พด. พอเพียง

พด. พอเพียง เสริมสร้างความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่
(2)

เปิดเหมือนปกติ

ทฤษฎีใหม่ ชีวิตที่พอเพียง"ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น"การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน...
24/11/2016

ทฤษฎีใหม่ ชีวิตที่พอเพียง
"ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น"
การจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10: ซึ่งหมายถึงพื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชต่างๆพื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัว ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้
พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ 30% ให้ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่ายพื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ
"หลักการและแนวทางสำคัญ"
1. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองเดียวกับ
การ “ลงแขก” แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่าย
2. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำนาประมาณ 5 ไร่ จะทำให้มีข้าวกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ
3. ต้องมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ ฉะนั้น เมื่อทำนา 5 ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมีน้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่ามีพื้นที่ 15 ไร่ ก็สามารถกำหนดสูตรคร่าวๆ ว่าแต่ละแปลงประกอบด้วย
- นา 5 ไร่
- พืชไร่พืชสวน 5 ไร่
- สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร มีความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอที่จะสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง
- ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ 2 ไร่
รวมทั้งหมด 15 ไร่
แต่ทั้งนี้ ขนาดของสระเก็บกักน้ำขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ดังนี้
- ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรอาศัยน้ำฝน สระน้ำควรมีลักษณะเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยได้มากเกินไปซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี
-ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ำอาจมีลักษณะลึกหรือตื้นและแคบหรือกว้างก็ได้โดยพิจารณาตามความเหมาะสมเพราะสามารถมีน้ำมาเติมอยู่เรื่อยๆ การมีสระเก็บกักน้ำนั้นเพื่อเกษตรกรได้มีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอทั้งปี (ทรงเรียกว่า Regulator หมายถึง การควบคุมให้ดีมีระบบน้ำหมุนเวียนใช้เพื่อการเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้งและระยะฝนทิ้งช่วง แต่มิได้หมายความว่าเกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังเพราะหากน้ำในสระเก็บกักน้ำไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็อาจจะต้องสูบน้ำมาจากเขื่อน ซึ่งจะทำให้น้ำในเขื่อนหมดได้ แต่เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรใช้น้ำที่ได้เก็บตุนนั้นให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น
- หน้าฝน จะมีน้ำมากพอที่จะปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ ได้
-หน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ควรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ
4. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ก็สามารถใช้อัตราส่วน 0:30:30:10 ไปเป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ
-30% ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ฯลฯ ได้ด้วย) และบนสระอาจจะสร้างเล้าไก่ได้ด้วย
-30% ส่วนที่สอง ทำนา
-30% ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย
ไม้เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น)
-10% สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ถนนคันดิน กองฟาง กองปุ๋ยหมัก โรงเรือนโรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)
อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อมเช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของบ่อหรือสระน้ำให้เล็กลงเพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้
"ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า"
หลักการดังกล่าวมาแล้วเป็นทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกินและตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบหมดมีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกและเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับดังนี้
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สองคือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้
1. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
- เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ยการจัดหาน้ำและอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
2. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
- เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุดเช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
3. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
- ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
4. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
-แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
5. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
-ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
6. สังคมและศาสนา
- ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
-กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สอง เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคารหรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารหรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
-เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
-ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
-เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำเพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก(เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)
- ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินในกิจกรรมต่างๆให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
" ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ "
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานในโอกาสต่างๆ นั้น พอจะสรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้
1. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญาของ "เศรษฐกิจพอเพียง"
2. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
3. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
4. ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
" ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา "
1. การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ฉะนั้นเกษตรกรควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วย
2. การขุดสระน้ำนั้น จะต้องสามารถเก็บกักน้ำได้ เพราะสภาพดินในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันเช่น ดินร่วน ดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ หรือเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับพืชที่ปลูกได้ ฉะนั้น จะต้องพิจารณาให้ดีและควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
3. ขนาดของพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ แต่ให้พึงเข้าใจว่าอัตราส่วนเฉลี่ยขนาดพื้นที่นี้มิใช่หลักตายตัว หากพื้นที่การถือครองของเกษตรกรจะมีน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ ก็สามารถนำอัตราส่วนนี้ (30:30:30:10) ไปปรับใช้ได้โดยถือเกณฑ์เฉลี่ย
4. การปลูกพืชหลายชนิด เช่น ข้าวซึ่งเป็นพืชหลัก ไม้ผล พืชผัก พืชไร่ และพืชสมุนไพร อีกทั้งยังมีการเลี้ยงปลา หรือสัตว์อื่นๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำมาบริโภคได้ตลอดทั้งปี เป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของอาหารสำหรับครอบครัวได้ และส่วนที่เหลือสามารถจำหน่ายได้เป็นรายได้แก่ครอบครัวได้อีก
5. ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนจะเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติตามหลักทฤษฎีใหม่ เช่นการลงแรงช่วยเหลือกันหรือที่เรียกว่าการลงแขก นอกจากจะทำให้เกิดความสามัคคีในชุมชนแล้ว ยังเป็นการ
ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานได้อีกด้วย
6. ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดีควรนำไปกองไว้ต่างหากเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนำมาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่าง
ที่เป็นดินไม่ดี ซึ่งอาจนำมาถมทำขอบสระน้ำหรือยกร่องสำหรับปลูกไม้ผล
ที่มา: หนังสือ “123 อาชีพเกษตรกรรมทางเลือก”
ภาพ : กรมวิชาการเกษตร
Credit:ก้าวเกษตร

