Clicky

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ Office of the National Human Rights Commission of Thailand

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

"สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน"

สายด่วนร้องเรียน 1377

เปิดเหมือนปกติ

กสม. วสันต์ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส กรณีข้อห่วงใยต่อการอดอาหารประท้วงของนักกิจกรรมทางการเมืองเมื่อวันที่ 6 ก...
07/02/2023

กสม. วสันต์ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส กรณีข้อห่วงใยต่อการอดอาหารประท้วงของนักกิจกรรมทางการเมือง

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 20.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์สด รายการตอบโจทย์ ร่วมกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นข้อห่วงใยต่อกรณีการอดอาหารประท้วงของนักกิจกรรมทางการเมือง (นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ นางสาวอรวรรณ ภู่พงษ์ ) และกรณีที่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวนักกิจกรรมการเมือง โดยมี นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 6/2566 วันที่ 6 กุมภาพันธ...
06/02/2023

การประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 6/2566

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 6/2566 ณ ห้องประชุม 704 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบสื่อออนไลน์ (Zoom meeting) โดยมีวาระการประชุม ดังนี้

1. พิจารณาร่างรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 เรื่อง
- สิทธิคนพิการ กรณีกล่าวอ้างว่าสายการบินปฏิบัติต่อคนพิการไม่เหมาะสม อันเป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ
- การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ กรณีกล่าวอ้างว่าศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ไม่รับบริจาคโลหิตจากกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ

2. พิจารณาร่างรายงานผลการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 เรื่อง
- สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีขอให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดดำเนินคดี
- สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและสถานะบุคคล กรณีขอให้ปล่อยตัวบุตรของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยซึ่งถูกกักตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3 พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เห็นควรหยิบยกเป็นคำร้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวน 1 เรื่อง

4. พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เห็นควรไม่รับไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ให้ความช่วยเหลืออื่น จำนวน 4 เรื่อง

5. รับทราบเรื่องร้องเรียนที่เห็นควรรับไว้เป็นคำร้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวน 3 เรื่อง

6. รับทราบเรื่องร้องเรียนที่เห็นควรรับไว้เป็นคำร้อง เพื่อดำเนินการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 เรื่อง

7. รับทราบเรื่องร้องเรียนที่เห็นควรรับไว้ดำเนินการอื่น / ให้ความช่วยเหลืออื่น จำนวน 6 เรื่อง

8. รับทราบรายงานสถานะคำร้องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของ สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักกฎหมาย และสำนักรับเรื่องร้องเรียนและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน. ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2566

9. รับทราบการรายงานข้อเสนอแนะต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ กสม. ได้มีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อยืนยันการบังคับใช้ พร้อมทั้งเสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว

เมื่อพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “เรื่องของผัวเมียอย่ายุ่ง!” ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติหรือความเชื่อผิด...
06/02/2023

เมื่อพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “เรื่องของผัวเมียอย่ายุ่ง!” ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติหรือความเชื่อผิด ๆ ของสังคมที่มีมาช้านาน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนคิดว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวที่ใคร ๆ ก็ไม่ควรไปยุ่ง
.
อย่างไรก็ดี ยังมีเด็ก ผู้หญิง รวมไปถึงผู้สูงอายุจำนวนมากที่ถูกกระทำความรุนแรงในพื้นที่ที่ควรจะมีความปลอดภัยที่สุดอย่าง “บ้าน” ด้วยการกระทำหรือคำพูดของคนใกล้ชิดที่สุดอย่าง “คนในครอบครัว” โดยถูกเพิกเฉยจากเพื่อนบ้าน คนในชุมชน หรือแม้แต่ญาติพี่น้อง เพียงเพราะ “ไม่อยากยุ่ง” ซึ่งทำให้เหยื่อของความรุนแรงไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และบางรายได้รับอันตรายถึงชีวิต
.
ในเดือนเทศกาลวันแห่งความรัก สำนักงาน กสม. ชวนให้ #รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ ว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่คุ้มครองเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว คือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งให้ความคุ้มครองคู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินฉันสามีภรรยา บุพการี ผู้สืบสันดาน บุตรบุญธรรม รวมทั้ง เด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ที่อาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน โดยที่การกระทำโดยเจตนาให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ การบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำให้กระทำ ไม่กระทำ หรือยอมรับการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมิชอบ มีความผิดทางอาญา!
.
ที่สำคัญ กฎหมายยังบัญญัติให้เราทุกคนที่พบเห็นหรือทราบการกระทำความรุนแรงในความครัว รวมไปถึงตัวผู้ถูกกระทำความรุนแรงเอง มี “หน้าที่” ต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้/ขอความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ผู้แจ้งโดยสุจริต มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง
.
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องไม่เพิกเฉย หากเป็นผู้ถูกกระทำหรือพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว โปรดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตรงและทันที เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สายด่วน 191 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300
.
#เรื่องผัวเมียยุ่งได้ #รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ
#สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน
#กสม.

