อนันต์ชัย ไชยเดช - กฎหมายอนัน

อนันต์ชัย ไชยเดช - กฎหมายอนัน รับปรึกษา ว่าความคดี ทั่วราชอาณาจักร
(187)

เปิดเหมือนปกติ

03/06/2021

ใครรับโอนเงินจากการกรทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงมีความผิดฐานรับของโจร !

ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ศีลธรรมในจิตใจบางคนไม่สูงตาม...บังอาจหลอก ผศ.อดีตอาจารย์มหาลัยชื่อดังถอนเงิน 21 ล้าน !
วันที่ 2 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช จะพาคุณย่า (ผศ.ขนิษฐ ตัณฑวิรัตน์) ผู้เสียหาย ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.วีณา มณีใส ที่ สน.พหลโยธิน ข้อหาลักทรัพย์ หรือฉ้อโกง
กล่าวคือ ก่อนเกิดเหตุ น.ส.วีณา มณีใส ได้ใช้อุบายเข้ามาตีสนิทกับคุณย่า อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง อายุ 84 ปี ภรรยาของนายมนตรี ตัณฑวิรัตน์ อดีตรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 และต่อมาหลานชายผู้ดูแลคุณย่าก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยน.ส.วีณา มณีใสได้อาศัยช่วงเวลาที่คุณย่าอยู่ในความเศร้าโศกประกอบกับความชราภาพและเบาปัญญาเพราะคุณย่ามีอาการป่วยหลงๆลืมๆ ใช้อุบายพาคุณย่าไปที่ธนาคารกรุงไทยต่างสาขา แล้วหลอกให้ลงชื่อเบิกเงินออกจากบัญชีของคุณย่าที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว 33 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21,800,000 บาท
ครั้งที่ 1. วันที่ 9/3/2564 จำนวน 4,400,000 บาท ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา ย่อยอาภาภิรมย์
ครั้งที่ 2. วันที่ 31/3/2564 จำนวน 14,000,000 บาท ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา จามจุรี
ครั้งที่ 3. วันที่ 8/4/2564 จำนวน 1,100,000 บาท ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา บิ๊กซีลาดพร้าว 2
ครั้งที่ 4. วันที่ 28/4/2564 จำนวน 2,300,000 บาท ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา จามจุรี
จนเหลือเงินในบัญชีเพียง 78,349.94 บาท
นอกจากนั้น ยังหลอกให้คุณย่าปิดบัญชีที่สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วให้นำเงินนั้นเข้าบัญชีคุณย่าที่ธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ในวันที่ 29 /4/2564 จำนวน 13,092,466.16 บาท เพื่อเตรียมจะหลอกให้คุณย่าถอนเงินจำนวนนั้นอีก แต่โชคดีที่คนดูแลเห็นผิดปกติจึงรีบแจ้งญาติทราบและตรวจสอบ จนกระทั่งทราบความจริงจากธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ต่างสาขา ไปจำนวน 21,800,000 บาท เมื่อทวงถาม น.ส.วีณา กลับอ้างว่า คุณย่าให้โดยเสน่หา ไม่ยอมคืนแถมยังท้าทายให้ไปแจ้งความอีกด้วย...
ญาติพี่น้องก็ไม่ใช่ อยู่ดีๆ ใครจะยอมโอนเงินให้เป็นสิบๆล้าน ลองถามใครดูก็ได้ว่าจะเชื่อคุณมั๊ย?
ดังนั้น วันที่ 2 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช จึงพาคุณย่า (ผศ.ขนิษฐ ตัณฑวิรัตน์) ไปร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.วีณา มณีใส ในข้อหาลักทรัพย์ ฉ้อโกงและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด แล้วพบกันที่ สน.พหลโยธิน

👉ผมอยากจะฝากบอกคนที่รับโอนเงินจากนางสาววีณาฯ ให้รีบเอาเงินมาคืนไม่เช่นนั้นท่านจะโดนข้อหารับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ทุกๆ คน
มาตรา 357 “ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “
ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบบางคนแล้ว รีบคืนเสียน่ะครับ เพราะเส้นทางการเงินตามไม่อยากครับ ได้มาหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน

ด้วยความหวังดี
ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
(ทนายกระดูกเหล็ก)

https://www.bugaboo.tv/news/560065
02/06/2021
อดีตอาจารย์ถูกคนตีสนิท หลอกถอนเงินกว่า 21 ล้านบาท อีกฝ่ายอ้างให้โดยเสน่หา

https://www.bugaboo.tv/news/560065

เจาะประเด็นข่าว 7HD - วันนี้มีอดีตอาจารย์อายุ 84 ปี มาเปิดเผยข้อมูลว่าถูกหญิงสาวที่รู้จักกันโดยบังเอิญ เข้าม.....

https://news.ch7.com/detail/490340
02/06/2021
ทนายอนันต์ชัย คุณย่าวัย 84 ปี โร่แจ้งความ หลังถูกหลอกพาไปถอนเงินสูญเกือบ 22 ล้าน

https://news.ch7.com/detail/490340

ทนายอนันต์ชัย พาอาจารย์ ม.ดังวัย 84 ปี โร่แจ้งความ หลังถูกสาวมาตีสนิทหลอกพาไปถอนเงินสูญเกือบ 22 ล้าน วันนี้ ( 2 .....

Photos from ทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช's post
02/06/2021

Photos from ทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช's post

https://www.komchadluek.net/news/crime/468899
02/06/2021
แจ้งจับสาวแสบ หลอกผู้ช่วยศาสตราจารย์ ถอนเงิน 21 ล้าน

https://www.komchadluek.net/news/crime/468899

"ทนายอนันต์ชัย" พาเหยื่อผู้เสียหาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัย 84 ปี เข้าแจ้งความตำรวจ สน.พหลโยธิน เอาผิดสาวจอมแส.....

02/06/2021

วันนี้ เวลา 10.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขนิษฐ์ ตัณฑวิรัตน์ ผู้เสียหาย วัย 84 ปี ซึ่งเป็นถึงอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ขึ้นโรงพักพหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาววีณา มณีใส หลังก่อเหตุใช้อุบายเข้ามาตีสนิทกับผู้เสียหาย หลอกลวงให้ผู้เสียหายถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตนเอง แล้วให้นำเงินไปให้ผู้ก่อเหตุจำนวน 21.8 ล้านบาท ทั้งที่ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ญาติ เมื่อทวงถามเงินจำนวนดังกล่าว ทางผู้ก่อเหตุไม่ยอมคืน พร้อมทั้งอ้างว่า ผู้เสียหายให้ด้วยความเสน่หา อีกทั้งท้าให้แจ้งความ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ
โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า สาหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากคุณย่าขนิษฐ์ ภรรยาของนายมนตรี ตัณฑวิรัตน์ อดีตรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 และต่อมาหลานชายผู้ดูแลคุณย่าก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนางสาว วีณา มณีใส ได้อาศัยช่วงเวลาที่คุณย่าอยู่ในความเศร้าโศกประกอบกับความชราภาพและเบาปัญญาเพราะคุณย่ามีอาการป่วยหลงๆลืมๆ ใช้อุบายพาคุณย่าไปที่ธนาคารกรุงไทยต่างสาขา แล้วหลอกให้ลงชื่อเบิกเงินออกจากบัญชีของคุณย่าที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว 33 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21 ล้าน 8 แสนบาท โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา หลอกให้ถอนเงินต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาข ย่อยอาภาภิรมย์ จำนวน 4 ล้าน 4 แสนบาท // ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาจามจุรี เป็นเงินจำนวน 14 ล้านบาท // ครั้งที่3 เมื่อวันที่ 8 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 ในจำนวน 1 ล้าน 1 แสนบาท และครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 28 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา จามจุรี เป็นเงินจำนวน 2 ล้าน 3 แสนบาท จึงทำให้เงินในบัญชีเหลือเพียง 7 หมื่น 8 พันกว่าบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เมษายน ยังหลอกให้คุณย่าขนิษฐ์ ปิดบัญชีที่สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วให้นำเงินจำนวน 13 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ของคุณย่า เพื่อเตรียมจะหลอกให้คุณย่าถอนเงินจำนวนดังกล่าวอีก แต่โชคดีที่คนดูแลเห็นผิดปกติ จึงรีบแจ้งญาติให้ตรวจสอบ จนกระทั่งทราบความจริงจากธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ต่างสาขา ไปจำนวน 21 ล้าน 8 แสนบาท เมื่อทวงถามเงินจำนวยนี้คืน ทางนางสาววีณา กลับอ้างว่า คุณย่าให้ด้วยความเสน่หา ไม่ยอมคืนแถมยังท้าทายให้ไปแจ้งความอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พา ผศ.ขนิษฐ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาว วีณา มณีใส ในข้อหาลักทรัพย์ ฉ้อโกง และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

02/06/2021

วันนี้ เวลา 10.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขนิษฐ์ ตัณฑวิรัตน์ ผู้เสียหาย วัย 84 ปี ซึ่งเป็นถึงอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ขึ้นโรงพักพหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาววีณา มณีใส หลังก่อเหตุใช้อุบายเข้ามาตีสนิทกับผู้เสียหาย หลอกลวงให้ผู้เสียหายถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตนเอง แล้วให้นำเงินไปให้ผู้ก่อเหตุจำนวน 21.8 ล้านบาท ทั้งที่ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ญาติ เมื่อทวงถามเงินจำนวนดังกล่าว ทางผู้ก่อเหตุไม่ยอมคืน พร้อมทั้งอ้างว่า ผู้เสียหายให้ด้วยความเสน่หา อีกทั้งท้าให้แจ้งความ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ
โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า สาหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากคุณย่าขนิษฐ์ ภรรยาของนายมนตรี ตัณฑวิรัตน์ อดีตรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 และต่อมาหลานชายผู้ดูแลคุณย่าก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนางสาว วีณา มณีใส ได้อาศัยช่วงเวลาที่คุณย่าอยู่ในความเศร้าโศกประกอบกับความชราภาพและเบาปัญญาเพราะคุณย่ามีอาการป่วยหลงๆลืมๆ ใช้อุบายพาคุณย่าไปที่ธนาคารกรุงไทยต่างสาขา แล้วหลอกให้ลงชื่อเบิกเงินออกจากบัญชีของคุณย่าที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว 33 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21 ล้าน 8 แสนบาท โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา หลอกให้ถอนเงินต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาข ย่อยอาภาภิรมย์ จำนวน 4 ล้าน 4 แสนบาท // ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาจามจุรี เป็นเงินจำนวน 14 ล้านบาท // ครั้งที่3 เมื่อวันที่ 8 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 ในจำนวน 1 ล้าน 1 แสนบาท และครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 28 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา จามจุรี เป็นเงินจำนวน 2 ล้าน 3 แสนบาท จึงทำให้เงินในบัญชีเหลือเพียง 7 หมื่น 8 พันกว่าบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เมษายน ยังหลอกให้คุณย่าขนิษฐ์ ปิดบัญชีที่สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วให้นำเงินจำนวน 13 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ของคุณย่า เพื่อเตรียมจะหลอกให้คุณย่าถอนเงินจำนวนดังกล่าวอีก แต่โชคดีที่คนดูแลเห็นผิดปกติ จึงรีบแจ้งญาติให้ตรวจสอบ จนกระทั่งทราบความจริงจากธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ต่างสาขา ไปจำนวน 21 ล้าน 8 แสนบาท เมื่อทวงถามเงินจำนวยนี้คืน ทางนางสาววีณา กลับอ้างว่า คุณย่าให้ด้วยความเสน่หา ไม่ยอมคืนแถมยังท้าทายให้ไปแจ้งความอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พา ผศ.ขนิษฐ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาว วีณา มณีใส ในข้อหาลักทรัพย์ ฉ้อโกง และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

