สำนักงานทนายความ

สำนักงานทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย,รับเป็นทนายว่าความ, Notarial Services Attorney.ที่ปรึกษางานกฎหมายคดีธนาคาร กว่า 25 ปี ที่ปรึกษางานกฎหมาย รับว่าความคดีธนาคาร ไฟแนนส์ ประกันชีวิต คดีเเพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง จัดทนายความไปศาล
(1)

เปิดเหมือนปกติ

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา
07/07/2021

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา

ทรัพย์สินของสามีภรรยาที่มักมีปัญหา

28/06/2021

(#)ฎีกาใหม่ ปี 2563 น่าใสใจ
(*)เรื่องการค้ำประกันนั้น แต่ก่อนกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้ำประกันสามารถรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถตกลงให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดกับลูกหนี้ชั้นต้นได้อย่างไม่จำกัดจำนวน

เช่น ลูกหนี้กู้เงินเจ้าหนี้จำนวน 1,000,000 บาท ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบในเงินทั้งจำนวนต่อเจ้าหนี้

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2557 - 2558 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องการค้ำประกัน โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1) กำหนดให้ข้อตกลงใดที่ตกลงให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ

คำพิพากษาฎีกา8425/2563(น่าสนใจ)
หมายความว่า หากสัญญาใดจะต้องมีการค้ำประกันการชำระหนี้ เจ้าหนี้จะไม่สามารถให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้อีกต่อไป

ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายต้องหาวิธีแก้ไขการทำสัญญา เพื่อไม่ให้บริษัทต้องแบกรับความเสี่ยงจากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

เช่น จากเดิมที่ผู้เช่าซื้อจะต้องจัดหาบุคคลมาค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์หากมีเงินดาวน์ไม่ถึงเกณฑ์ที่ทางไฟแนนซ์กำหนด เปลี่ยนมาเป็นจะต้องมีบุคคลมายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้เช่าซื้อแทน

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของไฟแนนซ์จะถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่ และจะมีผลอย่างไร ผมจะย่อยเรื่องนี้ให้อ่านง่าย ๆ กัน

(ข้อเท็จจริงในคดีนี้ อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8425/2563 ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญหลายจุด ดังนั้น บางประโยคผมขออนุญาตใช้ถ้อยคำตามคำพิพากษานี้ เพื่อจะได้ไม่ขาดตกบกพร่องในสาระสำคัญ)

1. โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 2 ให้รับผิดตามสัญญา โดยฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วม

2. ศาลได้วิเคราะห์การแสดงเจตนาของจำเลยทั้ง 2 คน โดยจำเลยที่ 1 แสดงเจตนายอมผูกพันตนตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้แสดงเจตนาขอเป็นลูกหนี้ร่วมเพื่อให้โจทก์พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1

3. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องการซื้อรถยนต์โดยขอสินเชื่อจากโจทก์ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนจึงให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นลูกหนี้ร่วมเพื่อรับผิดต่อโจทก์ด้วย

4. จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับประโยชน์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์คันที่เช่าซื้อแต่อย่างใด การทำสัญญาของจำเลยที่ 2 จึงมีลักษณะเข้าผูกพันเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็น “สัญญาค้ำประกัน”

5. ศาลยังวิเคราะห์ต่อไปว่า เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันที่แก้ไข ห้ามไม่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จึงอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับลูกหนี้ร่วมมาบังคับใช้กับจำเลยที่ 2 แทน โดยให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในแบบสัญญาที่พิมพ์ไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม...