5 ธันวา "วันดินโลก"
09/11/2016

5 ธันวา "วันดินโลก"

ดาวน์โหลดฟรี เอกวิชาการ "แมลงศัตรูไม้ผล" กรมวิชาการเกษตรเอกสารฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ตามสภาพ...
07/11/2016

ดาวน์โหลดฟรี เอกวิชาการ "แมลงศัตรูไม้ผล" กรมวิชาการเกษตร
เอกสารฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ตามสภาพแวดล้อมของตนเองและประสบผลสำเร็จในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิด เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี มีความปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมรวมทั้งศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์
ดาวน์โหลดที่
http://www.doa.go.th/research/attachment.php?aid=1208

credit:ก้าวเกษตร

ดินดี...เพราะแฝกพ่อ          จากสภาพดินของโรงเรียนร้างบ้านเขาน้อย ที่เป็นดินลูกรัง ขาดความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดินต่...
31/10/2016

ดินดี...เพราะแฝกพ่อ
จากสภาพดินของโรงเรียนร้างบ้านเขาน้อย ที่เป็นดินลูกรัง ขาดความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ทำพืชที่ปลูกไม่เจริญเติบโต ทำให้นายนพพงษ์ ทองแท่ง หมอดินอาสาประจำตำบลลำพูน อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ขอใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรในชุมชน จากการศึกษาข้อมูลประโยชน์ของหญ้าแฝกในด้านการจัดการดินตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้นำหญ้าแฝกจากสถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานีมาทดลองปลูกในพื้นที่ ช่วงแรกของการปลูกต้องมีการรดน้ำเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตและได้รับคำวิจารณ์จากผู้ที่ผ่านไปมาว่า จะปลูกและปรับปรุงได้จริงหรือ ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นผ่านมา 2 ปี ทำให้หญ้าแฝกเจริญเติบโต ความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ในดินจากการตัดใบหญ้าแฝกมีมากขึ้น ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ต้นมะม่วงหิมพานต์ มะกอกอินโด ผักติ้ว มันปู ชะอม กระวาน มะขาม และพริกไทย เจริญงอกงามดี ทำให้คนในชุมชนให้การยอมรับถึงประโยชน์ของหญ้าแฝก นอกจากนี้เมื่อมีการประชุมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลลำพูน หมอดินนพพงษ์และสมาชิกในกลุ่มร่วมกันตัดแต่งใบหญ้าแฝก แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องหญ้าแฝก จนทำให้พื้นที่ปลูกผักพื้นที่เป็น ตู้เย็นชุมชน กล่าวก็คือ หากสมาชิกในกลุ่มมีงานบวช งานแต่ง หรืองานศพ สามารถมาเก็บผักได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปประกอบอาหารอีกด้วย

2ไร่พอเพียง....ตามคำสอนพ่อ   จากปัญหาขาดที่ดินทำการเกษตร ทำให้นายโกสนธ์ แจ้งสุวรรณ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่4 ต.ทุ่งร...
29/10/2016

2ไร่พอเพียง....ตามคำสอนพ่อ
จากปัญหาขาดที่ดินทำการเกษตร ทำให้นายโกสนธ์ แจ้งสุวรรณ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่4 ต.ทุ่งรัง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 2 ไร่ จากทางจังหวัดเมื่อปี 2554 เดิมเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่หมดสัมปทาน สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ตามที่ต้องการ จากการเห็นคำสอนขององค์พ่อหลวงประกอบกับการศึกษาดูงานในพื้นที่ที่มีการปลูกแฝก จึงได้ขอรับการสนับสนุนกล้าหญ้าแฝกจากสถานีพัฒนาที่ดินมาปลูกเป็นกะบะหญ้าแฝกเพื่อรักษาความชื้นและปรับปรุงบำรุงดิน ในช่วงแรกของการปลูกหญ้าแฝกต้องมีการรดน้ำพืชผักพื้นบ้านทุกวัน แต่เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโตก็มีการตัดใบหญ้าแฝกคลุมดินที่ปลูกพืชส่งผลทำให้มีการรดน้ำลดลงเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ดินมีความชุ่มชื้นมากขึ้นและยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้มะม่วงหิมพานต์ มะกอก ชะอม กล้วย และมะละกอเจริญเติบโตให้ผลผลิตดี ปัจจุบันมีรายได้ไม่น้อยกว่า 700 บาท ต่อวัน ซึ่งมากกว่าอาชีพกรีดยางเดิมที่มีรายได้ต่อวันที่ไม่แน่นอน ประกอบกับหมอดินโกสนธ์ ยังใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากสารเร่ง พด. แทนการใช้สารเคมี จนจนพืชผักที่ปลูกผ่านการรับรองมาตราฐานจากระบบเกษตรอินทรีย์และ GAP ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตลอดมา

พ่อสอนเราทำ นำเกษตรกรสู่ความพอเพียงการประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาการผลิตพืชและการดำรงชีพอย่างยั่...
21/10/2016

พ่อสอนเราทำ นำเกษตรกรสู่ความพอเพียง
การประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาการผลิตพืชและการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ได้ทำการวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการผลิตพืชที่นำไปสู่การเพิ่มความพอเพียงในการดำรงชีพของเกษตรกรรายย่อยพบว่าเทคนิคที่ได้ผลดีที่จะทำให้เพิ่มความพอเพียงได้คือการพัฒนาตามแนวทาง “๔ เสาหลักสู่ความพอเพียง”
การพัฒนาการปลูกพืชให้เพียงพอต่อการดำรงชีพตามแนวทาง
๔ เสาหลักสู่ความพอเพียง
เสาหลักที่ ๑ “หัวใจพอเพียง”
คือ พัฒนาความคิด จิตใจ และความตั้งมั่น
เสาหลักที่ ๒ “๙ พืชผสมผสานพอเพียง และเกษตรผสมผสานพอเพียง”
คือ พัฒนาการปลูกพืชหรือเกษตรผสมผสานที่ยั่งยืนเพียงพอต่อความต้องการทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เสาหลักที่ ๓ “ภูมิปัญญาภิวัตน์พอเพียง”
คือพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นโดยการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ อย่างกว้างขวาง
เสาหลักที่ ๔ “การดำรงชีพพอเพียง”
คือ พัฒนาวิถีการดำรงชีพตามความพอประมาณ
มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน รอบรู้ และคุณธรรม
credit : ก้าวเกษตร

