สำนักงานทนายความ

สำนักงานทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย,รับเป็นทนายว่าความ, Notarial Services Attorney.ที่ปรึกษางานกฎหมายคดีธนาคาร กว่า 25 ปี ที่ปรึกษางานกฎหมาย รับว่าความคดีธนาคาร ไฟแนนส์ ประกันชีวิต คดีเเพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง จัดทนายความไปศาล

เปิดเหมือนปกติ

คดีมีอัตราโทษไม่รุนเเรงอะไร การเลือกมีที่ปรึกษากฎหมายก็มีส่วน มิฉะนั้นก็อาจเกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่นนี้ #ผ...
08/12/2021

คดีมีอัตราโทษไม่รุนเเรงอะไร การเลือกมีที่ปรึกษากฎหมายก็มีส่วน มิฉะนั้นก็อาจเกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่นนี้
#ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสนงตำรวจแห่งชาติ
#พรบการไกล่เกลี่ย

เอกสารหาย 6 ประเภทต่อไปนี้ไม่ต้องไปแจ้งความหายนะครับ ไปทำใหม่ได้เลย
05/12/2021

เอกสารหาย 6 ประเภทต่อไปนี้ไม่ต้องไปแจ้งความหายนะครับ ไปทำใหม่ได้เลย

เอกสารหาย 6 ประเภทต่อไปนี้ไม่ต้องไปแจ้งความหายนะครับ ไปทำใหม่ได้เลย

26/11/2021

📌.เข้าไปรังวัดที่ดินและถ่ายรูปในที่ดินเป็นบุกรุกหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1323/2564 (หน้า 168 เล่ม 1) ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานบุกรุกเข้าไปกระทำการใดๆอันเป้นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผุ้อื่นโดยปกติสุข จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษจุกจำเลยทั้งสองในความผิดกระทงแรกเป็นจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท และแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในกระทงที่สองเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้แก้บทความผิด เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ.มาตรา 1349 และมาตรา 1350 เป็นข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ ไม่ใช่บทบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใดๆในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จะต้องพิจารณาจากสภาพความจริงในขณะนั้นว่า เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1349 และมาตรา 1350 หรือไม่
ผู้เสียหายเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่น และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมยังคงมีข้อโต้เถียงในข้อเท็จจริงกันอยู่ว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกที่ดินของผู้เสียหายล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้จริงหรือไม่ จำต้องให้ศาลในคดีแพ่งชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่า ตามสภาพของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเข้าเงื่อนไขเป็นทางจำเป็นซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะใช้ทางนั้นได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1349 และมาตรา 1350 หรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรังวัดและถ่ายรูปทางในที่ดินของผู้เสียหายโดยพลการ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ.มาตรา 365(2) ประกอบมาตรา 362, 83
(หมายเหตุ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบวิชาชีพทนายความของจำเลยที่ 1 เข้าไปรังวัดและถ่ายรูปบริเวณทางพิพาทในที่ดินของผู้เสียหาย เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการฟ้องคดีแพ่งขอให้ผู้เสียหายเปิดทางจำเป็น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดฐานบุกรุก)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2562-2565 โทร.081-9663849

สิทธิ์ที่ ปชช.คนไทยทุกคนควรรู้ และควรได้รับ คือ ใครก็ตามอายุเกิน 60ปีที่เสียชีวิต จะได้เงินจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั...
14/11/2021
มีผลแล้ว ราชกิจจาฯ ประกาศจ่ายค่าทำศพผู้สูงอายุคนละ 3 พันบาท

สิทธิ์ที่ ปชช.คนไทยทุกคนควรรู้ และควรได้รับ คือ ใครก็ตามอายุเกิน 60ปีที่เสียชีวิต จะได้เงินจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คนละ 3พันบาท ได้ทุกคนที่เป็นคนไทย

ให้ทายาทนำหลักฐานของผู้ตาย คือ
1. ใบมรณะบัตร ผู้ตาย
2. ทะเบียนบ้าน ผู้ตาย
3. บัตร ปชช. ผู้ตาย
4. บัตร ปชช. ผู้รับ
5. ทะเบียนบ้าน ผู้รับ

แล้วไปที่ว่าการอำเภอ ภายใน 3-6เดือน (ส่วนมากคนไม่ค่อยรู้นะ)

***เสริมนิดครับ ใครก็ตามที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนหลวง ให้ญาติไปขอรับเงินจากแขวงการทาง รายละ 15,000 บาท

เพิ่งได้รับความรู้นี้ จาก จนท. https://news.thaipbs.or.th/content/292672

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ่ายค่าจัดการศพตามประเพณีของผ....

