กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division

กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division หน่วยงานด้านวิชาการสัตว์ป่า ภายใต้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เปิดเหมือนปกติ

การตรวจพิสูจน์นอแรด (Rhinocerotiade spp.) (จบ).............................................................................
11/11/2020

การตรวจพิสูจน์นอแรด (Rhinocerotiade spp.) (จบ)
..............................................................................
การศึกษาโครงสร้างภายในของวัตถุที่ต้องการตรวจสอบ เปรียบเทียบกับโครงสร้างภายในของนอแรด (ของแท้) โดยการนำไปขยายใต้กล้องจุลทรรศน์และใช้ใบมีดเฉือนวัตถุของกลางเป็นชิ้นบางๆ ตามขวาง (cross-section) แล้วขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งในการตรวจสอบครั้งนี้ วัสดุที่ต้องการตรวจสอบเป็นวัตถุอ้างว่าเป็นนอแรดแกะสลักเป็นตลับใส่ขี้ผึ้ง ลักษณะภายนอกเป็นวัตถุของแข็งสีน้ำตาลเข้ม ผิวภายนอกเรียบ แต่มีลายบนผิวซึ่งเกิดจากวัสดุสีต่างๆ กัน คือ สีน้ำตาลเข้มและสีเหลืองปรากฏเห็นเป็นจุดประทั่วไป มีฝาปิดทำด้วยวัสดุสีเงิน ส่วนบนโค้งมน ส่วนฐานเรียบ

#ผลการตรวจพิสูจน์

1. โครงสร้างภายในของนอแรด (ของแท้)

โครงสร้างของนอแรด ประกอบด้วยส่วนที่เป็นท่อ (tubule) ซึ่งมีเคราทิน (keratin) เสริมเพิ่มความแข็งแรง และมีส่วนที่เป็นพื้นที่ระหว่างท่อ (matrix) โดยท่อ (tubule) จะเรียงตัวยาวตลอดความสูงของนอแรด และพบว่ารูปร่างของท่อเหล่านี้ในตำแหน่งที่ฐานของนอ (ส่วนที่ติดกับกระดูก) และส่วนที่อยู่บริเวณส่วนบนของนอ จะแตกต่างกัน

● โครงสร้างของนอแรดบริเวณฐานของนอ : เมื่อนำชิ้นส่วนตัดขวาง (cross-section) ของนอแรดส่วนฐาน ขยายภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ ชัดเจน แสดงให้เห็นโครงสร้างของท่อ (tubule) มีช่องว่างตรงกลาง (medullary cavity)

● โครงสร้างของนอแรดบริเวณส่วนบนของนอ : เมื่อขยายชิ้นส่วนตัดขวาง (cross-section) บริเวณผิวบนของนอแรดด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่าโครงสร้างจะประกอบด้วยเส้นใย (filament) หรือท่อเล็กๆ (tubule) เรียงอัดแน่น ส่วนกลางของแต่ละท่อจะมีแกนกลางเรียก central core และระหว่างแต่ละท่อจะมีพื้นที่ระหว่างท่อ (intestubular matrix)

2. โครงสร้างภายในของวัตถุอ้างว่าเป็น “นอแรด”

โครงสร้างของวัตถุอ้างว่าเป็น “นอแรด” เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ขยายวัตถุดังกล่าวที่ถูกเฉือนเป็นชิ้นบางๆ ตามขวาง (cross-section) พบว่า โครงสร้างประกอบด้วยวัสดุที่มีพื้นที่หน้าตัดค่อนข้างกลมเรียงตัวอัดแน่นชิดกันล้อมรอบด้วยวัสดุสีเหลืองโปร่งแสง ซึ่งพบว่ามีฟองอากาศแทรกอยู่ด้วย วัตถุนี้ไม่ปรากฏลักษณะที่เป็นท่อ (tubule) และแกนกลาง (central core) แต่อย่างใด

