ศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

ศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก

News and articles on global and Thailand greenhouse gas situations Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) or TGO is an autonomous government organization with the mission to promote climate-friendly social and economic development and growth in Thailand through carbon market, carbon business, low carbon society, and GHG management.

For more information, please visit http://www.tgo.or.th/

เปิดเหมือนปกติ

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day.มาพร้อมแนวคิดการรณรงค์ภายใต้คอนเซ็ป "Reimagine Reimage Restore"ห...
05/06/2021

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day
.
มาพร้อมแนวคิดการรณรงค์ภายใต้คอนเซ็ป "Reimagine Reimage Restore"หรือ "ปลุกจินตนาการ ปรับแนวคิด ปกป้องสิ่งแวดล้อม"
.
TGO ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
.
#WorldEnvironmentDay
#GenerationRestoration
#TGO
#วันสิ่งแวดล้อมโลก

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day
.
มาพร้อมแนวคิดการรณรงค์ภายใต้คอนเซ็ป "Reimagine Reimage Restore"หรือ "ปลุกจินตนาการ ปรับแนวคิด ปกป้องสิ่งแวดล้อม"
.
TGO ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
.
#WorldEnvironmentDay
#GenerationRestoration
#TGO
#วันสิ่งแวดล้อมโลก

𝐒𝐭𝐚𝐫𝐭𝐮𝐩 ใช้แร่ธาตุในการตรึง 𝐂𝐎𝟐 ออกจากบรรยากาศ 𝐇𝐞𝐢𝐫𝐥𝐨𝐨𝐦 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐓𝐞𝐜𝐡𝐧𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐞𝐬 เชื่อว่าพวกเขาสามารถตรึงคาร์บอนออกจากบรรยากา...
04/06/2021

𝐒𝐭𝐚𝐫𝐭𝐮𝐩 ใช้แร่ธาตุในการตรึง 𝐂𝐎𝟐 ออกจากบรรยากาศ

𝐇𝐞𝐢𝐫𝐥𝐨𝐨𝐦 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐓𝐞𝐜𝐡𝐧𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐞𝐬 เชื่อว่าพวกเขาสามารถตรึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศได้ ที่ต้นทุน $50 ต่อตัน และมีเป้าหมายที่จะตรึงคาร์บอนให้ได้ พันล้านตันภายในปี 2035

Startup หน้าใหม่เสนอวิธีการดูดซับ CO2 ออกจากบรรยากาศโดยใช้แร่ธาตุได้ในระดับการค้า เพื่อชะลอปัญหา climate change
Heirloom Carbon Technologies กล่าวว่าสามารถตรึง CO2 ออกจากบรรบากาศได้ด้วยต้นทุน $50 ต่อตัน และเมื่อสามารถดำเนินงานในระดับการค้าได้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะตรึงให้ได้ 1 พันล้านตัน สำหรับก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ภายในปี 2035
บริษัท Heirloom Carbon Technologies จาก San Francisco ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมาถึงการระดมทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น Breakthrough Energy Ventures, Lowercarbon Capital และ Prelude Ventures โดยแผนการจ่ายเงินในเบื้องต้นจะเป็นการซื้อ ปริมาณ carbon removal จำนวน 250 ตัน จากโครงการสาธิต ที่ราคา $2,054 ต่อตัน

Noah Deich (President of Carbon180) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย ได้สนับสนุนแนวทางการกำจัดและการใช้ซ้ำของคาร์บอน (removal and reuse of carbon) โดยบริษัทจะสามารถช่วยในด้านเทคนิคสำหรับ carbon removal ส่วนการดำเนินงานดักจับ CO2 ในอากาศที่ดำเนินงานแล้วจาก บริษัท Climeworks and Carbon Engineering ให้ผลลัพท์ที่เชื่อถือได้ แต่มีต้นทุนที่สูง ส่วนการใช้วิธีทางธรรมชาติอย่างการกักเก็บในดิน และป่าไม้ ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ ความน่าเชื่อถือและความคงทนของการกักเก็บนั้น หาก Heirloom สามารถทำราคาได้ตามเป้าหมาน จะเป็นการกำจัดคาร์บอนได้ในราคาที่เอื้อมถึง
แต่เทคโนโลยี ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งบริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเทคนิคและการตลาด รวมทั้งการหาผู้ซื้อที่ยินดีจ่ายในราคาสูงเพียงพอในปีต่อๆ ไป

