากชนิดของนกน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำประแสร์ จังหวัดระยอง. หน้า 55 - 70. ใน ผลงานวิจัย และรายงานความก้าวหน้างานวิจัย ประจำปี 2563. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. กรุงเทพฯ.

ที่อยู่

Bangkok

ข้อมูลทั่วไป

ประวัติความเป็นมาของกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ปี พ.ศ. 2518 กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ยังมีระดับเป็นฝ่ายวิชาการของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2535 ได้มีพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของกรมป่าไม้ขึ้นใหม่โดยยกระดับกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ขึ้นเป็นส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยกฝ่ายวิชาการของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ขึ้นเป็นส่วนวิจัยสัตว์ป่า สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ปี พ.ศ. 2545 มีการแบ่งส่วนราชการในกรมป่าไม้ ออกเป็น 3 กรม คือ 1) กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ด้วย แต่ส่วนวิจัยสัตว์ป่ายังคงอยู่กับสำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ เช่นเดิม ปี พ.ศ. 2546 กรมป่าไม้ โอนไปขึ้นต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ. 2547 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีการแบ่งส่วนราชการขึ้นใหม่ ทั้งนี้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้ยกระดับขึ้นเป็นสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และจัดตั้งกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า (ส่วนวิจัยสัตว์ป่า สำนักวิชาการป่าไม้ เดิม) เข้าร่วมดูแลงานทางด้านวิชาการ ทางด้านสัตว์ป่า ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนางานทางด้านสัตว์ป่าความหลากหลายทางชีวภาพทั้งศึกษาผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อนิเวศวิทยาและสัตว์ป่า มาจนถึงปัจจุบัน

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6625610777 #1671

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Researcผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Researc:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น