#สรุปผล

1. วัตถุที่อ้างว่าเป็นนอแรด ตรวจสอบแล้วเป็น “นอแรดปลอม”

2. โครงสร้างภายในของวัตถุที่อ้างว่าเป็น “นอแรด” มีความแตกต่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับนอแรด (ของแท้) กล่าวคือ นอแรดจะมีโครงสร้างประกอบด้วยท่อเล็กๆ (Horn tubules) เรียงตัวอัดแน่น ส่วนตรงกลางของแต่ละท่อจะมีช่องว่างตรงกลาง (medullary cavity) หรือมีจุดกลางเรียก central core ชัดเจน แต่สำหรับวัตถุที่อ้างว่าเป็น “นอแรด” โครงสร้างมีลักษณะที่เกิดจากการนำวัสดุคล้ายเส้นใยหรือเส้นขน มีหน้าตัดค่อนข้างกลมมาเรียงตัวอัดแน่นกันโดยมีสารสีเหลืองใสโปร่งแสงเป็นตัวประสานเชื่อมให้เส้นใยหรือเส้นขนเหล่านี้รวมตัวอยู่ติดกัน (สังเกตได้จากฟองอากาศที่พบหลายตำแหน่ง) โดยไม่ปรากฏท่อ (tubule) และ central core ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของโครงสร้างภายในของนอแรด อาจสัณนิฐานได้ว่า การทำเทียมนอแรดลักษณะนี้ ใช้หลักการความเชื่อเดิมๆ ว่า นอแรดเกิดจากการรวมตัวของเส้นขน จึงประดิษฐ์นอแรดปลอม โดยนำเส้นใย (ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าเป็นเส้นใยชนิดใด) มาอัดแน่นและเชื่อมเส้นใยให้ติดกันด้วยตัวประสาน

การตรวจพิสูจน์ นอแรด (𝘙𝘩𝘪𝘯𝘰𝘤𝘦𝘳𝘰𝘵𝘪𝘢𝘥𝘦 𝘴𝘱𝘱.) : (1)...........................................................................
10/11/2020

การตรวจพิสูจน์ นอแรด (𝘙𝘩𝘪𝘯𝘰𝘤𝘦𝘳𝘰𝘵𝘪𝘢𝘥𝘦 𝘴𝘱𝘱.) : (1)
...............................................................................
นอแรด (Rhino Horn) ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณ (Traditional Medicine) มานานกว่า 3,000 ปี โดยเชื่อกันว่า นอแรดเป็น “ยาเย็น” ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย ช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย เป็นยารักษาโรคต่างๆ อาทิ ไทรอยด์ ดีซ่าน เอดส์ มะเร็ง ฯลฯ ตลาดผู้บริโภคหลักได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้

มีการบันทึกไว้ว่า มีการค้านอแรดระหว่างทวีปอาฟริกาและทวีปเอเชียมามากกว่า 2,000 ปี เนื่องจากประชากรของแรดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอาฟริกา นอกจากนี้ประเทศในตะวันออกกลาง สาธารณรัฐเยเมน มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ปฏิบัติกันมาช้านานแล้วในการนำนอแรดมาประดิษฐ์เป็นด้ามกริช (Krinjas หรือ Jambiya) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญใช้ประกอบในการแต่งกายโดยเหน็บไว้ที่ผ้าคาดเอวของผู้ชาย นอแรดเหล่านี้ก็ซื้อมาจากอาฟริกาเช่นกัน

การใช้ประโยชน์จากนอแรดอย่างยาวนานและมากมายทำให้มีการล่าแรดเพื่อเอานอ แรดต้องล้มตาย ประชากรทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wild Fund for Nature) รายงานว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา จำนวนแรดที่ถูกฆ่าเพิ่มขึ้นจากเดิม 20 ตัวต่อปี เป็น 668 ตัวต่อปี (ปี พ.ศ. 2555) และเฉพาะครึ่งปีแรกของ 2556 ถูกฆ่าไปแล้ว 446 ตัว นับว่าสูงสุดเป็นประวัติการและยังพบอีกว่า ปัจจุบันการค้านอแรดในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่ประเทศเวียดนาม เพราะมีการชวนเชื่อในสื่อต่างๆ ว่า นอแรดรักษาได้หลายโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ราคานอแรดมีราคาเทียบเท่าทองคำ คือประมาณ 4 แสนบาทต่อกิโลกรัม