ธุรกิจเป็นที่จับตามอง จากกระบวนการที่พัฒนาขึ้นและได้ตีพิมพ์ในวรสาร Nature Communications (https://go.nature.com/3vS488T/?utm_medium=referral&utm_source=contentstudio.io) เมื่อปีก่อน ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยที่ประกอบด้วย Peter Kelemen แห่ง Columbia University, Greg Dipple จาก University of British Columbia, Phil Renforth แห่ง Heriot-Watt University และ Jennifer Wilcox ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่ง Principal Deputy Assistant Secretary for Fossil Energy ในคณะทำงานของ Biden โดยผู้แต่งนำของเอกสารทางวิชาการนี้ คือ Noah McQueen นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของ Wilcox และตอนนี้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัยของ Heirloom
เพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ไม่เกิน 2 ˚C ต้องการตรึง CO2 ออกจากบรรยากาศราว หนึ่งหมื่นล้านตันต่อปีจนถึงปี 2050 และจากนั้นอีก สองหมื่นล้านตันต่อปีจนถึงปี 2100 จากผลการศึกษาในปี 2018 (https://bit.ly/2SQkKzn) แต่ในทุกวันนี้ เรายังอยู่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยี

นักวิทยาศาสตร์ จำนวนหนึ่งได้วิจัยและพัฒนาความเป็นไปได้ที่จะเร่งกระบวนการตรึง CO2 จากอากาศและน้ำฝน ของแร่ธาตุหลากชนิด ที่มีองค์ประกอบของ silicate, calcium, และ magnesium อยู่ในปริมาณมาก และ Heirloom มีเทคนิควิธีที่แตกต่างออกไป
บริษัท จะใช้การให้ความร้อนกับหินปูน ซึ่งมีองค์ประกอบเป็น calcium ในปริมาณมากที่จะจับตัวกับ CO2 ที่อุณหภูมิ 400 ถึง 900 ˚C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงพอที่จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับการผลิตซีเมนต์ หรืออาจใช้แร่ธาตุอื่น เช่น magnesite ทดแทนได้

*หลักการทำงานแสดงในภาพ*

Heirloom มีเจตนารมณ์ที่จะใช้ เตา Klins แบบไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้กระบวนการสามารถใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ และการเกิด CO2 จากกระบวนการจะสามารถดักจับได้ง่ายเนื่องจากไม่มีการปนเเปื้อนจากการเผาไหม้ของ เชื้อเพลิง fossil-fuel จากนั้นก็สามารถนำไปบีบอัด และฉีดลงไปเก็บไว้ใต้ดิน
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการนี้ คือ Oxide ของแร่ธาตุ ซึ่งจะนำไปกระจายออกเป็นชั้นบางๆ ปกคลุมพื้นที่เพื่อให้สัมผัสอากาศ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดย Calcium Oxide จะเกิดปฏิกิริยากับ CO2 ในอากาศ และเปลี่ยนกลับสู่รูปของ Calcium Carbonate และยังสามารถเก็บรวบรวมกลับมาเพื่อการ recycle กระบวนการอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำได้ราว 10 - 12 รอบก่อนที่ จะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้

ที่มา: https://bit.ly/34LKvDD

𝐒𝐭𝐚𝐫𝐭𝐮𝐩 ใช้แร่ธาตุในการตรึง 𝐂𝐎𝟐 ออกจากบรรยากาศ

𝐇𝐞𝐢𝐫𝐥𝐨𝐨𝐦 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐓𝐞𝐜𝐡𝐧𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐞𝐬 เชื่อว่าพวกเขาสามารถตรึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศได้ ที่ต้นทุน $50 ต่อตัน และมีเป้าหมายที่จะตรึงคาร์บอนให้ได้ พันล้านตันภายในปี 2035

Startup หน้าใหม่เสนอวิธีการดูดซับ CO2 ออกจากบรรยากาศโดยใช้แร่ธาตุได้ในระดับการค้า เพื่อชะลอปัญหา climate change
Heirloom Carbon Technologies กล่าวว่าสามารถตรึง CO2 ออกจากบรรบากาศได้ด้วยต้นทุน $50 ต่อตัน และเมื่อสามารถดำเนินงานในระดับการค้าได้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะตรึงให้ได้ 1 พันล้านตัน สำหรับก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ภายในปี 2035
บริษัท Heirloom Carbon Technologies จาก San Francisco ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมาถึงการระดมทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น Breakthrough Energy Ventures, Lowercarbon Capital และ Prelude Ventures โดยแผนการจ่ายเงินในเบื้องต้นจะเป็นการซื้อ ปริมาณ carbon removal จำนวน 250 ตัน จากโครงการสาธิต ที่ราคา $2,054 ต่อตัน

Noah Deich (President of Carbon180) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย ได้สนับสนุนแนวทางการกำจัดและการใช้ซ้ำของคาร์บอน (removal and reuse of carbon) โดยบริษัทจะสามารถช่วยในด้านเทคนิคสำหรับ carbon removal ส่วนการดำเนินงานดักจับ CO2 ในอากาศที่ดำเนินงานแล้วจาก บริษัท Climeworks and Carbon Engineering ให้ผลลัพท์ที่เชื่อถือได้ แต่มีต้นทุนที่สูง ส่วนการใช้วิธีทางธรรมชาติอย่างการกักเก็บในดิน และป่าไม้ ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ ความน่าเชื่อถือและความคงทนของการกักเก็บนั้น หาก Heirloom สามารถทำราคาได้ตามเป้าหมาน จะเป็นการกำจัดคาร์บอนได้ในราคาที่เอื้อมถึง
แต่เทคโนโลยี ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งบริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาทางเทคนิคและการตลาด รวมทั้งการหาผู้ซื้อที่ยินดีจ่ายในราคาสูงเพียงพอในปีต่อๆ ไป