กสม. ศยามล ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในอากาศสะอาดและการจัดการมลภาวะทางอากาศที่เป็นธรรม โดยเลือกจังหวัดเชียงใ...
04/02/2023

กสม. ศยามล ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในอากาศสะอาดและการจัดการมลภาวะทางอากาศที่เป็นธรรม โดยเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง


วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในอากาศสะอาดและการจัดการมลภาวะทางอากาศที่เป็นธรรมร่วมกับคุณวิทยา ครองทรัพย์ จากสภาลมหายใจภาคเหนือ คุณไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณเดโช ไชยทัพ จากสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเครือข่ายนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมบริหาร 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และผ่านระบบออนไลน์ Zoom meeting

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจากปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่ามลพิษทางอากาศ pm 2.5 ที่สูงขึ้น รวมถึงสังคมยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในการบริหารจัดการไฟในแต่ละพื้นที่ การใช้นโยบายของรัฐในการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่ไม่สอดคล้องในทุกบริบทของพื้นที่ จึงมีการประชุมในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในอากาศสะอาดที่เป็นธรรม การผสานองค์ความรู้ทางวิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น บูรณาการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการไฟในแต่ละบริบทของพื้นที่ที่ใช้ไฟและอาจสร้างมลพิษฝุ่นควันต่อสังคม และนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมร่วมกันผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม

ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมมีความเห็นให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสภาลมหายใจภาคเหนือ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินกิจกรรม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกรอบตัวชี้วัด มาตรฐาน และแนวทางการดำเนินงานให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านในแต่ละระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับนโยบาย ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ และนำไปสู่ข้อเสนอแนะ มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในอากาศสะอาดและยกระดับการแก้ไขปัญหาการจัดการมลพิษทางอากาศต่อไป ทั้งนี้โดยเลือกพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องในการขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว

กสม. ศยามล ร่วมสังเกตการณ์การประชุมศึกษาแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบการตัดสินใจการจัดการไฟในที่โล่งด้วยระบบ Fire D ระดับ...
04/02/2023

กสม. ศยามล ร่วมสังเกตการณ์การประชุมศึกษาแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบการตัดสินใจการจัดการไฟในที่โล่งด้วยระบบ Fire D ระดับจังหวัดและท้องถิ่น อันเนื่องจากปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)


เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมสังเกตการณ์การประชุมศึกษาแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบการตัดสินใจการจัดการไฟในที่โล่ง ด้วยระบบ Fire D ระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย คุณปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล กรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช คุณชัชวาล ทองดีเลิศ สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ และคุณเดโช ไชยทัพ สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ ณ ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมดังกล่าวมีการแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ การนำเสนอระบบและขั้นตอนการทำงานของระบบจัดเก็บบันทึกข้อมูลชุมชน ศูนย์วิชาการของจังหวัด Application Fire D บทเรียนและข้อเสนอแนะจากการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจังหวัดเชียงใหม่ สาระสำคัญและแนวทางการถ่ายโอนภารกิจด้านการควบคุมไฟป่า การเตรียมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการบริหารจัดการไฟป่า ทั้งนี้ กสม.จะนำผลจากการประชุมไปพิจารณาออกแบบและพัฒนากิจกรรมเพื่อนำไปสู่การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเรื่องสิทธิในอากาศสะอาด ภายใต้ประเด็นสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมร่วมกับเครือข่ายต่อไป

จากนั้น เวลา 12.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมด้วยผู้เข้าร่วมการประชุมในช่วงเช้า ลงพื้นที่หมู่บ้านเชิงดอย ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแนวทางการพัฒนาระบบจัดการไฟและการจัดการเชื้อเพลิงของชุมชน รวมทั้งได้ร่วมกิจกรรมเรียนรู้การบริหารจัดการไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลดและจัดการเชื้อเพลิงเพื่อนำมาพิจารณาให้ความเห็นยกระดับการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

กสม. สุชาติ เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสันติภาพและสิทธิของมุสลิมต่อสังคมไทย และหารือร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื...
04/02/2023

กสม. สุชาติ เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสันติภาพและสิทธิของมุสลิมต่อสังคมไทย และหารือร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้


เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคาร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง “สันติภาพและสิทธิของมุสลิมต่อสังคมไทยกับการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดของคนในยุคเสรีนิยม” ในกิจกรรมการจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ Frieden Art ซึ่งมีวัตถุประสงค์การเพื่อสร้างค่านิยมในการตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน อันส่งผลให้เกิดการลดความรุนแรงเพื่อวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

จากนั้น เวลา 13.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวรตญา กอบศิริกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) เพื่อหารือแนวทางการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้

รองเลขาธิการ กสม. ร่วมสังเกตการณ์ทำประชาคมหมู่บ้านกรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ...
04/02/2023

รองเลขาธิการ กสม. ร่วมสังเกตการณ์ทำประชาคมหมู่บ้านกรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.30 น. ที่บ้านเฮโก ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล ผู้จัดการงานจดทะเบียนเกิด องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมสังเกตการณ์การทำประชาคมหมู่บ้านกรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติ โดยมีผู้เฒ่าเข้ารับการทำประชาคมเพื่อยืนยันสถานะการเกิดในประเทศไทยจำนวน 7 ราย โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีหนังสือติดตามความคืบหน้าและผลการพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว กสม.ได้จัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาด้านสถานะบุคคลด้วย

กสม. สุภัทรา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางตาก และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตาก   เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เว...
04/02/2023

กสม. สุภัทรา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางตาก และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตาก


เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 น. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงกัลยาณมิตรเรือนจำกลางตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยมี นายสำเริง สวัสดี ผู้บัญชาการเรือนจำตาก และเจ้าหน้าที่เรือนจำให้การต้อนรับ และร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ระเบียบปฏิบัติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง การตรวจสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมทั้งรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้คณะได้เข้าตรวจเยี่ยมสถานที่บางส่วนภายในเรือนจำ ได้แก่ สถานพยาบาล ภายในเป็นที่พักผู้ป่วย โรงครัวประกอบอาหาร ส่วนซักล้าง ซักผ้า ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ส่วนให้การศึกษาอบรม การฝึกมวยไทย รำมวยไทย และส่วนฝึกอาชีพผู้ต้องขังหญิง ที่มีการสอนการถักผ้าลูกไม้โครเชต์ และร้านกาแฟ

จากนั้น เวลา 12.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ เดินทางไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยมี นายพลพสิษฐ์ วงค์อ้ายตนะ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งให้การต้อนรับและร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งรับทราบปัญหา อุปสรรค และภารกิจในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 และพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559

อนึ่ง ข้อมูลทั้งหมดจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ กสม.จะนำไปวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงสถานที่ควบคุมตัว กฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งใดๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน และสร้างความตระหนัก ความรับรู้ ความเข้าใจ ในหลักการสิทธิมนุษยชนให้แก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐ

กสม.ปรีดา ประสานความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้หนีภัยการสู้รบวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 น....
03/02/2023

กสม.ปรีดา ประสานความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้หนีภัยการสู้รบ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 9.00 น. นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาลี สิทธิเกรียงไกร นายภาณุภัทร จิตเที่ยง พยานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่เข้าพบประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดตาก และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก ณ สำนักงานหอการค้าจังหวัดตาก (สำนักงานแม่สอด) เพื่อหารือในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับปรุงมาตรการทางนโยบายที่อาจนำไปสู่การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวต่อไป

กสม. ร่วมประชุมถอดบทเรียนแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล และสังเกตการณ์การเก็บสารพันธุกรรมราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย   เมื่อวันท...
03/02/2023

กสม. ร่วมประชุมถอดบทเรียนแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล และสังเกตการณ์การเก็บสารพันธุกรรมราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย


เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล ผู้จัดการงานจดทะเบียนเกิด องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาสถานะบุคคล และช่วยเหลือกลุ่มพระสงฆ์สามเณรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งร่วมสังเกตการณ์การตรวจเก็บสารพันธุกรรมราษฎรในพื้นจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ ได้มีกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนด้วย

กสม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมห้องกักตรวจคนเข้าเมือง และศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัย ในจังหวัดตาก    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เวล...
03/02/2023

กสม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมห้องกักตรวจคนเข้าเมือง และศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัย ในจังหวัดตาก


เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 8.30 น. นางปรีดา คงแป้น นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางรัตติกุล จันทร์สุริยา นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงกัลยาณมิตร ห้องกักตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยมี พันตำรวจเอกบวรภพ สุนทรเรขา ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 13.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะเดินทางไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อประชุมและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับผู้แทนกระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการบริหารจัดการ สภาพปัญหา และข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่พักพิงฯ ทั้งนี้ คณะได้เข้าตรวจเยี่ยมบางส่วนของพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียน สถานพยาบาล และแปลงเกษตร

อนึ่ง การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมครั้งนี้เป็นไปตามโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวและสถานที่พักพิง เพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิ และการปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชน โดยข้อมูลทั้งหมดที่ได้ กสม. จะรวบรวม วิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อเสนอแนะในการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายกรณีผู้หนีภัยสู้รบดังกล่าวให้สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป

คณะผู้แทนองค์กร Human Rights Watch เข้าพบ กสม. หารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดําเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบันเ...
03/02/2023

คณะผู้แทนองค์กร Human Rights Watch เข้าพบ กสม. หารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดําเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 13.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการ กสม. และนางหรรษา บุญรัตน์ รองเลขาธิการ กสม. ประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ประกอบด้วย นางสาวเอแลน เพียร์สัน (Elaine Pearson) ผู้อํานวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ นายฟิล โรเบิร์ตสัน (Phil Robertson) รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำภาคพื้นเอเชีย และนางสาวแมนนี หม่อง (Manny Maung) นักวิจัย เพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดําเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบัน ณ ห้องประชุมประธาน กสม. สำนักงาน กสม.

ในการนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายและกำลังมีความท้าทายในปัจจุบัน อาทิ ประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงผลกำไร ประเด็นสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี 2565 (World Report 2022) ขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์

กสม. ปิติกาญจน์ ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่จ...
02/02/2023

กสม. ปิติกาญจน์ ประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่


เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล ผู้จัดการงานจดทะเบียนเกิด องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อหารือแนวทางการพิจารณาคืนสถานะบุคคลให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการถูกจำหน่ายรายการออกจากทะเบียนราษฎรในพื้นอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และกรณีช่วยเหลือกลุ่มพระสงฆ์และสามเณร กลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ ที่ประชุมได้หารือทบทวนบันทึกความร่วมมือ เรื่อง แก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิต่อการจำหน่ายรายการบุคคลออกจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร และการระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการณ์ร่วมกันระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว กสม. ได้จัดกิจกรรมคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาด้านสถานะบุคคล จำนวน 74 เรื่อง ซึ่งจะได้นำเสนอ กสม. เพื่อพิจารณาประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป

กสม. เผยกรณีกองทัพอากาศประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ โดยให้มีการตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นการละเมิดสิทธิฯ ...
02/02/2023

กสม. เผยกรณีกองทัพอากาศประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ โดยให้มีการตรวจหาเชื้อเอชไอวี เป็นการละเมิดสิทธิฯ

นายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ระบุว่า กองทัพอากาศประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการทหารประจำปี 2564 โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้สมัครยินยอมให้คณะกรรมการตรวจร่างกายทางการแพทย์ กรมแพทย์ทหารอากาศ ตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วย นอกจากนี้ ยังมีกฎระบุให้ภาวะกะเทย (Hermaphrodism) เป็นโรคซึ่งไม่สามารถเข้ารับราชการเป็นผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นของกองทัพฯ ได้ เป็นการระบุเงื่อนไขที่เป็นการกีดกันโอกาสในการทำงานของประชาชน จึงขอให้ตรวจสอบและให้ยกเลิกเงื่อนไขทั้งสองกรณีดังกล่าวออกจากประกาศการรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการทหารในอนาคต

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 บัญญัติรับรองให้บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ สภาพทางกายหรือสุขภาพ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 2 ที่ระบุหลักการไม่เลือกปฏิบัติดังกล่าวไว้ โดยที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Commission on Human Rights) ได้มีข้อมติยืนยันว่า บทบัญญัติเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ ตีความหมายรวมถึงสถานภาพทางสาธารณสุขซึ่งรวมทั้งเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ซึ่งหมายความว่า รัฐไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อและผู้ได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ขณะที่คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้มีความเห็นทั่วไปหมายเลขที่ 18: สิทธิในการทำงาน ระบุว่าการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุทางสุขภาพต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ถือเป็นการจำกัดการเข้าถึงสิทธิในการทำงาน นอกจากนี้ นโยบายการตรวจเลือดก่อนรับเข้าทำงานยังขัดต่อแนวปฏิบัติเรื่องโรคเอดส์ในโลกแห่งการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ข้อ 8.1 ที่ระบุว่าไม่ควรมีการตรวจหาเชื้อเอดส์ในกระบวนการสรรหาบุคคลหรือในการต่ออายุการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจก่อนจ้างงานหรือการตรวจร่างกายตามปกติของลูกจ้างก็ไม่ควรมีข้อบังคับให้ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

การที่กองทัพอากาศได้กำหนดเงื่อนไขในประกาศรับสมัครสอบประจำปี 2564 จำนวน 3 ฉบับ ให้มีการตรวจร่างกายซึ่งรวมถึงตรวจหาเชื้อเอชไอวี แม้ว่าโรคเอดส์หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือการติดเชื้อเอชไอวี จะไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นโรคหรือสภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 โดยให้เหตุผลว่า การเป็นทหารอาชีพ ต้องฝึกทั้งด้านวิชาการ และภาคสนาม หากผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีได้รับบาดเจ็บอาจทำให้ผู้อื่นมีความเสี่ยงติดเชื้อไปด้วย ประกอบกับเห็นว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจมีข้อจำกัดด้านสมรรถภาพทางร่างกายที่ไม่เหมาะกับการปฏิบัติงาน นั้น กสม. เห็นว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องมีอาการของโรคเอดส์ และปัจจุบันสามารถรักษาด้วยยาต้านไวรัส ซึ่ง หากผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาและได้รับยาตามปกติก็มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีอายุขัยยืนยาวเช่นเดียวกับคนทั่วไป อีกทั้งการติดเชื้อเอชไอวีจากบุคคลอื่นมีได้สามทางหลัก ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากการป้องกันซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด การติดต่อทางเลือดซึ่งมีส่วนน้อยจะติดเชื้อจากการที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เป็นบาดแผลแล้วไปสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อโดยตรง และการติดต่อจากมารดาสู่ทารกเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตำแหน่งที่กองทัพอากาศรับสมัครตามประกาศ เช่น ช่างซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่สารวัตร นายทหารแผนและพัฒนางานวิจัย นายทหารการศึกษา นายทหารโสตทัศนูปกรณ์ ฯลฯ เห็นว่า มิได้มีหน้าที่หลักในการรบหรือปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่จะทำให้มีความจำเป็นต้องรับสมัครบุคคลที่มีสมรรถภาพทางร่างกายสมบูรณ์ที่สุด ทั้งพบว่าปัจจุบันมีข้าราชการทหารที่ติดเชื้อเอชไอวีภายหลังเข้ารับราชการแล้วยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบุคลากรดังกล่าวมีสมรรถภาพในการปฏิบัติงานเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ การที่กองทัพอากาศกำหนดเงื่อนไขในประกาศรับสมัครสอบตามคำร้องให้มีการตรวจร่างกายซึ่งรวมถึงตรวจหาเชื้อเอชไอวีจึงถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งสุขภาพ อันไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกรณีการกำหนดให้ภาวะกะเทยเป็นโรคซึ่งไม่สามารถเข้ารับราชการทหารตามประกาศรับสมัครนั้น หากพิจารณาจากข้อมูลโดยรวมสรุปได้ว่าภาวะกะเทยในทางการแพทย์หมายถึงภาวะเพศกำกวม ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีอวัยวะเพศสองเพศ แต่ภาวะดังกล่าวไม่สามารถทราบได้จากการมองลักษณะทางกายภาพต้องอาศัยการพิจารณาทางการแพทย์หลายด้าน อีกทั้งยังไม่ปรากฏข้อมูลจากหน่วยงานอื่นที่ระบุให้เห็นว่าบุคคลที่มีภาวะกะเทยหรือภาวะเพศกำกวมมีสมรรถภาพหรือความรู้ความสามารถด้อยกว่าบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ดี การกำหนดให้ภาวะกะเทยเป็นโรคซึ่งไม่สามารถเข้ารับราชการทหารเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 โดยกฎหมายดังกล่าวมิได้ให้อำนาจกองทัพอากาศในการกำหนดหรือยกเลิกโรคที่ไม่สามารถเข้ารับราชการเองได้ กรณีนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ากองทัพอากาศปฏิบัติหรือละเลยการปฏิบัติอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี เห็นว่าการกำหนดให้ภาวะกะเทยเป็นโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ถือเป็นการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล และเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ อันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล จึงถือเป็นข้อกำหนดที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะต่อกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้

กรณีการกำหนดให้ภาวะกะเทยเป็นโรคซึ่งไม่สามารถเข้ารับราชการทหาร ให้กระทรวงกลาโหมยกเลิกคำว่าภาวะกะเทยในข้อ 2 โรคหรือสภาพร่างกายหรือสภาพจิตใจ ซึ่งไม่สามารถจะรับราชการทหารตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 74 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้

กรณีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้กองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหมแจ้งหน่วยงานในสังกัดยกเลิกเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในการรับสมัครบุคคลเข้ารับราชการตามตำแหน่งที่ปรากฏในประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการทหารทั้ง 3 ฉบับ ตามคำร้องนี้ รวมทั้งให้กระทรวงกลาโหมแจ้งประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในสังกัดมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเชื้อเอชไอวีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้งกรณีการเข้ารับการรักษาและรับยาต้านเชื้อเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ

ที่อยู่

120 หมู่ 3
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+6621413800

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

กสม.ปรีดา ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย

เมื่อวันที่ 22 - 23 ธันวาคม 2564 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพยานผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย ในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็น ดังนี้
1) สิทธิชุมชน กรณีการใช้และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

2) สิทธิในกระบวนการยุติธรรม อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย กรณีการจับกุมและควบคุมตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564

3) สิทธิและสถานะบุคคล กรณีการกำหนดสถานะบุคคลของกลุ่มคนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทย

4) สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ อาทิ การประกอบอาชีพและการมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การขาดแคลนอาหารและภาวะทุพโภชนาการ สภาวะเจ็บป่วยและการเข้าถึงการได้รับบริการสาธารณสุข เป็นต้น

ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ มาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
กสม. สุชาติ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตรวจสอบคำร้องกรณีการบังคับตรวจดีเอ็นเอ-รับฟังข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 08.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์​สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชน​แห่ง​ชาติ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษา​ประจำ กสม. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมและรับฟังข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​ตามเรื่องร้องเรียนคำร้องที่ 137/2564 และคำร้องที่ 157/2564 กรณีการตรวจดีเอ็นเอประชาชนที่สถาบันปอเนาะมะอูฮัดซูบูลูซซาลาม อ.สายบุรี จ. ปัตตานี ณ ศูนย์ศึกษา​และประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​คณะรัฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สงขลานครินทร์​ จ. ปัตตานี​

ต่อมาเวลา 10.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกับคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษย​ชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​จังหวัดชายแดนภาคใต้ (คสม. จชต.) ณ ห้องศูนย์ศึกษาตุรกี มอ.ปัตตานี

จากนั้น เวลา 13.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พบตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการต่อสู้คัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” โดย กสม. สุชาติ ได้ชี้แจงให้เครือข่ายฯ ทราบว่า กสม. ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้มีมติในการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 52/2564 (27) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 หยิบยกและรับเรื่องร้องเรียนข้างต้นไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว รวมทั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ได้มีหนังสือไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการดังกล่าวด้วย
กสม.พบผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เรื่อง สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน กรณีกล่าวอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) อาจทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎร

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าพบนายสมชาย เลขาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เพื่อตรวจสอบการทับซ้อนที่ดินระหว่างป่าสงวนแห่งชาติกุดจับกับที่ราชพัสดุ และแปลงที่ดินทำกินของราษฎร ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
(ENGLISH BELOW)

(กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2564)
กสม.แถลงผลการตรวจสอบกรณีการชุมนุมปีนี้ ระบุมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายกรณี เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางกลุ่มใช้สิ่งเทียมอาวุธ เสนอรัฐเยียวยาผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ


วันที่ 24 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประจำปี 2564 กรณีการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 ซึ่ง กสม. มีมติในคราวการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 53/2564 (28) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

ตามที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนอันเกี่ยวเนื่องกับกรณีการชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 หลายคำร้อง ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 16 และ 18 กรกฎาคม 2564 รวมทั้งเมื่อวันที่ 1 และ 7 สิงหาคม 2564 อาจมีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้ตรวจสอบและตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ โดยได้รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งจากกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (เจ้าหน้าที่ คฝ.) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ผู้พักอาศัยบริเวณรอบพื้นที่การชุมนุม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง และการคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานการณ์การชุมนุม ร่วมกับตัวแทนผู้ชุมนุม หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านสันติวิธี และนักจิตวิทยาเด็ก นอกจากนี้ยังได้เฝ้าระวังสถานการณ์และลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนลงพื้นที่ไปติดตามการจับกุมผู้ถูกจับกุมเพื่อตรวจสอบและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย

จากการตรวจสอบ พบว่า การชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 เป็นการรวมตัวของประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักกิจกรรมทางการเมือง เพื่อแสดงความเห็นและมีข้อเรียกร้องปฏิรูปทางการเมืองควบคู่กับข้อเรียกร้องต่อมาตรการของรัฐบาลในการบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยมีรูปแบบการชุมนุม
ที่สำคัญ 3 รูปแบบ คือ (1) การชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ (2) การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ (Car Mob) และ “ไบก์ม็อบ” (Bike Mob) และ (3) การชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนการชุมนุมอย่างชัดเจน โดยการตรวจสอบมีประเด็นที่ กสม. ได้พิจารณาและมีความเห็น ดังนี้

1. การใช้อำนาจรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พิจารณาว่ามีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พบว่า การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548) เพื่อจัดการและควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล มีแนวโน้มเป็นการห้ามการชุมนุมแบบเหมารวมและห้ามชุมนุมโดยเด็ดขาด และไม่ได้สัดส่วนระหว่างเสรีภาพในการชุมนุม กับความปลอดภัยสาธารณะ (การป้องกันภัยทางสาธารณสุข) นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้ที่มาชุมนุมและดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 และกฎหมายอื่น ซึ่งถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม จึงมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม

ส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พบว่า หลายกรณี เจ้าหน้าที่ คฝ. ได้ใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนด้วยวิธีการไม่เหมาะสม เช่น ใช้กระบองในลักษณะที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง ยิงกระสุนยางในแนวสูงระดับศีรษะ หรือ ยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปตกในที่พักอาศัยของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามแผนการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ขณะที่การใช้กำลังจับกุมผู้ชุมนุมนั้น หลายกรณีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้กระสุนยางยิงสกัดการหลบหนี การขับรถยนต์ตัดหน้าเฉี่ยวชนหรือถีบรถจักรยานยนต์จนล้มลง ซึ่ง กสม. เห็นว่า แม้ผู้ที่ถูกจับกุมจะมีการใช้ความรุนแรงในการแสดงออกร่วมอยู่ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้วิธีการรุนแรงโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะการเข้าจับกุมเด็กและเยาวชน จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับกุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับการดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พบว่า มีการใช้เครื่องพันธนาการในการจับกุมเด็กและเยาวชน ซึ่งขณะที่ถูกจับกุมในบางกรณีเยาวชนไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือต่อสู้ขัดขวาง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใส่สายรัดข้อมือ (Cable Tie) เป็นเครื่องพันธนาการ และยังปรากฏกรณีเยาวชนถูกควบคุมตัวร่วมกับผู้ต้องหาผู้ใหญ่โดยไม่มีการแยกให้อยู่ในสถานที่พิเศษเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ถูกจับกุมถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจซึ่งไม่ใช่ที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับหรือที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เช่น ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี (ตชด. ภาค 1) ส่งผลให้ทนายความไม่สามารถเข้าพบผู้ต้องหาเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ในทันที ขณะที่การดำเนินคดีบางกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับกุม หรือไม่ยินยอมให้ติดต่อญาติ ซึ่งไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในประเด็นการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีทั้งกลุ่มผู้ถูกจับและควบคุมตัวที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันและมีประกัน และมีกรณีที่ศาลไม่ให้ประกันตัวด้วยเหตุผลพฤติการณ์ในการกระทำความผิดครั้งหลังผิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว หรืออาจมีการกระทำผิดซ้ำ กสม. เห็นว่า กรณีนี้แม้จะเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของศาล แต่การพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวควรยึดหลักที่ว่าทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวนั้นต้องเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อาญา. เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด และสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี

2. ความเห็นต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน แม้การชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2564 จะอยู่ในช่วงเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ” (Car Mob) และไบก์ม็อบ (Bike Mob) ซึ่งเป็นการขับขี่ยานพาหนะไปตามเส้นทางต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อีกทั้งไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมในลักษณะที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่น ส่วนกรณีที่มีเหตุใช้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมยุติหรือเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นจากมวลชนที่ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการชุมนุม เช่นเดียวกับการชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองและไม่มีจุดประสงค์ในการใช้ความรุนแรง การชุมนุมทั้งสองรูปแบบนี้จึงถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี รูปแบบการชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนอย่างชัดเจนโดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้สิ่งเทียมอาวุธตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักความเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน

3. ความเห็นต่อผลกระทบและการเยียวยาความเสียหายจากสถานการณ์การชุมนุม เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นการเฉพาะ แม้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จะกำหนดให้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกฎหมายหรือระเบียบ เงื่อนไขและวิธีการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในประเด็นนี้

4. ความเห็นต่อกรณีการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์การชุมนุม พบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีการแยกแยะกลุ่มเด็กออกจากกลุ่มผู้ใหญ่ในการชุมนุม รวมทั้งไม่ปฏิบัติต่อเด็กด้วยวิธีการที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ทั้งในเรื่องการใช้กำลังในการควบคุมดูแลการชุมนุม และปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง กสม.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของเด็กในสถานการณ์การชุมนุม (กรณีสามเหลี่ยมดินแดง) ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ซึ่งหน่วยงานเห็นชอบต่อข้อเสนอแนะของ กสม.