ประเทศไทยแม้มิได้ถูกจับตามองเรื่องการลักลอบค้านอแรดเช่นเดียวกับประเทศเวียดนาม แต่พบว่ามีการแอบอ้าง หลอกลวง ขายนอแรดทั้งที่เป็นของจริงและของปลอม ซึ่งทำจากวัตถุต่างๆ เช่น เขาวัว เขาควาย และวัสดุสังเคราะห์เรซิ่น

การตรวจพิสูจน์นอแรดตามเอกสารนี้ #สืบเนื่องจากการที่ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ว่ามีผู้หลอกลวงขายวัตถุอ้างว่าเป็นนอแรด โดยวัตถุดังกล่าวมีรูปลักษณะเป็นตลับสีดำ มีฝาปิด ทำด้วยวัสดุสีเงิน

#สถานภาพทางกฎหมาย : นอแรดในที่นี้หมายรวมถึงนอของสัตว์ในวงศ์ hinocerotidae ซึ่งได้แก่ แรดและกระซู่ ทุกชนิด ได้แก่

- แรด (𝘙𝘩𝘪𝘯𝘰𝘤𝘦𝘳𝘰𝘴 𝘴𝘰𝘯𝘥𝘢𝘪𝘤𝘶𝘴) และกระซู่ หรือ แรดสุมาตรา (𝘋𝘪𝘤𝘦𝘳𝘯𝘰𝘤𝘦𝘳𝘶𝘴 𝘴𝘶𝘮𝘢𝘵𝘳𝘢𝘦𝘯𝘴𝘪𝘴) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และเป็นสัตว์ป่าตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 บัญชีหมายเลข 1 (Appendix I)

- แรดอินเดีย (𝘙𝘩𝘪𝘯𝘰𝘤𝘦𝘳𝘰𝘴 𝘣𝘪𝘤𝘰𝘳𝘯𝘪𝘴) แรดดำ (𝘋𝘪𝘤𝘦𝘳𝘰𝘴 𝘣𝘪𝘤𝘰𝘳𝘯𝘪𝘴) และแรดขาว (𝘊𝘦𝘳𝘢𝘵𝘰𝘵𝘩𝘦𝘴𝘪𝘶𝘮 𝘴𝘪𝘮𝘶𝘮) เป็นสัตว์ป่าตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 บัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) (ยกเว้นประชากรของอาฟริกาใต้และสวาซิแลนด์ ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการค้าระหว่างประเทศไปยังปลายทางที่เป็นที่ยอมรับ)

ผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด (จบ)...............................
09/11/2020

ผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด (จบ)
...............................................................................
การศึกษาผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด จ. นครสวรรค์ ดำเนินการสำรวจตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 ระยะเวลาหนึ่งฤดูกาลผสมพันธุ์ โดยทำการเก็บข้อมูลใน 4 พื้นที่ศึกษา จำแนกตามสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยและพืชพรรณที่ปกคลุม แบ่งเป็น