ธุรกิจเป็นที่จับตามอง จากกระบวนการที่พัฒนาขึ้นและได้ตีพิมพ์ในวรสาร Nature Communications (https://go.nature.com/3vS488T/?utm_medium=referral&utm_source=contentstudio.io) เมื่อปีก่อน ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยที่ประกอบด้วย Peter Kelemen แห่ง Columbia University, Greg Dipple จาก University of British Columbia, Phil Renforth แห่ง Heriot-Watt University และ Jennifer Wilcox ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่ง Principal Deputy Assistant Secretary for Fossil Energy ในคณะทำงานของ Biden โดยผู้แต่งนำของเอกสารทางวิชาการนี้ คือ Noah McQueen นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของ Wilcox และตอนนี้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัยของ Heirloom
เพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ไม่เกิน 2 ˚C ต้องการตรึง CO2 ออกจากบรรยากาศราว หนึ่งหมื่นล้านตันต่อปีจนถึงปี 2050 และจากนั้นอีก สองหมื่นล้านตันต่อปีจนถึงปี 2100 จากผลการศึกษาในปี 2018 (https://bit.ly/2SQkKzn) แต่ในทุกวันนี้ เรายังอยู่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยี

นักวิทยาศาสตร์ จำนวนหนึ่งได้วิจัยและพัฒนาความเป็นไปได้ที่จะเร่งกระบวนการตรึง CO2 จากอากาศและน้ำฝน ของแร่ธาตุหลากชนิด ที่มีองค์ประกอบของ silicate, calcium, และ magnesium อยู่ในปริมาณมาก และ Heirloom มีเทคนิควิธีที่แตกต่างออกไป
บริษัท จะใช้การให้ความร้อนกับหินปูน ซึ่งมีองค์ประกอบเป็น calcium ในปริมาณมากที่จะจับตัวกับ CO2 ที่อุณหภูมิ 400 ถึง 900 ˚C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงพอที่จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับการผลิตซีเมนต์ หรืออาจใช้แร่ธาตุอื่น เช่น magnesite ทดแทนได้

*หลักการทำงานแสดงในภาพ*

Heirloom มีเจตนารมณ์ที่จะใช้ เตา Klins แบบไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้กระบวนการสามารถใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ และการเกิด CO2 จากกระบวนการจะสามารถดักจับได้ง่ายเนื่องจากไม่มีการปนเเปื้อนจากการเผาไหม้ของ เชื้อเพลิง fossil-fuel จากนั้นก็สามารถนำไปบีบอัด และฉีดลงไปเก็บไว้ใต้ดิน
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการนี้ คือ Oxide ของแร่ธาตุ ซึ่งจะนำไปกระจายออกเป็นชั้นบางๆ ปกคลุมพื้นที่เพื่อให้สัมผัสอากาศ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดย Calcium Oxide จะเกิดปฏิกิริยากับ CO2 ในอากาศ และเปลี่ยนกลับสู่รูปของ Calcium Carbonate และยังสามารถเก็บรวบรวมกลับมาเพื่อการ recycle กระบวนการอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำได้ราว 10 - 12 รอบก่อนที่ จะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้

ที่มา: https://bit.ly/34LKvDD

ทรงพระเจริญ3 มิถุนายน 2564.เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี.ด้วยเกล...
03/06/2021

ทรงพระเจริญ
3 มิถุนายน 2564
.
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
.
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ทรงพระเจริญ
3 มิถุนายน 2564
.
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
.
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ (CO2)>> เมษายน 2021 (พ.ศ. 2564) : 419.05 ppm >> เมษายน 2020 (พ...
30/05/2021

สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ (CO2)
>> เมษายน 2021 (พ.ศ. 2564) : 419.05 ppm
>> เมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) : 416.45 ppm
>> เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) อยู่ 2.6 ppm
>> เพิ่มขึ้นจากปีฐาน 1850 (พ.ศ. 2393) อยู่ 134.05 ppm
(ข้อมูลจากสถานีตรวจวัด Mauna Loa ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา)
สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเฉลี่ยของโลก เดือนมกราคม 2021 (พ.ศ. 2564)
>> ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) : 414.95 ppm
>> ก๊าซมีเทน (CH4) : 1.8934 ppm
>> ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) : 0.3339 ppm
(ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอ้างอิงในเครือข่าย NOAA กระจายทั่วโลก)
** ppm คือ parts per million (หนึ่งส่วนในล้านส่วน)
แหล่งข้อมูล: National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA),
bit.ly/2G0K3IT
#atmosphericCO2 #atmosphericCH4
#atmospheric N2O
#GHG

สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ (CO2)
>> เมษายน 2021 (พ.ศ. 2564) : 419.05 ppm
>> เมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) : 416.45 ppm
>> เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) อยู่ 2.6 ppm
>> เพิ่มขึ้นจากปีฐาน 1850 (พ.ศ. 2393) อยู่ 134.05 ppm
(ข้อมูลจากสถานีตรวจวัด Mauna Loa ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา)
สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเฉลี่ยของโลก เดือนมกราคม 2021 (พ.ศ. 2564)
>> ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) : 414.95 ppm
>> ก๊าซมีเทน (CH4) : 1.8934 ppm
>> ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) : 0.3339 ppm
(ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอ้างอิงในเครือข่าย NOAA กระจายทั่วโลก)
** ppm คือ parts per million (หนึ่งส่วนในล้านส่วน)
แหล่งข้อมูล: National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA),
bit.ly/2G0K3IT
#atmosphericCO2 #atmosphericCH4
#atmospheric N2O
#GHG

สถานการณ์ข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เดือนมกราคม 2021 (พ.ศ. 2564)>> มกราคม 2021 (พ.ศ. 2564) : 12.78 °C>> มกราคม 2020 (พ.ศ...
30/05/2021

สถานการณ์ข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เดือนมกราคม 2021 (พ.ศ. 2564)
>> มกราคม 2021 (พ.ศ. 2564) : 12.78 °C
>> มกราคม 2020 (พ.ศ. 2563) : 13.14 °C
>> ลดลงจากเดือนมกราคม 2020 (พ.ศ. 2563) อยู่ 0.36 °C
>> เพิ่มขึ้นจากช่วงปีฐาน 1901-2000 (พ.ศ. 2444 - 2543) อยู่ 0.78 °C
** แหล่งข้อมูล: National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), bit.ly/34w5HOI

*ก๊าซเรือนกระจกมีคุณสมบัติดูดกลืนพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้สะท้อนกลับไปยังนอกโลก ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ย่อมส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น*
#globaltemperature #globalwarming #temp

สถานการณ์ข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เดือนมกราคม 2021 (พ.ศ. 2564)
>> มกราคม 2021 (พ.ศ. 2564) : 12.78 °C
>> มกราคม 2020 (พ.ศ. 2563) : 13.14 °C
>> ลดลงจากเดือนมกราคม 2020 (พ.ศ. 2563) อยู่ 0.36 °C
>> เพิ่มขึ้นจากช่วงปีฐาน 1901-2000 (พ.ศ. 2444 - 2543) อยู่ 0.78 °C
** แหล่งข้อมูล: National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), bit.ly/34w5HOI

*ก๊าซเรือนกระจกมีคุณสมบัติดูดกลืนพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้สะท้อนกลับไปยังนอกโลก ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ย่อมส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น*
#globaltemperature #globalwarming #temp

โลกต้องการ เทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ที่ยังไม่แพร่หลายทางการค้าตามรายงานของ International Energy Agency (IEA) ทั่วโลก...
27/05/2021

โลกต้องการ เทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ที่ยังไม่แพร่หลายทางการค้า

ตามรายงานของ International Energy Agency (IEA) ทั่วโลกมีความต้องการเทคโนโลยีเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก และการลงทุนใน เทคโนดลยี batteries, clean hydrogen, biofuels และ carbon removal

หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายลดกีาซเรือนกระจกให้ได้ในกลางศตวรรษนี้ (2050) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่าครึ่งหนึ่งจะต้องถูกลดลงไปจากการใช้เทคโนโลยีที่พึ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นในทุกวันนี้
จากรายงานของ IEA (https://bit.ly/3oQVNQk) ได้บ่งชี้ความจำเป็นที่ต้องมีลงทุนในการศึกษาวิจัย และพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แผนที่นำทางของ IEA แสดงถึง การกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงาน ภายในปี 2050 เพื่อการรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 ˚C ได้บ่งชี้ถึงบทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีที่มี แต่ยังคงมีราคาแพงในวันนี้ เช่น

· เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่สามารถเก็บพลังงานได้ดีขึ้น
· เทคโนโลยีไฮโดรเจนสะอาด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาด และใช้เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการอุตสาหกรรม
· เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับภาคการบิน
· เครื่องมือการดักจับ CO2 ที่มีราคาถูกลง สำหรับการดักจับ CO2 จากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

และในรายงานได้บ่งชี้ถึงความต้องการสนับสนุนการลงทุนในระดับที่มีนัยสำคัญ เพื่อเทคโนโลยีการดูดซับ CO2 ออกจากอากาศ เช่น เครื่อง direct-air-capture machines ซึ่งในปัจจุบันนี้มีแล้วแต่ยังมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพ จากการดักจับคาร์บอน (Bioenergy with Carbon Capture and Storage or BECCS) ซึ่งเป็นการใช้ plant materials เพื่อเป็นเชื้อเพลิง และดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้

สิ่งที่ IEA รายงานทำให้เกิดประเด็นที่ต้องถกกัน คือ โลกควรพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเพิ่มเติมการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้กว้างขวางขึ้น และJohn Kerry ได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ต่อสาธารณะและเหล่านักวิทยาศาสตร์
“𝐼 𝑎𝑚 𝑡𝑜𝑙𝑑 𝑏𝑦 𝑠𝑐𝑖𝑒𝑛𝑡𝑖𝑠𝑡𝑠 𝑡ℎ𝑎𝑡 50% 𝑜𝑓 𝑡ℎ𝑒 𝑟𝑒𝑑𝑢𝑐𝑡𝑖𝑜𝑛𝑠 𝑤𝑒 ℎ𝑎𝑣𝑒 𝑡𝑜 𝑚𝑎𝑘𝑒 𝑡𝑜 𝑔𝑒𝑡 𝑡𝑜 𝑛𝑒𝑡 𝑧𝑒𝑟𝑜 𝑎𝑟𝑒 𝑔𝑜𝑖𝑛𝑔 𝑡𝑜 𝑐𝑜𝑚𝑒 𝑓𝑟𝑜𝑚 𝑡𝑒𝑐ℎ𝑛𝑜𝑙𝑜𝑔𝑖𝑒𝑠 𝑡ℎ𝑎𝑡 𝑤𝑒 𝑑𝑜𝑛’𝑡 𝑦𝑒𝑡 ℎ𝑎𝑣𝑒.”

ประกอบกับ IEA ได้จัดระดับความพร้อมของเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม “𝐜𝐮𝐫𝐫𝐞𝐧𝐭𝐥𝐲 𝐚𝐭 𝐭𝐡𝐞 𝐝𝐞𝐦𝐨𝐧𝐬𝐭𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐨𝐫 𝐩𝐫𝐨𝐭𝐨𝐭𝐲𝐩𝐞 𝐩𝐡𝐚𝐬𝐞” หรือ “𝐧𝐨𝐭 𝐲𝐞𝐭 𝐜𝐨𝐦𝐦𝐞𝐫𝐜𝐢𝐚𝐥𝐥𝐲 𝐚𝐯𝐚𝐢𝐥𝐚𝐛𝐥𝐞.” แต่จากรายงานของ IEA ได้บ่งชี้ชัดเจนว่า ทั้งโลกไม่มีทางเลือกระหว่างการสร้างนวัตกรรมหรือการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้กว้างขวาง เพราะการพัฒนาที่สำคัญคือ เราจะสามารถสร้างเทคโนดลยีเหล่านี้ได้เร็วเพียงไรเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่กลางศตวรรษ

ภายในปี 2030 โลกจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อปีให้มากกว่า 1,000 GW จากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ และเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ให้ได้ถึง 60% ของยานยนต์ที่จัดจำหน่าย และสำหรับรถบรรทุกจะต้องเป็นรถพลังงานไฟฟ้าให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2035 และภายในปี 2045 ครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานความร้อนของโลกจะต้อมาจากเทคโนโลยี heat pumps ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด

บทสรุป คือ เราต้องการเร่งให้ทุกเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมกัน
ที่มา: https://bit.ly/3bWDJPu

โลกต้องการ เทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ที่ยังไม่แพร่หลายทางการค้า

ตามรายงานของ International Energy Agency (IEA) ทั่วโลกมีความต้องการเทคโนโลยีเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก และการลงทุนใน เทคโนดลยี batteries, clean hydrogen, biofuels และ carbon removal

หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายลดกีาซเรือนกระจกให้ได้ในกลางศตวรรษนี้ (2050) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่าครึ่งหนึ่งจะต้องถูกลดลงไปจากการใช้เทคโนโลยีที่พึ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นในทุกวันนี้
จากรายงานของ IEA (https://bit.ly/3oQVNQk) ได้บ่งชี้ความจำเป็นที่ต้องมีลงทุนในการศึกษาวิจัย และพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

แผนที่นำทางของ IEA แสดงถึง การกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงาน ภายในปี 2050 เพื่อการรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 ˚C ได้บ่งชี้ถึงบทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีที่มี แต่ยังคงมีราคาแพงในวันนี้ เช่น

· เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่สามารถเก็บพลังงานได้ดีขึ้น
· เทคโนโลยีไฮโดรเจนสะอาด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาด และใช้เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการอุตสาหกรรม
· เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับภาคการบิน
· เครื่องมือการดักจับ CO2 ที่มีราคาถูกลง สำหรับการดักจับ CO2 จากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