#ถ่ายภาพหรือวีดีโอด่านตรวจได้  แต่ควรทำด้วยวาจาสุภาพ สุจริต ไม่รบกวนการทำงานของด่าน  ง่ายๆอย่าหัวร้อนใส่      🏫 ศาลอุทธร...
04/08/2021

#ถ่ายภาพหรือวีดีโอด่านตรวจได้ แต่ควรทำด้วยวาจาสุภาพ สุจริต ไม่รบกวนการทำงานของด่าน ง่ายๆอย่าหัวร้อนใส่
🏫 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยพลิกคดี ให้ประชาชนถ่ายภาพการตั้งด่านไม่เป็นความผิด
#ถือเป็นเป็นอีกบทพิสูจน์ ที่รับรองสิทธิให้แก่ชาวบ้าน ในการใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งแนวคำวินิจฉัยคดีนี้ มีมูลเหตุมาจากน้องกัน ได้เปิดกล้องถ่ายภาพการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณสามแยก และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจบัตร และทำการจับกุม พร้อมแจ้งข้อหาอ้างว่าต่อสู้ขัดขวาง และก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากจำเลยปฎิเสธและเข้าต่อสู้คดี ศาลแขวงเชียงรายจึงมีคำตัดสินยกฟ้องจำเลย ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แต่ให้ลงโทษฐานก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาในวันนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค5 ได้มีคำวินิจฉัยกลับคำพิพากษาของศาลแขวงเชียงราย โดยให้ยกฟ้องน้องกันทุกข้อหา โดยให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจว่า " การกระทำให้รับความเดือดร้อนรำคาญ ต้องพิจารณาจากความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป จะถือเอาความรู้สึกของผู้หนึ่งผู้ใดมิได้ แม้การตั้งจุดตรวจ จุดสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการโดยชอบด้วยกฏหมายก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีเหตุอันควรสงสัยว่าจุดตรวจจุดสกัดที่ตั้งขึ้นมานี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัดนั้น เพื่อค้นหาความจริง พร้อมกับถ่ายบันทึกภาพวิดีโอ สถานที่เกิดเหตุเพื่อเก็บเป็นพยานหลักฐานได้ กรณีจะถือว่าจำเลยมีเจตนาเข้าไปรบกวนขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนั้น หาได้ไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ตรวจรถที่ผ่านจุดนั้นไปมาได้ตามปกติ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่า มีกฎระเบียบหรือข้อบังคับใด ห้ามมิให้บุคคลอื่นถ่ายภาพบริเวณจุดตรวจจุดสกัดไว้ การที่จำเลยเข้าไปถ่ายคลิปวิดีโอการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดดังกล่าว จึงหาใช่เป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนรำคาญแต่ประการใด พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
#ถือเป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ของท่านผู้พิพากษาแต่ละคณะ ที่บางท่านยังให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนในการใช้กล้องถ่ายภาพเพื่อป้องกันตัวเอง และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

การที่คดี กลับพลิกกลับมาชนะได้ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคำพูดในวีดีโอ ที่น้องเขาพูดดีพูดเพราะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีคำด่าเจือปน และลงท้ายด้วยคำว่าครับผมกับตำรวจทุกคำ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลท่าน ใช่ว่าจะดูแต่ภาพอย่างเดียว ศาลท่านพิจารณาจากอารมณ์ และคำพูดของคนในภาพด้วย ว่าเป็นคนแบบไหน เข้าไปหาเรื่องหรือไม่ ถ้าทำโดยสุจริตใจละก็ได้เปรียบแน่
#ต่อไปใครที่คิดอยากจะถ่ายภาพการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ฝึกพูดจาไพเราะๆกันไว้ด้วยนะครับ จะได้ปลอดภัยกัน//
เครดิต : ท่านเนวิน ขำแป้น

#ถ่ายภาพหรือวีดีโอด่านตรวจได้ แต่ควรทำด้วยวาจาสุภาพ สุจริต ไม่รบกวนการทำงานของด่าน ง่ายๆอย่าหัวร้อนใส่
🏫 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยพลิกคดี ให้ประชาชนถ่ายภาพการตั้งด่านไม่เป็นความผิด
#ถือเป็นเป็นอีกบทพิสูจน์ ที่รับรองสิทธิให้แก่ชาวบ้าน ในการใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งแนวคำวินิจฉัยคดีนี้ มีมูลเหตุมาจากน้องกัน ได้เปิดกล้องถ่ายภาพการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณสามแยก และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจบัตร และทำการจับกุม พร้อมแจ้งข้อหาอ้างว่าต่อสู้ขัดขวาง และก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากจำเลยปฎิเสธและเข้าต่อสู้คดี ศาลแขวงเชียงรายจึงมีคำตัดสินยกฟ้องจำเลย ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แต่ให้ลงโทษฐานก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาในวันนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค5 ได้มีคำวินิจฉัยกลับคำพิพากษาของศาลแขวงเชียงราย โดยให้ยกฟ้องน้องกันทุกข้อหา โดยให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจว่า " การกระทำให้รับความเดือดร้อนรำคาญ ต้องพิจารณาจากความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป จะถือเอาความรู้สึกของผู้หนึ่งผู้ใดมิได้ แม้การตั้งจุดตรวจ จุดสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการโดยชอบด้วยกฏหมายก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีเหตุอันควรสงสัยว่าจุดตรวจจุดสกัดที่ตั้งขึ้นมานี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัดนั้น เพื่อค้นหาความจริง พร้อมกับถ่ายบันทึกภาพวิดีโอ สถานที่เกิดเหตุเพื่อเก็บเป็นพยานหลักฐานได้ กรณีจะถือว่าจำเลยมีเจตนาเข้าไปรบกวนขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนั้น หาได้ไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ตรวจรถที่ผ่านจุดนั้นไปมาได้ตามปกติ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่า มีกฎระเบียบหรือข้อบังคับใด ห้ามมิให้บุคคลอื่นถ่ายภาพบริเวณจุดตรวจจุดสกัดไว้ การที่จำเลยเข้าไปถ่ายคลิปวิดีโอการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดดังกล่าว จึงหาใช่เป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนรำคาญแต่ประการใด พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
#ถือเป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ของท่านผู้พิพากษาแต่ละคณะ ที่บางท่านยังให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนในการใช้กล้องถ่ายภาพเพื่อป้องกันตัวเอง และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

การที่คดี กลับพลิกกลับมาชนะได้ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคำพูดในวีดีโอ ที่น้องเขาพูดดีพูดเพราะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีคำด่าเจือปน และลงท้ายด้วยคำว่าครับผมกับตำรวจทุกคำ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลท่าน ใช่ว่าจะดูแต่ภาพอย่างเดียว ศาลท่านพิจารณาจากอารมณ์ และคำพูดของคนในภาพด้วย ว่าเป็นคนแบบไหน เข้าไปหาเรื่องหรือไม่ ถ้าทำโดยสุจริตใจละก็ได้เปรียบแน่
#ต่อไปใครที่คิดอยากจะถ่ายภาพการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ฝึกพูดจาไพเราะๆกันไว้ด้วยนะครับ จะได้ปลอดภัยกัน//
เครดิต : ท่านเนวิน ขำแป้น

22/07/2021

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563 วินิจฉัยว่า สัญญาจ้างว่าความซึ่งมีข้อตกลงคิดค่าว่าจ้างทนายความในอัตราของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ ไม่ขัด พรบ ทนายความ และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ อีกทั้ง ปวิพ มาตรา 222/37 ก็บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความคดีนี้ที่ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ สัญญาจ้างว่าความนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยตาม ปพพ มาตรา 150 ไม่เป็นโมฆะ (กลับหลักเดิม)