จากผลการตรวจสอบและความเห็นข้างต้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ดังนี้

ในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องงดเว้นการใช้ลวดหีบเพลงแถบหนามเป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชน ปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คฝ. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและหลักสากล รวมทั้งต้องจัดให้ผู้ถูกจับกุมทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมีตามกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนหลีกเลี่ยงการกระทำ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของผู้ถูกจับกุมในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้คณะรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เป็นไปเพื่อป้องกันภัยร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่อาจนำไปใช้ในการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป และควรมอบหมายกระทรวงยุติธรรมเร่งรัดการจัดทำกฎหมายหรือระเบียบกลางในการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณีรวมทั้งกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองโดยเร็ว ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรกำหนดแนวทางปฏิบัติให้การควบคุมการชุมนุมกระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ โดยการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมต้องให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหาอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการตั้งข้อหาที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศาลยุติธรรมพิจารณากำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว ให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้การรับรองและคุ้มครอง และควรพิจารณามาตรการอื่นแทนการคุมขังด้วย

พร้อมกันนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะต่อการจัดการชุมนุม ซึ่งต้องเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและความปลอดภัยของบุคคลอื่น รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุม ต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากอันตรายในการชุมนุม และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และเหตุอื่น โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน รวมทั้งควรมีช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้จัดการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปตามหลักสากล

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
24 ธันวาคม 2564

.

(NHRCT Weekly Press Conference, No. 13/2564)


The NHRCT reports the investigation of human rights violations during political demonstrations: the disproportional acts by police officers and the use of artificial weapons by some protesters found. The NHRCT issues recommendations for the government to provide remedies to affected protesters, people and police officers.

On 24 December 2021, the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) led by Mr. Wasan Paileeklee and Assistant Professor Suchart Setthamalinee, National Human Rights Commissioners, together with Mr. Pittaya Jinawat and Mr. Boonkua Somnuk, Advisors to the NHRCT, released the report on the investigation of human rights violations for the year 2021 in the case of political demonstrations during July-September 2021. The report was adopted at the NHRCT meeting on human rights protection and standards No. 53/2021 (28) on 20 December 2021. The details can be summarized as follows:

The NHRCT received a number of complaints related to political demonstrations during July-September 2021, and the NHRCT viewed that certain incidents should be raised to investigate whether there are acts or omissions of human rights violation during the demonstrations on 16 and 18 July, and on 1 and 7 August 2021. Therefore, the Working Group was appointed to investigate cases of human rights violations during the period. In producing the report, the Working Group collected information from all parties, namely protesters, crowd control police officers, relevant government agencies, media, residents around the demonstration areas and affected people. Brainstorming sessions were also organized to seek possible conflict solutions, including the protection of children's rights in demonstrations. Representatives of protesters, government agencies, civil society organizations, scholars on peace studies and child psychologists attended the discussion. In addition, Commissioners and staff members visited protesting areas to observe and monitor the situations, visited protesters who were arrested and coordinated the protection of their human rights.

From the investigation, the NHRCT finds that people who joined political demonstrations during July-September 2021 were mostly school and university students, and political activists who expressed their opinions demanding political reform and called for effective government’s measures to manage the situation of COVID-19 pandemic. The demonstrations were organized in three main forms, which were: (1) protest marches and flash mobs (2) demonstrations in form of "Car Mob" and "Bike Mob" and (3) demonstrations without clear leaders. The investigation of human rights violations focused on the following issues:

1. The use of State power to control and manage the demonstrations The NHRCT considers whether there are acts or omissions that violate human rights or not, and the investigation finds that the enforcement of the Emergency Decree on Public Administration, B.E. 2548 (2005) was used to manage and control the demonstrations by the government, resulting in most prohibition of all forms of demonstrations. The restriction of freedom of assembly is not proportionate to the reason for public health safety. In addition, the arrest and prosecution of protesters for the offenses under the 2005 Emergency Decree and other laws is considered to create fear among people to exercise freedom of assembly in such circumstance. Therefore, it is regarded the act of human rights violation against protesters.

As for the use of force by police officers to manage and control demonstrations, the investigation finds that, in several cases, crowd control police officers used tools with inappropriate methods. For example, batons were used to cause serious injury; rubber bullets were shot at head-height level; tear gas were fired into people's houses. These acts are inconsistent with “the guiding practices for police officers in using crowd control tools under the public assembly supervision plan” according to the Cabinet Resolution on 25 August 2015, and also the United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement. It is also found that the use of force to arrest protesters caused injuries in the course of action since several dangerous tactics were used. For example, rubber bullets were shot to block the escape; cars cut in front of them caused collision; and motorcyclists were shoved away and collapsed. Although there were not peaceful incidents, the NHRCT considers that it is unreasonable for the authorities to resort to violent means without due consideration of harmful consequences, especially when applied to children and youth. Such operation is improper, disproportionate and thus regarded the act of human rights violation.

Concerning the administration of justice, the method used to restrain and arrest children and youth is also inappropriate. In some cases, there was no indication of fleeing or fighting but police officers still used cable tie restraints. The NHRCT also found cases of youth being detained together with adult suspects without separating them to specific places. The arrested persons were taken to police stations that were not the office of the local investigators or investigating officers in charge, such as the Border Patrol Police Region 1 in Pathum Thani Province. As a result, lawyers were unable to immediately meet the accused persons to provide legal assistance. In the litigation of some cases, police officers did not inform the accused persons of their rights or did not allow them to contact relatives which was not in accordance with the legal procedures.

On the issue of temporary release, this included both arrested persons and detainees who were released temporarily without bail and with bail. There were cases where the court did not grant bail for the circumstances of the latter's offense of breaking the conditions of temporary release or there may be repeat offences. The NHRCT considered that in this case, even it was the exercise of discretion under the jurisdiction of the court but the consideration of provisional release should be based on the principle that everyone should be allowed to temporary release. The provisional suspension of release should be applied in cases where there are reasonable grounds as stipulated only in the Criminal Procedure Code in order to be consistent with the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) which guarantees the right of accused person or defendant to be presumed innocent until final judgment is made, and safeguards the right to be temporarily released pending trial.

2. Consideration of the exercise of right and freedom of assembly of the people Although political demonstrations in July-September 2021 occurred during the enforcement of the 2005 Emergency Decree to prevent and control the spread of COVID-19, the assembly in form of activities such as “Car Mob” and “Bike Mob”, driving vehicles along different routes, proved its aim to prevent the spread of the disease and there was no violence manner harming life, body and property of other people. As for the violence, it occurred after the end of assembly, or was caused by the mass who did not conform with the assembly rules. As for march protests and flash mobs, they were generally genuine political demonstrations with no violent purpose. These two forms of assembly are thus considered a constitutional exercise of the right and freedom to peaceful assembly and without arms. However, in the assemblies without clear collective or individual leadership, the use of imitation weapons in retaliation to the police by demonstrators are regarded violent, thus not peaceful assembly. Therefore, officials can use legal enforcement measures, but it needs to meet the requirement of the principles of necessity and proportionality, especially the treatment of children and youth.

3. Consideration of the impacts and remedies for damage from the protest situation At present, there is still no specific law or regulation to support those affected by political violence or conflicts. Despite the Council of Ministers’ resolutions on July 5, 2016 and June 13, 2017 assigning the Ministry of Finance, together with related agencies, to draft a law or regulation related to State’s assistance and remedies to cover all harms, the operation has yet to complete without imminent progress. Therefore, the NHRCT recommends to complete the amendment of such law soon.

4. Consideration of the case of child protection in the protest situation It finds that government officials did not distinguish groups of children from adults in the assemblies. They were treated indiscriminately, both in the use of force to control protests and in the judicial process. The NHRCT, therefore, has recommendations to protect the rights and safety of children in protest situations (in the case of the Din Daeng Triangle) to the Royal Thai Police, the Ministry of Justice and the Ministry of Social Development and Human Security in September 2021, which all agencies agreed with.

Based on the results of the investigation and the above consideration, the NHRCT, therefore, proposes recommendations to the Council of Ministers and relevant agencies relating to the prevention and the redress of the situations of human rights violation, including the promotion and safeguards of human rights which can be summarized as follows:

Regarding the prevention and the redress of the situations of human rights violation, the Royal Thai Police has to refrain from using barbed accordion wire for the purpose of crowd control, to improve the procedures and operation of crowd control officers to comply with legal and international standards, to ensure that all arrested persons will enjoy and can access their rights in the judicial process, and to avoid the acts that impede the right of the arrested to obtain legal assistance.

Regarding the promotion and safeguards of human rights, the Council of Ministers has to avoid declaring a state of emergency to keep the assembly in order. The purpose of the 2005 Emergency Decree is to prevent serious threats of national security, and it must not be used in general political gatherings. The Council of Ministers should also assign the Ministry of Justice to expedite the preparation of law or regulation to help and remedy all effected harms to the public, including in the situation of political assembly. Meanwhile, the Royal Thai Police should establish guidelines for the management of public assemblies by uniformed police officers. In the arrest and prosecution of the demonstrators, the Royal Thai Police has to strictly respect the rights of the arrested and the accused and to avoid charges that impose an unreasonable burden on rights and liberties bearers. The NHRCT has also proposed to the Court of Justice to determine the guidelines for the exercise of discretion on provisional release in accordance with the principles recognized and protected by the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights, and other measures in lieu of detention should be considered.

At the same time, the NHRCT has recommendations on the organizing of assemblies which has to be peaceful and free from weapons and imitation weapons. The organizers or demonstrators must consider the rights and safety of other people, and be responsible to participants in the assembly. The organizers of the assembly have to assess the risks in the assembly and the COVID-19 pandemic as well as other causes, especially the safe areas for children and youth. Lastly, the communication channel between the organizers and government officials should be provided. The assemblies will then be in accordance with international standards.

Office of the National Human Right Commission of Thailand
24 December 2021
x

Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)

กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism Homestaystandardthailand วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้อง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรื สำนักตรวจราชการ กรมการพัฒนา TFO Thailand Film Office กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบ Thailand Digital Outlook GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอว Internship/Cooperative Education - NCSA Bangkok Immigration-กองบังคับการตรวจคนเข สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยาก