สำนักงานทนายความ

สำนักงานทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย,รับเป็นทนายว่าความ, Notarial Services Attorney.ที่ปรึกษางานกฎหมายคดีธนาคาร กว่า 25 ปี ที่ปรึกษางานกฎหมาย รับว่าความคดีธนาคาร ไฟแนนส์ ประกันชีวิต คดีเเพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง จัดทนายความไปศาล

เปิดเหมือนปกติ

สำนักงานทนายความ's cover photo
30/09/2020

สำนักงานทนายความ's cover photo

#แจ้งความร้องทุกข์🗣แจ้งโรงพักไหนก็ได้ครับหากท่านเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ในคดีอาญาแล้วพนักงานสอบสวนบอกท่านว่าเหตุไม่ได้...
30/09/2020

#แจ้งความร้องทุกข์
🗣แจ้งโรงพักไหนก็ได้ครับ
หากท่านเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ในคดีอาญาแล้วพนักงานสอบสวนบอกท่านว่าเหตุไม่ได้เกิด
ในท้องที่ของตนเอง จึงไม่รับแจ้งความ
ให้ท่านบอกกับพนักงานสอบสวนไปเลยครับว่า...
#การแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ไม่ต้องคำนึงว่าพนักงานสอบสวนนั้นจะมีอำนาจสอบสวนคดีนั้นหรือไม่ กล่าวคือ #ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร แม้พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งแม้จะมิได้มีอำนาจทำการสอบสวน หรือมิใช่ท้องที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ยังมี #อำนาจรับคำร้องทุกข์ได้ (ฎีกาที่ 2974/2516)

***ประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่ 419/2556 เรื่องการรับแจ้งความ..

#เมื่อมีผู้มาแจ้งความที่เกี่ยวกับคดีอาญา...
#พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์
#ไม่ว่าเหตุจะเกิดหรืออ้างหรือเชื่อว่าเกิดภายในเขตอำนาจการสอบสวนของตนหรือไม่ก็ตาม
#ห้ามมิให้ปฏิเสธว่าเหตุมิได้เกิดในเขตอำนาจตน...

***ส่วนกรณีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ความผิดมิได้เกิดในอำนาจของตน ให้รับแจ้งความแล้วส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป (เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน)
(คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 419/2556 บทที่ 2 ข้อ 1.1.3.1 วรรคสอง)

#ดังนั้นเมื่อท่านมีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวน
#ปฏิเสธไม่รับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการสอบสวน
#เป็นความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157
(ฎีกาที่ 7630/2549)

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง     เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของการนำคดีแพ่งเข้าสู่การไกล...
09/09/2020

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของการนำคดีแพ่งเข้าสู่การไกล่เกลี่ยหรือระงับข้อพิพาทก่อนฟ้อง
1.คู่ความสามารถยื่นคำร้องขอนำคดีเข้าสู่การไกล่เกลี่ยต่อศาลที่มีเขตอำนาจหากมีการฟ้องคดี
2. ศาลจะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ในการเจรจา
3. ศาลเรียกคู่กรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาเจรจา ด้วยตนเองหรือคู่กรณีจะแต่งตั้งทนายความมาช่วยในการเจรจาก็ได้
4. หากตกลงกันได้ให้ผู้ประนีประนอมเสนอข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมต่อศาล
5. หากศาลตรวจข้อตกลงและสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเป็นไปตามเจตนาของคู่กรณีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คู่สัญญาอาจร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาตาม ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ
6. การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้ ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล การเจรจาไกล่เกลี่ยไม่จำกัดจำนวนทุนทรัพย์
7. เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ประนีประนอมแล้ว การไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลงโดยไม่ประสบผลสำเร็จ และอายุความครบกำหนด หลังจากยื่นคำร้องหรือจะครบกำหนดภายใน 60 วันนับแต่วันที่การไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง
ให้อายุความขยายออกไปอีก 60 วันนับตั้งแต่วันที่การไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลง
8. คำสั่งของศาลเกี่ยวกับเรื่องการไกล่เกลี่ย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรีนี้ ให้เป็นที่สุด

เมื่อมีคดีความสามารถยุติคดีได้ด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้แล้วตาม กฎหมายใหม่📌พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562...
06/09/2020

เมื่อมีคดีความสามารถยุติคดีได้ด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้แล้วตาม กฎหมายใหม่
📌พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562
เนื่องจากในปัจจุบันข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจึงมีการเห็นควรให้นำกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบางประเภทมากำหนดเป็นกฎหมายกลางเพื่อให้หน่วยงานของรัฐพนักงานสอบสวนหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนใช้ในการยุติหรือระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ ทั้งนี้ด้วยการคำนึงถึงความยินยอมของคู่กรณีเป็นสำคัญ เพื่อให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความสมานฉันท์มากขึ้นในสังคม ลดงบประมาณแผ่นดิน และเสริมสร้างสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายกลางในการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” คืออะไร
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ การดำเนินการเพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกันระงับข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาลและในชั้นการบังคับคดี

ดังนั้น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติฯ นี้ จึงหมายถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ในชั้นศาลและชั้นการบังคับคดี เช่น การไกล่เกลี่ยในชั้นของหน่วยงานต่างๆที่ดำเนินการไกล่เกลี่ย หรือในชั้นสอบสวน เป็นต้น

“ผู้ไกล่เกลี่ย” คือใคร
ผู้ไกล่เกลี่ย คือ บุคคลซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

ก. คุณสมบัติ

(1) ผ่านการอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักสูตรที่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติรับรอง

(2) เป็นผู้มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์แก่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

ข. ลักษณะต้องห้าม

(1) เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(2) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(3) เคยถูกเพิกถอนการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัตินี้ และยังไม่พ้นห้าปี นับถึงวันยื่นคำขอรับหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง” ทำได้ในทุกคดีหรือไม่

- การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง ไม่สามารถทำได้ทุกคดี

- คดีทางแพ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ ได้แก่

1) คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล

2) คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว หรือ

3) คดีเกี่ยวกับการพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

- การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งให้กระทำได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

1) ข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์

2) ข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก

3) ข้อพิพาทอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

4) ข้อพิพาทอื่นนอกจาก 1), 2) และ 3) ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าล้านบาท หรือไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา” คืออะไร และทำได้ในทุกคดีหรือไม่

- การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา คือ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนจัดให้คู่กรณีในคดีอาญามีโอกาสเจรจาตกลงหรือเยียวยาความเสียหายเพื่อระงับคดีอาญา

- “คู่กรณี” หมายถึง ผู้ต้องหาและผู้เสียหายในคดีอาญา แต่ไม่หมายความรวมถึงคดีอาญาที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสียหาย

- การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ไม่สามารถทำได้ทุกคดี

- การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ให้กระทำได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

1) คดีความผิดอันยอมความได้

2) คดีความผิดลหุโทษตามมาตรา 390 มาตรา 391 มาตรา 392 มาตรา 393 มาตรา 394 มาตรา 395 และมาตรา 397 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดลหุโทษอื่นที่ไม่กระทบต่อส่วนรวมตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

3) คดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562

- คดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ตามบัญชีท้ายฯ ได้แก่

(1) ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุนมุนต่อสู้และมีผู้ถึงแก่ความตายจากการชุลมุนต่อสู้นั้น ตามมาตรา 294 วรรคหนึ่ง

(2) ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295

(3) ความผิดฐานทำร้ายร่างกายโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามมาตรา 296

(4) ความผิดฐานเข้าร่วมในการชุนมุนต่อสู้และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสจากการชุลมุน

ต่อสู้นั้น ตามมาตรา 299 วรรคหนึ่ง

(5) ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300

(6) ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334

- สำหรับคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปีนั้น ต้องเป็นกรณีที่

(1) ผู้ต้องหาไม่เคยได้รับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เป็นคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท คดีความผิดลหุโทษ ซึ่งพ้นระยะเวลาเกินสามปีนับแต่มีคำสั่งยุติคดี และ

(2) ผู้ต้องหาไม่อยู่ระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือพ้นโทษมาแล้วเกินกว่าห้าปี เว้นแต่เป็นคดีความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท คดีความผิดลหุโทษ หรือคดีความผิดที่ผู้ต้องหาได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี

หากคู่กรณีต้องการยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน จะกระทำได้หรือไม่

- คู่กรณีคนใดคนหนึ่งอาจขอถอนตัวเพื่อยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในเวลาใดก็ได้

- ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหลายคน การขอถอนตัวเพื่อยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาของคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ย่อมไม่กระทบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาของคู่กรณีที่เหลืออยู่ทั้งสองฝ่าย

ผู้ไกล่เกลี่ยจะยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ได้หรือไม่

ผู้ไกล่เกลี่ยอาจยุติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาโดยไม่แจ้งหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือมีพฤติการณ์ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา

(2) มีเหตุอันควรสงสัยว่าความตกลงนั้นมิได้เป็นไปด้วยความสมัครใจ

(3) การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาไม่อาจบรรลุผลได้โดยแน่แท้

(4) เห็นได้ชัดว่าการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาต่อไปจะเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นผู้เยาว์

(5) คู่กรณีไม่สามารถเจรจาเพื่อตกลงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรือไม่อาจเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา หากสำเร็จ มีผลประการใด

- เมื่อคู่กรณีได้มีข้อตกลงเป็นประการใดแล้ว ให้ผู้ไกล่เกลี่ยบันทึกข้อตกลงหรือจัดให้มีการบันทึกข้อตกลงนั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และให้คู่กรณีและผู้ไกล่เกลี่ยลงลายมือชื่อไว้ แล้วให้ผู้ไกล่เกลี่ยส่งบันทึกข้อตกลงไปยังพนักงานสอบสวน เมื่อคู่กรณีได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงแล้ว ให้แจ้งพนักงานสอบสวนทราบ เพื่อจัดทำบันทึกการปฏิบัติตามข้อตกลง ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสั่งยุติคดี เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งยุติคดี สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ

- ในกรณีที่มีการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงไม่ครบถ้วน ให้คู่กรณีแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบเพื่อเสนอพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจออกคำสั่งพิจารณามีคำสั่งดำเนินคดีต่อไป เว้นแต่ผู้เสียหายพอใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้กระทำไปแล้ว ให้คู่กรณีแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสั่งยุติคดี

- แต่ถ้าความปรากฏแก่พนักงานสอบสวนว่าคู่กรณีที่เป็นผู้ต้องหาจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่มีเหตุอันควร ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจออกคำสั่งมีคำสั่งดำเนินคดีต่อไป
#กรมคุ้มครองสิทธิ
#สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ
#ผู้ไกล่เกลี่ย
#ยุติคดี
#สิทธิการนำคดีมาฟ้องระงับ

น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระบิดาแห่งกฎหมายไทย๗ สิงหาคม วันรพีเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระอง...
06/08/2020

น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระบิดาแห่งกฎหมายไทย
๗ สิงหาคม วันรพี

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

"เองกินเหล้าเมายาไม่ว่าดอก
แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล
เองอย่ากินสินบาดคาดสินบน
เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ"

- พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ -

24/07/2020

#ศาลพิพากษาสั่งจำคุกพร้อมปรับเงิน
สาวหัวร้อน ด่าทอ - ขวดน้ำฟาด ตร. เตือนจอดที่ห้ามย่านสวนลุมพินี

ภายหลังมีการแจ้งหลายข้อหา "สาวหัวร้อน" เอาขวดน้ำฟาด ตร. หลังถูกเตือนจอดที่ห้าม ล่าสุด วันนี้ (22 กรกฎาคม 2563) ที่ ศาลแขวงปทุมวัน ถนนพระรามที่ 4 พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดี ศาลแขวง 6 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.โชติมา เนตรขันธ์ อายุ 37 ปี เป็นจำเลย ฐานความผิด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ หรือได้กระทำการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย

อัยการโจทก์ฟ้องโดยวาจาว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค. จำเลยได้บังอาจจอดรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน กง 7246 ชัยภูมิ กีดขวางการจราจรอยู่บริเวณทางเข้าที่จอดรถสวนลุมพินี (ประตู 5) ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ทำให้การจราจรติดขัด ด.ต.สราวุธ รวบรวมวงศ์ และ ร.ต.อ.จักรพงศ์ พิทักษ์กรสกุล ตำรวจประจำ สน.ลุมพินี ซึ่งป็นเจ้าพนักงานจราจร จึงไปยังที่เกิดเหตุและได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.จราจร พ.ศ. 2522 มาตรา 59 สั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่จอดกีดขวางการจราจรนั้นออกจากบริเวณดังกล่าวเพื่อไม่ให้กีดขวาง

จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยได้บังอาจไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่เคลื่อนย้าย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ภายหลังจำเลยไม่ยินยอมลงจากรถยนต์และแสดงใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ต่อเจ้าหน้าที่ แล้วจำเลยยังบังอาจต่อสู้ขัดขวางโดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้ขวดน้ำตีไปที่ใบหน้าของ ด.ต.สราวุธ หลายครั้ง จากนั้นจำเลยได้ลงจากรถยนต์มาใช้เท้าถีบไปที่บริเวณลำตัวของ ร.ต.อ.จักรพงศ์ 1 ครั้ง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 138 , 368 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2558 มาตรา 6 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2560 มาตรา 5 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ข้อ 4 ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 , 368 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ปรับ 500 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 1 เดือน ปรับ 2,500บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 1,250 บาท

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 29 , 30

19/06/2020

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559
..
แม้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้าง แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไม่อาจบังคับได้ หากขืนใจถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276

การที่จำเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟังคำด่าจนโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีเพื่อให้บุตรผู้เยาว์ไปพักผ่อน เช่นนี้จะถือว่าโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีไม่ได้ และการที่โจทก์มดลูกอักเสบจากการร่วมประเวณีของจำเลย จำเลยทราบแต่ไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน พฤติกรรมจะของจำเลยถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และยังถือเป็นพฤติการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ด้วย

26/05/2020

คดีดัง!!! โพสบ่นเจ้านายเลิกจ้างได้!!!

คดีนี้ออกข่าวแทบทุกสำนัก

คดีนี้ลูกจ้างโพสลง Facbook มีว่า

“ เมื่อไหร่จะได้ในสิ่งที่ควรได้ว๊ะ...ต้องกินต้องใช้ ไม่ได้แดกดินแดกลมนะ” และ

“ใครที่เกลียดเจ้านายเป็นบ้าเป็นหลัง โดนเจ้านายกลั่นแกล้ง หยุดซะเถอะความเกลียด ความโกรธ ปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้นไปคนเดียว เพราะถ้ามีเจ้านายเฮงซวยจริงๆ ก็ถือว่าเจ้านายของคุณมีทุกข์เยอะที่ชีวิตเขาต้องมาเจอลูกน้องเกลียดและเขาก็จะไม่มีความสุขในสิ่งที่เขาเป็น ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าหมอย...ลูกค้าเกลียดวันที่ลูกค้าเต็ม...ตลอด 3 ปีมานี้เขาบอกว่าขาดทุนตลอด อยู่ได้ไงตั้ง 3 ปี...งง...ให้กำลังใจกันได้ดีมากขาดทุนทุกเดือน”

ข้อความข้างต้นนี้นำมาสู่การที่ลูกจ้างคนดังกล่าวถูกเลิกจ้างโดยศาลพิพากษาว่า

-เฟชบุ๊คเป็นสื่อออนไลน์สาธารณะที่ผู้ใช้งานใช้ในการติดต่อกับบุคคลอื่นและบุคคลอื่นสามารถเข้าถึงข้อความที่มีผู้เขียนลงบนเฟชบุ๊คได้ และมีบุคคลภายนอกเข้ามาเขียนข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อความที่ลูกจ้างเขียนไว้บนเฟชบุ๊ก

-แม้ข้อความที่ลูกจ้างเขียนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระบายความคับแค้นข้องใจ แต่ก็ทำให้ผู้อ่านข้อความเข้าใจว่านายจ้างกลั่นแกล้งลูกจ้าง นายจ้างเป็นนายจ้างที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เอาเปรียบลูกจ้าง และนายจ้างกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน

-ทั้งลูกจ้างทำงานกับนายจ้างมาเป็นเวลานานย่อมทราบดีว่าการเขียนข้อความดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการบริหารของนายจ้าง ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของลูกค้า

-การกระทำของลูกจ้างจึงเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตาม ป.พ.พ.มาตรา 583 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง

ข้อสังเกต
1) คดีนี้ศาลไม่ปรับเข้ามาตรา 119(1) เพราะไม่น่าจะเป็นความผิดอาญาในฐานหมิ่นประมาท ทั้งนี้ เพราะเป็นลักษณะคำบ่น

2) แต่ "ฐาน" ในการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ยังมีเรื่อง "จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย" ตามมาตรา 119(2)

ซึ่งหลักในการพิจารณาน่าจะอยู่ตรงที่ว่า "ถ้อยคำดังกล่าว ทำให้นายจ้างเสียหายหรือไม่" ซึ่งศาลเห็นว่าคำดังกล่าว "ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย" นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

คดีนี้ถ้าใครจะสอบเนติ์ ฎีกาสวยตรงที่ "ไม่เข้าหมิ่นประมาท แต่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย" นี่แหละครับ

3) เช่นนี้จึงต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าการบ่นจะนำมาเลิกจ้างได้ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณา "เนื้อหาของคำบ่น" ว่าคนอ่านแล้วรู้สึกว่านายจ้างเป็นคนไม่ดีหรือไม่

ถ้าบ่นว่า "ช่วงนี้งานหนัก" "ต้องรีบปิดงบ" "เหนื่อย" อะไรทำนองนี้ คนอ่านไม่ได้รู้สึกว่านายจ้างเป็นคนไม่ดี แบบนี้ไม่น่าจะเลิกจ้างได้

4) คดีนี้ถ้าจะคิดต่อไปว่า หากลูกจ้างตั้งประเด็นเรื่อง "เลิกจ้างไม่เป็นธรรม" (ม. 49 พรบ.จัดตั้งศาลฯ ) เข้าไปด้วย จะถือว่าเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ แอดมินขอให้หลักง่ายๆ คือ "ถ้าเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ก็จะเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว"

ที่มา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8206/2560
ขอบคุณ เพจ กฎหมายเเรงงาน

19/05/2020

หย่าแล้วยังอยู่ด้วยกัน​ การจดทะเบียน​หย่าเป็นโมฆะ​ เพราะว่าเจตนาจะไม่ประสงค์​ให้ผูกพัน​กันตามหนังสือจดทะเบียน​หย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560
ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไป เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ ส. ใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของ ส. ที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้

การพกปืนอย่างไรไม่ผิดกฎหมาย #การพกปืน#การพกปืนออกนอกบ้าน#พกปืนอย่างไรไม่ผิดกฎหมาย#ปืนที่เก็บอยู่ในกระเป๋าล็อควางอยู่หลัง...
13/05/2020

การพกปืนอย่างไรไม่ผิดกฎหมาย
#การพกปืน
#การพกปืนออกนอกบ้าน
#พกปืนอย่างไรไม่ผิดกฎหมาย
#ปืนที่เก็บอยู่ในกระเป๋าล็อควางอยู่หลังรถ
ไม่มีความผิดฐานพกพา!!!
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3945/2540
ตามวันเวลาสถานที่เกิดเหตุที่ฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นและพบอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนของกลางในกระเป๋าเอกสารซึ่งปิดอยู่และวางอยู่ที่เบาะหลังรถยนต์ซึ่งจำเลยเป็นผู้ขับ คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กระเป๋าเอกสารที่อาวุธปืนของกลางบรรจุอยู่ภายในนั้นโดยสภาพและคำพยานจำเลยแสดงว่า มีกุญแจล็อกถึง 2 ด้าน ทั้งวางอยู่ที่เบาะด้านหลัง การจะหยิบฉวยอาวุธปืนมาใช้ทันทีทันใดนั้นย่อมเป็นไปยาก จึงมิอาจถือได้ว่าเป็นการพาติดตัวทั้งเหตุผลที่จำเลยนำสืบประกอบข้ออ้างว่าเป็นการขนย้ายไปยังบ้านที่จังหวัดนครราชสีมานั้น จำเลยมีสำเนาทะเบียนบ้านมานำสืบว่ามีการย้ายภูมิลำเนาไปจริง แม้จะภายหลังวันเวลาเกิดเหตุแต่ก็เพียงไม่กี่วัน ต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยตามที่อ้างว่าเจตนาเพียงขนย้ายสิ่งของทั้งเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงต้องฟังว่าจำเลยมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่จะพาอาวุธปืนของกลางไป จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง/
ขออนุญาตเจ้าของภาพเพื่อเป็นความรู้ด้วยครับ

ที่อยู่

สุขุมวิท 101
Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818322772

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

คดีปกครอง

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีปกครอง และอื่นๆ

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

แล้วถ้าเป็นในกรณีที่ถูกหมิ่นประมาทเช่นนี้ล่ะค่ะควรทำอย่างไรได้บ้างค่ะ พอดีว่าสั่งสินค้าออไลน์เก็บเงินปลายทางแต่บังเอิญว่าในช่วงที่สินค้ามาส่งมีธุระด่วนต้องรีบกลับต่างจังหวัดซึ่งบนเขาพรุชิ่งไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้แล้วมาโพสต์ด่ากันทางเฟสแบบนี้ให้ทำอย่างไรได้บ้างค่ะรบกวนปรึกษาหน่อยค่ะ
ผมโดนฉ้อโกงในเขตสน.อุดมสุขครับช้วยแนะนำธนายหรือแนวทางติดตามเอาเงินคืนด้วยครับคนโกงอยู่ใกล้สน.ตำรวจดูจะรับแจ้งไว้แล้วบ่ายเบียงเลียไปแต้ไม่ทำอะไรเลยแนะนำด้วยครับมีหลักฐานการโอนและเรื่องพอสมควรครับช้วยแนะนำธนายด้วยครับขอเบอรติดต่อคนที่จะช้วยได้ครับผมโดนไป130000คนอืนอีกสีห้าคนโดนในกลุ่มเดียวกันครับช้วยด้วยครับมีแต่คนจนๆๆๆๆพ่อผมรู้ก็จนตลอมใจตายช้วยเราด้วยครับเงินก็ไปกู้เข้ามาไม่มีใครช้วยเลย
ขออนุญาตรบกวนแอดมินค่ะ พอจะมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทนายอดิศร พรหมมินทร์ มั้ยคะ มีแต่เบอร์เดิม ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะค่ะ😊
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะคะ คำแนะนำจากคุณทนาย มีประโยชน์กับทางเรามากๆเลยค่ะ