6. นอกจากนี้ ยังมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้มีการผ่อนเวลาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 / ตกลงยอมรับผิดเต็มจำนวน แม้โจทก์จะปลดหนี้หรือลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 / และยอมรับผิด แม้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือทำสัญญาด้วยความสำคัญผิดใด ๆ

ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะในเรื่องการค้ำประกัน และทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

7. โดยปกติของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ประกอบการจะจัดให้ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อ ส่วนบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดกับผู้เช่าซื้อ จะจัดให้ทำสัญญาค้ำประกันประกอบกัน ข้อตกลงที่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1

8. โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อย่อมทราบดีว่าได้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องการค้ำประกัน โดยไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันถูกผู้ประกอบการเอาเปรียบ

แต่แทนที่โจทก์จะจัดทำสัญญาค้ำประกันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย กลับหาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอาศัยอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า และความสันทัดด้านกฎหมาย จัดให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมแทนการค้ำประกันอย่างตรงไปตรงมา

9. ถือว่าโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจไม่ใช้สิทธิของตนด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

10. ทั้งสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน เมื่อไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้ จึงเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

โจทก์ไม่มีความชอบธรรมที่จะอ้างสิทธิใด ๆ จากสัญญายินยอมเป็นลูกหนี้ร่วม จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญา

จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

………………………………………

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8425/2563

กลุ่มผู้ตาย กรูกันเข้าล้อมรถ ของ จำเลยพฤติการณ์ มีภัยอันตรายใกล้ถึงตัว จำเลยจึงยิงปืนไปที่หน้าอก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย เ...
17/06/2021

กลุ่มผู้ตาย กรูกันเข้าล้อมรถ ของ จำเลยพฤติการณ์ มีภัยอันตรายใกล้ถึงตัว จำเลยจึงยิงปืนไปที่หน้าอก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย เป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ ลงโทษจำคุก 3 ปี โทษทางอาญาให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
#กรูจะทำร้ายมีส่วนผิด
#รุมจะทำร้ายคนอื่น
#ปัองกันเกินกว่าเหตุ
#ยิงนัดเดี่ยวเป็นป้องกัน

17/06/2021

# ฎีกาสำคัญ

จำเลยนำรถมาซ่อมที่อู่ของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ซ่อมรถของจำเลยเสร็จแล้วและจำเลยมารับรถคืนไปแล้ว แต่จำเลยต้องการให้โจทก์ซ่อมระบบเบรคเพิ่มเติมจึงนำรถกลับไปให้โจทก์ซ่อมให้อีกครั้งแต่โจทก์ไม่ยอมซ่อมและมีหนังสือแจ้งเตือนให้มารับคืน แต่จำเลยยังคงจอดรถทิ้งไว้ในบริเวณอู่ของโจทก์เป็นเวลาหลายปี ถือเท่ากับว่าจำเลยเบียดบังการใช้พื้นที่อู่ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการประกอบกิจการ ถือเป็นการทำละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

*ฎีกาที่ ๒๗๓๐/๒๕๖๒

หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่ทำการซ่อมรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ภายในเวลาอันสมควรเป็นการผิดสัญญาต่อจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองก็ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วนำรถยนต์พิพาทกลับคืนมา ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าเกิดจากการผิดสัญญาของโจทก์หรือเกิดจากการกระทำละเมิดของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์อีกสวนหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่าโจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปี เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์ในสถานที่ที่จำเลยทั้งสองจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปและชำระค่าเสียให้แก่โจทก์ทั้งนั้น จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีนี้จำเลยขับรถไปเฉี่ยวชน จึงให้บริษัทประกันส่งรถมาซ่อมที่อู่ของโจทก์ โจทก์ซ่อมรถเสร็จแล้ว จำเลยมารับกลับไป แต่ปรากฏว่าสองวันต่อมา จำเลยเห็นว่ามีบางส่วนที่อยากให้โจทก์ซ่อมให้อีก เช่นระบบเบรกจึงนำรถกลับมาส่งให้โจทก์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยอมซ่อมรถเพิ่มเติมให้ และจำเลยก็ไม่ยอมนำรถคืนไปเป็นเวลาหลายปี โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยนำรถกลับไป และฟ้องจำเลยว่าการที่จำเลยนำรถมาทิ้งไว้โดยจอดในบริเวรอู่ของโจทก์โดยที่โจทก์ได้แจ้งให้เอารถกลับไปแล้ว เป็นการทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถใช้พื้นที่ในส่วนนั้นเพื่อดูแลซ่อมรถคันอื่นได้อีกและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าที่จอดรถ

คดีนี้จึงมีประเด็นว่า การที่ลูกค้าที่ซ่อมรถเอารถไปจอดทิ้งไว้ที่อู่เพื่อให้ซ่อม แต่เจ้าของอู่รถไม่ซ่อมและขอให้เจ้าของกลับคืนไป จะถือว่าเจ้าของรถกระทำละเมิดหรือไม่?

โดยคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเอารถไปจอดทิ้งไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีทางที่จะซ่อมรถเนื่องจากโจทก์ได้ปฏิเสธไปแล้ว จึงเท่ากับเป็นการที่จำเลยเอารถไปเบียดบังการใช้พื้นที่ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในการประกอบกิจการ เป็นการผิดสัญญาในการจ้างทำของและฝากทรัพย์ เพราะโจทก์ไม่รับซ่อมและเรียกให้เอารถคืนไปแล้ว เป็นการทำละเมิด เมื่อเป็นละเมิดแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าจอดรถให้แก่โจทก์

!!! ที่มา สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ ๑/๗๔ วิชา ละเมิด (ภาคปกติ) บรรยายโดย อ.ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ บรรยายวันที่ 14 มิถุนายน ๒๕๖๔ (ครั้งที่ 4) (สัปดาห์ที่ 4)

15/06/2021
10/06/2021

🔹อายุความในการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากตกลงกำหนดเวลาชำระแน่นอน มีอายุความ 5 ปี หากมิได้ตกลงไว้ ไม่มีอายุความ ⚖️

📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
1000/2544 โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยมีบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลยังไม่ได้สั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่งแล้วโจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566(6) ข้อตกลงตาม สัญญาหย่าระบุเพียงให้จำเลยไปมาหาสู่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ตลอดเวลา หามีข้อตกลงให้จำเลยรับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอุปการะเลี้ยงดูไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วย

(brown book) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.พ.พ.มาตรา 1520

📣 คำพิพากษาศาลฎีกา :
2124/2562 จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดู พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บทกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดู พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี

(brown book) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.พ.พ.มาตรา 193/33(4),1564 วรรคหนึ่ง,1598/40

🖌🖍 ข้อสังเกต :

📚ตกลงให้ฝ่ายใดออกค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่ถือว่าตกลงให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรด้วย ฎีกา 2565/2536

📚ตกลงให้บุตรอยู่ในความปกครองของฝ่ายหนึ่งมิได้หมายความว่าให้ฝ่ายนั้นออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่ฝ่ายเดียว ดังนี้ฝ่ายปกครองบุตรที่ออกค่าเลี้ยงดูบุตรไปฝ่ายเดียวฟ้องให้อีกฝ่ายรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมได้ตามมาตรา 229(3) แม้ขณะยื่นฟ้องบุตรจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ฎีกา 2697/2548

📚ถ้ามิได้ตกลงกันในสัญญาหย่าว่าให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ถือว่าทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน ฎีกา 2971/2544

(notepad) ดังนั้น : การตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตร ต้องตกลงให้ชัดเจนว่าให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง

🔹ข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นเพียงกำหนดภาระหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่านั้นมิใช่ข้อตกลงให้ฝ่ายนั่นเป็นผู้ใช้อำนาจจปกครอง
เครดิต
🌍 แอดมินกลุ่ม “เพื่อนนักกฎหมายไทย”
✍️ สุวดี/หนุ่ม นิติ/ต่อ ณัฐพงศ์/บัลลังก์ 🤝
10/6/64