และในรายงานได้บ่งชี้ถึงความต้องการสนับสนุนการลงทุนในระดับที่มีนัยสำคัญ เพื่อเทคโนโลยีการดูดซับ CO2 ออกจากอากาศ เช่น เครื่อง direct-air-capture machines ซึ่งในปัจจุบันนี้มีแล้วแต่ยังมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพ จากการดักจับคาร์บอน (Bioenergy with Carbon Capture and Storage or BECCS) ซึ่งเป็นการใช้ plant materials เพื่อเป็นเชื้อเพลิง และดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้

สิ่งที่ IEA รายงานทำให้เกิดประเด็นที่ต้องถกกัน คือ โลกควรพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเพิ่มเติมการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้กว้างขวางขึ้น และJohn Kerry ได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ต่อสาธารณะและเหล่านักวิทยาศาสตร์
“𝐼 𝑎𝑚 𝑡𝑜𝑙𝑑 𝑏𝑦 𝑠𝑐𝑖𝑒𝑛𝑡𝑖𝑠𝑡𝑠 𝑡ℎ𝑎𝑡 50% 𝑜𝑓 𝑡ℎ𝑒 𝑟𝑒𝑑𝑢𝑐𝑡𝑖𝑜𝑛𝑠 𝑤𝑒 ℎ𝑎𝑣𝑒 𝑡𝑜 𝑚𝑎𝑘𝑒 𝑡𝑜 𝑔𝑒𝑡 𝑡𝑜 𝑛𝑒𝑡 𝑧𝑒𝑟𝑜 𝑎𝑟𝑒 𝑔𝑜𝑖𝑛𝑔 𝑡𝑜 𝑐𝑜𝑚𝑒 𝑓𝑟𝑜𝑚 𝑡𝑒𝑐ℎ𝑛𝑜𝑙𝑜𝑔𝑖𝑒𝑠 𝑡ℎ𝑎𝑡 𝑤𝑒 𝑑𝑜𝑛’𝑡 𝑦𝑒𝑡 ℎ𝑎𝑣𝑒.”

ประกอบกับ IEA ได้จัดระดับความพร้อมของเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม “𝐜𝐮𝐫𝐫𝐞𝐧𝐭𝐥𝐲 𝐚𝐭 𝐭𝐡𝐞 𝐝𝐞𝐦𝐨𝐧𝐬𝐭𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐨𝐫 𝐩𝐫𝐨𝐭𝐨𝐭𝐲𝐩𝐞 𝐩𝐡𝐚𝐬𝐞” หรือ “𝐧𝐨𝐭 𝐲𝐞𝐭 𝐜𝐨𝐦𝐦𝐞𝐫𝐜𝐢𝐚𝐥𝐥𝐲 𝐚𝐯𝐚𝐢𝐥𝐚𝐛𝐥𝐞.” แต่จากรายงานของ IEA ได้บ่งชี้ชัดเจนว่า ทั้งโลกไม่มีทางเลือกระหว่างการสร้างนวัตกรรมหรือการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้กว้างขวาง เพราะการพัฒนาที่สำคัญคือ เราจะสามารถสร้างเทคโนดลยีเหล่านี้ได้เร็วเพียงไรเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่กลางศตวรรษ

ภายในปี 2030 โลกจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อปีให้มากกว่า 1,000 GW จากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ และเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ให้ได้ถึง 60% ของยานยนต์ที่จัดจำหน่าย และสำหรับรถบรรทุกจะต้องเป็นรถพลังงานไฟฟ้าให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2035 และภายในปี 2045 ครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานความร้อนของโลกจะต้อมาจากเทคโนโลยี heat pumps ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด

บทสรุป คือ เราต้องการเร่งให้ทุกเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมกัน
ที่มา: https://bit.ly/3bWDJPu

𝐍𝐀𝐒𝐀 สร้างเครื่องมือ เพื่อช่วยตรวจวัด 𝐆𝐫𝐞𝐞𝐧𝐡𝐨𝐮𝐬𝐞 𝐆𝐚𝐬 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫-𝐄𝐦𝐢𝐭𝐭𝐞𝐫𝐬เครื่องมือนี้จะช่วยให้ สามารถบ่งชี้การเพิ่มขึ้นของระด...
25/05/2021

𝐍𝐀𝐒𝐀 สร้างเครื่องมือ เพื่อช่วยตรวจวัด 𝐆𝐫𝐞𝐞𝐧𝐡𝐨𝐮𝐬𝐞 𝐆𝐚𝐬 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫-𝐄𝐦𝐢𝐭𝐭𝐞𝐫𝐬

เครื่องมือนี้จะช่วยให้ สามารถบ่งชี้การเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของ Methane(CH4) และ CO2 ในชั้นบรรยากาศ
NASA’s Jet Propulsion Laboratory (JPL) ใน Southern California ได้สร้างเครื่องมือให้หน่วยงานไม่แสวงกำไร Carbon Mapper (https://bit.ly/2QF34Gg) เพื่อบ่งชี้และตรวจการปล่อย CH4 และ CO2 จากแหล่งปล่อยจากอวกาศ โดยข้อมูลที่ตรวจวัดได้จากเครื่องมือจะช่วยให้สามารถค้นหา super-emitters ซึ่งมีจำนวนน้อยแต่ส่งผลต่อปริมาณ CH4 และ CO2 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกในโลก

𝐉𝐚𝐦𝐞𝐬 𝐆𝐫𝐚𝐟 (Director for the Earth Science and Technology) จาก JPL กล่าวว่า
“𝐽𝑃𝐿 𝑖𝑠 𝑒𝑥𝑐𝑖𝑡𝑒𝑑 𝑡𝑜 𝑏𝑒 𝑝𝑖𝑜𝑛𝑒𝑒𝑟𝑖𝑛𝑔 𝑡ℎ𝑖𝑠 𝑟𝑒𝑠𝑒𝑎𝑟𝑐ℎ 𝑒𝑓𝑓𝑜𝑟𝑡, 𝑤ℎ𝑖𝑐ℎ 𝑤𝑖𝑙𝑙 𝑝𝑟𝑜𝑣𝑖𝑑𝑒 𝑐𝑟𝑖𝑡𝑖𝑐𝑎𝑙 𝑖𝑛𝑓𝑜𝑟𝑚𝑎𝑡𝑖𝑜𝑛 𝑎𝑏𝑜𝑢𝑡 𝑔𝑟𝑒𝑒𝑛ℎ𝑜𝑢𝑠𝑒 𝑔𝑎𝑠𝑒𝑠 𝑎𝑛𝑑 𝑡ℎ𝑒 𝑓𝑢𝑡𝑢𝑟𝑒 𝑜𝑓 𝐸𝑎𝑟𝑡ℎ’𝑠 𝑐𝑙𝑖𝑚𝑎𝑡𝑒,” “𝑇ℎ𝑖𝑠 𝑒𝑓𝑓𝑜𝑟𝑡 𝑖𝑠 𝑡ℎ𝑒 𝑓𝑖𝑟𝑠𝑡 𝑡𝑖𝑚𝑒 𝑤𝑒 ℎ𝑎𝑣𝑒 𝑝𝑎𝑟𝑡𝑛𝑒𝑟𝑒𝑑 𝑜𝑛 𝑎 𝑠𝑝𝑎𝑐𝑒 𝑚𝑖𝑠𝑠𝑖𝑜𝑛 𝑤𝑖𝑡ℎ 𝑎 𝑐𝑜𝑛𝑠𝑜𝑟𝑡𝑖𝑢𝑚 𝑜𝑓 𝑛𝑜𝑛𝑝𝑟𝑜𝑓𝑖𝑡 𝑜𝑟𝑔𝑎𝑛𝑖𝑧𝑎𝑡𝑖𝑜𝑛𝑠, 𝑢𝑛𝑖𝑣𝑒𝑟𝑠𝑖𝑡𝑖𝑒𝑠, 𝑎𝑛𝑑 𝑡ℎ𝑒 𝑆𝑡𝑎𝑡𝑒 𝑜𝑓 𝐶𝑎𝑙𝑖𝑓𝑜𝑟𝑛𝑖𝑎.”

ดาวเทียม Carbon Mapper ดวงแรกมีแผนการปล่อยสู่ห้วงอวกาศในปี 2023 ซึ่ง JPL จะเป็นผู้พัฒนาเครื่องมือ imaging spectrometer ที่ล้ำสมัยนี้ จากพื้นฐานที่ภาพถ่ายดิจิทัลสามารถสร้างภาพจากแสงที่แตกต่างกัน 3 ช่วงคลื่น คือ สีแดง เขียว และน้ำเงิน แต่เครื่องมือนี้จะสามารถแยกช่วงคลื่นแสงออกเป็นกว่าร้อยระดับสีเพื่อให้สามารถตรวจสอบ spectral signatures เฉพาะของโมเลกุลก๊าซ CH4 และ CO2 ในอากาศ

JPL ได้พัฒนา imaging spectrometers ให้กับ NASA มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980s และเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ JPL ได้ทดลองติดตั้งเครื่องมือในอากาศยาน เพื่อทดสอบการตรวจวัดชนิดก๊าซในบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจวัด CH4 ใน California และอีก 4 ภูมิภาคของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ เครื่องมือ imaging spectrometers ของ JPL ยังถูกติดตั้งในยานอวกาศสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และดวงจันทร์ Europa ของดาวพฤหัส

แต่ละ pixel ของอุปกรณ์ตรวจวัด Carbon Mapper’s Earth-orbiting imaging spectrometer มีขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ในขณะที่อุปกรณ์ imaging spectrometers ที่อยู่ในวงโคจรในขณะนี้มีขนาด pixel ที่ใหญ่กว่า ซึ่งทำให้ยากที่จะระบุสถานที่ของแหล่งปล่อยซึ่งไม่อาจเห็นได้จากพื้นโลก เช่น การรั่วไหลจากท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ด้วยระดับรายละเอียดที่สูงขึ้นนี้ทำให้สามารถระบุกำเนิดของกลุ่มควันก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถบ่งชี้ ศึกษา และประเมินปริมาณก๊าซ จากแหล่งปล่อยใหญ่ๆ ได้