https://youtu.be/5fu8Zo5meFY
02/06/2021
สาวลิ้นทอง! ตุ๋นอดีตอาจารย์ ม.ดัง วัย 84 ปี ฉกเงิน 21.8 ล้านบาท

https://youtu.be/5fu8Zo5meFY

ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ศีลธรรมในจิตใจบางคนไม่สูงตาม บังอาจหลอกให้อดีตอาจารย์มหาลัยชื....

02/06/2021

วันนี้ เวลา 10.00 น. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขนิษฐ์ ตัณฑวิรัตน์ ผู้เสียหาย วัย 84 ปี ซึ่งเป็นถึงอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ขึ้นโรงพักพหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาววีณา มณีใส หลังก่อเหตุใช้อุบายเข้ามาตีสนิทกับผู้เสียหาย หลอกลวงให้ผู้เสียหายถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของตนเอง แล้วให้นำเงินไปให้ผู้ก่อเหตุจำนวน 21.8 ล้านบาท ทั้งที่ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ญาติ เมื่อทวงถามเงินจำนวนดังกล่าว ทางผู้ก่อเหตุไม่ยอมคืน พร้อมทั้งอ้างว่า ผู้เสียหายให้ด้วยความเสน่หา อีกทั้งท้าให้แจ้งความ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ
โดยทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า สาหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากคุณย่าขนิษฐ์ ภรรยาของนายมนตรี ตัณฑวิรัตน์ อดีตรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 และต่อมาหลานชายผู้ดูแลคุณย่าก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนางสาว วีณา มณีใส ได้อาศัยช่วงเวลาที่คุณย่าอยู่ในความเศร้าโศกประกอบกับความชราภาพและเบาปัญญาเพราะคุณย่ามีอาการป่วยหลงๆลืมๆ ใช้อุบายพาคุณย่าไปที่ธนาคารกรุงไทยต่างสาขา แล้วหลอกให้ลงชื่อเบิกเงินออกจากบัญชีของคุณย่าที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาลาดพร้าว 33 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 21 ล้าน 8 แสนบาท โดยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา หลอกให้ถอนเงินต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาข ย่อยอาภาภิรมย์ จำนวน 4 ล้าน 4 แสนบาท // ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาจามจุรี เป็นเงินจำนวน 14 ล้านบาท // ครั้งที่3 เมื่อวันที่ 8 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 ในจำนวน 1 ล้าน 1 แสนบาท และครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 28 เมษายน ถอนต่างสาขา ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา จามจุรี เป็นเงินจำนวน 2 ล้าน 3 แสนบาท จึงทำให้เงินในบัญชีเหลือเพียง 7 หมื่น 8 พันกว่าบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 เมษายน ยังหลอกให้คุณย่าขนิษฐ์ ปิดบัญชีที่สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่ง แล้วให้นำเงินจำนวน 13 ล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ของคุณย่า เพื่อเตรียมจะหลอกให้คุณย่าถอนเงินจำนวนดังกล่าวอีก แต่โชคดีที่คนดูแลเห็นผิดปกติ จึงรีบแจ้งญาติให้ตรวจสอบ จนกระทั่งทราบความจริงจากธนาคารกรุงไทย สาขาลาดพร้าว 33 ว่าเงินถูกถอนออกจากบัญชีธนาคารกรุงไทย ต่างสาขา ไปจำนวน 21 ล้าน 8 แสนบาท เมื่อทวงถามเงินจำนวยนี้คืน ทางนางสาววีณา กลับอ้างว่า คุณย่าให้ด้วยความเสน่หา ไม่ยอมคืนแถมยังท้าทายให้ไปแจ้งความอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางทนายอนันต์ชัย จึงได้พา ผศ.ขนิษฐ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางสาว วีณา มณีใส ในข้อหาลักทรัพย์ ฉ้อโกง และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

https://siamrath.co.th/n/249510
02/06/2021
ทนายอนันต์ชัย พาอาจารย์ ม.ดัง วัย 84 แจ้งความ หลังตกเป็นเหยื่อถูกฉกเงิน 21.8 ล้านบาท

https://siamrath.co.th/n/249510

วันนี้ ( 2 มิ.ย.64) ทั้ สน.พหลโยธิน นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง พานางขนิษฐ์ ตัณฑวิรัตน์ ผู้เสียหาย อายุ 84 ป...

28/05/2021

🙏ท้าวมาลีวราช ว่าความ 🙏

ท้าวมาลีวราช หรือมาลีวัคคพรหม เป็นพรหมมี 4 พักตร์ 8 กร มีความยุติธรรมมาก จึงได้รับพรจากพระอิศวรให้มีวาจาสิทธิ์
ท้าวมาลีวราช มีศักดิ์เป็นปู่ของทศกัณฐ์ เมื่อทศกัณฐ์ทำสงครามกับพระรามต้องสูญเสียญาติมิตรและบริวารเป็นจำนวนมาก ทศกัณฐ์หวังจะให้ท้าวมาลีวราชสาปแช่งพระราม จึงฟ้องร้องต่อท้าวมาลีวราชใส่ร้ายพระรามมากมาย ท้าวมาลีวราชไม่ต้องการฟังความข้างเดียวจึงให้เชิญพระรามและนางสีดาไปสอบสวนจนได้ความจริง
ท้าวมาลีวราช สั่งให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาไป แต่ทศกัณฐ์ไม่ยินยอม ท้าวมาลีวราชโกรธมากกล่าวคำสาปแช่งให้ทศกัณฐ์ต้องตายด้วยศรของพระราม
ท้าวมาลีวราช เปรียบเสมือน ผู้พิพากษาที่ตัดสินคดี ต้องเที่ยงธรรม ไม่มีอคติ หากตัดสินคดีโดยไม่เที่ยงธรรม และมีอคติ จะถูกสาปแช่ง และถูกลงโทษ จากกฎแห่งกรรม
“ ถึงแม้กฎหมายจะไม่ค่อยยุติธรรมธรรมเท่าไหร แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอครับ “
ท้าวมาลีวราช ท้าวเทพประธานพระองค์นี้ ประดิษฐ์ฐานอยู่ที่บริษัท กฎหมายอนันต์ชัย ไชยเดช จำกัด เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม

🙏 “ นะ โม พุท ธา ยะ โอม “🙏

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
(ทนายกระดูกเหล็ก)

https://www.thairath.co.th/news/crime/2102061
27/05/2021
ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องจำเลยคดีน้องเต้ ชี้พยานไม่มีน้ำหนัก ด้านแม่น้ำตาซึม

https://www.thairath.co.th/news/crime/2102061

ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง จำเลยคดีฆ่าน้องเต้เสียชีวิต เมื่อปี 61 ชี้พยานให้การขัดแย้ง ไม่สอดคล้อง.....

"หมอไม่ทน" จี้รัฐปลดล็อก เปิดทางนำเข้าวัคซีนโควิดทางเลือก | เดลินิวส์ | LINE TODAYhttps://liff.line.me/1454988218-NjbXbq...
23/05/2021
"หมอไม่ทน" จี้รัฐปลดล็อก เปิดทางนำเข้าวัคซีนโควิดทางเลือก | เดลินิวส์ | LINE TODAY

"หมอไม่ทน" จี้รัฐปลดล็อก เปิดทางนำเข้าวัคซีนโควิดทางเลือก | เดลินิวส์ | LINE TODAY

https://liff.line.me/1454988218-NjbXbq18/v2/article/jVXNoL?utm_source=lineshare

สายพันธุ์อินเดียมาแล้ว”หมอไม่ทน”ล่าชื่อผ่าน Change.org จี้รัฐปลดล็อกเปิดทางนำเข้าวัคซีนทางเลือก ยกเลิกการควบ.....

https://youtu.be/Swrp9r9wMVs
21/05/2021
🔴หัวอกพ่อแตกสลาย ลูกชายถูกโจ๋กว่า 20 คน รุมสกรัมสาหัส ลือเส้นใหญ่ คดีไม่คืบ

https://youtu.be/Swrp9r9wMVs

🔻ร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญ⚡️สมัย พรมน้ำคำ พ่อของลูกชายที่ถูกรุมทำร้าย⚡️แก้ว พรมน้ำคำ แม่ของลูกชายที่ถูกร....

21/05/2021

การกระทำความผิดคดีอาญ ของเด็กและเยาวชน ร่วมกับผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไร ?

 จากกรณีที่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 รายการ สนามข่าว 7 สี เสนอข่าวพ่อของนายขวัญ คงสนาม ซึ่งเป็นเยาวชนชายอายุ 17 ปี ออกมาร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผ่านไป 2 เดือนแล้ว คดีไม่คืบหน้า และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม https://news.ch7.com/detail/487093
เมื่อคืนนี้ ผมได้รับการติดต่อจากรายการ “ ถกไม่เถียง “ ของสถานีโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง 7 สี
เชิญให้มาออกรายการเย็นนี้ ผมในฐานะนักกฎหมายและทนายความ ขอให้บทวิเคราะห์เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ดังนี้

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา นายขวัญฯ เยาวชนชายอายุ 17 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้าย ในชุมชนบ้านดู่ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถูกฟันตามร่างกาย อาการสาหัส แพทย์ต้องเย็บแผลเกือบ 70 เข็ม กระทั่งต่อมา ทางครอบครัวแจ้งความ ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ และทราบว่าตำรวจจับกุมมาได้ 13 คน มีชายอายุ 19 ปี 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเยาวชนอายุ 17 ปี ผู้บาดเจ็บ ยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก และไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุมาก่อน
โดยพ่อของผู้บาดเจ็บออกมาเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุระบุว่า มีผู้ร่วมลงมือมากกว่า 20 คน จึงสงสัยว่าอาจจะยังจับกุมไม่ครบทุกคน อีกทั้งก่อนหน้านี้ ทางผู้ปกครองกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 13 คน ได้ยื่นข้อเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อขอไกล่เกลี่ยให้ยอมความมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเสนอเงินให้ 65,000 บาท และครั้งที่ 2 เสนอให้ 100,000 บาท แต่พ่อผู้บาดเจ็บไม่ยอมรับเงินดังกล่าว เพราะต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด แม้จะเป็นเยาวชนก็ตาม เพราะเกรงว่าหากไม่ลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง วัยรุ่นกลุ่มนี้ก็จะไปก่อเหตุซ้ำกับคนอื่น จึงวิงวอนขอความเป็นธรรม เพราะขณะนี้เหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับใครได้ เพราะทราบมาว่าทางพนักงานสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ก่อเหตุ ส่วนลูกชายแม้อาการจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
​ การที่เยาวชนชายอายุ 17 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ถือว่ากลุ่มวัยรุ่นทำความผิดในข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ประกอบมาตรา 83
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 “ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
อันตรายสาหัสนั้น คือ
(๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
(๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
(๓) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด
(๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
(๕) แท้งลูก
(๖) จิตพิการอย่างติดตัว
(๗) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
(๘) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

การที่พ่อของนายขวัญฯ ทราบว่าตำรวจจับกุมมาได้ 13 คน มีชายอายุ 19 ปี 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่มีเด็กหรือเยาวชน ร่วมกระทำความผิดกับผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวนจะต้องแยกสำนวนฟ้องเป็น 2 สำนวน คือคดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้ใหญ่จะต้องฟ้องศาลจังหวัด
(พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้นิยามของคำว่า "เด็ก" และ "เยาวชน" ไว้ในมาตรา ๔ ดังนี้ "เด็ก" หมายถึง บุคคลที่มีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกินสิบสี่ปีบริบูรณ์ "เยาวชน" หมายถึง บุคคลที่มีอายุเกินสิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ )
ส่วนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชนจะต้องแยกฟ้องต่อศาลเยาวชน เสมอ ไม่ว่าเยาวชนนั้นจะเป็นทหารหรือกระทำผิดในคดีที่อยู่อำนาจศาลอื่นก็ตาม
​ ฉะนั้น เมื่อตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 13 คน แสดงว่าคดีนี้ต้องมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้วบางส่วน หากเป็นเด็กหรือเยาวชนเมื่อถูกจับกุมแล้วจะต้องมีการตรวจสอบการจับภายใน 24 ชม. ส่วนผู้ใหญ่ก็จะต้องส่งตัวไปขอฝากขังต่อศาลจังหวัดภายใน 48 ชม. ซึ่งการจับกุมดังกล่าวก็จะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาด้วย
ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ตำรวจจะยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวทั้งหมด(ถ้าตำรวจไม่ทำตามขั้นตอนนี้ ตำรวจผิด ป.อาญา มาตรา 157)
​ ส่วนขั้นตอนในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนจะต้อง
- รอรายงานสืบเสาะข้อเท็จจริงจากสถานพินิจ
- สอบสวนพยานเกี่ยวข้องครบทุกปาก, หากสอบปากคำเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหา
1. จะต้องแจ้งที่ปรึกษากฎหมาย(ทำหน้าที่ทำนองเดียวกับทนายความ) เข้าร่วมรับฟังการสอบสวน
2. ต้องติดต่อบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่ดูแลเด็กหรือเยาวชนไว้วางใจ ให้เข้าร่วมรับฟังการสอบสวน
3.ต้องมีหนังสือแจ้งสหวิชาชีพ คือพนักงานอัยการ,นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ ร่วมรับฟังการสอบสวนเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหาเสมอไม่ว่าเด็กหรือเยาวชนจะต้องการหรือไม่
และการสอบสวนเด็กหรือเยาวชนจะต้องบันทึกวีดีโอขณะสอบสวนปากคำไว้เป็น พยานหลักฐานด้วย
- ได้รับรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้บาดเจ็บจากแพทย์
- รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานเอกสาร
- ต้องดำเนินการสอบสวนตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการในบันทึกการตรวจสำนวนเบื้องต้น แล้วจึงจะสรุปสำนวนการสอบสวนทำความเห็นทางคดี “เห็นควรสั่งฟ้อง/ไม่ฟ้อง”ผู้ต้องหา โดยให้แยกสำนวนออกเป็น 2 สำนวน คือ
​1.สรุปสำนวนการสอบสวนส่งอัยการศาลผู้ใหญ่(ศาลจังหวัด) 1 สำนวน (โดยนำสำเนาสำนวนการสอบสวนที่ส่งอัยการเด็กผูกรวมติดไปด้วย)
​2.สรุปสำนวนการสอบสวนส่งอัยการศาลเด็กหรือเยาวชน 1 สำนวน (โดยนำสำเนาการสอบสวนที่ส่งอัยการผู้ใหญ่ผูกรวมติดไปด้วย)
​ สำหรับคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายสาหัสนี้มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึงสิบปี ปรับหนึ่งหมื่นถึงสองแสนบาท
- โดยคดีเด็กหรือเยาวชน พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปยังสถานพินิจฯให้ควบคุมตัวได้ 30 วัน จากนั้น จะต้องขอผัดฟ้องต่อศาลเยาวชนได้อีกไม่เกิน 4 ครั้งๆละไม่เกิน 15 วัน เมื่อนับระยะเวลารวมกันทั้งหมดจะไม่เกิน 90 วัน (พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา 51)ระหว่างนี้ พงส.ก็จะต้องติดตามรายงานสืบเสาะข้อเท็จจริงจากสถานพินิจ และพยานหลักฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ส่วนคดีผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวนมีอำนาจฝากขังต่อศาลจังหวัดได้ไม่เกิน 7 ครั้งๆละไม่เกิน 12 วัน รวม 84 วัน (ป.วิอาญา มาตรา 87) ซึ่งใกล้เคียงกับคดีเด็กและเยาวชน

ฉะนั้น หากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับใคร ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจคลาดเคลื่อน อีกอย่างพนักงานสอบสวนอาจจะยุ่งแล้วหลงลืมแจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ฝ่ายผู้เสียหายทราบ เพราะคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 419/2556 เรื่องการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวนการสอบสวน และมาตรการควบคุม ตรวจสอบสวน เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา
การแจ้งผลความคืบหน้าการสอบสวนให้ผู้ร้องทุกข์หรือผู้กล่าวโทษทราบเป็นหนังสือ
ครั้งแรก เมื่อครบกำหนด 30 วัน นับจากวันรับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษ
ครั้งที่ 2 เมื่อครบกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่แจ้งครั้งแรก
ครั้งที่ 3 เมื่อสรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการ
ทั้งนี้ หากมีการออกหมายจับ หรือจับกุมตัวผู้ต้องได้ก็ให้แจ้งผู้ร้องทุกข์หรือผู้กล่าวโทษทราบด้วย ซึ่งช่วงนี้น่าจะอยู่ระหว่างที่ พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาดำเนินคดี ส่วนคนที่ยังจับกุมไม่ได้นั้น ก็จะต้องดูว่ามีพยานหลักฐานพอที่จะออกหมายจับได้หรือไม่ ถ้าออกหมายจับได้แล้วก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องจับกุมมาดำเนินคดีภายในอายุความสิบห้าปี(ตามป.อาญา มาตรา 95 (2))
ส่วนคดีเสียหายทางแพ่ง หากฝ่ายผู้ต้องหาเสนอมาไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็จะต้องยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่างหาก
สำหรับคดีอาญานั้น แม้ว่าฝ่ายผู้เสียหายจะรับเงินค่าเสียหาย ตำรวจก็ต้องส่งฟ้องอยู่ดี เพราะคดีนี้เป็นความผิดอาญายอมความกันไม่ได้
บทวิเคราะห์นี้ผมเขียนเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่มีเจตนาให้ร้ายต่อพนักงานสอบสวน ถ้าท่านทำตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างที่ผมเขียน
อยากมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กระจ่าง เย็นนี้ เจอกันในรายการ “ถกไม่ถียง” เวลา 17.00-17.30 น. ช่อง 7 เอชดี

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
(ทนายกระดูกเหล็ก)

ที่อยู่

15 ถนนโชคชัย 4 แยก 69 แขวง/เขตลาดพร้าว
Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

025393753

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อนันต์ชัย ไชยเดช - กฎหมายอนันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

น้องคนนี้พอช่วยอะไรได้บ้างไหมครับ
ขอติดติดตามทนายินันตชัย เพื่ความถูกต้องของสังคม ฟังคำพูดแล้วชอบค่ะ ว่า เป็นทนายมีคุณํรรม
สวัดดีครับท่าน.เป็นกำลังใจให้ครับ.นับถือน้ำใจของท่านครับ
ทนายบาทเดียว...
ตัวอย่างกระบวนการยุติธรรมจากนรก​: - - คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเข้าข้างฝ่ายหนึ่งและวางแผนโกงสิทธิฝ่ายหนึ่งร่วมกัน​โดยใช้เส้นสายตลอดเส้นทาง, กลโกงทุกชนิด​รวมทั้งชนิดร้ายแรงwhat you see is not what you getที่ปลอมแม้กระทั่งคนที่มาdealด้วยและเอกสารสลับไปมาได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม​แต่เป็นกระบวนการปลอมหลอกให้ฝ่ายถูกละเมิดหลงเชื่อว่าแพ้ในกระบวนการแล้วเสียทรัพย์นั้นไป​ ผลทางกฎหมายจึงมีศัพท์การกระทำชนิดนี้ว่า ร่วมกันฉ้อโกงด้วยเอกสารปลอมและกระบวนการปลอม - เมื่อเหยื่อรู้ทัน​จะขอตรวจสอบ​ ก็จะเจอกับกลเม็ดการควบคุมทั้งหมดอีก​ ไม่สามารถดิ้นหลุดการโกงแบบครอบงำทั้งหมดไปได้​ เพราะมีการใช้คนแฝงตัวจำนวนมากระดับตามสะกดรอยได้ทุกนาที, ทุกการสื่อสารเรียกได้ว่าศักยภาพเทียบเท่ากับงานข่าวกรอง​ ดังนั้นจะมีการป้องกันการร้องเรียนโดยการที่คนสะกดรอยจะเตรียมการตลอดทางให้มีการแฝงตัวจนท.รับเรื่องร้องเรียนเตรียมรับจดกมายร้องทุกข์ ให้อยู่นอกระบบำม่ถึงกรรมการพิจารณา​, จดหมายยุติเรื่องจะมาทางระบบไปรษณีย์ปลอมที่มีการวางกำลังคนไปรษณีย์ดักกรองข้อมูลที่บ้านเหยื่อในระยะยาว, บุรุษไปรษณีย์อยู่ในเครือข่ายคนแฝงตัว, จดหมายสำคัญยุติเรื่องปลอมจะมาโดยจะมีการให้ลงขื่อรับจดหมายลงทะเบียนแยกต่างหากจากบ้านอื่นให้สามารถเลือกข้อเท็จจริงได้ว่ามีจดหมายนั้นมาหรือไม่(แค่คนควบคุมเอกสารดูว่าใครจะมาตรวจ)​, มีการที่หน่วยงาน2แห่งในเครือข่ายถามกันเองตอบกันเองเพื่อยุติเรื่องร้องเรียน​แต่จริงๆแล้วมีcenterจากที่เดียวกัน, มีการดักโทรศัพท์เหยื่อกลางอากาศ, การป้องกันการเข้าถึงกรรมการหรือเลขาธิการที่ลงนามยุติเรื่องว่าใช่คนที่ลงนามยุติเรื่องโดยมิชอบหรือไม่​ ไม่สามารถเอาความรับผิดชอบจากใครได้เลยทั้งที่รู้ว่ากระบสนการนั้นบิดเบี้ยวไม่ตรงกับข้อกฎหมาย - การวางกำลังกุมสภาพให้เหยื่อไม่สามารถทำอะไรได้เลยเหมือนถูกfreezeไว้ให้อยู่กับความอยุติธรรมตบอดไปสามารถเกิดขึ้นได้กับระบบที่ไร้ธรรมาภิบาลและมีการสืบทอดอำนาจต่อเนื่องเช่นเมื่อลูกพี่ลุกออกไปจากตำแหน่งที่มีผลประโยชน์​ก็จะวางตัวลูกน้องไว้ต่องานเก่าได้เหมือนเดิม​ซึ่งเมื่อต่อเนื่องได้ยาวเกิน20ปีก็จะเกินอายุขัยเหยื่อที่เป็นผู้เสียหาย​ เรื่องอัปยศชนิดปล้นทรัพย์ด้วยกระบวนการปลอมก็จะหายไปจากระบบเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น, กลไกการวางตัวกรรมการตรวจสอบก็จะไขว้กันโดยการหมกเม็ดระเบียบภายในหน่วยงานเช่นเขียนให้งงแต่จริงๆแล้วก็มีผลเท่ากับเลขาธิการตั้งกรรมการ, กรรมการตั้งเลขาธิการหรืออย่างมากก็มีผู้มีอำนาจเหนือกว่าแต่ถึงกันมาตั้งให้ - เมื่อตามเข้มได้, ก็ป้องกันคนมาช่วยได้, ปิดข่าวความชั่วได้, การปล้นลักษณะดังกล่าวจึงทำได้เหนือกฎหมาย​ มูลค่าเม็ดเงินจากการช่วยคนผิดที่แต่ละcaseจะได้มากกว่า50%เพราะคนผิดไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว​ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กรณีพิพาทมูลค่าสูงๆระดับเกินร้อยล้านจะเป็นของหวานที่พลาดไม่ได้สำหรับทีมงานทุจริตconspiracyขนาดใหญ่ทีมนี้ - ยิ่งบ้านเมืองไร้ธรรมภิบาล​ ยังไม่กลับสู่สภาวะปกติตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้สำหรับระบอบประชาธิปไตยฯ ก็ยิ่งไม่มีเครื่องมือให้เหยื่อผู้เสียหายทำอะไรได้มากนัก​ เพร่ะกว่าจะเดินทางไปหาทนายดีๆเก่งๆจะฟ้องอาญาพสกละเมิด, ทนายก็จะถูกอิทธิพลเล่นงานก่อนให้ไม่กล้ารับงาน​, ไม่สามารถไปหาผู้สื่อข่าวให้ตีข่าวความชั่วร้ายเพราะการถูกติดตามทุกนาทีทำให้ช้ากว่าคนควบคุม​แม้จะหย่อนจดหมายขอความข่วยเหลือก็จะถูกดักเปิดตู้ไปรษณีย์ไม่ถึงผู้รับ​, จะไปร้องUNก็ถูกรปภ.ดักอีก​, ถวายฎีกาก็ถูกดักได้อีกห, ฯลฯ​ เนื่องจากอิทธิพลจะสู้เต็มที่เพราะความผิดที่ทำสำเร็จไว้แล้วมีอัตราโทษหลายกรรมหลายวาระรวมๆแล้วก็แตะระดับหลายสิบปีถึงร้อยปีและทรัพย์ที่ปล้นมาโดยวิธีพิสดารก็จะสูญทั้งหมด​ มันตึงต้องระดมสรรพกำลังที่มีทำการสะกดรอยเข้มmodifyให้เป็นการรังควาน​โดยใส่คนตามสะกดรอยให้overเข้าไว้​ เช่นสั่งให้สายลับ, สายสืบ, คนมีชนัก, คนสีเทา, อาชญากร​ประจำโซนต่างๆในงานประชาคมข่าวกรองให้เคลื่อนตัวเข้าหาเป้าหมายต่อเนื่องคุกคามรัศมีรอบตัววงในวงแขนที่เป็นสัญชาติญานพื้นที่ส่วนตัวเพื่อสร้างความเครียดต่อเนื่อง, ทำลายความปรกติสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน​ ซึ่งมุขนี้เป็นsignatureของกลุ่มบุคคลชนิดหนึ่งที่ถนัดใช้ปฏิบัติการลับชั่วล้อมดีเท็จล้อมจริงเป็นประจำ จากการที่บ้านเมืองไร้ธรรมาภิบาลจนใกล้จะเป็นไร้ขื่อแปไปแล้ว, มีการใช้อำนาจนิยมกันจนชิน แต่สุดท้ายแล้วย่อมไม่พ้นกฎแห่งกรรม​ และพระบารมีของกษัตริย์ที่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเพื่อเป็นแนวทางรับประกันความผาสุกของราษฎร, อีกทั้งยังมอบพระปรมาภิไธยไว้เป็นการประกันความยุติธรรมของกลไกขั้นสูงสุดของกระบวนการยุติธรรม​ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาตลอด​ ผู้กระทำผิดแม้มีอำนาจมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำร้ายทำลายราษฎรผู้บริสุทธิ์ภายใต้พระบรมโพธิสมภารอย่างเหนือกฎหมายและลอยนวลไปได้​ เพราะพระองค์ท่านย่อมเป็นองค์ การันตีความยุติธรรมให้เป็นจริงภาคปฏิบัติตามคำปรารภในรัฐธรรมนูญและพระปรมาภิไธยในกิจการศาลยุติธรรมนั่นเอง​ ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านนี้และปล่อยให้เกิดเรื่องอุบาทว์ถ้ายังมีสติก็ต้องหยุดการconspiracyรุมยำผู้เสียหายจนอุบาทว์ไปทั้งเมืองได้แล้ว​ และหาทางเยียวยาให้ผู้เสียหายพอใจก็จะไม่ต้องมีใครติดคุก​ แต่หากยังย่ามใจในอิทธิพลเหนือกฎหมาย, กดขี่ข่มเหงกันไม่เลิ​ก​ ก็จงเตรียมพบกับจุดจบที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดให้สมกับเรื่องที่ได้กระทำมา
ผมถูกดักโดยอิทธิพลให้ไม่สามารถติดต่อคุณทนายอนันต์ชัยได้ กรณีของผมจะเป็นที่เลื่องลือระดับโลกหากมีใครสามารถนำไปออกทีวีแบบกรณีหวย30ล้านได้​เพราะเหนือกว่า10เท่า​และจะตีแผ่การconspiracyสมคบคิดกระทำผิดทั้งวงจรกระบวนการยุติธรรมไทยรวมทั้งองค์กรอิสระ​ ตอนนี้ลามไปประชาคมข่าว(ลักษณะกรอง) แล้ว​ เรียกง่ายๆว่ามีการใช้เส้นในกระบวนการเด่นชัดมาก​ต่อเนื่องตลอดจนกระบวนการพังนั่นแหละครับ(ถ้าโลกนี้มีการใช้กลแบบนี้มากๆก็ต้องถึงกับเปลี่ยนสิธีการของกระบวนการที่ใช้กันไปเบยนั่นแหละ​เพราะฝ่ายหนึ่งควบคุมได้ทั้งหมด, ทำอะไรก็ได้เหนือกฎหมาย, ปิดกั้นการตรวจสอบ, ปิดข่าว, ต่มสะกดรอยทุกนาทีทุกการสื่อสารก็ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมแล้ว)​
ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้นั้น แทบไม่ต่างอะไรกับกรณีของความรุนแรงในอัฟกานิสถานหรือซีเรียเลย กล่าวคือ กลุ่มผู้ก่อเหตุทำสงครามทั้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายกันมากมาย ลักษณะการก่อเหตุก็เหมือนกับการทำสงครามกองโจร แต่แปลกที่ผู้กระทำก่อเหตุร้ายแรงขนาดนี้ แต่รัฐกลับเลือกใช้มาตรการพา ... กลับบ้าน เพื่ออบรมให้เป็นคนดี ส่วนกระแสสังคมก็เหมือนจะเนือย ๆ ลงไป นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มก็กลายเป็นบื้อกับเหตุการณ์ดังกล่าว บีบีซีไทยก็ลงข่าวบ้างไม่ลงบ้าง สู้ความรุนแรงที่ทางพม่ากระทำต่อชาวโรฮิงญาไม่ได้ ที่บีบีซีไทย นิยมนำเสนอข่าวสารเรียกร้องความเห็นใจให้ฝ่ายโรฮิงญา พร้อมกับเรื่องการเมือง และเรื่องคนใกล้ชิดราชวงศ์ถูกปลด คนในสังคมไทยรับไม่ได้กับการที่เปรมชัยไปล่าสัตว์ ฆ่าเสือดำ รับไม่ได้กับการที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งร่วมกันฆ่าชายพิการที่ทำอาชีพเปิดร้านขนมปัง (ยังจำได้หรือเปล่าครับ) รับไม่ได้กับนาฬิกาหรูของพลเอกประวิตร รับไม่ได้กับการที่บอส อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจตายแล้วไม่มาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี รับไม่ได้แม้กับการที่ดาราคนหนึ่งชกต่อยคู่กรณีที่ขับจยย.มาชนท้ายรถของตน และบังคับให้กราบรถของตน มีแต่เสียงเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างสาสม แต่เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่เป็นภัยต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย ถึงขั้นที่ว่าถ้าไม่ระวังให้ดี ก็อาจจะเสียบ้านเสียเมืองเลยก็ได้ แต่กระแสสังคมกลับค่อนข้างเงียบมากในเรื่องนี้ นักศึกษาก็ออกไปทางเห็นใจ ... มากกว่า ไม่รู้จะว่าอย่างไรดี #สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ #สงคราม #เปรมชัย #บอส