03/06/2021

"ที่งอกริมตลิ่ง" เป็นอย่างไร

เจ้าของที่ดินที่มีแนวเขตที่ดินติดริมน้ำห้วย ลำน้ำ ลำคลองหรือแม้กระทั่งริมทะเล นอกจากถือว่ามีทำเลดีแล้ว บางครั้งก็มีเฮ คือที่ดินด้านที่ติดน้ำดังกล่าวอาจเกิดที่งอกเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติได้ ซึ่งเรียกว่าที่งอกริมตลิ่ง

📌ที่งอกริมตลิ่ง (ป.พ.พ.มาตรา 1308)--

--ที่งอกริมตลิ่ง คือ ที่ดินที่งอกออกไปจากตลิ่ง ซึ่งฤดูน้ำปกติน้ำท่วมไม่ถึง

📌ลักษณะของที่งอกริมตลิ่ง

-1> เป็นที่งอกจากริมตลิ่งซึ่งฤดูน้ำตามปกติ น้ำท่วมไม่ถึง
-2> ต้องงอกออกจากริมตลิ่งไปสู่กลางแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล หรือทะเลสาบ
-3> ต้องเป็นการงอกโดยธรรมชาติ
-4> ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานจะต้องติดกับที่งอกโดยจะต้องไม่มีสิ่งใดคั่นระหว่างริมตลิ่งกับที่ดินที่งอกออกไป

**ข้อสังเกตพิจารณา**
-1> ที่ดินที่เกิดจากการถมขึ้น ไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่ง เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (ฎ.534/2485, ฎ.928/2501).

-2)>กรณีที่เป็นที่งอกจากกลางแม่น้ำเข้ามาหาตลิ่ง ไม่ถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่ง (ฎ.1189/2535*, ฎ.4930/2539)
...Exฎีกาที่ 1189/2535 ที่งอกริมตลิ่งหมายถึง ที่ดินที่งอกออกไปจากตลิ่งตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินมาจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเกิดที่งอกขึ้น มิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง

-3> การที่ หนองน้ำสาธารณะตื้นเขิน ไม่ถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่ง เพราะไม่ใช่เรื่องที่งอกจากริมตลิ่งไปสู่กลางแม่น้ำ (ฎ.195/2523, ฎ.2502/2533, ฎ.7435/2540*)

...Ex ฎีกาที่ 7435/2540 ที่ดินพิพาทมิได้เกิดจากการที่น้ำพัดพาเอาดินจากที่อื่นมาทับถมกันที่ริมตลิ่งตามธรรมชาติจนน้ำท่วมไม่ถึงทำให้เกิดที่ดินงอกออกไปจากริมตลิ่ง แต่เป็นทางน้ำที่ตื้นเขินขึ้นเพราะน้ำเปลี่ยนทางเดิน และเดิมที่ดินพิพาทเป็นเกาะมีลำคลองกั้นกลางระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ทางทิศเหนือและทางทิศใต้มีคลอง แต่ทางราชการได้ปิดกั้นคลองทำให้ลำคลองที่กั้นกลางระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ตื้นเขินน้ำท่วมไม่ถึง ที่ดินพิพาทจึงไปติดกับที่ดินของโจทก์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเดิมสภาพของที่ดินพิพาทเป็นเกาะ เมื่อลำรางที่กั้นระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ตื้นเขินและน้ำท่วมไม่ถึง ที่ดินพิพาทจึงติดกับที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ดินที่งอกออกไปจากริมตลิ่งของที่ดินโจทก์ตามธรรมชาติแต่เป็นท้องทางน้ำที่ตื้นเขินแล้วขยายเข้ามาติดที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอก-ริมตลิ่งของที่ดินโจทก์ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1308 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

-4> ที่งอกริมตลิ่งอาจจะเป็นที่ดินของเอกชน หรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดินก็ได้ หากงอกออกมาจากที่ดินของเอกชนก็เป็นของเอกชน แต่ถ้า งอกออกมาจากที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ก็เป็นที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน (ฎ.1851/2528, ฎ.2393/2523)

-5> ถ้าที่งอกริมตลิ่ง งอกออกมาจากที่ดินมีโฉนด ก็ถือว่าเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน การครอบครองปรปักษ์จึงต้องครอบครอง 10 ปี (ตามมาตรา 1382) (ฎ.696/2498, ฎ.2885/2535) ทั้งนี้โดยไม่ต้องรังวัดออกโฉนดที่ดินที่งอกนั้นก่อน และการซื้อขายก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง (ฎ.1860/2539) แต่ถ้าที่งอกริมตลิ่ง งอกออกมาจากที่ดินมือเปล่า เจ้าของที่งอกก็คงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น หากมีการแย่งการครอบครอง เจ้าของที่ดินจะต้องฟ้องเอาคืนภายใน 1 ปี (ตามมาตรา 1375) (ฎ.2346/2523)

# หมายเหตุน่าสนใจ กรณีที่ดินที่เกิดจากการถมขึ้น ไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่ง เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าเจ้าของที่ดินไม่ได้มีส่วน ที่ก่อให้เกิดที่งอก

Ex ฎีกาที่ 10534/2551และ 779/2555 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8895 ต่อมามีการก่อสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนหินยื่นไปในทะเลและอยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาท ทำให้มีผลกระทบกับการเคลื่อนย้ายของตะกอนทรายชายฝั่งทะเลทำให้สะสมตัวในบริเวณที่ดินพิพาทกลายเป็นหาดสันทรายชายฝั่งทะเลทำให้สะสมตัวในบริเวณที่ดินพิพาทกลายเป็นหาดสันทรายซึ่งมีดินถมปิดทับบนทรายจนกลายเป็นพื้นดิน แม้จะมีส่วนมาจากท่าเทียบเรือและเขื่อนหินที่มีผู้อื่นสร้างขึ้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างท่าเทียบเรือและเขื่อนหิน การสะสมตัวของตะกอนเกิดขึ้นเองจากกระแสน้ำทะเล มิได้เกิดจากฝีมือมนุษย์และก่อให้เกิดที่ดินงอกต่อไปจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่งอกจากที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นเจ้าของที่งอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308
✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨
🙏ขอขอบคุณ เเละให้เครดิต
⛤.(เรียบเรียงเนื้อหาโดย อาจารย์เจน ติวเตอร์ )

12/03/2021

ศาลสั่งลงโทษผู้ขายของออนไลน์
ที่คดโกงผู้ซื้อสินค้าอย่างสาสม

เพื่อนเป็นผู้พิพากษาส่งให้เพื่อน(ในกลุ่ม) อ่านแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์เลยส่งต่อ มีสาระประโยชน์มากดังนี้...
..........................

ผมไม่ค่อยมีเวลา จึงชอบซื้อของทางเน็ต เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ในไทยยังไม่มีการขายของทางเน็ต ได้แต่ซื้อใน eBay มาสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ไทยเรามีการขายของทางเน็ตกันเพียบ ผมก็ซื้อตามปกติ และไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งได้ไปซื้อของจากค่ายดังของเยอรมัน บริษัท ล. โฆษณาในทีวีน่าเชื่อถือ

ในครั้งสุดท้ายที่ซื้อ ปรากฏว่าสั่งของ ๒ ชิ้น ๆ ละ ๙๐๐ บาท พอมาส่งเราก็จ่ายเงินไป ๑,๘๐๐ บาทเลยเมื่อรับพัสดุ แต่เปิดกล่องดูมีของแค่ชิ้นเดียว แถมใบส่งของเป็นคนอื่น แต่ของอย่างเดียวกัน ผมก็ถ่ายรูปของในกล่อง พร้อม Delivery Note ส่งให้เจ้าหน้าที่ดู เจ้าหน้าที่รับปากว่าจะติดต่อในทันที....เงียบหายไปสามวัน มีคนจากบริษัทอะไรไม่รู้โทรมาสอบถาม ผมก็เล่าเรื่องแล้วก็...เงียบ
หายไปอีก ๑๐ วัน ก็มีเจ้าหน้าที่ บริษัท ล. โทรมาแล้วก็...เงียบ
หายไปอีก ๕ วัน ก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาอีก ผมเลยบอกว่า "ผมเป็นผู้บริโภคที่ดี จ่ายเงินก่อนเห็นสินค้า (ตามกฎของคุณ) คุณได้เงินผมไปแล้วแต่สินค้าผมได้ไม่ครบ เพราะคุณส่งผิด เวลาผ่านเป็นเดือนยังไม่เรียบร้อย แค่ส่งของให้ผมอีกชิ้นมันยากหรือครับ ความผิดของคุณทำไมผมต้องมารับกรรมนั้นด้วย ผมให้เวลา ๗ วัน เกินจากนั้นไปเจอกันในศาล" เจ้าหน้าที่ก็วางสายไปอย่างไม่พอใจ เพราะได้ยินเสียงแข็ง ๆ ของผมที่เริ่มมีอารมณ์
เย็นวันที่ ๗ ผมก็นั่งพิมพ์ภาพที่ถ่ายส่งให้ดูตอนเปิดกล่อง หลักฐานอย่างอื่นไม่มีอะไรเลย

เช้าวันรุ่งขึ้นผมเดินไปศาลแขวงในเขตที่ผมสั่งซื้อของทางอินเตอร์เน็ต ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือบ้านผมนั่นเอง เพื่อให้เจ้าพนักงานศาลช่วยจัดการให้

เริ่มเข้าสาระครับ
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคบัญญัติให้ต้องมีเจ้าพนักงานศาล ทำหน้าที่ร่างฟ้องให้ผู้บริโภคเรียกกันว่า "เจ้าพนักงานคดี" ช่วยค้นหาหลักฐานทางทะเบียนของจำเลยให้ กรณีนี้คือหนังสือรับรองบริษัท ศาลจะนัดเร็วครับ ประมาณ ๓๐ วันได้เจอกัน ไม่เสียค่าธรรมเนียม ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพราะกฎหมายนี้สร้างเพื่อคุ้มครองใครครับ....แน่นอน ผู้บริโภค

เจ้าพนักงานศาลร่างคำฟ้องให้ผมเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีทนายความ ให้ผมลงชื่อในเอกสารหลายอย่าง แล้วพาไปยื่นที่เคาเตอร์รับฟ้อง ได้วันนัดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หลังจากได้รับคำฟ้องผมแล้ว บริษัท ล. โทรหาบอกจะคืนเงิน ๙๐๐ บาท ผมบอกว่าตอนนี้จะตกลงอะไรให้ไปคุยกันในศาล เลยได้ส่งอีเมล์ให้ผม บอกว่าได้รับของที่ผมส่งคืนแล้ว ๒ ชิ้น ผมก็เริ่มฉุนเล็กน้อย จะเอามาเป็นทริกในคดีหรือเปล่าว่าผมคืนของเอง ไว้เจอกัน ส่งสองสามครั้ง แถมส่งข้อความมือถืออีกต่างหาก ทีอย่างนี้ดำเนินการรวดเร็วฉับไวในทันที

ในวันศาลนัด ทางบริษัท ล. เตรียมทนายความที่จ้างจากนอกบริษัท ล. นิติกรของบริษัท และผู้จัดการ เตรียมเอกสารมาปึกใหญ่ ศาลถามว่าคุณไม่ส่งของใช่ไหม เขาก็ขอไกล่เกลี่ย

ในห้องไกล่เกลี่ย ผู้จัดการก็ขอโทษ ทนายเริ่มรู้ว่าผมต้องการเดินไปตรงจุดไหน ทนายความในและนอกห้องพิจารณาก็ทักทายยกมือไหว้ เรียกท่าน หน้าบัลลังก์ก็รู้จัก พอรู้สถานะเราการพูดคุยก็ง่ายขึ้นเยอะ ทนายความไม่โย้เย้เรื่องมากตามสไตล์ ในที่สุดก็ยอมตามฟ้องทุกประการ จ่ายเงินคืนให้ผม ๙๐๐ บาท พร้อมค่าเสียเวลาค่าโมโหอีก ๒๐,๐๐๐ บาท หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ๑๕ วัน และแถมคูปองลดราคามาอีก ๑,๐๐๐ บาท ผมก็เอาเงินที่ได้ไปทำบุญ