NASA’s Earth science division ได้สนับสนุนเงินทุนให้กับ JPL ในการวิจัยด้านประเมินการปริมาณ CH4 ด้วยเครื่องมือ spectroscopy และยังเป็นการช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของ Carbon Mapper เพื่อการติดตามและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซให้กับผู้ใช้ที่สนใจจากภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วไป ซึ่ง Carbon Mapper จะดำเนินการในส่วนการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลมีความพร้อมใช้งานอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้สามารถตอบสนองต่อภัยพิบัติและการซ่อมแซมความเสียหายของอุปกรณ์ในอุตสาหกรรม

𝐑𝐢𝐥𝐞𝐲 𝐃𝐮𝐫𝐞𝐧 (Carbon Mapper CEO) นักวิจัยจาก University of Arizona ใน Tucson กล่าวว่า
“𝑇ℎ𝑖𝑠 𝑑𝑒𝑐𝑎𝑑𝑒 𝑟𝑒𝑝𝑟𝑒𝑠𝑒𝑛𝑡𝑠 𝑎𝑛 𝑎𝑙𝑙-ℎ𝑎𝑛𝑑𝑠-𝑜𝑛-𝑑𝑒𝑐𝑘 𝑚𝑜𝑚𝑒𝑛𝑡 𝑓𝑜𝑟 ℎ𝑢𝑚𝑎𝑛𝑖𝑡𝑦 𝑡𝑜 𝑚𝑎𝑘𝑒 𝑐𝑟𝑖𝑡𝑖𝑐𝑎𝑙 𝑝𝑟𝑜𝑔𝑟𝑒𝑠𝑠 𝑖𝑛 𝑎𝑑𝑑𝑟𝑒𝑠𝑠𝑖𝑛𝑔 𝑐𝑙𝑖𝑚𝑎𝑡𝑒 𝑐ℎ𝑎𝑛𝑔𝑒,” 𝑠𝑎𝑖𝑑 “𝑂𝑢𝑟 𝑚𝑖𝑠𝑠𝑖𝑜𝑛 𝑖𝑠 𝑡𝑜 ℎ𝑒𝑙𝑝 𝑓𝑖𝑙𝑙 𝑔𝑎𝑝𝑠 𝑖𝑛 𝑡ℎ𝑒 𝑒𝑚𝑒𝑟𝑔𝑖𝑛𝑔 𝑔𝑙𝑜𝑏𝑎𝑙 𝑒𝑐𝑜𝑠𝑦𝑠𝑡𝑒𝑚 𝑜𝑓 𝑚𝑒𝑡ℎ𝑎𝑛𝑒 𝑎𝑛𝑑 𝐶𝑂2 𝑚𝑜𝑛𝑖𝑡𝑜𝑟𝑖𝑛𝑔 𝑠𝑦𝑠𝑡𝑒𝑚𝑠 𝑏𝑦 𝑑𝑒𝑙𝑖𝑣𝑒𝑟𝑖𝑛𝑔 𝑑𝑎𝑡𝑎 𝑡ℎ𝑎𝑡 𝑎𝑟𝑒 𝑡𝑖𝑚𝑒𝑙𝑦, 𝑎𝑐𝑡𝑖𝑜𝑛𝑎𝑏𝑙𝑒 𝑎𝑛𝑑 𝑎𝑐𝑐𝑒𝑠𝑠𝑖𝑏𝑙𝑒 𝑓𝑜𝑟 𝑠𝑐𝑖𝑒𝑛𝑐𝑒-𝑏𝑎𝑠𝑒𝑑 𝑑𝑒𝑐𝑖𝑠𝑖𝑜𝑛 𝑚𝑎𝑘𝑖𝑛𝑔.”

ที่มา: https://go.nasa.gov/3f6yBKq/?utm_medium=referral&utm_source=contentstudio.io

ที่อยู่

120 Ratthaprasasanabhakti Building, 9th Fl. The Government Complex Commemorating His Majesty, Chaeng Wattana Road, Laksi
Bangkok
10210

ข้อมูลทั่วไป

เพจศูนย์ข้อมูลข่าวสารก๊าซเรือนกระจก เป็นกลางทางการเมือง​ เราเสนอข่าวสารและส่งเสริมด้านการจัดการ​ก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนา​คุณภาพ​สิ่งแวดล้อม ดังนั้นแอดมิน ขอสงวนสิทธิ์​การลบ​ ข้อความที่ชี้นำทางการเมือง​ หรือส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง​ทางแนวคิดด้านการเมือง​ เชื้อชาติ​ ศาสนา​ และพระมหากษัตริย์

เบอร์โทรศัพท์

+66 2 141 9790

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด