กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แ "เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี
พ. ศ. 2569" FanPage กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการขึ้นเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์

เพื่อกระตุ้นในการอนุรักษ์ และปลุก จิตสำนึกให้ชุมชนมีความหวงแหนและการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น ให้ทุกภาคส่วน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการและการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประเทศไทย

เปิดเหมือนปกติ

"เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า" กับ "เขตห้ามล่าสัตว์ป่า" ต่างกันอย่างไร ที่มา : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Off...
01/03/2021

"เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า" กับ "เขตห้ามล่าสัตว์ป่า" ต่างกันอย่างไร

ที่มา : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand

กรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านโรคอุบัติใหม่และโควิด -19 ย้ำชัดพร้อมหลักฐาน “ตลาดนัดจตุจักร” ไม่ใช่แหล่งแพร...
01/03/2021

กรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านโรคอุบัติใหม่และโควิด -19 ย้ำชัดพร้อมหลักฐาน “ตลาดนัดจตุจักร” ไม่ใช่แหล่งแพร่เชื้อโควิด – 19

ดร.รุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานแถลงข่าว "ไขปริศนา โควิด - 19 กับสัตว์ป่า" ร่วมด้วย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นายสมปอง ทองสีเข้ม ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผู้อำนวยกองคุ้มครองพันธ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา นายสัตแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมแถลงข่าวด้วย ในวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฎิบัติการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติฯ

ดร.รุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโรคอุบัติใหม่ และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ธรรมชาติ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – พ.ศ. 2580) ตลอดจนร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และองค์กรเอกชนระหว่างประเทศหลายองค์กร ในการดำเนินการด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ธรรมชาติและโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในสัตว์ป่าที่ผ่านมาทั่วโลก พบว่าค้างคาว ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อไวรัสโคโรนาหลายชนิด โดยในปีพ.ศ. 2546 พบการระบาดของโรคซาร์ส (severe acute respiratory syndrome, SARS) จากไวรัสโคโรนาที่มีต้นต่อมาจากค้างคาวและถ่ายทอดสู่อีเห็น ก่อนระบาดในคน และปีพ.ศ. 2555 พบการระบาดของโรคเมอร์ส (Middle East respiratory syndrome, MERS) จากไวรัสโคโรนาที่สามารถตรวจพบได้ในคนและสัตว์หลายชนิด เช่น อูฐ และค้างคาว เป็นต้น ซึ่งเชื้อไวรัสโคโรนา สามารถแบ่ง 4 สกุล (Genus) ได้แก่ อัลฟ่า (alpha),เบต้า (beta),แกมม่า (gamma) และเดลต้า (delta) โดยในคนพบรายงานการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในกลุ่มอัลฟ่า (alpha) และเบต้า(beta)

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยค้างคาวอย่างน้อย 146 ชนิด ทั่วประเทศ และพบสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาจากค้างคาวมากกว่า 400 ตัวอย่าง ทั้งที่เป็นไวรัสเดิมที่พบทั่วโลก และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีรายงานการก่อโรคในคน

อย่างไรก็ตาม การตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่มโคโรนาไวรัส จากตัวอย่างค้างคาวในประเทศไทย แม้ปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานพบการติดเชื้อในคน แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้มีการเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์ไปยังสัตว์อื่น ที่อาจกลายพันธุ์ติดต่อสู่คนได้ในอนาคต รวมทั้งการติดต่อสู่คนได้โดยตรง ซึ่งการแพร่เชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์จากสัตว์ป่ามาสู่คนนั้น อาจเกิดขึ้นจากการสัมผัสสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด การปนเปื้อนเชื้อโรคจากซากสัตว์ป่า หรือการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ดังนั้น การป้องกันคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่า งดการล่าหรือการบริโภคสัตว์ป่าและไม่บุกรุก ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า

สำหรับการดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอุบัติใหม่และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ 1. การสำรวจไวรัสโคโรนาและเชื้อโรคอุบัติใหม่ในค้างคาวอีก 23 ชนิด รวมทั้งสัตว์ป่าของกลาง สัตว์ป่าพลัดหลง และสัตว์ป่าในธรรมชาติ 2. การวางมาตรการความปลอดภัยในการท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ใส่แว่นตา ผ้าปิดจมูกและหมวกคลุมผม 3. มาตรการความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานกับสัตว์ป่า ด้านสุขอนามัยและอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน 4. เผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนตามคู่มือ “การอยู่ร่วมกันกับค้างคาวอย่างปลอดภัย” และให้คำแนะนำต่างๆผ่านสายด่วน 1362 5.บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงาน อื่น ๆ ในการตรวจตราและเฝ้าระวังและคัดกรองโรค ตามด่านตรวจสัตว์ป่าและแนวชายแดน เช่น ด่านปศุสัตว์ ด่านศุลกากร เป็นต้น 6.ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามและจับกุมผู้ล่า ผู้ค้าสัตว์ป่า และผู้บริโภคสัตว์ป่าควบคู่กับการให้ความรู้ด้านกฎหมาย

ด้านนายสมปอง ทองสีเข้ม ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวว่า จากกรณีสื่อต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลว่า “ตลาดนัดจตุจักร” อาจเป็นต้นกำเนิดนำเชื้อโควิด – 19 ก่อนอู่ฮั่น นั้น กรมอุทยานแห่งชาติฯ ขอชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง โดยตลาดในเขตพื้นที่นั้นคือ”ตลาดศรีสมรัตน์” เป็นตลาดเอกชนที่อยู่ในบริเวณข้างเคียงกับตลาดนัดจตุจักร เป็นตลาดจำหน่ายสัตว์เลี้ยง สัตว์ปีก ปลาสวยงาม ที่มีการลักลอบค้าสัตว์ป่าในอดีต โดยวันที่ 20 มีนาคม 63 กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ได้มีการสำรวจชนิดสัตว์ที่มีการค้าในจตุจักรว่ามีการลักลอบค้าสัตว์ป่าหรือไม่ พร้อมทั้งร่วมลงพื้นที่ทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และสุ่มเก็บตัวอย่างเชื้อโรคจากสัตว์ที่มีการค้าในตลาดนัดสวนจตุจักร เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสระดับวงศ์ (Family) ในกลุ่ม Paramyxovirus และ Coronavirus พบว่า
1. กระรอก พบเชื้อไวรัสในกลุ่ม Coronavirus กลุ่มย่อยชนิด Alpha (ไม่ติดสู่คน) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับ COVID-19 ที่อยู่ในกลุ่มย่อยชนิด Beta
2. กลุ่มแมว พบ (2.1) เชื้อไวรัสในกลุ่ม Coronavirus กลุ่มย่อยชนิด Alpha (ไม่ติดสู่คน) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับ COVID-19 ที่อยู่ในกลุ่มย่อยชนิด Beta (2.2) เชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus
3. สุนัข พบเชื้อไวรัสในกลุ่ม Coronavirus กลุ่มย่อยชนิด Alpha (ไม่ติดสู่คน) ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับ COVID-19 ที่อยู่ในกลุ่มย่อยชนิด Beta
4.กลุ่มหนู ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
5. เม่นแคระ ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
6. กระต่าย ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
7. ลิงมาโมเสท ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
8. ชูการ์ไกลเดอร์ ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
9. เมียร์แคท ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
10. หมูแคระ ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
11. แพรี่ด็อก ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
12. ชินชิล่า ไม่พบเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่ม
ส่วนการศึกษาวิจัยเชิงรุก ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ในค้างคาว ที่พบว่ามีรหัสพันธุกรรมคล้ายคลึง กับ COVID-19 นั้น ยืนยันว่า เชื้อไวรัสโคโรนาที่พบไม่สามารถติดต่อมาสู่คนได้โดยตรง

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยการพัฒนาและสร้างระบบรับมือปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งมีแนวทางการสำรวจเชิงรุก เพื่อเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่ และยังเข้มงวดกับการต่อต้านการล่าและการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพราะการล่าและการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการบุกรุก ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า การตัดไม้ทำลายป่า เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนหรือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามรายงานและผลวิจัยทางวิชาการต่างๆ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ เดินหน้าพัฒนาสำรวจเพื่อวางท่อส่งน้ำเพิ่มเติมให้เพียงพอเพื่อชาวโป่งลึ...
01/03/2021

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ เดินหน้าพัฒนาสำรวจเพื่อวางท่อส่งน้ำเพิ่มเติมให้เพียงพอเพื่อชาวโป่งลึก-บางกลอยต่อเนื่อง

1​ มี.ค.64​ นายกษิดิศ จั่นประดับ​ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ​ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน​ เปิดเผยว่า​ วานนี้​ (28​ ก.พ.64)​ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วย​ผู้อำนวยการ​สำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค​ 7 และมูลนิธิปิดทองหลังพระ​ ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อสำรวจแหล่งต้นน้ำในการวางท่อส่งน้ำในเเม่น้ำเพชรบุรี บริเวณแก่งงาช้าง ห้วยบางยายโป่ง และในห้วยโป่งลึก​ และวางแผนเพื่อการสำรวจแปลงที่ดินที่ขาดแคลนน้ำ จากระบบท่อส่งน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมเก็บข้อมูลการสำรวจแปลงที่ดิน เพื่อความถูกต้องของข้อมูลบ้านบางกลอยในวันนี้​ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลภูมิประเทศ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการวางระบบประปาภูเขา ในหมู่บ้านบางกลอย

ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 8 ราชบุรี​ ก็ลงพื้นที่สำรวจและประชาสัมพันธ์การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ ในเบื้องต้นได้ประสานทางผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บางกลอย และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 โป่งลึกถึง เพื่อขอข้อมูลการทำโครงการและร่วมเดินสำรวจพื้นที่ในการเจาะบ่อบาดาลและประชาสัมพันธ์ให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการสร้างระบบน้ำดื่มอีกด้วย พี่น้องชาวโป่งลึก-บางกลอย จะสามารถเข้าถึงระบบน้ำอุปโภคและบริโภค ทั้งระบบผิวดินและใต้ดิน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง

เชิญรับชมถ่ายทอดการแถลงข่าว "ไขปริศนา โควิด - 19 กับสัตว์ป่า" วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น...
01/03/2021

เชิญรับชมถ่ายทอดการแถลงข่าว "ไขปริศนา โควิด - 19 กับสัตว์ป่า" วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารปฏิบัติการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

01/03/2021
ช้างป่าแม่ลูก หลงฝูง-ล้มป่วย ในสวนยางพารา จ.จันทบุรี

กรมอุทยานฯ จัดเจ้าหน้าที่ เร่งช่วยเหลือช้างป่าแม่ลูก หลงฝูง-ล้มป่วย ในสวนยางพารา จ.จันทบุรี เตรียมพร้อมใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงตัว

เมื่อวันที่​ 28​ กุมภาพันธ์​ 2564​ เวลาประมาณ​ 06.00 น.​เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เข้าตรวจสอบพื้นที่ตามที่ได้รับแจ้ง​ จากชาวบ้านว่ามีช้างนอนอยู่บริเวณ​ สวนยางในพื้นที่​ ม.9 ต.พวา​ อ.แก่งหางแมว​ จันทบุรี​ นั้น

เจ้าหน้าที่ได้พบช้างป่า​ จำนวน 2​ ตัว​ ตัวโตเต็ม​วัย​ 1​ ตัว​ เป็นเพศเมีย อายุประมาณ 20 ปี และช้างวัยเด็กความสูงประมาณ 150-160 ซม. อายุประมาณ 3 ปี และพบช้างป่าตัวโตเต็มวัยนอนล้มตัว และพยายาม​จะขยับตัวลุกแต่ไม่สามารถลุกขึ้นได้ ลักษณะผอมและไม่มีแรง

เจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปดูอาการแต่ไม่สามารถเข้าใกล้เนื่องจากช้างป่าตัวเล็กจะวิ่งเข้าไล่ในระยะ​ 100 เมตร​ เจ้าหน้าที่ได้พยายามกันช้างป่าตัวเล็กออกห่างแต่ช้างป่าตัวเล็กไม่ยอมออกห่าง ทำให้คณะเจ้าหน้าที่ฯ ไม่สามารถ​เข้าใกล้ตัวช้างป่าตัวดังกล่าวได้

ทั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์ สสป.สบอ.2 (ศรีราชา)​ ได้ประสานทางหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ใฟ้จัดเตรียมรถแมคโครขนาดใหญ่โดยด่วนที่สุด เพื่อทำการตักดินและดันตัวช้างป่าตัวดังกล่าวให้ลุกขึ้นยืน เพราะช้างป่าตัวดังกว่าวยังมีแรงบริเวณขา มีการถีบขา และพยายามลุกอยู่ตลอดเวลา

หัวหน้าฝ่ายวิชาการและคุ้มครองสัตว์ป่า ทีมสัตวแพทย์ สัตวบาลสสป.สบอ.2 (ศรีราชา)​ ทีมสัตวแพทย์ สัตวบาล กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน คณะเจ้าหน้าที่ไฟป่าเขาสิบห้าชั้น คณะเจ้าหน้าที่ปกครอง ผู้นำชุมชนในพื้นที่ คณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ อาสาสมัครพิทักษ์ช้างป่า กลุ่มอนุรักษ์ช่วยเหลือสัตว์ป่า เข้าพื้นที่ สวนยาง ม.9 ต.พวา​ อ.แก่งหางแมว​ จ.จันทบุรี เพื่อทำการรักษาช้างป่า

ทั้งนี้ทางทีมสัตวแพทย์ สัตวบาล สสป.สบอ.2 (ศรีราชา)​ ทำการวางยาซึมลูกช้างป่า เพื่อแยกออกจากช้างป่าป่วย ซึ่งลูกช้างป่าได้ฟื้นจากยาซึมเป็นที่เรียบร้อย และคณะเจ้าหน้าที่ได้ทำคอกเพื่อหวังผลให้ฝูงช้างป่ามารับแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากลูกช้างป่าได้พังคอกออก เจ้าหน้าที่ฯ ทำการติดตามลูกช้างป่า พบว่าลูกช้างป่าเดินทางไปยังแปลงปลูกป่าบ่อมะเดื่อ ขสป.เขาอ่างฤๅไน เพื่อรอเข้าฝูงช้างป่าต่อไป

โดยทีมสัตวแพทย์ ได้ทำการรักษาช้างป่าเพศเมีย แบบพยุงอาการ ให้สารน้ำเข้าหลอดเลือดดำ เข้าใต้ผิวหนัง และทำการให้ยารักษา สารละลายกลูโคส พร้อมทั้งวิตามินบำรุง และทำการเจาะเก็บเลือดช้างป่าป่วย และช้างป่าวัยเด็ก เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

จากนั้น ทำการใช้รถแมคโครตักดินไว้พยุงรอบลำตัวและดันตัวช้างป่าตัวเพื่อหวังผลให้ช้างป่าลุกขึ้นโดยมีรถแมคโครช่วยพยุง แต่ช้างป่ายังไม่มีแรงลุกขึ้น
ทีมสัตวแพทย์ สัตวบาล และคณะเจ้าหน้าที่
จึงทำการเฝ้าดูแลช้างป่าป่วยตัวดังกล่าวตลอดทั้งคืน

ทั้งนี้ สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ สสป.สบอ.2 (ศรีราชา)​ กล่าวว่า วันนี้ (1 มีค. 2564)​ ถ้าช้างป่าป่วยยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ จะทำการพิจารณาใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงตัวช้างแบบเหล็กถอดประกอบ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวานพัทยา เพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป

"กระฉูด"  พืชต่างถิ่นรุกรานชื่ออื่น : กระเฉดต้น กระเฉดบก กระเฉดเทศชื่อสามัญ : Giant water sensitive plant, Giant water m...
28/02/2021

"กระฉูด" พืชต่างถิ่นรุกราน

ชื่ออื่น : กระเฉดต้น กระเฉดบก กระเฉดเทศ
ชื่อสามัญ : Giant water sensitive plant, Giant water mimosa
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neptunia plena (L.) Benth.
วงศ์ถั่ว : (Fabaceae)

ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดมาจากเขตร้อนของทวีปอเมริกา ปัจจุบันกระจายเข้าไปในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปเอเชียและออสเตรเลีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้น้ำล้มลุก อายุหลายปี ถ้าขึ้นบนบกต้นจะตั้งตรง สูง 0.5-2 ม. บางครั้งขึ้นในน้ำซึ่งลำต้นจะเลื้อยลอยน้ำได้ ยาวถึง 7 ม. และมีนวมนุ่มสีขาวหุ้มลำต้น ใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ยาว 10-20 ซม. ใบจะหุบเมื่อถูกสัมผัส ช่อดอกทรงกลมสีเหลือง ผลแบบฝักแบน รูปขอบขนาน กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-6 ซม. ติดเป็นกลุ่มที่ปลายก้านช่อดอก 1-10 ฝัก/กลุ่ม ผลแก่แห้งแตก มี 3-20 เมล็ด

กระฉูดมีลักษณะคล้ายกระเฉด (ที่นิยมกินทั่วไป) (Neptunia oleracea) แตกต่างกันที่กระฉูดส่วนใหญ่จะพบขึ้นเป็นต้นตั้งตรง ที่ตามซอกใบและช่อดอกมีหูใบและใบประดับ รูปไข่-รูปใบหอก ยาว 1 ซม. ติดคงทน และมีต่อมกลมสีขาวที่ปลายอับเรณู สำหรับผักกระเฉดมีใบประดับและหูใบขนาดสั้นกว่า 5 มม. และหลุดร่วงง่าย และไม่พบต่อมดังกล่าว

นิเวศวิทยา :
ชอบขึ้นตามที่โล่งแจ้งตามขอบบึง คูน้ำ มีน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อย และมีระดับน้ำลึกไม่เกิน 50 ซม. หรือพื้นดินที่ชื้นแฉะข้างทาง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 ม. ออกดอกและติดผลตลอดทั้งปี แต่ส่วนมากจะติดผลแก่ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวและฤดูร้อนต้นจะโทรมลง แล้วจะแตกกิ่งเติบโตอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน, ปัจจุบันพบไปทั่วประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะตามคูน้ำข้างทาง พื้นที่ชุ่มน้ำหรือที่นารกร้าง

ประสิทธิภาพการรุกราน :
กระฉูดเป็นวัชพืชที่โตเร็วมาก อายุประมาณ 2 เดือนก็ออกดอกและติดผลได้แล้ว มีอายุยืนหลายปี ติดเมล็ดมากกว่าผักกระเฉดถึง 2 เท่า เมล็ดมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานในดิน กระฉูดเป็นวัชพืชขึ้นปกคลุมพืชชนิดอื่นได้ดี ต้นและใบซึ่งมีธาตุไนโตรเจนสูงจะเพิ่มปริมาณไนเตรทลงในน้ำ ส่งผลกระทบต่อสมดุลของสัตว์น้ำและพืชน้ำชนิดอื่นได้ พาหะที่สำคัญคือมนุษย์ที่มักจะเข้าใจผิดว่าเป็นผักกระเฉด จึงนำไปขยายพันธุ์ตามแหล่งน้ำต่างๆ การเคลื่อนย้ายดินที่มีเมล็ดไปถมที่ดินหรือดินปลูกต้นไม้ นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ำและนกที่กินเมล็ดพืชตามหน้าดินอีกด้วย

การใช้ประโยชน์
ยอดอ่อนสามารถกินได้คล้ายผักกระเฉด แต่จะมีเนื้อที่เหนียวมากกว่าไม่นิยมกิน หรือใช้เป็นอาหารสัตว์หรือหมักปุ๋ยได้ แต่ต้องเป็นต้นที่ยังไม่ติดฝักเท่านั้น เพื่อป้องกันเมล็ดที่อาจเล็ดลอดไปกับมูลของสัตว์และการใช้ปุ๋ย

การควบคุม :
ควรทำการกำจัดในช่วงฤดูฝน ช่วงที่กำลังมีการออกดอกก่อนการติดฝัก หากพบมีการแพร่ระบาดให้ใช้วิธีถอนหรือไถให้ถึงรากออกให้หมด รวบรวมเผาทำลายหรือใช้เป็นอาหารสัตว์หรือหมักปุ๋ยได้ หากมีต้นที่งอกใหม่จากเมล็ดหรือต้นเดิมที่ตกค้างในดินให้ใช้วิธีเดิม การกำจัดจะต้องติดตามต่อไปอีก 2-3 ปี

ที่มา : Forest Herbarium - BKF

28/02/2021

ยินดีต้อนรับสู่ห้องเรียนธรรมชาติ "ห้วยกุ่ม"
จ.ชัยภูมิ

นอกจากสถานที่และบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือกิจกรรม "ดูนก" เรามาเรียนรู้ชนิดนกที่พบในห้วยกุ่มไปพร้อมกันเลย

จัดทำโดย : เจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า
ตัดต่อโดย : บุษบา ศรีบัวบาน

ที่มา : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าห้วยกุ่ม

"ชมพูภูคา" ที่อุทยานแห่งชาติขุนสถาน จังหวัดน่าน  ออกดอกสะพรั่ง รอต้อนรับ นทท.
28/02/2021

"ชมพูภูคา" ที่อุทยานแห่งชาติขุนสถาน จังหวัดน่าน ออกดอกสะพรั่ง รอต้อนรับ นทท.

"พลายแหลม" ช้างป่าอ่างฤาไน ติดปลอกคอจีพีเอส แล้ว หลังพบมีพฤติกรรมชอบออกนอกพื้นที่ป่านายวีระพงศ์ โคระวัตร หัวหน้าเขตรักษา...
27/02/2021

"พลายแหลม" ช้างป่าอ่างฤาไน ติดปลอกคอจีพีเอส แล้ว หลังพบมีพฤติกรรมชอบออกนอกพื้นที่ป่า

นายวีระพงศ์ โคระวัตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน แจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ส่วนสารสนเทศด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า ทีมสัตวแพทย์กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ดำเนินการติดอุปกรณ์ติดตามตัวสัตว์สัญญาณดาวเทียม (GPS Collar) ให้กับช้างป่า

ช้างป่าดังกล่าว เป็นช้างเพศผู้ ชื่อว่า "พลายแหลม" อายุประมาณ 25-30 ปี สูง 3.20 เมตร น้ำหนักประมาณ 4.5 ตัน อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเขตพื้นที่รับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน

ภายหลังการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมแล้วเสร็จ พบว่าช้างพลายแหลม มีสุขภาพแข็งแรง มีอาการฟื้นตัวได้ดี ทั้งนี้
เขตฯ อ่างฤาไนได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าสังเกตอาการ พฤติกรรม ติดตามการเคลื่อน ที่อย่างต่อเนื่องต่อไป

ติดอุปกรณ์ติดตามตัวสัตว์สัญญาณดาวเทียม (GPS Collar) เป็นการนำเทคโนโลยีการติดปลอกคอมาใช้ เพื่อให้ทราบพิกัดของช้างป่า พร้อมหาแนวทางดูแลและป้องกันเหตุความเสียหายของทรัพย์สินและชีวิตประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยการติดตามการเคลื่อนที่ของช้างป่าเป็นแบบ
เรียลไทม์ ซึ่งจะระบุตำแหน่งฝูงช้างป่า ณ เวลานั้นๆ ได้เพียงไม่กี่วินาทีหลังปลอกคอบันทึกตำแหน่งพิกัดและส่งข้อมูลผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมมายังผู้รับ ทำให้ติดตามฝูงช้างป่าที่ติดปลอกคอได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทราบความเคลื่อนไหวของช้างได้ทันที จึงทำให้สามารถยับยั้งและลดความสูญเสียต่อชุมชนได้ ซึ่งปลอกคอดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อช้าง

รัฐมนตรี “วราวุธ” ตรวจเยี่ยมจุดชมวิวหาดไม้ขาว อช.สิรินาถ จ.ภูเก็ต ติดตามการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยววันนี้...
27/02/2021

รัฐมนตรี “วราวุธ” ตรวจเยี่ยมจุดชมวิวหาดไม้ขาว อช.สิรินาถ จ.ภูเก็ต ติดตามการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว

วันนี้ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 11.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางลงพื้นที่จุดชมวิว เครื่องบินขึ้น - ลง บริเวณหาดไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานตามข้อสั่งการ ในการพัฒนาพื้นที่หาดไม้ขาว อุทยานแห่งชาติสิรินาถ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยว โดยมี นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ดร.รุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีฯ นายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) นายปราโมทย์ แก้วนาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ฯ นักเรียนโรงเรียนบ้านไม้ขาว และชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ให้การ
ต้อนรับ

ในโอกาสนี้ รมว.ทส. ได้พูดคุยทักทายชาวบ้าน และนักเรียนที่มารอต้อนรับ จากนั้นได้มอบถุงเสบียงแก่ตัวแทน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้ตรวจติดตามการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ประชาชน ผู้ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์สามล้อบริการนักท่องเที่ยว โดยทางอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาที่พักนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นที่พักหลบแดดฝน และจัดทำห้องสุขา (ชั่วคราว) เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวด้วย

สำหรับจุดเครื่องบินขึ้น - ลง หาดไม้ขาว ตั้งอยู่ในหมู่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปบนชายหาดสวย ๆ คู่กับเครื่องบินที่บินอยู่ในระยะต่ำมาก เนื่องจากจุดนี้ เป็นจุดขึ้น -ลง ของสนามบินภูเก็ต ซึ่งอยู่ใกล้กับชายหาด จึงทำให้ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ประชาชนในพื้นที่ ทั้งในส่วนการจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน และในส่วนของผู้ให้บริการรถสามล้อ ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ได้เข้าไปดูแลในพื้นที่ เพื่อให้จุดดังกล่าวมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ปราศจากขยะ และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืนต่อไป

ที่อยู่

61, ถนนพหลโยธิน
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

025610777

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แ:

วิดีโอทั้งหมด

ป่าอนุรักษ์

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

เมตตาแนะนำต้นโพสด้วยค่ะ https://www.facebook.com/groups/1284025121659053/permalink/3797179737010233/
อ่านข้อความหน่อยค่ะ
เรียนผู้จัดการเพจกรมอุทยาน อยากให้ท่านช่วยเป็นสื่อกลางประสานงานกับกรมอุทยานให้หน่อยครับ เอกสารตามภาพครับ ชาวบ้านอยากให้เจ้าหน้าที่อุทยานจากส่วนกลางลงมาในพื้นที่หมู่3บ้านเจ๊กแบ๊ ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง เพื่อรับฟังข้อมูลทั้งสองด้านทั้งจากชาวบ้านและเจ้าหน้าอุทยานในพื้นที่... เมื่อวันที6กุมภาพันธ์2560เจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้ามาแจ้งในที่ประชุมหมู่บ้าน บ้านเจ๊กแบ๊ว่าประกาศแนวเขตในทะเลตั้งแต่บริเวณนั้นถึงบริเวณนั้นให้เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและประมงชายฝั่งขนาดเล็กได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านได้ทำหนังสือพร้อมรายชื่อผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสองหมู่บ้านเมื่อวันที่15กุมภาพันธ์2560ถึงนายกำธร เวหน นายอำเภอขณะนั้น และนายอำเภอได้เชิญนายวีระ ขุนไชยรักษ์ หัวหน้าอุทยานเกาะช้างขณะนั้นมาหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และวันที่6มีนาคม2560มีเจ้าหน้าที่อุทยานและกำนันผู้ใหญ่บ้านแจ้งในที่ประชุมหมู่บ้านว่าทางอุทยานขอห้ามในอ่าวเกาะง่ามทั้งสองด้าน. ชาวบ้านก็สบายใจ แต่ประมาณปลายปี2563เจ้าหน้าที่อุทยานได้มาปักป้ายประกาศเขตอุทยานตามแนวเดิมและอ้างถึงมาตรา64และ65 บอกว่าเจอคือจับ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางลงมารับฟังข้อเท็จจริง ติดต่อได้ตามภาพครับ
ฝากดูด่วนๆๆๆๆๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอเบอร์โทรป่าไม้อำเภอกุดบากหน่อยคะ
"ขนุน กับ อุทยานแห่งชาติ" - เพื่อสัตว์ป่าหรือเพื่อใคร ? ผมใช้เวลาอยู่นานพอสมควรในการรวบรวมสติและเรียบเรียงถ้อยคำในการที่จะนำมาอธิบายและระบายความรู้สึกอันโกรธ โมโห สงสัย และไม่เข้าใจ ในการตัดสินใจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน... แต่ถ้าท่านรักป่า รักในการเสพย์ธรรมชาติ ผมคิดว่าคุณควรอ่านดู ถึงแม้มันจะยาวหน่อยก็ตาม... ย้อนกลับไปเมื่อกว่าสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวที่ดังที่สุดในวงการนิยมไพรก็คงไม่พ้นเรื่องของพี่ดื้อ หรือช้างดื้อที่เข้ามารื้อเต๊นท์จนทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต... ซึ่งตอนนี้... หลายคนก็มีหลายทฤษฏีที่จะหาเหตุผลมากมายว่าทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นที่เขาใหญ่... ซึ่งสามารถหาได้จากหลายสื่อเลย... แต่เพียงหลังจากที่เหตุเกิดที่เขาใหญ่อุบัติได้ไม่นาน... มันก็มีข่าวมาอีกว่า "ขนุนและผองเพื่อน" เตรียมถูกเชิญให้ออกจาก แคมป์บ้านกร่าง, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยเป็นคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อย้ายหมีหมา ที่มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่บริเวณลานตั้งแคมป์อันโด่งดัง... "ขนุนคือใคร ?" - ขนุนคือหมีหมาตัวหนึ่งที่บรรดาช่างภาพสัตว์ป่าและเจ้าหน้าที่บ้านกร่างตั้งชื่อลูกหมีหมาตัวหนึ่ง ที่ปัจจุบันถือเป็นเซเล็บแห่งบ้านกร่างก็ว่าได้... สมาชิกขาประจำที่ไปตั้งแคมป์ เดินป่า หรือถ่ายภาพสัตว์ป่าที่แก่งกระจาน ไม่มีใคร ไม่รู้จักขนุน... ขนุนยังโด่งดังไปยังต่างประเทศ ในวงการถ่ายภาพสัตว์ระดับนานาชาติ... เพราะว่ากันว่า ขนุนคือหมีหมา หรือ "Malayan Sun Bear" ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ ที่บรรดานักดูสัตว์จะหาชมและพบเจอได้ง่ายที่สุดในโลกแล้ว.... เมื่อคืนพยายามระลึกความเป็นมาของขนุนว่ามันเป็นยังไง ก็พอจะจำได้ประมาณว่า มันคือลูกหมีหมากำพร้าที่พลัดหลงจากแม่มันมาตั้งแต่ยังเล็ก... (หลายปีมาแล้ว) และมันก็มาคุ้ยขยะ หากินอาหารเหลือจากครัวบ้านกร่าง... สมัยนั้นตัวมันยังเล็กและน่าเอ็นดู ด้วยความสงสารหลายคนจึงให้อาหารมัน จึงกลายเป็นความเคยชินที่มันจะกลับมากินอาหารจากเศษอาหารที่เหลือหลังครัวบ้านกร่างเป็นประจำ... แต่เมื่อพอมันโตขึ้น เวลาผ่านไปเรื่อยๆ... แน่นอนว่าหมีป่า... มีความอันตรายอยู่ในตัว... และทางอุทยานก็สั่งเด็ดขาดว่าห้ามให้อาหาร... ขนุนเองก็หายตัวไปจากบ้านกร่างที่ละหลายๆ เดือน... คือจากที่เมื่อก่อนถูกให้อาหาร เจอแทบจะทุกวัน... การโผล่ให้เห็นของขนุนที่บ้านกร่างก็ซาและน้อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่หวนกลับมาเลย... ช่างภาพและนักดูสัตว์หลายคน... ก็ไปเสี่ยงโชคเอา... ตั้งแคมป์ หรือนอนคอยรอในช่วงเช้า-เย็นเพื่อจะได้เจอขนุน... แน่นอนว่า... ยิ่งมันโต... และเมื่อหยุดการให้อาหาร... มันก็ออกมาเจอเราน้อยลงตาม... โอกาสก็มีน้อยตาม... ทุกอย่าง... กลับเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น... นอกจากนั้นแล้วเมื่อช่วงปีสองปีมานี้... หลายครั้งที่ขนุนกลับมา... มันยังพาเพื่อนหมีหมาตัวอื่นมาอีกด้วย... จนเมื่อคืนวาน... ก็ได้ทราบว่า ขนุนถูกดักจับเรียบร้อยแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ได้ย้ายมันไปปล่อยบนเขาพะเนินทุ่ง... ที่ตอนนี้ปิด ห้ามนักท่องเที่ยวขึ้น.... เหมือนที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้น... ความรู้สึกที่ทราบข่าวเมื่อวาน ถาโถมเข้ามามากมาย... คำถามแรกเลยคืออุทยานแห่งชาติมีไว้เพื่ออะไร ? ช้างเขาใหญ่ เกี่ยวอะไรกับหมีหมาแก่งกระจาน ? ถ้าย้ายช้างได้ด้วย จะย้ายช้างด้วยไหม ? "เรา ในฐานะนักท่องเที่ยว ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติ ก็เพื่อจะได้ดูสัตว์ในธรรมชาติ ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าและธรรมชาติไม่ใช่หรือ ?" ในเมื่อทุกคนเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่ในอุทยาน มันเป็นอุบัติเหตุ... แล้วทำไมความซวย หรือกรรมต้องไปตกอยู่ที่สัตว์ป่า ? โดยเฉพาะทุกครั้งที่ "เกิดเหตุกับมนุษย์ เมื่อมนุษย์เป็นอะไรขึ้นมา ?" การมีอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ ที่ชื่อเต็มว่า "อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ก็เพื่อจะได้อนุรักษ์สัตว์ป่า พืชป่าและทรัพยากรธรรมชาติในถิ่นที่อยู่อาศัยของเขาใช่หรือไม่ ? "และมนุษย์อย่างเรา เป็นเพียงผู้มาเยือนเท่านั้น" ผมไม่ปฏิเสธว่าหมีนั้นอันตราย... แต่ขนุน ก็เห็นมนุษย์มาตั้งแต่เด็ก และแม้แต่ชาวแคมป์แก่งกระจาน ก็คุ้นเคยกับขนุนดี... "ทุกคนมาอุทยาน ตั้งแคมป์ นอนกลางดิน กินกลางทราย ก็เพื่อต้องการที่จะถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติไม่ใช่หรือ ? และทุกคนก็พร้อมยอมรับกับความเสี่ยงไม่ใช่หรือ ? " มีหลายเสียงที่บอกผมว่า หมีเป็นสัตว์หวงถิ่น มีอาณาเขตหากินเป็นของตัวเอง การย้ายแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ ถือเป็นอันตรายกับตัวหมีเองมาก อยู่ๆ เอาเขาไปปล่อยในที่ที่เขาไม่คุ้นเคย ก็ไม่ต่างอะไรกับหมีชะตาขาด ไม่น่ารอด เพราะไม่มีแม้แต่การปรับตัวอะไรเลย หรือหากอยู่ๆ ไปปล่อยในที่มีมีเจ้าถิ่น ครองอาณาเขตอยู่แล้ว... อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยเฉพาะแคมป์บ้านกร่างนั้น เป็นโคตรของโคตร Hotspot ที่คุณจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ใหญ่แล้ว... เสือดาวโผล่บ่อยมาก เช้าและเย็น... ยังไม่รวมช้างและกระทิงที่เดินกันให้ควั่กในยามค่ำคืน... ก็กลับไปที่คำถามเดิมอีกละครับ... แล้วเราเข้าไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติเพื่ออะไร ? และจะต้องมีอีกกี่เคส ? ที่เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันกับมนุษย์ที่เข้าไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติ แล้วสัตว์คือผู้รับกรรม อย่างเคสของขนุนนี่ มันคงงงมาก ยังไม่ได้ทำอะไรเลย "กูก็อยู่ของกูดีๆ มาจับกูทำไมเนี่ย ?"... ป่าคือบ้านของสัตว์... ถ้าจะเข้าไปเยี่ยมบ้านเขา... ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในกฏของเขา พร้อมยอมรับความเสี่ยงใช่หรือไม่ ? ผมเสียใจ... กับสิ่งที่เกิดกับขนุนมาก...​ ผมไม่คิด... ว่าคนที่ตัดสินใจออกคำสั่งนี้ จะคิดและไตร่ตรองดีแล้ว... เพราะผมเชื่อว่ามันมีทางออกมากมายหลายออปชั่นที่จะทำให้เค้าอยู่ได้เราอยู่ได้... จริงๆ ไอ้ประโยคเค้าอยู่ได้เราอยู่ได้นี่ไม่จำเป็นต้องมีด้วยซ้ำ เพราะ "อุทยานแห่งชาติ คือบ้านของสัตว์ป่า เป็นพื้นที่ของเขาที่เขาจะได้อยู่อย่างปลอดภัย โดยการปกป้องของมนุษย์" แต่พื้นที่อนุรักษ์สัตว์... แต่กลับเอาความสำคัญของมนุษย์มาก่อนแบบนี้... มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เศร้ามาก และโคตรเศร้า... ลองคิดดูสิครับ อุทยานฯที่แม้แต่ในบ้านของเขา (สัตว์ป่า)เอง... ก็ไม่มีแม้แต่ที่ให้เจ้าของบ้านยืน.... ภาพขนุนภาพนี้... ผมถ่ายได้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนขนุนออกมาหากินหลังครัวในตอนกลางคืน จากที่เฝ้ารออยู่หลายชั่วโมง... และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอกับขนุน... กว่าสิบครั้งหลังสุดที่ไป... ผมไม่ได้เจอกับขนุนอีกเลย... แต่ก็มีคนเจอเรื่อยๆ เพียงแค่ดวงของเรามันไม่ตรงกัน... ผมขอไว้อาลัยให้กับการถูกตัดสินชะตาชีวิตอย่างอยุติธรรมใรครั้งนี้... และอยากให้กรมอุทยานฯ ได้ทบทวนบทบาท และตรึกตรองหน้าที่ของตนเองให้ดี... เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น... และผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น... #ขอให้น้องปลอดภัย #หมีหมาผิดอะไร #ขอความยุติธรรมให้สัตว์ป่า #อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
ฝากด้วยครับ น้ำตกโตนงาช้าง จ.สงขลา ครับ
เราจะอยู่กันอย่างไร เมื่อลิงแสมบนเขาวัง เพชรบุรี ลงมาทำลายบ้านเรือนเราเสียหายจนนับครั้งไม่ ถ้วน ประสบปัญหานี้กันมาร่วม 20ปี... ปีละ หลายๆครั้ง แต่ละครั้ง แต่ละปี เราต้อง เสียค่าซ่อมแซมบ้าน และทรัพย์สินที่เสีย หาย ไปไม่รู้เท่าไร หลายๆครั้งก็กระโดด จนทะลุหลังคาเข้ามาในตัวบ้าน กัดทำร้ายชาวบ้าน นอกจากทรัพย์สินเสียหาย แล้ว ต้องโดนกัดทำร้าย จนบาดเจ็บกันอีก หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูและ และแก้ไขให้ เราบ้างได้ไหม แจ้งไปกี่ครั้ง ก็เงียบหาย ภาพเหล่านี้ เป็นแค่เพียงบางส่วน ของบ้านผมบ้าน เดียวเท่านั้น ถ้ารวมทั้งหมดของชาวบ้านที่ได้รับ ผลกระทบละ...เท่าไร เราจะเอา เงินที่ไหนมาเป็นเงินซ่อมแซมบ้านได้ทุกครั้ง และ จะเอาเวลาที่ไหนมานั่งคอยเฝ้าบ้านคอยระวังลิง ได้ทุกวัน เพราะต้องออกไปทำมาหากิน เดือดร้อนจริงๆ เพราะลิงเขาวัง
เราจะอยู่กันอย่างไร เมื่อลิงแสมบนเขาวัง เพชรบุรี ลงมาทำลายบ้านเรือนเราเสียหายจนนับครั้งไม่ ถ้วน ประสบปัญหานี้กันมาร่วม 20ปี... ปีละ หลายๆครั้ง แต่ละครั้ง แต่ละปี เราต้อง เสียค่าซ่อมแซมบ้าน และทรัพย์สินที่เสีย หาย ไปไม่รู้เท่าไร หลายๆครั้งก็กระโดด จนทะลุหลังคาเข้ามาในตัว บ้าน กัดทำร้ายชาวบ้าน นอกจากทรัพย์สินเสียหาย แล้ว ต้องโดนกัดทำร้าย จนบาดเจ็บกันอีก หย่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูและ และแก้ไขให้ เราบ้างได้ไหม แจ้งไปกี่ครั้ง ก็เงียบหาย ภาพเหล่านี้ เป็นแค่เพียงบางส่วน ของบ้านผมบ้าน เดียวเท่านั้น ถ้ารวมทั้งหมดของชาวบ้านที่ได้รับ ผลกระทบละ...เท่าไร เราจะอยู่กันได้ไหม เราจะอยู่กันอย่าไร เราจะเอา เงินที่ไหนมาเป็นเงินซ่อมแซมบ้านได้ทุกครั้ง และ จะเอาเวลาที่ไหนมานั่งคอยเฝ้าบ้านคอยระวังลิง ได้ทุกวัน เพราะต้องออกไปทำมาหากิน
จัดการด้วยค่า สงสารน้อง