20/10/2016
กรมพัฒนาที่ดิน - พลิกฟื้นผืนดินเพื่อชีวิต หญ้าแฝกและศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน 171059

กรมพัฒนาที่ดิน - " พลิกฟื้นผืนดินเพื่อชีวิต " .... เรื่องราวของพ่อ งานของพ่อ มีเล่าทุกวัน 6
นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายอนุวัชร โพธินาม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ในหัวข้อ "พลิกฟื้นผืนดินเพื่อชีวิต" เรื่องหญ้าแฝกและศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ในพระอัฉริยภาพด้านดิน ช่วงที่ 3
รายการแจ๋ว ออกอากาศทาง ช่อง3 ช่อง13แฟมิลี่ 3HDช่อง28 และช่องทีวีดิจิตอล 33 ในวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 14.45 - 15.30 น. ณ ห้องส่งรายการ อาคารมาลีนนท์ ช่อง 3 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
https://www.youtube.com/watch?v=spCJr6m4d5g
www.ldd.go.th
http://www.facebook.com/ldd.go.th
http://www.facebook.com/soilmuseum
http://www.youtube.com/c/กรมพัฒนาที่ดินกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมพัฒนาที่ดิน : พลิกฟื้นผืนดินเพื่อชีวิต หญ้าแฝกและศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายอนุวัชร โพธินาม ผู้อ...

ตามรอย...สายน้ำพระราชหฤทัย แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงสารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื...
19/10/2016
ตามรอย...สายน้ำพระราชหฤทัย แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

ตามรอย...สายน้ำพระราชหฤทัย แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

สารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

สารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ตามรอย...สายน้ำพระราชหฤทัย ตอน แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 14.45 น. นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายอนุวัชร โพธินาม ผ...
19/10/2016

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 14.45 น. นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายอนุวัชร โพธินาม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการแจ๋ว ในหัวข้อ "พลิกฟื้นผืนดินเพื่อชีวิต" เรื่องหญ้าแฝกและศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ในพระอัฉริยภาพด้านดิน ซึ่งออกอากาศทาง ช่อง 3 ช่อง 3HD และช่องทีวีดิจิตอล 33 ณ ห้องส่งรายการ อาคารมาลีนนท์ ช่อง 3 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

http://www.ldd.go.th/www/lek_web/news.jsp?id=18012

พด. พอเพียง's cover photo
19/10/2016

พด. พอเพียง's cover photo

พด. พอเพียง
19/10/2016

พด. พอเพียง

Agri- Map คืออะไร ? รู้จักกันหรือยัง ! ก้าวเกษตร
13/10/2016
Agri-Map

Agri- Map คืออะไร ? รู้จักกันหรือยัง ! ก้าวเกษตร

การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ก้าวเกษตร
13/10/2016

การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ก้าวเกษตร

รวมพลังแก้จน พลิกฟื้นเกษตรไทย ก้าวเกษตร
19/09/2016
รวมพลังแก้จน พลิกฟื้นเกษตรไทย

รวมพลังแก้จน พลิกฟื้นเกษตรไทย ก้าวเกษตร

น้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อเกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน...ยิ่งทำยิ่งจน

เป้า7หมื่นรายเคลื่อนทฤษฎีใหม่ มุ่งพึ่งตนเอง "เทิดในหลวง" ก้าวเกษตร
12/09/2016
เป้า7หมื่นรายเคลื่อนทฤษฎีใหม่ มุ่งพึ่งตนเอง "เทิดในหลวง"

เป้า7หมื่นรายเคลื่อนทฤษฎีใหม่ มุ่งพึ่งตนเอง "เทิดในหลวง" ก้าวเกษตร

ก.เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่เน้น ‘ทำจริง-เกิดขึ้นจริง’ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ครบ 70 ปี 9 มิ,ย,59

9 พืขผสมสานเพื่อความพอเพียงการปลูกพืชเพื่อมุ่งหารายได้จากการค้า มักจะพบกับประเด็นปัญหาและคำถามว่า มุ่งทำเงินอย่างเดียวแต...
31/08/2016

9 พืขผสมสานเพื่อความพอเพียง
การปลูกพืชเพื่อมุ่งหารายได้จากการค้า มักจะพบกับประเด็นปัญหาและคำถามว่า มุ่งทำเงินอย่างเดียวแต่ไม่ดูแลเรื่องอื่นๆ สวพ.8 กรมวิชาการเกษตร จึงขอนำเสนอ model 9 พืชผสมสานพอเพียง เป็นการปลูกพืชในครัวเรือน ชุมชน ที่ตอบโจทย์ เพื่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ เพื่อสังคม และเพื่อสิ่งแวดล้อม ดังน้ี
1 กลุ่มพืชอาหาร :
เป็นการปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ปลูกเองกินเอง ปลอดภัยและลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการปลูกพืชอาหารที่ใช้เป็นเครื่องแกง พืชผัก และไม้ผล เพื่อบริโภคในครัวเรือน
วิธีการพัฒนา สำรวจ ทำบัญชี พืชที่ต้องใช้เป็นอาหารประจำวัน แล้วปลูกเพิ่มชนิดที่ยังไม่พอ ทำแบบง่ายๆ เช่น การปลูกในภาชนะต่างๆ ปลูกทุกอย่างที่จะกิน
2 กลุ่มพืชรายได้
เป็นพืชที่เป็นรายได้หลักครอบครัว วิธีการพัฒนา วิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต หาเทคโนโลยีในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ แปรรูป และสร้างมูลค่าจากจุดเด่นต่างๆ
3 กลุ่มพืชสมุนไพรสุขภาพ
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชและการใช้ประโยชน์พืชที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นโดยไม่ต้องใช้ยาเคมีซึ่งหลายชนิดให้ผลข้างเคียงที่ทำลายสุขภาพ ตลอดจนสมุนไพรที่เป็นยาตำรับไทยใช้รักษาโรค
4 กลุ่มพืชสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชและการใช้ประโยชน์สารสกัดจากพืชเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้ทดแทนสารเคมี ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตสารสกัดเช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เป็นต้น รวมทั้งมีการผลิตน้ำส้มควันไม้
5 กลุ่มพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ
เป็นพืชที่ปลูกเพื่อบำรุงดิน ป้องกันการชะล้างดิน ช่วยรักษาความชื้นในดิน เช่น ปอเทือง แฝก พืชตระกูลถั่วต่างๆ
6 กลุ่มพืชอาหารสัตว์
เป็นการเพิ่มปริมาณพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนอกจากลดต้นทุนและยังทำให้สัตว์โตเร็ว เช่น อ้อยอาหารวัตว์ หญ้าหวายข้อ หญ้ามัน หญ้าแพงโกล่า หญ้าก้านแดง หญ้าขน เนเปียร์ปากช่อง และอื่นๆ
7 กลุ่มพืชใช้สอย
เป็นการปลูกพืชเพื่อใช้เนื้อไม้ หรือทำค้าง ซึ่งสามารถปลูกเป็นแปลงและบนคันนา เช่น ตะเคียนทอง มะฮอกกานี กระถินเทพา ยางนา เป็นต้น
8 กลุ่มพืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น
เป็นการปลูกพืชประจำถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ขยายพันธุ์พืชที่กำลังสูญหาย และจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญ เป็นพืชที่ให้คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม
9 กลุ่มพืชพลังงานหรือเชื้อเพลิง
เป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ใกล้ตัวคือเป็นเชื้อเพลิง เช่น แคนา มะฮอกกานี สน หรือพืชทดแทนพลังงานอย่างปาล์มน้ำมัน รูปแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกแบบผสมสานทั้งเป็นแปลงปลูกพืชและบนคันนา

ที่อยู่

2003/61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เจตจตุจักร
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พด. พอเพียงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พด. พอเพียง:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด