DDPM ๑ ทศวรรษ ปภ. จากป้องกันภัยเชิงรุก..สู่จัดการภัยพิบัติยั่งยืน

เปิดเหมือนปกติ

เพจนี้จะทำการปิดถาวรนะคับรบกวนผู้ติดตามทุกคนเข้าไปติดตามที่เพจหลักลิงค์นี้นะครับhttps://www.facebook.com/DDPMNews/
21/10/2020

เพจนี้จะทำการปิดถาวรนะคับ
รบกวนผู้ติดตามทุกคนเข้าไปติดตามที่เพจหลักลิงค์นี้นะครับ
https://www.facebook.com/DDPMNews/

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
14/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตาม ตรวจสอบชุดข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของกรมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งนำข้อมูลขนาดใหญ่
มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการตัดสินใจให้สอดคล้องกับนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงมหาดไทย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
14/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการปฏิบัติงานป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ ห้องประชุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อมอบนโยบาย และข้อสั่งการ การปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมี นายชัยณรงค์ วาสนะสมสิทธิ์ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมสัมมนาฯ

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
14/10/2020

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

รายงานแจ้งข่าวแจ้งเตือนสาธารณภัยประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2563

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
12/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

📢 กอปภ.ก. ประสาน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันจากอิทธิพลพายุโซนร้อน ในวันที่ 14 – 16 ตค.63

17.50 น. กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในช่วงวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2563 โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาพอากาศ ปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ และปริมาณฝนสะสมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน (ระดับ 3) และมีแนวโน้มเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าสู่ตอนบนของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 7 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2563 ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร และนครพนม รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำลำคลอง และที่ลาดเชิงเขา ที่อาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที ตลอดจนประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างการรับรู้และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ภัยและแนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยผ่านทุกช่องทาง ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน หอเตือนภัย และหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน
📍 ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น
📍 ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าว /ภาพ : กองเผยแพร่ฯ ปภ.
12 ต.ค.63 เวลา 17.50 น.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
12/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ปภ.รายงานเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย ในพื้นที่ 11 จังหวัด
เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยครอบคลุมทุกพื้นที่

12 ต.ค. 63 เวลา 08.50 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย ในพื้นที่ 11 จังหวัด 35 อำเภอ 81 ตำบล 262 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,309 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากอิทธิพลพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2563 – ปัจจุบัน (12 ตุลาคม 2563 เวลา 06.00 น.) มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย 11 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง และชัยนาท รวม 35 อำเภอ 81 ตำบล 262 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,309 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

แยกเป็น พื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก 10 จังหวัด รวม 31 อำเภอ 74 ตำบล 247 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,292 ครัวเรือน ได้แก่

นครราชสีมา น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปากช่อง อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย อำเภอโนนสูง อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง อำเภอทะเมนชัย อำเภอพิมาย อำเภอจักราช และอำเภอวังน้ำเขียว รวม 24 ตำบล 64 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 444 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ 1,950 ไร่ ปัจจุบันยังมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอปักธงชัย และอำเภอเมืองนครราชสีมา

สระแก้ว น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอคลองหาด รวม 7 ตำบล 34 หมู่บ้าน บ้านประชาชนได้รับผลกระทบ 250 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

ฉะเชิงเทรา เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอแปลงยาว รวม 2 ตำบล 4 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 32 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว

จันทบุรี เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอเขาคิชฌกูฎ รวม 9 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 22 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว

กาญจนบุรี เกิดฝนตกหนักน้ำไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย และอำเภอท่ามะกา รวม 4 ตำบล 12 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 291 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

ราชบุรี น้ำไหลหลากในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง อำเภอปากท่อ และอำเภอบ้านคา รวม 11 ตำบล 78 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 982 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

เพชรบุรี น้ำไหลหลากในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชะอำ อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน และอำเภอท่ายาง รวม 10 ตำบล 24 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 238 ครัวเรือน ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว แต่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรี ตลอด 24 ช.ม.

ประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากในพื้นที่อำเภอหัวหิน รวม 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย

ส่วน ชลบุรี และระยอง สถานการณ์คลี่คลายแล้ว

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยมี 2 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท และกาญจนบุรี รวม 4 อำเภอ 7 ตำบล 15 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 17 หลัง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนเรือท้องแบน พร้อมเครื่องยนต์ รถบรรทุกติดตั้งเครน รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยไปยังจุดอพยพ อีกทั้งแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อการดำรงชีพ และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้างหรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ข่าว : กองเผยแพร่ฯ ปภ.
วันที่12 ต.ค.63 เวลา 9.05 น.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
12/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

📣📣 กอปภ.ก. ประสาน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันจากอิทธิพลพายุ “หลิ่นฟา” ในวันที่ 11 – 12 ต.ค.63

11 ต.ค. 63 เวลา 15.10 น. กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2563 โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย และมีปริมาณฝนสะสม พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนสะสมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุโซนร้อน “หลิ่นฟา” ซึ่งเป็นพายุระดับ 3 ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวางงาย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามแล้ว โดยกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ทำให้ด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้น มีฝนตกหนักบางพื้นที่ และมีลมแรง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 9 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2563 ได้แก่ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะจังหวัดที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย และมีปริมาณฝนสะสม รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำ และที่ลาดเชิงเขา ที่อาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที ตลอดจนประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการรับรู้และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ภัยและแนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยผ่านทุกช่องทาง

📍📍 ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าว/ภาพ :กองเผยแพร่ฯ ปภ.
วันที่ 11 ต.ค.63 เวลา 15.20 น.

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
10/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ปภ.รุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย อ.ปากช่อง ระดับน้ำเริ่มลด

ปภ.เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลเมืองปากช่อง จำนวน 200 ครัวเรือน โดยศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา สนับสนุนเรือท้องแบน 5 ลำ รถขนย้ายผู้ประสบภัย 1 คัน ไปยังจุดอพยพ 5 จุด พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
📌 สถานการณ์น้ำในพื้นที่ต้นน้ำบ้านท่ามะปรางค์ ต.หมูสี ลดลงจากตลิ่ง 0.93 เมตร
📌 มวลน้ำก้อนแรกไหลถึงบ้านท่างอย ต.จันทึก และจะไหลสู่เขื่อนลำตะคองต่อไป
📌 เขตเทศบาลเมืองปากช่องระดับน้ำเริ่มลดลง

Cr. ปภ.นครราชสีมา สาขาปากช่อง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
07/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

กอปภ.ก. ประสาน 34 จังหวัด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน
น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรงในช่วงวันที่ 7 – 9 ต.ค. 63

7 ต.ค. 63 เวลา 9.00 น. กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน
34 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง
ในช่วงวันที่ 7 – 9 ต.ค. 63 โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.)
โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ระบุว่า จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาและพิจารณา
ปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบหย่อมความกดออากาศต่ำกำลังแรง
บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางมีแนวโน้มทวีกำลังเป็นพายุดีเปรสชั่น
คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามตอนใต้
และจะเคลื่อนเข้าสู่บริเวณอ่าวไทยตอนบนในวันที่ 8 ตุลาคม 2563
รวมทั้งมรสุมตะวันตกฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนตกหนักถึง
หนักมากบางแห่ง ซึ่งปริมาณฝนสะสมอาจส่งผลให้เกิดอุทกภัย ขณะที่คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง
โดยอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2 – 4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร กอปภ.ก. จึงได้ประสาน
34 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง
ในช่วงวันที่ 7 – 9 ตุลาคม 2563 แยกเป็น
สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ดังนี้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง 13 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และนครนายก ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สถานการณ์คลื่นลมแรง ดังนี้
ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง
และสตูล

รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ชุมชนเมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังจากปริมาณน้ำฝนสะสม พื้นที่ลาดเชิงเขา
ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที อีกทั้งประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างการรับรู้และแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดมาตรการความปลอดภัย
ทางทะเล โดยเพิ่มการติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนภัยบริเวณชายฝั่งทะเล
จัดเตรียมเครื่องมือประจำเรือและอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางน้ำให้พร้อมใช้งาน
อีกทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงด
ออกจากฝั่ง สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
05/10/2020

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

รายงานแจ้งข่าวแจ้งเตือนสาธารณภัยประจำวันที่ 5ตุลาคม 2563

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
05/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2563 นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผ่านระบบประชุมทางไกล WEB CONFERENCE ณ ห้องประชุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยึดแนวทางและหลักในการทำงานร่วมกัน ชูแนวคิด “ DDPM + S ” การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการสาธารณภัยสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสาธารณภัยพัฒนาบุคลากรของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประเด็นหลักในการขับเคลื่อนงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2564 - 2566 โดยมี นายชัยณรงค์ วาสนะสมสิทธิ์ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้บริหารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมประชุมฯ

04/10/2020
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ปภ.รายงานเกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและสระแก้ว
ประสานเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วน

4 ต.ค. 63 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) รายงานเกิดสถานการณ์น้ำไหลหลากในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและสระแก้ว รวม 7 อำเภอ 9 ตำบล 11 หมู่บ้าน ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำท่วมขัง พร้อมสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 63 เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดสถานการณ์น้ำไหลหลากในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่

จังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสีคิ้ว อำเภอปักธงชัย อำเภอขามทะเลสอ อำเภอสูงเนิน และอำเภอเมืองนครราชสีมา รวม 6 ตำบล 6 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2 ครัวเรือน ถนน 3 สาย และพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

และจังหวัดสระแก้ว เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง รวม 3 ตำบล 5 หมู่บ้าน ถนน 3 สาย พื้นที่การเกษตร และอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้รับผลกระทบ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด พร้อมด้วยหน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัยเครื่องสูบน้ำ และยานพาหนะให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยขนย้ายสิ่งของไปไว้ในที่สูงและเร่งระบายน้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM
02/10/2020

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ปภ.ทำบุญครบ 18 ปีวันสถาปนาหน่วยงาน

02/10/2020
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ปภ. เตือนพฤติกรรมเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตือนพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุจากการ
ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งการขับขี่ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัย การกลับรถในบริเวณที่มีป้ายห้ามกลับรถ การไม่เปิดสัญญาณไฟเพื่อบอกทิศทาง รวมถึงการขับรถแทรกบริเวณทางแยกหรือสะพาน การขับย้อนศร การขับรถช้าในช่องทางขวาหรือแซงรถในระยะกระชั้นชิด พร้อมแนะวิธีปฏิบัติและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุ บ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนจากพฤติกรรมเสี่ยงของ
ผู้ขับขี่ ทั้งความประมาท และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอเตือนพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุพร้อม
แนะวิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ดังนี้ การกลับรถในที่ห้าม ผู้ขับขี่มักกลับรถบริเวณที่มีป้ายห้ามกลับรถ ถนนที่มีเส้นทึบ
สีเหลืองหรือสีขาว หรือในที่คับขันบนสะพานระยะ 100 เมตรจากเชิงสะพาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อเกิดอุบัติเหตุสูง
เมื่อกลับรถต้องให้สัญญาณไฟทุกครั้งก่อนเข้าช่องทางกลับรถ พร้อมหยุดรอในจุดกลับรถโดยไม่จอดล้ำช่องจราจรอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัย การขับรถแทรกบริเวณทางแยกหรือทางขึ้นสะพาน ไม่ขับแทรกรถคันอื่นในเขตห้ามแซง โดยเฉพาะในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางแยกและทางร่วมบริเวณทางขึ้นสะพาน รวมถึงไม่ควรขับรถตัดหน้าเพื่อจอดรถ เพราะรถที่ตามมาจะหยุดรถไม่ทัน ควรเปิดสัญญาณไฟล่วงหน้าก่อนจอดรถในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน การไม่เปิดสัญญาณไฟเมื่อเลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน ทำให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาไม่ทราบทิศทาง
การเดินรถและชะลอความเร็วรถไม่ทัน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าในระยะไม่ต่ำกว่า 60 เมตร
มองเส้นทางให้รอบด้านเมื่อรถอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัยจึงค่อยเลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องทาง การขับรถย้อนศร จะทำให้
ผู้ขับขี่ในเส้นทางปกติอาจมองไม่เห็นหรือเห็นรถที่ขับสวนทางในระยะกระชั้นชิด ทำให้เกิดอุบัติเหตุชนประสานงาหรือ
เฉี่ยวชนได้ การขับรถช้าในช่องทางขวา จะทำให้ผู้ที่ขับรถเร็วต้องแซงในช่องทางซ้าย ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงไม่ควร
ขับรถในช่องทางขวาตลอดเวลา ให้ใช้ช่องขวาเมื่อต้องแซงรถ ท้ายนี้ ผู้ขับรถควรเรียนรู้หลักปฏิบัติในการขับรถอย่างถูกวิธี และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การขับรถเป็นไปด้วยความปลอดภัย

ที่อยู่

3/12 ถ.อู่ทองนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
Bangkok
10300

เบอร์โทรศัพท์

+6626373000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DDPMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง DDPM:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

รบกวนขอ Power point สไลด์ข้อมูลอบรม E-report ด้วยค่ะ
สวัสดีครับ จาก ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ครับ พอดีทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มี ลิงค์ เรดาร์ ตรวจจับกลุ่มฝน เพื่อที่จะใช้ในการป้องกันและเตือนภัย เบื้องต้น โดย ครอบคลุม เกือบทุกพื้นที่ เลยอยากจะประชาสัมพันธ์ ลิงค์ข้อมูล เพื่อให้ทาง ปภ. นำไปใช้ประโยชน์ ต่อไปครับ ขอบคุณครับ http://122.154.75.14/RRMThaiGov/RadarApp/RadarMainRoyalRain.php โดยในลิงค์ ได้รวบรวมเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยาเข้าไว้ด้วย ครับ