● พื้นที่เกาะในบึงบอระเพ็ด

● พื้นที่ชายบึงมีไม้ต้น ไม้พุ่มและไมยราบยักษ์ปกคลุม

● พื้นที่เกษตรกรรม (นาข้าว) และบ่อเลี้ยงปลา

สรุปผลการศึกษาได้ดังต่อไปนี้

1. สำรวจพบนกปรสิตในวงศ์นกคัคคู 4 ชนิด แต่มีนกกาเหว่าเพียงชนิดเดียวที่เข้ามาฝากไข่ในรังของนกอีเสือหัวดำ นกเริ่มฝากไข่ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลทำรังของนกอีเสือหัวดำ คือเดือนมีนาคมจนถึงช่วงปลายฤดูกาลคือเดือนกรกฎาคม โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่พบจำนวนรังนกถูกฝากไข่มากที่สุด ในหนึ่งฤดูกาลพบรังของนกอีเสือหัวดำถูกฝากไข่ร้อยละ 44.80 #ส่วนใหญ่นกกาเหว่าจะเข้าไปวางไข่หลังจากที่นกอีเสือหัวดำได้วางไข่ไปแล้ว ไข่ของนกอีเสือหัวดำมีระยะฟัก 14-16 วัน ในขณะที่ไข่ของนกกาเหว่ามีระยะฟัก 18-20 วัน ลักษณะไข่และลูกนกของนกทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

2. นกอีเสือหัวดำเลือกสร้างรังบนต้นไม้ 23 ชนิด #โดยเลือกทำรังบนต้นมะขามเทศมากที่สุด รองลงมาเป็นต้นกระทุ่มนา นอกจากนี้นกยังปรับตัวสร้างรังบนสิ่งปลูกสร้างได้อีกด้วย สำหรับรังที่ถูกฝากไข่พบบนต้นไม้ 15 ชนิด โดยต้นมะขามเทศเป็นพันธุ์ไม้ที่นกเข้าไปฝากไข่มากที่สุด ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างถิ่นที่อยู่อาศัยกับการฝากไข่ พบว่ารังที่ถูกฝากไข่นั้นพบได้ในทุกสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยโดยในแต่ละพื้นที่มีจำนวนไม่แตกต่างกันมากนัก

3. ผลกระทบจากการฝากไข่ต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำ พบว่าทำให้จำนวนไข่ของนกอีเสือหัวดำต่อรังลดลง โดยจำนวนไข่ของนกกาเหว่าที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้จำนวนไข่ของนกอีเสือหัวดำลดลง ส่งผลต่อความสำเร็จในการฟักออกจากไข่ โดยอัตราส่วนการฟักออกจากไข่ของนกอีเสือหัวดำจะลดลงเมื่อมีไข่ของนกกาเหว่าเพิ่มมากขึ้นและมีผลต่ออัตราการรอดตายของลูกนก โดยพบว่าในรังที่ถูกฝากไข่จะมีอัตราการรอดตายน้อยกว่ารังที่ไม่ถูกฝากไข่ และพบว่าในรังที่มีลูกนกกาเหว่ามากกว่า 1 ตัว #ลูกนกอีเสือหัวดำจะไม่มีโอกาสในการมีชีวิตรอดอยู่เลย

นอกจากนี้สาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำคือการที่ไข่หายไปจากรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่รังยังอยู่ในสภาพดี

ผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด (1)................................
06/11/2020

ผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด (1)
......................................................................................
นกเกือบ 100 ชนิด ทั่วโลกมีรูปแบบการสืบพันธุ์แบบปรสิตแท้ นั่นคือการที่นกไม่เลี้ยงลูกเองแต่จะฝากไข่ไว้ในรังของนกชนิดอื่น แล้วปล่อยให้พ่อแม่นกเจ้าของรังฟักไข่และเลี้ยงดูลูกของมัน พฤติกรรมของนกปรสิตเหล่านี้มักจะทำลายไข่ของนกเจ้าของรังก่อนที่จะวางไข่ของตัวเองเข้าไปแทนที่

เมื่อลูกนกปรสิตฟักออกจากไข่ก็จะทำลายไข่หรือลูกนกเจ้าของรังที่มีอยู่จนหมดสิ้น ทำให้นกเจ้าของรังสูญเสียโอกาสในการเลี้ยงดูลูกของตัวเอง ซึ่งการสืบพันธุ์แบบปรสิตแท้นี้เป็นวิวัฒนาการในทางลดโอกาสในการแพร่พันธุ์ของนกเจ้าของรังอีกทั้งยังเป็นการกำจัดคู่แข่งในการแก่งแย่งอาหารไปในตัว (Davies, 2000) ดังนั้นการศึกษาถึงรูปแบบและผลกระทบที่เกิดจากนกเหล่านี้ต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกเจ้าของรังจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบันนี้ประชากรของนกหลายชนิดลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว บางชนิดมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ไปในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน การไม่ประสบผลสำเร็จในการสืบพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของนกและเป็นสาเหตุที่ทำให้นกลดจำนวนลง โดยปัจจัยที่คุกคามการสืบพันธุ์ของนกมีทั้งจาก #น้ำมือมนุษย์และศัตรูทางธรรมชาติ ซึ่งสาเหตุข้อหลังนี้เองที่ยังมีอีกหลายสิ่งยังคงเป็นปริศนาและหาแนวทางป้องกันได้ยากหากขาดความรู้ ความเข้าใจ

นกในวงศ์นกอีเสือนอกจากจะพบในเอเชียแล้วยังมีการกระจายพันธุ์ในแอฟริกา ยุโรป และอเมริกาเหนือ ทั่วโลกมีนกในวงศ์นี้ 3 สกุล จำนวน 30 ชนิด สำหรับในประเทศไทย พบเพียง 1 สกุล จำนวน 5 ชนิด มีนกอีเสือหัวดำ (𝘓𝘢𝘯𝘪𝘶𝘴 𝘴𝘤𝘩𝘢𝘤𝘩) เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่เป็นนกประจำถิ่นและมีการสร้างรังวางไข่ในประเทศไทย (โอภาส, 2544)

ถึงแม้ว่าสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติจะระบุว่านกอีเสือหัวดำเป็นนกที่มีสถานภาพเป็นกังวลน้อย (IUCN, 2012) แต่จำนวนประชากรที่พบในบึงบอระเพ็ดกลับมีไม่มากนัก Ali และคณะ (1983) ระบุว่านกอีเสือบางชนิดในประเทศอินเดียถูกนกคัดคูขาวดำ นกคัดคูพันธุ์ยุโรปและนกคัคคูพันธุ์อินเดียเข้าไปฝากไข่ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่านกอีเสือหัวดำอาจได้รับผลกระทบจากนกเหล่านี้ สำหรับนกคัคคูที่เป็นนกปรสิตแท้นั้นในประเทศไทยพบนกในกลุ่มนี้ถึง 18 ชนิด

นกอีเสือหัวดำเป็นนกประจำถิ่นชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด เป็นนกที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่เกษตรกรรม ทำรังในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝน จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่านกอีเสือหัวดำบางคู่ได้ทำการเลี้ยงดูลูกนกกาเหว่า เมื่อตรวจสอบเอกสารพบเพียงรายงานการฝากไข่
ของนกกาเหว่าในรังของนกอีกาหรือนกในกลุ่มของนกเอี้ยงเท่านั้น (โอภาส, 2542) ยังไม่มีรายงานใดระบุว่านกกาเหว่าได้เข้ามาฝากไข่ในรังของนกอีเสือหัวดำเลย ประกอบกับในพื้นที่แห่งนี้มีจำนวนประชากรของนกอีเสือหัวดำค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับนกชนิดอื่น อีกทั้งนกปรสิตที่พบได้ในพื้นที่แห่งนี้มีด้วยกันถึง 8 ชนิด จาก 18 ชนิดที่พบเห็นได้ในประเทศไทย

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะทำการศึกษาถึงชนิดนกปรสิตที่เข้ามาฝากไข่รวมถึงอัตราการฝากไข่และผลกระทบจากนกปรสิตต่อความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของนกอีเสือหัวดำซึ่งยังไม่เคยมีรายงานการศึกษาในประเทศไทยมาก่อนเพื่อเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้และผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นำไปสู่การจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยเพื่อให้นกได้มีโอกาสขยายพันธุ์เพิ่มประชากรมากขึ้นและยังมีส่วนช่วยในการวางมาตรการการอนุรักษ์นกให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

การศึกษาการติดเชื้อไวรัสในสัตว์ป่าของกลางตระกูลลิงและชะนี..................................................................
05/11/2020

การศึกษาการติดเชื้อไวรัสในสัตว์ป่าของกลางตระกูลลิงและชะนี
....................................................................................
ลิงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคน จึงมักนำลิงมาใช้ทดลองทางชีวภาพต่างๆ เช่น การทดลองวัคซีน การทดลองยารักษาโรค นอกจากนี้ยังมีการนำลิงมาใช้งานต่างๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน เช่น การเก็บมะพร้าว ละครสัตว์ ฯลฯ รวมทั้งนำลิงมาเป็นสัตว์เลี้ยง ทำให้ลิงมีความใกล้ชิดกับคนค่อนข้างมาก ถ้าหากเข้ามาคลุกคลีอย่างใกล้ชิด จนถึงขั้นกัดและข่วนให้เกิดแผลได้นั้น มีโอกาสเสี่ยงที่เชื้อโรคจากลิงจะถ่ายทอดมาสู่คนได้เช่นกัน

● ไวรัสในตระกูล Coronaviridae Filoviridae Flaviviridae และ Herpesviridae เป็นไวรัสที่สำคัญที่สามารถ ติดต่อจากลิงมาสู่คน โดยไวรัสตระกูล Coronaviridae ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ

● ไวรัสตระกูล Filoviridae ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกอีโบลา และ โรคไข้เลือดออกมาร์เบิร์ก

● ไวรัสตระกูล Flaviviridae ก่อให้เกิดโรคไข้เหลือง ไข้เลือดออกเดงกี ไข้สมองอักเสบ Japanese encephalitis และไข้สมองอักเสบเวสต์ไนล์

● ไวรัสตระกูล Herpesviridae ก่อให้เกิดโรค Herpes simplex และ Cercopithecine herpesvirus-1 หรือ monkey B virus ซึ่งไม่แสดงอาการในลิงแต่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบในคน และทำให้เสียชีวิตได้

ซึ่งไวรัสดังกล่าวสามารถติดต่อจากสัตว์ตระกูลลิงและชะนีมาสู่คนได้ โดยการกัด ข่วน การสัมผัสน้ำลาย และปัสสาวะ อุจจาระ และการสัมผัสเชื้อผ่านเยื่อเมือกต่างๆ

จากสถิติการรับสัตว์ป่าของกลางและกรณีแก้ไขสัตว์ในตระกูลลิงและชะนีของฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่า (ปัจจุบัน คือ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า) พบว่า

ปี พ.ศ. 2553 รับสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีเป็นจำนวน 24 ตัว ปี พ.ศ. 2553 รับสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีเป็นจำนวน 23 ตัว ปี พ.ศ. 2555 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน รับสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีเป็นจำนวน 19 ตัว

จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีพบว่ามีสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีที่ใกล้ชิด กับคนเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีที่รับมาดังกล่าวมีเพียงการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น และยังไม่มีการตรวจโรคที่สำคัญโดยเฉพาะโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจหาเชื้อไวรัสจากสัตว์ป่าของกลางและกรณีแก้ไขปัญหาสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีที่รับมายังฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่า (ปัจจุบัน คือ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า) กลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งจะทำให้ทราบถึงสภาวะการติดเชื้อไวรัสในสัตว์ป่าตระกูลลิงและชะนีดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการ ให้คำแนะนำปฏิบัติต่อผู้เลี้ยงให้ระมัดระวังการเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลนี้ต่อไป

สัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกรถชนตาย บนถนนสาย 3259 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน.................................
04/11/2020

สัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกรถชนตาย บนถนนสาย 3259 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
..................................................................................
การศึกษาสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกรถชนตาย บนถนสาย 3259 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2557 เพื่อศึกษาผลกระทบของถนนสาย 3259 ที่ผ่านป่าเขาอ่างฤาไนต่อสัตว์มีกระดูกสันหลัง โดยทำการเก็บข้อมูลปริมาณยานพาหนะที่แล่นผ่านถนนสาย 3259 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 21.00 น. และเก็บข้อมูลชนิดสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกรถชน/ทับตาย
3 ช่วงเวลา ได้แก่ 06.00 น. , 12.00 น. และ 18.00 น.

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงการเก็บข้อมูลมีรถแล่นผ่านถนนสาย 3259 ทั้งสิ้นจำนวน 569,764 คัน เฉลี่ยในแต่ละวันมีรถแล่นผ่านวันละ 1,571 คัน เดือนมกราคมเป็นเดือนที่มีรถแล่นผ่านมากที่สุด ในขณะที่เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่มีรถแล่นผ่านน้อยที่สุด ในช่วงเวลา 16.00-17.00 น. มีรถสัญจรผ่านไปมามากที่สุด และในช่วงเวลา 20.00-21.00 น. มีรถสัญจรน้อยที่สุด

พบสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถูกรถชน/ทับตายทั้งหมด 2,923 ตัว โดยกลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกพบตายมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และนก ตามลำดับ เดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีสัตว์ถูกรถชน/ทับตายมากที่สุด และเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่มีสัตว์ถูกรถชน/ทับตายน้อยที่สุด สัตว์ทุกประเภทถูกรถชน/ทับตายมากที่สุดในช่วงเวลา 18.00–21.00 น.

ตลอดช่วงระยะของการเก็บข้อมูลพบว่าบริเวณกิโลเมตรที่ 16-17 และ 19-20 มีสัตว์ป่าถูกรถชน/ทับตายมากที่สุด พบว่าปริมาณรถกับจำนวนสัตว์ที่ถูกรถชน/ทับตาย มีความสัมพันธ์กันโดยสัตว์มีแนวโน้มจะถูกรถชน/ทับตายมากขึ้นเมื่อมีจำนวนรถมาก

นอกจากนี้แล้วพบว่าเมื่อปริมาณน้ำฝนมาก นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลื้อยคลาน มีแนวโน้มจะถูกรถชน/ทับตายน้อย #แตกต่างกับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกซึ่งพบว่าถ้าฝนตกมากสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกก็มีแนวโน้มจะถูกรถชน/ทับตายมาก

การสำรวจติดตามประชากรกระทิงที่ป่ากุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์...............................................
02/11/2020

การสำรวจติดตามประชากรกระทิงที่ป่ากุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
................................................................................
การสำรวจติดตามประชากรกระทิงได้ดำเนินการสำรวจในระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2557 ในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 18,750 ไร่ โดยวิธีการสำรวจนับโดยตรง การวางกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติและการสำรวจทางอากาศโดยอากาศยานไร้คนขับ

พบประชากรกระทิงมากกว่า 81 ตัว จำนวน 2 ฝูงใหญ่ โดยประชากรกระทิงกลุ่มใหญ่ใช้พื้นที่อาศัยและหากินตั้งแต่บริเวณตอนกลางของพื้นที่โครงการฯ (หุบมะกรูดและสลัดได) ขึ้นไปจนถึงตอนเหนือของพื้นที่ (บริเวณแปลงหญ้า 200 ไร่) โครงสร้างชั้นอายุเฉพาะกลุ่มประชากรกระทิงฝูงใหญ่ที่สามารถจำแนกได้ แบ่งเป็น ตัวเต็มวัย วัยรุ่น และลูก

