สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาต

สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาต ให้คำปรึกษา รับรอง ตรวจสอบ ระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ตลอดห่วงโซ่การผลิต

เปิดเหมือนปกติ

"รองอธิบดีโสภัชย์ ชวาลกุล เป็นประธานการตรวจประเมินโรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ปีก เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน"วันที...
20/10/2021

"รองอธิบดีโสภัชย์ ชวาลกุล เป็นประธานการตรวจประเมินโรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ปีก เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน"

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 08.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการตรวจประเมินความสอดคล้องตามข้อกำหนดของหน่วยงาน General Administration of Customs China (GACC) สาธารณรัฐประชาชนจีน ของโรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ปีก เพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยหน่วยงาน GACC ได้ดำเนินการตรวจสอบ มาตรการการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) และการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหารในโรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก ผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (Video conference) โดยมีนายอภินันท์ คงนุรัตน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) นายอนุชา มุมอ่อน ผอ.กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สพส. และเจ้าหน้าที่กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สพส. เข้าร่วมในการรับการตรวจประเมินทางไกล (Virtual Audit)

ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ชั้น 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

ข้อมูลโดย สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานด้านการปศุสัตว์

13/10/2021

รายการ "ถามมา...ตอบไป.. " รายการ ถาม-ตอบ ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ในทุกเเง่มุม โดย กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบเเละรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์
Ep.1 การส่งออกไข่เเละผลิตภัณฑ์ #รายการถามมาตอบไป

ปศุสัตว์ไทย ใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์ ห่วงใยสุขภาพคน​​นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่...
12/10/2021

ปศุสัตว์ไทย ใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์ ห่วงใยสุขภาพคน

​​นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและสนับสนุนการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ อาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ จนถึงเนื้อสัตว์สู่ผู้บริโภค ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันได้มีการผลักดันการเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมให้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงแบบเดิมที่มีการสนใจในด้านการผลิตจนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ ต้องถูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามธรรมชาติไป เช่น การขังกรงแคบๆ ไปสู่การทำฟาร์มเชิงปราณีตที่ใส่ใจในทุกมิติทั้งระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อป้องกันโรคต่างๆเข้าสู่ฟาร์มดังจะเห็นจากความสำเร็จของระบบคอมพาร์ทเมนต์ในอุสาหกรรมสัตว์ปีกไทยที่ทำให้ไทยปลอดไข้หวัดนกมาอย่างต่อเนื่อง การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทำให้สุกรจากไทยยังผลิตและส่งออกไปต่างประเทศได้ หรือการควบคุมโรคลัมปีสกินในฟาร์มโค กระบือ แต่การป้องกันและควบคุมโรคเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์สังคมในปัจจุบันต้องมีการพัฒนาการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ให้ดีขึ้นรวมทั้งการควบคุมและลดการใช้ยาปฎิชีวนะในฟาร์มให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพคน
​กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงระบบการเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่องหลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ได้นำไปใช้ปรับปรุงการเลี้ยงสัตว์ให้มีสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี ซึ่งมีการอ้างอิงสอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามหลักอิสระ 5 ประการ ประกอบด้วย
1. สัตว์ที่เลี้ยงมีอิสระจากความหิว กระหาย และการให้อาหารที่ไม่ถูกต้อง (Freedom from hungry and thirsty)
2. มีอิสระจากความไม่สะดวกสบายอันเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อม (Freedom from discomfort)
3. มีอิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ หรือเป็นโรค (Freedom from pain, injury and disease) โดยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี หรือ การใช้อุปกรณ์อย่างเหมาะสม พื้นที่การเลี้ยงที่สอดคล้องกับธรรมชาติของสัตว์
4. มีอิสระจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน (Freedom from fear and distress) ด้วยสภาวะการเลี้ยงดูที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจ
5. มีอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามปกติของสัตว์ (Freedom to express normal behavior) คือมีอิสระการเป็นอยู่อย่างธรรมชาติ และมีความสบายตามชนิดของสัตว์นั้นๆ

​นอกจากด้านสวัสดิภาพสัตว์แล้วกรมปศุสัตว์ยังได้ตระหนักถึงปัญหาของเชื้อดื้อยาจากฟาร์มปศุสัตว์ โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายให้ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ อย่างสมเหตุผลคือให้มีการใช้ยาเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาปฏิชีวนะ โดยมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา โดยการจะผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาได้ ต้องได้รับการรับรองการปฏิบัติที่ดีในโรงงาน (GMP) และต้องมีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมระบบการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาซึ่งได้รับการอบรมจากกรมปศุสัตว์ ทั้งนี้ การจะผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาต้องผลิตภายใต้ใบสั่งใช้ยาของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การใช้ยาในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อปฏิบัติการควบคุมการใช้ยาสัตว์: มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9032-2552 ซึ่งเป็นข้อกำหนดหนึ่งของฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) โดยควบคุมการใช้ยาให้ถูกต้อง ตรงตามฉลากยาที่ระบุไว้ตามที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีระยะหยุดยาก่อนส่งโรงฆ่าสัตว์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีโครงการเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ได้แก่ การลดใช้ยาปฏิชีวนะ การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised without Antibiotics: RWA) รวมทั้งส่งเสริมการใช้สมุนไพร และโพรไบโอติกส์ ส่งผลให้ภาคการเลี้ยงสัตว์ที่มีเป้าประสงค์หลักตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยายาต้านจุลชีพประเทศไทย 2560-2564 ให้ลดการใช้ยาในสัตว์ลด 30% ภายในปี 2564 ทั้งนี้รวมไปถึงการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมโดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักด้านนี้คือ กรมควบคุมมลพิษ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นำไปสู่การขยายผลจัดทำร่างแผนชาติเชื้อดื้อยาในอีก 5 ปี (ปี 2566-2570) จากนโยบายเหล่านี้ ทั้งด้านสวัสดิภาพสัตว์และการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาคเอกชน ร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล มีการห่วงใยใส่ใจสัตว์ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ คำนึงถึงความปลอดภัยของเนื้อสัตว์และใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรม ปศุสัตว์กล่าวในที่สุด
**********************************
ข้อมูล/ข่าว : สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) และกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ (อยส.)
กรมปศุสัตว์

เฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ บุกทลายแหล่งขายวัคซีน ASF และลัมปี สกิน เถื่อน"​เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อ...
06/10/2021

เฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ บุกทลายแหล่งขายวัคซีน ASF และลัมปี สกิน เถื่อน"

​เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วยกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร และสถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร เข้าตรวจค้นและจับกุมร้านขายยาสัตว์แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ภายหลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการประกาศขายวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) และวัคซีนลัมปี สกิน ผ่านทางสื่อออนไลน์ พบของกลางการกระทำผิดเป็นวัคซีนโรคอหิวาต์​แอฟริกา​ใน​สุกร​(ASF) และวัคซีนลัมปี สกิน ที่ไม่มีทะเบียนตำรับยา จำนวน 5 รายการ มูลค่ากว่าแสนบาท ดังนี้

1. วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จำนวน 27 ขวด ขวดละ 20 โดส มูลค่า 72,900 บาท (ราคาขวดละ 2,700 บาท)

2. วัคซีนโรคลัมปี สกิน จำนวน 4 ยี่ห้อ รวม 252 โดส มูลค่า 27,200 บาท

​โดยได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ในข้อหาขายยาที่มิได้
ขึ้นทะเบียนตำรับยา ตามมาตรา 72(4) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้ยังเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

​นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าวัคซีนที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย นอกจากจะไม่มีการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแล้ว อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากวัคซีนดังกล่าวทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจด้านปศุสัตว์ได้ ดังนั้น หากเกษตรกรมีความต้องการใช้วัคซีนที่ถูกต้อง ควรดูรายละเอียดที่ระบุในฉลาก โดยเฉพาะเลขทะเบียนตำรับยา วันผลิต วันหมดอายุ วิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีน หรือพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2501 3473 ต่อ 112 ,0 2159 0406 ต่อ 104

****************************************
ข่าวและข้อมูลโดย : กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์
(6 ตุลาคม 2564)

สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) ประกาศรับสมัครพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่ง นายสัตวแพทย์ ทำหน้าที่ปฏิบ...
06/10/2021

สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) ประกาศรับสมัครพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่ง นายสัตวแพทย์ ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสัตวแพทย์สาธารณสุข การตรวจสอบ กำกับดูแลกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ทั้งในด้านความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงการรับรองผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศไทยและประเทศคู่ค้า

โดยเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2564

หากท่านใดสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทร.02-6534444 ต่อ 3112

สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) ประกาศรับสมัครพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่ง นายสัตวแพทย์ ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสัตวแพทย์สาธารณสุข การตรวจสอบ กำกับดูแลกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ทั้งในด้านความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงการรับรองผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศไทยและประเทศคู่ค้า

โดยเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2564

หากท่านใดสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทร.02-6534444 ต่อ 3112

กรมปศุสัตว์ผลักดันฟาร์มสุกรสู่การเลี้ยงเชิงปราณีต ชูหลักสวัสดิภาพสัตว์และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลนายสัตวแพทย์สรวิศ ...
02/10/2021

กรมปศุสัตว์ผลักดันฟาร์มสุกรสู่การเลี้ยงเชิงปราณีต ชูหลักสวัสดิภาพสัตว์และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระแสสังคมในปัจจุบันกำลังให้ความใส่ใจกับสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น โดยมีการเรียกร้องให้ภาคการเลี้ยงสุกรปฏิบัติต่อสุกรอย่างมีมนุษยธรรม รวมทั้งความตระหนักถึงปัญหาเชื้อดื้อยาที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมของภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเชื้อดื้อยานี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังระดับโลก ส่งผลให้การผลิตสุกรในประเทศไทยต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสมตามบริบทสังคมยุคนี้ ซึ่งกรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและสนับสนุนเกษตรกรฟาร์มสุกร ได้ประสานองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ช่วยให้ฟาร์มสุกรพัฒนารูปแบบการเลี้ยงจากเดิมสู่การทำฟาร์มเชิงปราณีตให้มากขึ้นในทุกมิติ ทั้งการปรับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันโรคสุกรต่างๆ เข้าสู่ฟาร์ม ดังจะเห็นจากความสำเร็จในการป้องกันโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทย ทำให้สุกรจากไทยยังผลิตและส่งออกไปบางประเทศได้ แต่การป้องกันและควบคุมโรคเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์สังคมในปัจจุบัน ต้องมีการพัฒนาการจัดการสวัสดิภาพสุกรให้ดีขึ้น รวมทั้งการควบคุมและลดการใช้ยาปฎิชีวนะในฟาร์มให้เหมาะสม ถือเป็นประเด็นสำคัญที่กรมปศุสัตว์เร่งผลักดันมาตรฐานและมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับให้ฟาร์มสุกรมีการพัฒนาจากเดิม ดังนี้

1.การยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ของฟาร์มสุกร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ในการทำฟาร์มปศุสัตว์ทุกชนิด ในส่วนของการผลิตสุกรได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ดำเนินการจัดตั้งกรรมการวิชาการที่มาจากกรมปศุสัตว์ สถาบันการศึกษาและภาคเกษตรกร เพื่อยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร ซึ่งนำต้นแบบตามมาตรฐานสากลขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organisation for Animal Health ; OIE) มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งภายใต้หลักการนี้เน้นให้ฟาร์มมีการจัดการให้สุกรได้รับการดูแลที่ดีตามหลักอิสระ 5 ประการ โดยสามารถประเมินความเหมาะสมได้โดยการประเมินผลลัพธ์ของการจัดการ (outcome-base measurable) ผ่านตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare indicators) ซึ่งขณะนี้มาตรฐานนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปในอนาคต ซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่ให้ฟาร์มสุกรได้ศึกษาและปรับรูปแบบการเลี้ยงให้สอดคล้องตามหลักการสากลต่อไป อีกทั้งจะถูกใช้เป็นแนวทางประกอบการตรวจประเมินมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร หรือ GAP ฟาร์มสุกรซึ่งถูกปรับปรุงขึ้นใหม่จากมาตรฐานฉบับเดิมซึ่งออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยฉบับเดิมเป็นมาตรฐานทั่วไป ภาคสมัครใจ แต่สำหรับฉบับที่กำลังปรับปรุงนั้นจะถูกยกระดับเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับฟาร์มสุกรที่มีสุกรขุนตั้งแต่ 500 ตัวขึ้นไป หรือมีแม่พันธุ์สุกรตั้งแต่ 95 ตัวขึ้นไป ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาก่อนประกาศบังคับใช้ เมื่อมีการบังคับใช้คาดว่าจะมีการยกระดับสวัสดิภาพสุกรในฟาร์มที่บังคับทั่วประเทศ เพราะเป็นหัวข้อที่สำคัญประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจรับรอง GAP

2. การจัดการปัญหาเชื้อดื้อยาตามหลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One health approach) เพื่อสู่สมดุลสุขภาพ คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

กรมปศุสัตว์ได้ตระหนักถึงภัยร้ายของเชื้อดื้อยา โดยได้ขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนระดับชาติ คือ “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564” ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 โดยให้ภาคปศุสัตว์ควบคุมการใช้ “ยาปฏิชีวนะ”อย่างสมเหตุผลคือให้มีการใช้ยาเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อรักษาสุขภาพของสัตว์ที่เจ็บป่วย ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) และยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของการผลิตปศุสัตว์ให้เพียงพอต่อการบริโภค รวมถึงไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ภายใต้การกำกับดูแลของสัตวแพทย์ที่ดูแลสุขภาพของสัตว์ในฟาร์มเหล่านั้น กรมปศุสัตว์จึงมีมาตรการควบคุมการใช้ยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ โดยมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated feed) โดยการจะผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาได้ โรงงานนั้นจะต้องได้รับการรับรอง GMP และต้องมีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมระบบการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาซึ่งได้รับการอบรมจากกรมปศุสัตว์ จึงจะสามารถจดแจ้งเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาได้ ทั้งนี้ การจะผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยาต้องผลิตภายใต้ใบสั่งใช้ยา (Prescription) ของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ปี 2562 มีรายงานผ่านระบบ ICT ของกรมปศุสัตว์ พบว่ามีการผสมยาปฏิชีวนะลงในอาหารสัตว์ ณ โรงงานอาหารสัตว์ที่ผสมยาเพียง 1.8% ของสัดส่วนการผลิตอาหารสัตว์ทั้งหมด การใช้ยาในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อปฏิบัติการควบคุมการใช้ยาสัตว์: มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9032-2552 ซึ่งเป็นข้อกำหนดหนึ่งของฟาร์ม GAP โดยควบคุมการใช้ยาให้ถูกต้อง ตรงตามฉลากยาที่ระบุไว้ตามที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยาจาก อย. และมีระยะหยุดยาก่อนส่งโรงฆ่าสัตว์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีโครงการเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ได้แก่ การลดใช้ยาปฏิชีวนะ การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised without Antibiotics: RWA) รวมทั้งส่งเสริมการใช้สมุนไพร และโพรไบโอติกส์ ส่งผลให้ภาคการเลี้ยงสัตว์ที่มีเป้าประสงค์หลักตามแผนชาติให้ลดการใช้ยาในสัตว์ลด30% ภายในปี 2564 ซึ่งพบว่าข้อมูลปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ปี 2562 เทียบกับปี 2560 มีการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลดลงถึง 49% ควบคู่ไปกับระบบการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาของกรมปศุสัตว์เพื่อทราบสถานะของเชื้อดื้อยา เพื่อลดและชะลอการดื้อยาที่เป็นภัยคุกคามทั้งในคนและสัตว์ต่อไป ทั้งนี้ รวมไปถึงการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมโดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักด้านนี้คือ กรมควบคุมมลพิษ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งประเทศไทยได้มีกรอบการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์การระหว่างประเทศ ทั้ง Tripartite (FAO/OIE/WHO) และ UNEP นำไปสู่การขยายผลจัดทำร่างแผนชาติเชื้อดื้อยาในอีก 5 ปี (ปี 2566-2570) อีกทั้งในทุกปีของเดือนพฤศจิกายน ประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนได้ร่วมรณรงค์สัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก (World Antibiotic Awareness Week :WAAW) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 18-24 พฤศจิกายน 2564 กรมปศุสัตว์เชื่อมั่นว่าการดำเนินการภายใต้ความเข้าใจในปัญหาของเชื้อดื้อยา ความตระหนักรู้ของการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การบังคับใช้มาตรฐาน GAP ฟาร์มสุกรที่ควบคุมการใช้ยาโดยสัตวแพทย์ รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะนำไปสู่ความสำเร็จในการจัดการปัญหาเชื้อดื้อยาและเกิดความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมการผลิตสุกรภายใต้หลักความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และหลักการสุขภาพหนึ่งเดียว (One health approach) ต่อไป
………………………………………………………………..
ข่าวและข้อมูลโดย : สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ (สพส.) และกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ (อยส.) กรมปศุสัตว์ (3 ตุลาคม 2564)

กรมปศุสัตว์ยืนยันประชาชนสามารถเชือดสุกรของตนเองเพื่อจำหน่ายได้ แต่ต้องทำในโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น แน...
02/10/2021

กรมปศุสัตว์ยืนยันประชาชนสามารถเชือดสุกรของตนเองเพื่อจำหน่ายได้ แต่ต้องทำในโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น แนะซื้อเนื้อสัตว์จากร้านที่กรมปศุสัตว์รับรอง
ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ มีกระแสเชือดสุกรขายเองผิดกฎหมาย ต้องนำเนื้อสุกรของบริษัทมาขายด้วยจึงจะไม่ผิดกฎหมาย กรมปศุสัตว์ขอยืนยันประชาชนสามารถเชือดหมูของตนเองเพื่อจำหน่ายได้ แต่ต้องทำที่โรงฆ่าสัตว์ ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยปัจจุบันกฎหมายที่กำกับดูแลการเชือดสัตว์เพื่อการจำหน่ายของประเทศไทยคือ พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้การฆ่าสัตว์ต้องกระทำในโรงฆ่าสัตว์เท่านั้น ดังนั้น การเชือดสุกรเพื่อจำหน่ายที่บ้านตนเองไม่ว่าสุกรนั้นจะเป็นสุกรที่เลี้ยงเองหรือว่าสุกรที่มาจากบริษัทจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อ การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำกับดูแลเรื่องโรงฆ่าสัตว์เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากโรงฆ่าสัตว์เป็นสถานที่ผลิตเนื้อสัตว์ก่อนจำหน่ายถึงผู้บริโภคจึงมีความจำเป็นที่ต้องกำกับดูแลให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์มีชีวิต มีความสะอาดในกระบวนการผลิตและมีสวัสดิภาพสัตว์ และที่สำคัญต้องมีการตรวจสุขภาพสัตว์ก่อนฆ่าและเนื้อสัตว์หลังฆ่า โดยพนักงานตรวจโรคสัตว์ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย์ หรือผู้ที่ได้รับการอบรมจากสัตวแพทยสภาหรือกรมปศุสัตว์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) นอกจากนี้โรงฆ่าสัตว์ยังมีกฎหมายกำกับดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้สร้างเหตุเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนข้างเคียง เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พระราชบัญญัติผังเมือง เป็นต้น ทั้งนี้ เนื้อสัตว์ที่มาจากโรงฆ่าที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น จะไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ ไม่มีการตรวจสอบใดๆ ไม่ได้ผ่านการตรวจโรคมาก่อน และผ่านกระบวนการฆ่าสัตว์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความเสี่ยงที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละแล้วไปวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคปนเปื้อนเชื้อโรคสูง อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดที่สำคัญ หรืออันตรายจากสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะ เป็นต้น โดยการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์มีความผิดตามมาตรา 15 แห่ง พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 คือประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษตามมาตรา 31 แห่ง พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 คือฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่าต่อพนักงานท้องถิ่น ซึ่งมีโทษปรับตามรายตัว สุกร ตัวละไม่เกิน 2 หมื่นบาท
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นการส่งเสริมโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยสามารถสังเกตตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ว่านำเนื้อสัตว์มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้อนุญาตตามกฎหมาย




ข้อมูลโดย : สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (2 ตุลาคม 2564)

ที่อยู่

69/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

026534933

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

นำเข้าและจำหน่ายตู้ดูดความชื้นอัตโนมัติweifo(เวยโฟ). iso9001..มาตรฐานCE..รับประกัน/ดูแลซ่อมหลังการขาย/ Maintenance Service..สอบถาม idline:weifo1 Tel.0624944693/0923624299
ตู้กันความชื้นweifo(เวยโฟ).iso9001.ไม่ใช้สาร/ฮีทเตอร์ดูด ความชื้น..เก็บรักษาเครื่องมือ.กล้องเลนส์.สารเคมี.ชิ้นงาน ตัวอย่าง ฯลฯ..ไม่ให้เกิดเชื้อรา/สนิม.ช่วยยืดอายุงาน.ไม่เสื่อม คุณภาพ.ได้มาตรฐาน..รับประกัน/ดูแลซ่อมหลังการขาย.. สอบถาม idline:weifo1/0624944693
ตู้ดูดความชื้นอัตโนมัติWeifo(เวยโฟ)...ไม่ใช้สารหรือฮีทเตอร์ดูดความชื้น...ควบคุมความชื้น20-60%rh...iso9001... รับประกัน/ดูแลซ่อมบำรุงต่อเนื่องหลังการขาย... สอบถาม Idline:weifo1/0923624299
โคขุนไม่ยากอย่างที่คิดอยู่ที่การจัดการเป็นสำคัญ
เคลื่อนย้ายไข่ง่ายนิดเดียว
ASF เรื่องหมูที่ไม่หมู
Rinderpest will not only legend.
กินไก่ไม่เกี่ยวกับเป็นสาวเร็วนะคุณหมอบอกเองไม่เชื่อหมอแล้วจะเชื่อใคร?
ต้องแยกเรื่องย่อยน้ำตาล lactose ไม่ได้กับแพ้นมออกจากกันและไม่ใช่ทุกคนที่จะแพ้