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา
07/07/2021

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา

28/06/2021

(#)ฎีกาใหม่ ปี 2563 น่าใสใจ
(*)เรื่องการค้ำประกันนั้น แต่ก่อนกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้ำประกันสามารถรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถตกลงให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดกับลูกหนี้ชั้นต้นได้อย่างไม่จำกัดจำนวน

เช่น ลูกหนี้กู้เงินเจ้าหนี้จำนวน 1,000,000 บาท ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบในเงินทั้งจำนวนต่อเจ้าหนี้

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2557 - 2558 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องการค้ำประกัน โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1) กำหนดให้ข้อตกลงใดที่ตกลงให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ

คำพิพากษาฎีกา8425/2563(น่าสนใจ)
หมายความว่า หากสัญญาใดจะต้องมีการค้ำประกันการชำระหนี้ เจ้าหนี้จะไม่สามารถให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้อีกต่อไป

ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายต้องหาวิธีแก้ไขการทำสัญญา เพื่อไม่ให้บริษัทต้องแบกรับความเสี่ยงจากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

เช่น จากเดิมที่ผู้เช่าซื้อจะต้องจัดหาบุคคลมาค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์หากมีเงินดาวน์ไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางไฟแนนซ์กำหนด เปลี่ยนมาเป็นจะต้องมีบุคคลมายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้เช่าซื้อแทน

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของไฟแนนซ์จะถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ และจะมีผลอย่างไร ผมจะย่อยเรื่องนี้ให้อ่านง่าย ๆ กัน

(ข้อเท็จจริงในคดีนี้ อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8425/2563 ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญหลายจุด ดังนั้น บางประโยคผมขออนุญาตใช้ถ้อยคำตามคำพิพากษานี้ เพื่อจะได้ไม่ขาดตกบกพร่องในสาระสำคัญ)

1. โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 2 ให้รับผิดตามสัญญา โดยฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วม

2. ศาลได้วิเคราะห์การแสดงเจตนาของจำเลยทั้ง 2 คน โดยจำเลยที่ 1 แสดงเจตนายอมผูกพันตนตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้แสดงเจตนาขอเป็นลูกหนี้ร่วมเพื่อให้โจทก์พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1

3. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องการซื้อรถยนต์โดยขอสินเชื่อจากโจทก์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนจึงให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นลูกหนี้ร่วมเพื่อรับผิดต่อโจทก์ด้วย

4. จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับประโยชน์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์คันที่เช่าซื้อแต่อย่างใด การทำสัญญาของจำเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเข้าผูกพันเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็น “สัญญาค้ำประกัน”

5. ศาลยังวิเคราะห์ต่อไปว่า เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันที่แก้ไข ห้ามไม่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมมาบังคับใช้กับจำเลยที่ 2 แทน โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในแบบสัญญาที่พิมพ์ไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม...

6. นอกจากนี้ ยังมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้มีการผ่อนเวลาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 / ตกลงยอมรับผิดเต็มจำนวน แม้โจทก์จะปลดหนี้หรือลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 / และยอมรับผิด แม้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือทำสัญญาด้วยความสำคัญผิดใด ๆ

ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะในเรื่องการค้ำประกัน และทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

7. โดยปกติของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ประกอบการจะจัดให้ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อ ส่วนบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อ จะจัดให้ทำสัญญาค้ำประกันประกอบกัน ข้อตกลงที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1

8. โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อย่อมทราบดีว่าได้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องการค้ำประกัน โดยไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันถูกผู้ประกอบการเอาเปรียบ

แต่แทนที่โจทก์จะจัดทำสัญญาค้ำประกันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย กลับหาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า และความสันทัดด้านกฎหมาย จัดให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมแทนการค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา

9. ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิของตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

10. ทั้งสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน เมื่อไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ จึงเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

โจทก์ไม่มีความชอบธรรมที่จะอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วม จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญา

จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

………………………………………

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8425/2563

กลุ่มผู้ตาย กรูกันเข้าล้อมรถ ของ จำเลยพฤติการณ์ มีภัยอันตรายใกล้ถึงตัว จำเลยจึงยิงปืนไปที่หน้าอก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย เ...
17/06/2021

กลุ่มผู้ตาย กรูกันเข้าล้อมรถ ของ จำเลยพฤติการณ์ มีภัยอันตรายใกล้ถึงตัว จำเลยจึงยิงปืนไปที่หน้าอก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย เป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ ลงโทษจำคุก 3 ปี โทษทางอาญาให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
#กรูจะทำร้ายมีส่วนผิด
#รุมจะทำร้ายคนอื่น
#ปัองกันเกินกว่าเหตุ
#ยิงนัดเดี่ยวเป็นป้องกัน

17/06/2021

# ฎีกาสำคัญ

จำเลยนำรถมาซ่อมที่อู่ของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ซ่อมรถของจำเลยเสร็จแล้วและจำเลยมารับรถคืนไปแล้ว แต่จำเลยต้องการให้โจทก์ซ่อมระบบเบรคเพิ่มเติมจึงนำรถกลับไปให้โจทก์ซ่อมให้อีกครั้งแต่โจทก์ไม่ยอมซ่อมและมีหนังสือแจ้งเตือนให้มารับคืน แต่จำเลยยังคงจอดรถทิ้งไว้ในบริเวณอู่ของโจทก์เป็นเวลาหลายปี ถือเท่ากับว่าจำเลยเบียดบังการใช้พื้นที่อู่ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการประกอบกิจการ ถือเป็นการทำละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

*ฎีกาที่ ๒๗๓๐/๒๕๖๒

หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่ทำการซ่อมรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ภายในเวลาอันสมควรเป็นการผิดสัญญาต่อจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองก็ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วนำรถยนต์พิพาทกลับคืนมา ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าเกิดจากการผิดสัญญาของโจทก์หรือเกิดจากการกระทำละเมิดของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์อีกสวนหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่าโจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปี เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์ในสถานที่ที่จำเลยทั้งสองจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปและชำระค่าเสียให้แก่โจทก์ทั้งนั้น จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีนี้จำเลยขับรถไปเฉี่ยวชน จึงให้บริษัทประกันส่งรถมาซ่อมที่อู่ของโจทก์ โจทก์ซ่อมรถเสร็จแล้ว จำเลยมารับกลับไป แต่ปรากฏว่าสองวันต่อมา จำเลยเห็นว่ามีบางส่วนที่อยากให้โจทก์ซ่อมให้อีก เช่นระบบเบรกจึงนำรถกลับมาส่งให้โจทก์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยอมซ่อมรถเพิ่มเติมให้ และจำเลยก็ไม่ยอมนำรถคืนไปเป็นเวลาหลายปี โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยนำรถกลับไป และฟ้องจำเลยว่าการที่จำเลยนำรถมาทิ้งไว้โดยจอดในบริเวรอู่ของโจทก์โดยที่โจทก์ได้แจ้งให้เอารถกลับไปแล้ว เป็นการทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถใช้พื้นที่ในส่วนนั้นเพื่อดูแลซ่อมรถคันอื่นได้อีกและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าที่จอดรถ

คดีนี้จึงมีประเด็นว่า การที่ลูกค้าที่ซ่อมรถเอารถไปจอดทิ้งไว้ที่อู่เพื่อให้ซ่อม แต่เจ้าของอู่รถไม่ซ่อมและขอให้เจ้าของกลับคืนไป จะถือว่าเจ้าของรถกระทำละเมิดหรือไม่?

โดยคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเอารถไปจอดทิ้งไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีทางที่จะซ่อมรถเนื่องจากโจทก์ได้ปฏิเสธไปแล้ว จึงเท่ากับเป็นการที่จำเลยเอารถไปเบียดบังการใช้พื้นที่ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการประกอบกิจการ เป็นการผิดสัญญาในการจ้างทำของและฝากทรัพย์ เพราะโจทก์ไม่รับซ่อมและเรียกให้เอารถคืนไปแล้ว เป็นการทำละเมิด เมื่อเป็นละเมิดแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าจอดรถให้แก่โจทก์

!!! ที่มา สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ ๑/๗๔ วิชา ละเมิด (ภาคปกติ) บรรยายโดย อ.ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ บรรยายวันที่ 14 มิถุนายน ๒๕๖๔ (ครั้งที่ 4) (สัปดาห์ที่ 4)

15/06/2021
10/06/2021

🔹อายุความในการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากตกลงกำหนดเวลาชำระแน่นอน มีอายุความ 5 ปี หากมิได้ตกลงไว้ ไม่มีอายุความ ⚖️

📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
1000/2544 โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยมีบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่งแล้วโจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566(6) ข้อตกลงตาม สัญญาหย่าระบุเพียงให้จำเลยไปมาหาสู่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ตลอดเวลา หามีข้อตกลงให้จำเลยรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอุปการะเลี้ยงดูไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วย

(brown book) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.พ.พ.มาตรา 1520

📣 คำพิพากษาศาลฎีกา :
2124/2562 จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดู พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บทกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดู พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี

(brown book) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.พ.พ.มาตรา 193/33(4),1564 วรรคหนึ่ง,1598/40

🖌🖍 ข้อสังเกต :

📚ตกลงให้ฝ่ายใดออกค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่ถือว่าตกลงให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรด้วย ฎีกา 2565/2536

📚ตกลงให้บุตรอยู่ในความปกครองของฝ่ายหนึ่งมิได้หมายความว่าให้ฝ่ายนั้นออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่ฝ่ายเดียว ดังนี้ฝ่ายปกครองบุตรที่ออกค่าเลี้ยงดูบุตรไปฝ่ายเดียวฟ้องให้อีกฝ่ายรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมได้ตามมาตรา 229(3) แม้ขณะยื่นฟ้องบุตรจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ฎีกา 2697/2548

📚ถ้ามิได้ตกลงกันในสัญญาหย่าว่าให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ถือว่าทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน ฎีกา 2971/2544

(notepad) ดังนั้น : การตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตร ต้องตกลงให้ชัดเจนว่าให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง

🔹ข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นเพียงกำหนดภาระหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่านั้นมิใช่ข้อตกลงให้ฝ่ายนั่นเป็นผู้ใช้อำนาจจปกครอง
เครดิต
🌍 แอดมินกลุ่ม “เพื่อนนักกฎหมายไทย”
✍️ สุวดี/หนุ่ม นิติ/ต่อ ณัฐพงศ์/บัลลังก์ 🤝
10/6/64

ที่อยู่

สุขุมวิท 101
Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818322772

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

คดีปกครอง

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีปกครอง และอื่นๆ

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

แล้วถ้าเป็นในกรณีที่ถูกหมิ่นประมาทเช่นนี้ล่ะค่ะควรทำอย่างไรได้บ้างค่ะ พอดีว่าสั่งสินค้าออไลน์เก็บเงินปลายทางแต่บังเอิญว่าในช่วงที่สินค้ามาส่งมีธุระด่วนต้องรีบกลับต่างจังหวัดซึ่งบนเขาพรุชิ่งไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้แล้วมาโพสต์ด่ากันทางเฟสแบบนี้ให้ทำอย่างไรได้บ้างค่ะรบกวนปรึกษาหน่อยค่ะ
ผมโดนฉ้อโกงในเขตสน.อุดมสุขครับช้วยแนะนำธนายหรือแนวทางติดตามเอาเงินคืนด้วยครับคนโกงอยู่ใกล้สน.ตำรวจดูจะรับแจ้งไว้แล้วบ่ายเบียงเลียไปแต้ไม่ทำอะไรเลยแนะนำด้วยครับมีหลักฐานการโอนและเรื่องพอสมควรครับช้วยแนะนำธนายด้วยครับขอเบอรติดต่อคนที่จะช้วยได้ครับผมโดนไป130000คนอืนอีกสีห้าคนโดนในกลุ่มเดียวกันครับช้วยด้วยครับมีแต่คนจนๆๆๆๆพ่อผมรู้ก็จนตลอมใจตายช้วยเราด้วยครับเงินก็ไปกู้เข้ามาไม่มีใครช้วยเลย
ขออนุญาตรบกวนแอดมินค่ะ พอจะมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทนายอดิศร พรหมมินทร์ มั้ยคะ มีแต่เบอร์เดิม ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะค่ะ😊
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะคะ คำแนะนำจากคุณทนาย มีประโยชน์กับทางเรามากๆเลยค่ะ