อย่างไรก็ตามยังมีกระทิงตัวผู้เต็มวัยซึ่งมักแยกตัวออกมาอาศัยหากินเพียงลำพังอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถจำแนกตัวและไม่ได้ถูกรวมไว้ในการวิเคราะห์สัดส่วนโครงสร้างชั้นอายุในรายงานนี้ จากการติดตามและสำรวจประชากรกระทิงพบว่ากระทิงมีการทำกิจกรรมตลอดทั้งวันแต่มีความเข้มข้นของการใช้พื้นที่และการปรากฏตัวบริเวณแปลงหญ้าและบ่อน้ำมากที่สุด ในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 07.00 น. และในช่วงเย็นตั้งแต่ระหว่างเวลา 17.00 น. ไปจนถึงเวลาราวเที่ยงคืนในทุกวัน

รูปแบบการเคลื่อนย้ายฝูงของกระทิงในช่วงระยะเวลาของการสำรวจพบว่ากระทิงกลุ่มใหญ่มีการเคลื่อนย้ายฝูงจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ โดยเคลื่อนที่จากบริเวณแปลงหญ้า 200 ไร่ ตามแนวชายป่าลงมาถึงบริเวณสลัดได ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแปลงหญ้าขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับกระทิงจำนวนมากได้

จากการสังเกตลักษณะภายนอกและอาการโดยรวมของกระทิงในกลุ่มประชากรที่สำรวจพบในช่วงระยะเวลาของการดำเนินงานพบว่าประชากรส่วนใหญ่เกือบทุกกลุ่มที่กระจายอยู่ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโครงการฯ ยังคงมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์และมีลักษณะรูปร่างภายนอกเป็นปกติ

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจในครั้งนี้พบกระทิงที่มีลักษณะร่างกายภายนอกที่ผอม ผิดแปลกจากกระทิงตัวอื่นๆ จำนวน 4 ตัว เป็นเพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 2 ตัว ในบริเวณแปลงหญ้า 200 ไร่ และบริเวณทางเข้าบ่อ 1 โดยข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดข้างต้นนี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการวางแผนการปฏิบัติงาน รวมทั้งการดำเนินการเก็บตัวอย่างและข้อมูลทางพันธุกรรม โดยคณะทำงานตรวจสอบสุขภาพสัตว์ป่า เพื่อการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ากุยบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป

ที่อยู่

อาคารสืบ นาคะเสถียร (ชั้น 6) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
Bangkok

ข้อมูลทั่วไป

ประวัติความเป็นมาของกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ปี พ.ศ. 2518 กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ยังมีระดับเป็นฝ่ายวิชาการของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2535 ได้มีพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงโครงสร้างการบริหารของกรมป่าไม้ขึ้นใหม่โดยยกระดับกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ขึ้นเป็นส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยกฝ่ายวิชาการของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ขึ้นเป็นส่วนวิจัยสัตว์ป่า สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ปี พ.ศ. 2545 มีการแบ่งส่วนราชการในกรมป่าไม้ ออกเป็น 3 กรม คือ 1) กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขึ้นกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ด้วย แต่ส่วนวิจัยสัตว์ป่ายังคงอยู่กับสำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ เช่นเดิม ปี พ.ศ. 2546 กรมป่าไม้ โอนไปขึ้นต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ. 2547 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีการแบ่งส่วนราชการขึ้นใหม่ ทั้งนี้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้ยกระดับขึ้นเป็นสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และจัดตั้งกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า (ส่วนวิจัยสัตว์ป่า สำนักวิชาการป่าไม้ เดิม) เข้าร่วมดูแลงานทางด้านวิชาการ ทางด้านสัตว์ป่า ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนางานทางด้านสัตว์ป่าความหลากหลายทางชีวภาพทั้งศึกษาผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อนิเวศวิทยาและสัตว์ป่า มาจนถึงปัจจุบัน

เบอร์โทรศัพท์

+6625610777 #1671

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Divisionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น