อยากให้รู้ว่า.....
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้น บัญญัติไว้สำหรับผู้บริโภค
1.ไม่ต้องมีทนายความ
2.ไม่ต้องหาหลักฐานของฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ
3.มีเจ้าพนักงานศาลร่างคำฟ้องให้เรียบร้อย
4.แถมหากต้องสืบพยาน ศาลถามให้เลย ไม่ต้องรู้อะไรมากครับ แค่รู้ว่าเราเสียหาย เสียเปรียบอย่างไร
5.คุ้มครองไม่ว่าเรื่องการซื้อขาย การให้บริการ สินค้าไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ส่งของไม่ครบ สินค้ามีปัญหากับเนื้อตัวร่างกาย เรียกว่าได้หมด
6.แถมหน้าที่นำสืบตามที่เราฟ้องตกกับฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจ
7.ที่สำคัญไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และค่าส่งหมายเลย

สรุปง่าย ๆ ไม่เสียเลยสักบาทก็แล้วกัน คนไทยยังรู้เรื่องนี้น้อย แถมยังยอมเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่ออีกจำนวนมาก หากเราโดนกระทำและเสียหาย การนิ่งเฉย คือการทำลายระบบ เพราะเราไม่ต่อต้านผู้ไม่สุจริต กลับสนับสนุนให้เขาเหิมเกริมกล้าปฏิบัติแย่ๆ กับลูกค้าอีกนับจำนวนไม่ถ้วน

การกระทำของผมในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ทำให้เขาไม่กล้าไปปฏิบัติแย่ ๆ กับประชาชนอีกจำนวนมาก นั่นคือสิ่งที่ผมชนะ

.หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ.

ที่อยู่

สุขุมวิท 101
Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818322772

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

คดีปกครอง

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีปกครอง และอื่นๆ

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

แล้วถ้าเป็นในกรณีที่ถูกหมิ่นประมาทเช่นนี้ล่ะค่ะควรทำอย่างไรได้บ้างค่ะ พอดีว่าสั่งสินค้าออไลน์เก็บเงินปลายทางแต่บังเอิญว่าในช่วงที่สินค้ามาส่งมีธุระด่วนต้องรีบกลับต่างจังหวัดซึ่งบนเขาพรุชิ่งไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้แล้วมาโพสต์ด่ากันทางเฟสแบบนี้ให้ทำอย่างไรได้บ้างค่ะรบกวนปรึกษาหน่อยค่ะ
ผมโดนฉ้อโกงในเขตสน.อุดมสุขครับช้วยแนะนำธนายหรือแนวทางติดตามเอาเงินคืนด้วยครับคนโกงอยู่ใกล้สน.ตำรวจดูจะรับแจ้งไว้แล้วบ่ายเบียงเลียไปแต้ไม่ทำอะไรเลยแนะนำด้วยครับมีหลักฐานการโอนและเรื่องพอสมควรครับช้วยแนะนำธนายด้วยครับขอเบอรติดต่อคนที่จะช้วยได้ครับผมโดนไป130000คนอืนอีกสีห้าคนโดนในกลุ่มเดียวกันครับช้วยด้วยครับมีแต่คนจนๆๆๆๆพ่อผมรู้ก็จนตลอมใจตายช้วยเราด้วยครับเงินก็ไปกู้เข้ามาไม่มีใครช้วยเลย
ขออนุญาตรบกวนแอดมินค่ะ พอจะมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทนายอดิศร พรหมมินทร์ มั้ยคะ มีแต่เบอร์เดิม ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะค่ะ😊
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะคะ คำแนะนำจากคุณทนาย มีประโยชน์กับทางเรามากๆเลยค่ะ