Money Day&Night สาระด้านการเงิน กิจกรรมนักศึกษา ภาคการเงิน ม.สยาม ยินดีต้องรับเข้าสู่แฟนเพจของภาควิชาการเงินและการธนาคาร มหาวิทยาลัยสยามครับ :)

เปิดเหมือนปกติ

วันนี้มาคุยกันสบายๆ ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ งานหายาก เงินหายาก จะทำอย่างไรให้อยู่รอดหรือมีเงินเก็บในแต่ละเดือน ผมขอแนะนำหลัก...
13/11/2020

วันนี้มาคุยกันสบายๆ ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ งานหายาก เงินหายาก จะทำอย่างไรให้อยู่รอดหรือมีเงินเก็บในแต่ละเดือน ผมขอแนะนำหลักการง่ายๆ ดังนี้ครับ
1. พยายามเข้าห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งช้อปปิ้ง ให้น้อยลง เพราะเป็นแหล่งดูดเงินออกจากกระเป๋าพวกคุณ ถ้าอยากมีเงินเก็บต้องพยายามหลีกเลี่ยงครับ
2. ดูมือถือให้น้อยลง เพราะเป็นช่องทางที่จะมีโฆษณาหรือสิ่งต่างๆที่จะมาล่อหลอกให้เราเสียเงินได้ครับ
3. ใช้รถสาธารณะให้มากที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเดินทางที่ไม่จำเป็น อาจต้องลดความสะดวกสบายลงบ้างแต่จะช่วยเก็บเงินได้มากขึ้นในแต่ละเดือน
4. เปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเก็บเงินไว้ก่อนเหลือเท่าไรใช้เท่านั้น เช่น เก็บเดือนละ 1000 บาท เหลือ 19000 บาท ก็ใช้เท่าที่จำเป็น ลดรายจ่ายบางอย่างลงไป ถ้าทำข้อ1กับ2 ได้ น่าจะไม่มีปัญหา

เปิดนโยบาย “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีคนใหม่ สหรัฐอเมริกา                                                                   ...
12/11/2020

เปิดนโยบาย “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีคนใหม่ สหรัฐอเมริกา พร้อมทิศทางในอนาคต จะเป็นอย่างไร? กระทบบ้านเราหรือไม่?

ทำความรู้จักพรรคการเมืองหลักๆ ของสหรัฐกันก่อน หลักๆ แล้วพรรคการเมืองสหรัฐมีอยู่สองพรรคที่ห้ำหั่นกันมาอย่างช้านานอย่าง “เดโมแครต” (Democrat) ซึ่งมีตัวอย่างประธานาธิบดีเด่นๆ อย่าง บารัค โอบามา (Barack Obama), โคตรตระกูลคลินตันอย่าง ฮิลารี คลินตัน (Hillary Clinton), บิล คลินตัน (Bill Clinton) กับ “รีพับลิคกัน” (Republican) ที่มีประธานาธิบดีหัวโจกเลือดร้อนอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือจะเป็น จอร์จ บุช (George Bush)
“โจ ไบเดน” คือใคร?
โจ ไบเดนในตอนนี้ถือว่าได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐพอดิบพอดี และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 47 เคียงข้างประธานาธิบดีอย่างบารัค โอบามา (Barack Obama) มาแล้ว โดยแรกเริ่มแต่เดิมทีไบเดนเองก็ลงสมัครเป็นตัวแทนลงแข่งขันเลือกตั้งจากพรรคเดโมแครตในช่วงปี 2008 เช่นเดียวกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดแล้วโจ ไบเดน ก็ดันไปเข้าตาบารัค โอบามา จนได้รับเลือกเป็นคู่หูคู่คิดในที่สุด
นอกจากนั้นตอน โจ ไบเดน เข้าสู่วงการการเมือง ยังมีดีกรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสหรัฐที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์อีกด้วย ส่องนโยบายหลักจัดเต็มโจ ไบเดน (Joe Biden)


1. นโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
Joe Biden
- เก็บภาษีเพิ่มสำหรับผู้มีรายได้สูง และนำมาใช้ลงทุนในระบบสาธารณะ โดยจะเพิ่มการเก็บภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี
- เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงจากเดิมที่ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ตลาดหุ้นอาจตอบสนองเชิงลบกับนโยบายการเก็บภาษี และการเพิ่มค่าแรงอาจทำให้ต้นทุนของบริษัทต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลต่อหุ้นใหญ่ๆ ในตลาด


2. นโยบายเกี่ยวกับการจัดการ COVID-19
Joe Biden
- ร่างสัญญาระดับชาติ ผ่าน 10 ศูนย์วิจัยวัคซีนในทุกรัฐ พร้อมแจกชุดตรวจโควิดฟรี
- ออกกฎและสนับสนุนให้คนใส่หน้ากาก
สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- ตลาดอาจจับตามองไปที่การควบคุมยอดผู้ติดเชื้อ
- นโยบายของโจไบเดนอาจดูไม่รวดเร็วทันใจ แต่อาจจะควบคุมโรคได้อยู่หมัดมากขึ้น
- ไบเดนอาจทำให้เกิดการตีความแบบสมเหตุสมผล มีความแน่นอนมากกว่า


3. นโยบายเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม
Joe Biden
- สนับสนุนให้ทางสหรัฐเข้าร่วม “สัญญาตกลงปารีส” อีกครั้ง
- ตั้งเป้าพาสหรัฐเข้าสู่ยุคไร้มลพิษภายในปี 2050 และแบนการใช้พื้นที่สำหรับขุดเจาะน้ำมันและก๊าส รวมถึงสนับสนุนเม็ดเงินลงทุน 2 ล้านล้านเหรียญในโครงการพลังงานสะอาด
สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- พวกหุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้ผลเชิงลบ



4. นโยบายเกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุข
Joe Biden
- ปกป้องและพัฒนานโยบาย Affordable Care Act (ACA) เพิ่มเติม
- ลดเงื่อนไขอายุขั้นต่ำสำหรับโครงการ Medicare (โครงการประกันสุขภาพผู้สูงอายุ) จากเดิมที่ 60-65 ปี
- มีความมุ่งมั่นที่จะให้ชาวอเมริกันทั้งหมดมีโอกาสเข้าร่วมโครงการ Medicare
สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- อาจส่งผลเชิงกลางๆ กับหุ้นกลุ่ม Healthcare เนื่องจากนโยบายโดยรวมสนับสนุนระบบ Healthcare ของรัฐ


5. นโยบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
Joe Biden
- สร้างความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรของสหรัฐใหม่อีกครั้ง
- ยกเลิกการขึ้นภาษีกับจีนแบบเห็นชอบฝ่ายเดียว และเปลี่ยนเป็นข้อตกลงร่วมกันแทน แต่เพิ่มข้อต่อรองที่อาจทำให้ทางจีนเองปฏิเสธไม่ได้
สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- หุ้นประเทศต่าง ๆ ในหลายภูมิภาคอาจตอบสนองในเชิงบวกมากขึ้น
จากนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง?
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าตลาดหุ้นก็คือตลาดที่อุดมไปด้วยเหล่านักลงทุนที่มีความเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ๆ และในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” เข้ามาเกี่ยวเนื่อง
ดังนั้นเราอาจจะเรียกได้ว่าตลาดหุ้นมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่นั่นเอง แต่เราอาจจะใช้ข้อมูลที่เรามีในอดีตมาและหลักการมาช่วยตัดสินใจได้
ซึ่งการตีความความคิดของผู้คนนั้นมีเป็นอะไรที่มีโอกาสพลิกโผได้ เพราะคนทุกคนไม่สามารถมองอะไรเป็นมุมเดียวกันได้หมด ตัวอย่างเช่น หาก โจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดี แทนที่ตลาดจะตีความว่า ไบเดน จะขึ้นภาษีทำให้กำไรของบริษัทลดลงตลาดหุ้นลงแน่ ๆ ตลาดก็อาจจะตีความไปในเชิงอีกแบบหนึ่งอย่างเช่น “ถ้า ไบเดน ได้เป็นการเมืองน่าจะนิ่งขึ้น ความสัมพันธ์กับจีนดีขึ้น คิดดูอีกที… ในระยะยาวน่าจะดี เราลงทุนดีกว่า” อะไรแบบนี้ก็เป็นได้ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ
Mr. Serotonin https://finno.me/moneyandbanking

10/11/2020
www.nesdc.go.th

ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 (2558-2562) บรรลุเป้าหมายหรือไม่?
บทความนี้สรุป เรียบเรียง และตีความจากดัชนีชี้วัดเป้าหมายยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เฉพาะตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ (ข้อมูลได้จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง www.nesdc.go.th)
(1) อัตราการเพิ่มของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของกลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด
เป้าหมาย ต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี
ผลลัพธ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ในปี 2558 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ในปี 2562
สรุป สามารถทำให้อัตราการเพิ่มของรายได้เฉลี่ยต่อหัวฯเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
(2) ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายได้ (GINI)
เป้าหมาย ต้องลดลงเหลือ 0.41
ผลลัพธ์ ลดลงจาก 0.445 ในปี 2558 เหลือ 0.43 ในปี 2562
สรุป ความไม่เสมอภาคด้านรายได้ลดลง แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
(3) การถือครองทรัพย์สินทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด
เป้าหมาย ต้องเพิ่มขึ้น
ผลลัพธ์ ลดลงจากร้อยละ 13.6 ในปี 2558 เหลือ 8.9 ในปี 2562
สรุป ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
(4) สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน
เป้าหมาย ต้องลดลงเหลือร้อยละ 6.5
ผลลัพธ์ ลดลงจากร้อยละ 7.21 ในปี 2558 เหลือ 6.24 ในปี 2562
สรุป บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
(5) สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ทั้งหมดของกลุ่มครัวเรือนร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุด
เป้าหมาย ต้องลดลง
ผลลัพธ์ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.8 ในปี 2558 เหลือ 12.8 ในปี 2562
สรุป ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

10 สุดยอด “บริษัทนายจ้างบริษัทมหาชนสหรัฐ” กู้วิกฤตจากโควิด                 จัดอันดับโดย Forbes ร่วมกับหุ้นส่วนวิจัย Just...
10/11/2020

10 สุดยอด “บริษัทนายจ้างบริษัทมหาชนสหรัฐ” กู้วิกฤตจากโควิด

จัดอันดับโดย Forbes ร่วมกับหุ้นส่วนวิจัย Just Capital โดยสำรวจและจากบริษัทรายใหญ่ที่สุด 100 รายในกลุ่มบริษัทมหาชนของสหรัฐ โดยหลักในการประเมินเพื่อค้นหาสุดยอด “บริษัทนายจ้าง” ทาง Forbes ได้ใช้มาตรการรับมือวิกฤตไวรัสโคโรนา ครอบคลุม 22 หมวดธุรกิจ ในด้านการสนับสนุนและคุ้มครองแรงงาน ลูกค้า และชุมชน โดยวิเคราะห์ขากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายนโยบาย การเข้าที่ทำงาน หรือการให้เงินช่วยเหลือแก่ชุมชน นำมาเฉลี่ยให้ได้คะแนนรวม ระหว่างกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2020 ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของบริษัทมากกว่าการดำเนินตามนโยบายการตอบสนองต่อวิกฤตโควิด-19
โดย 10 บริษัทที่โดดเด่นมีดังนี้

1. VERIZON COMMUNICATIONS
ธุรกิจ โทรคมนาคม
– จ่ายเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสำหรับพนักงานประจำที่ยังต้องทำงานภาคสนามหรือเข้าออฟฟิศ
– เว้นการตัดสัญญาณสำหรับลูกค้าที่ประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากโรคระบาด
– ใช้นโยบายลาหยุดพิเศษในช่วงโควิด-19 โดยจะยังคงจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนเป็นเวลา 8 สัปดาห์ และลดค่าจ้างเหลือ 60% เป็นเวลา 16 สัปดาห์

2. WALMART
ธุรกิจ ค้าปลีก
– ประกาศจ่ายโบนัสพิเศษเป็นเงินสดเกือบ 1 พันล้านเหรียญให้พนักงานรายชั่วโมงในสหรัฐฯ ของบริษัท
– จ้างพนักงาน 200,000 คน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นพนักงานชั่วคราว บางส่วนเป็นคนที่ตกงานจากอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น ร้าน
อาหาร และธุรกิจ โรงแรมและบริการ
– กำหนดนโยบายวันลาป่วยเนื่องจากโควิด-19 ให้ลาโดยได้รับค่าจ้างได้ สูงสุด 2 สัปดาห์

3. STARBUCKS
ธุรกิจ ค้าปลีก
– จัดตั้งสวัสดิการด้านสุขภาพจิต
– เพิ่มสวัสดิการตามนโยบายช่วยดูแลเด็ก และผู้สูงอายุ
– ส่งเครื่องวัดอุณหภูมิไปให้ร้านของบริษัท

4. HOME DEPOT
ธุรกิจ ค้าปลีก
– เพิ่มวันลาโดยได้รับค่าจ้างอีก 240 ชั่วโมงสำหรับพนักงานรายชั่วโมงที่ ทำงานเต็มเวลา ซึ่งอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือถูกประเมินโดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแล้วว่าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
– ส่งเครื่องวัดอุณหภูมิไปให้พนักงานในร้านและศูนย์กระจายสินค้าเพื่อตรวจสอบสุขภาพก่อนเข้ากะ
– บริจาคหน้ากาก N95 ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

5. JPMORGAN CHASE
ธุรกิจ บริการด้านการเงิน
– จ่ายโบนัสให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ 1,000 เหรียญ
– จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือหลายกอง
– เพิ่มวันลาแบบได้รับค่าจ้างให้กับพนักงานทุกคน

6. BANK OF AMERICA
ธุรกิจ บริการด้านการเงิน
– จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านเหรียญสำหรับชุมชนต่างๆ
– ให้คำมั่นว่าจะไม่เลิกจ้างพนักงานเนื่องจากโคโรนาไวรัสตลอดปี 2020
– จ่ายเงินเดือนให้พนักงานประจำเต็มจำนวนแม้เวลาทำงานจะลดลง และเพิ่มค่าล่วงเวลาให้พนักงานคอลเซ็นเตอร์เป็น 2 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมงตามปกติ

7. ALPHABET
ธุรกิจ เทคโนโลยี
– สัญญาจะมอบเงินมากกว่า 300 ล้านเหรียญ ช่วยเหลือตั้งกองทุนและให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ
– อนุญาตให้พนักงานทำงานทางไกลตลอดปี 2020
– ให้ลูกค้า G Suite ใช้บริการระบบประชุมออนไลน์ Google Meet ได้ฟรีจนถึง 30 กันยายน

8. APPLE
ธุรกิจ เทคโนโลยี
– สมัครใจปิดร้านทั่วโลกและยังจ่ายค่าจ้างให้พนักงานรายชั่วโมง
– ช่วยจัดหาและบริจาคหน้ากากกว่า 30 ล้านชิ้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานอยู่แนวหน้า
– ปล่อยเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนที่เพื่อใช้ช่วยในการต่อสู้กับโควิด-19

9. FORD MOTOR
ธุรกิจ รถยนต์
– สัญญาว่าจะให้สวัสดิการประกันสุขภาพต่อไปสำหรับพนักงานที่ขอหยุดพักยาว
– ผู้บริหารระดับสูง 300 คน ขอเลื่อนการจ่ายเงินเดือนตัวเอง 20-50% ออกไปก่อน
– เปลี่ยนมาผลิตหน้ากากกรองอากาศ และหน้ากากป้องกันโควิด-19

10. PEPSICO
ธุรกิจ เครื่องดื่ม
– ปรับนโยบายเพิ่มวันลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง
– ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 50 ล้านเหรียญทั่วโลก เพื่อช่วยชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
– เพิ่มสวัสดิการให้พนักงานในสหรัฐฯ ทุกคน และจ่ายเงินเพิ่มให้พนักงานที่ทำงานอยู่แนวหน้า

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://forbesthailand.com/world/america/10-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%B9.html

เตรียมก่อนเริ่มลุย 'ตลาดหุ้น' ต่างแดน            “ตลาดหุ้นไทยเริ่มซึม” เทรดได้ยากมากขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในไทยน้อยร...
05/11/2020
เตรียมก่อนเริ่มลุย 'ตลาดหุ้น' ต่างแดน

เตรียมก่อนเริ่มลุย 'ตลาดหุ้น' ต่างแดน
“ตลาดหุ้นไทยเริ่มซึม” เทรดได้ยากมากขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในไทยน้อยรายที่สามารถฟันฝ่าปัจจัยกระทบจากไวรัสโควิด-19 ประกอบกับรัฐบาลไทยยังคงต้องใช้เวลามากกับการพลิกฟื้นสถานะการณ์ด้านการท่องเที่ยว และการแข่งขันด้านการส่งออกที่เป็นเส้นเลือดหลัก ผลคืออัตราผลตอบแทนการลงทุนสำหรับตลาดหุ้นไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ของตลาดหุ้นเอเซีย
สำหรับโลกการลงทุน ผมแนะว่า เราควรมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียว นักลงทุนอาจรู้สึกการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นเรื่องไกลตัว ลำบากไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง แต่หากเปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดทองคำ ก็ดูใกล้เคียงกันกับการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนที่มีการลงทุนในตลาดทองคำ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปีนื้ทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มาช่วยประคองพอร์ตการลงทุนของท่านเป็นปีที่ 2 แล้ว
เอาล่ะ นักลงทุนควรรู้อะไรบ้างก่อนจะลุยตลาดหุ้นต่างประเทศ สิ่งที่เราควรรู้มีดังนี้
1.รู้จักขนาดเศรษฐกิจ ประเทศเป้าหมาย ปัจจัยขับเคลื่อน ธุรกิจไหนที่ได้ประโยชน์ เราควรศึกษาก่อนว่า ประเทศที่เราจะไปลงทุนนั้นมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอย่างไร ขนาดของเศรษฐกิจใหญ่มากแค่ไหน ระบบการเมือง ตลาดหุ้นที่ผ่านมา 3-5 ปีปรับตัวในทิศทางเช่นไร เช่นตลาดหุ้นยุโรปทรงตัวเช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นสหรัฐสามารถปรับตัวขึ้นได้ ปัจจัยอะไร หรือธุรกิจประเภทใดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัว
2.อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐ
3.นักลงทุนควรเลือกโบรกเกอร์ที่มั่นคง เครดิตเรตติ้งสูง และระบบเทรดสะดวก นักลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในต่างประเทศ เงินลงทุนของท่านเปรียบเสมือนอยู่ในกระเป๋าเงินตัวแทนคือ โบรกเกอร์ที่เราเลือกใช้ ดังนั้นหากโบรกเกอร์ตัวแทนกระเป๋าตังค์เราไม่แข็งแรงด้านการเงินแล้ว ก็เปรียบเสมือนท่านฝากเงินไว้ในสถาบันการเงินที่ไม่แข็งแรง
4.โบรกเกอร์ที่ปรึกษาการลงทุนในไทย ควรมีบทวิเคราะห์ที่เสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อย่อยข้อมูลสำหรับการตัดสินใจลงทุน และที่สำคัญคือ โบรกเกอร์ไทยนั้นควรมีพันธมิตรต่างชาติที่สามารถ เข้าถึงข้อมูลในเชิงลึก เพื่อวิเคราะห์ได้ถูกต้องแม่นยำ อันจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5.ข้อควรระวัง การเข้าถึงข้อมูลบริษัท นักลงทุนไม่ควรลงทุนในบริษัทที่ใหม่เกินไป ขนาดเล็ก และจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีข้อมูล ข่าวสารเป็นภาษาท้องถิ่นเท่านั้น ผมแนะว่าควรลงในบริษัทขนาดใหญ่หน่อย เรารู้จักสินค้าบริการของบริษัทนั้นด้วยยิ่งดี และมีข้อมูลอัพเดทจากบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษ
6.การเลือกลงทุนในหุ้นโดยตรง หรือลงทุนใน ETF (เสมือนตะกร้าหุ้น)
ดังนั้น โลกปัจจุบันที่เราสามารถเลือกกระจายเม็ดเงินไปได้ทั่วโลก และสะดวกขึ้น นักลงทุนควรเรียนรู้ และศึกษาโอกาสทางการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เราสามารถสร้างอัตราผลตอบแทน และลดความเสี่ยงได้ดีขึ้นด้วยครับ

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - https://www.terrabkk.com/news/198943

ข่าวเตรียมก่อนเริ่มลุย 'ตลาดหุ้น' ต่างแดน

วันนี้ขอเบาครับ เผื่อมีมือใหม่เอี่ยมหลงเข้ามาเจอคำถามพื้นฐานที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนรวม ตอนที่ 1.ถาม : ซื้อกองทุนรวมแล้ว...
03/11/2020

วันนี้ขอเบาครับ เผื่อมีมือใหม่เอี่ยมหลงเข้ามาเจอ
คำถามพื้นฐานที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนรวม ตอนที่ 1
.
ถาม : ซื้อกองทุนรวมแล้วได้ผลตอบแทนอย่างไร
ตอบ : ผลตอบแทนหลักๆ มีสองส่วนด้วยกันครับ คือตอนระหว่างที่ถือกองทุน กับตอนขายกองทุนรวม
.
ถาม : เมื่อซื้อกองทุนรวมแล้วต้องซื้อตลอดทุกๆเดือนหรือไม่
ตอบ :ไม่จำเป็นครับ กองทุนรวมโดยทั่วไปแล้ว( ซื้อแล้วหยุดเลยก็ได้ มีเงินเมื่อไหร่ค่อยมาซื่อใหม่ ส่วนการที่บางคนซื้อทุกเดือน ก็คงเป็นเพราะเค้าใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการออมเงินครับ ส่วนการขายอยากขายเมื่อไหร่ก็ขายครับ ไม่ต้องรอเวลา (ยกเว้นกองทุนที่มีกำหนดเวลา และกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษ๊)

#กองทุนรวม

02/11/2020

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
รายงานการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการพัฒนาประเทศของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2562)
ในภาพรวม สรุปได้ดังนี้
- ประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆจนกระทั่งสูงสุดที่ 67.2 ล้านคนในปี 2571จากนั้นจะลดลงอย่างช้าๆเป็น 65.4 ล้านคนในปี 2583
- ประเทศไทยมีแนวโน้มกลายเป็นสังคมเมือง ประชากรในเขตเมืองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 43.4 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 74.3 ในปี 2583
- อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 8.4 ในปี 2553 เป็น 20.5 ในปี 2583 เกิดจากการลดลงของประชากรวัยแรงงาน การเพิ่มขึ้นของประชากรวัยสูงอายุ
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา
- สัดส่วนประชากรวัยเรียนลดลงอย่างรวดเร็ว จากเกือบร้อยละ 50 ในปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 10 ในปี 2583
- ภาวะขาดแคลนแรงงานไทยจะยิ่งหนักขึ้น แรงงานไทยจะลดลงอีก 7 ล้านคนใน 20 ปีข้างหน้า ต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก
- ภัยจากโรคติดต่อมีแนวโน้มลดลง (ผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่กี่เดือนก่อนเกิดโควิด 19) ในขณะที่ภัยจากโรคไม่ติดต่อ เช่น ความดัน เบาหวาน มะเร็ง หัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
- ในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากร 3 ใน 4 จะอาศัยอยู่ในเขตเมืองก่อให้เกิดการทวีความรุนแรงขึ้นของปัญหาชุมชนแออัด มลพิษทางอากาศ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปัณหาเกาะความร้อนในเมือง

Ant group จะเป็น IPO ที่จะใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมาบนโลกใบนี้คาดว่าจะระดุมทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทและบริษัทจะมีมูลค่ากว่า 8 ...
30/10/2020

Ant group จะเป็น IPO ที่จะใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมาบนโลกใบนี้
คาดว่าจะระดุมทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท
และบริษัทจะมีมูลค่ากว่า 8 ล้านล้านบาท
(ใหญ่กว่า PTT เกือบ 10 เท่า)

Ant group ชื่อเดิม Ant finance
หรือชื่อที่เก่ากว่านั้น และรู้จักกันโดยทั่วไปคือ Alipay
เป็นบริษัทในกลุ่ม Alibaba เจ้าของ E-commerce ยักษ์ใหญ่ในจีน
ของชายผู้มีชื่อว่า Jack ma

ในอดีตนั้น ปัญหาของการซื้อ-ขายของออนไลน์
คือ "การจ่ายเงิน" ผู้ซื้อไม่ไว้ใจผู้ขาย ผู้ขายก็กลัวผู้ซื้อ
Alipay เลยเกิดขึ้นนับแต่นั้น
และได้ขยายจากแค่บน Online มาสู่ Offline ด้วย
(แก้ปัญหาธนบัตรปลอม และความยุ่งยากในการจัดการเงินสดในจีน)
จนทุกวันนี้ จีนแทบจะเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless society) โดยสมบูรณ์

ปัจจุบัน สินค้าและบริการของ Ant group ครอบคลุมหลากหลายมาก
เริ่มตั้งแต่
1. Digital payments นั่นคือ Alipay
เป็น E-wallet สำหรับโอนเงินระหว่างกันกับเพื่อน
รวมถึงการชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านค้าต่างๆ
รายได้ในส่วนนี้จะมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้าที่รับ Alipay

2. Digital Daily life เป็นเสมือน Super app
สั่งอาหาร เรียกTaxi จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ดูหนัง ฟังเพลง และบริการอื่นๆอีกมาก
เรียกได้ว่าทำทุกอย่างครบ จบใน App เดียว
รายได้ในส่วนนี้จะมาจากการเก็บค่าธรรมเนียม
จากร้านค้าและบริการที่เข้ามาอยู่ในระบบ

3. Digital finance ให้บริการทางการเงิน
ตั้งแต่ การปล่อยเงินกู้ วางแผนเรื่องการลงทุน และขายประกัน
รายได้ในส่วนนี้ก็เช่นเดียวกัน มาจากการเก็บค่าธรรมเนียม
จากสถาบันการเงินที่เข้ามาอยู่ในระบบ

จะเห็นว่า Ant group เป็นตัวพ่อของการใช้
Business model แบบ Platform
นั่นคือการเชื่อม Party ตั้งแต่ 2 Party ขึ้นไปมาเจอกัน
โดยใช้ Data ที่ไหลผ่าน platform มาช่วยประมวลผล
ช่วยสนับสนุนให้เกิด Transactions ระหว่างกัน และเก็บกินค่าหัวคิว

Digital payments เชื่อม...คนกับคนในการโอนเงิน และ
เชื่อม...ลูกค้ากับร้านค้าในการชำระค่าสินค้าและบริการ

Digital Daily life เชื่อม...ลูกค้ากับผู้ให้บริการต่างๆ

Digital finance เชื่อม...ผู้ต้องการกู้เงินกับสถาบันการเงิน
เชื่อม...นักลงทุนกับบริษัทจัดการกองทุน และ
เชื่อม...ผู้อยากซื้อประกันกับบริษัทประกัน

การมีเสมือน Platform 3 อันซ้อนทับกันนั้น ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัว
เนื่องจาก Digital finance เป็นส่วนที่ทำเงินมากที่สุด
แต่ข้อเสียคือ มีความถี่ในการใช้ต่ำ (Low frequency)
(คนส่วนใหญ่ไม่ได้กู้เงินทุกวัน ไม่ได้ลงทุนทุกวัน
และไม่ได้ซื้อประกันทุกวัน)
แต่เมื่อผนวกกับ Digital payments ใช้โอนเงิน จ่ายเงิน
และ Digital Daily life ใช้เรียกบริการต่างๆ
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความถี่สูง (High frequency) ใช้งานกันทุกวัน
จะช่วยให้ Platform ในภาพรวมเต็มไปด้วย Data ไหลผ่าน
เกิดความคึกคัก ช่วยเพิ่ม Traffic
หลังจากนั้นการขายบริการ Digital finance
ซึ่งเป็นส่วนที่มีอัตรากำไรสูง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

อีกทั้ง Business model แบบ Platform
ช่วยให้การเติบโตแทบไม่มีข้อจำกัด เพราะใช้เงินทุนต่ำ (Asset Light)
สามารถขยายไปสู่บริการใหม่ๆได้อย่างหลากหลาย
และเมื่อถึงจุดที่ Platform มีผู้ใช้งานจำนวนมาก
ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายอยู่ในนั้น
จะเกิด Network effect ช่วยป้องกันคู่แข่งรายใหม่ให้เข้ามาได้ยาก
(ลูกค้าไม่อยากใช้ของคู่แข่ง เพราะมีร้านค้าขายสินค้าและบริการให้เลือกน้อย
ร้านค้าเองก็ไม่อยากเข้ามา เพราะมีลูกค้าน้อย)

จะเห็นว่า Fin tech ที่เรามักได้ยินกัน ว่าจะมา Disrupt วงการธนาคารนั้น
ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย
สำหรับผมคิดว่า ธนาคารยังจะคงอยู่
เพียงแต่บริการหลักๆ ครีมๆ
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงลูกค้า การคิด Product ใหม่ๆ
การใช้ Data มาประมวลผล มาประเมินความเสี่ยง
ซึ่งเป็นงานที่มี Value สูง อาจจะย้ายไปอยู่ในมือบริษัท Fin Tech แทน

ธนาคารอาจเหลือบทบาทแค่เข้าไปเป็น Party นึงใน Platform
และเป็นคนที่ต้องแบกรับความเสี่ยง
รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปปล่อยกู้ใน Platform นั้นๆ
ส่วนจะเกิดหนี้เสีย (NPL) หรือไม่นั้น...ก็ไปลุ้นเอา
เกิดน้อยก็ดี เกิดเยอะก็แย่ไป

แต่บริษัท Fin tech ผู้เป็นเจ้าของ Platform อย่าง Ant group
ไม่ได้ใช้เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้
ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย....
แต่กลับได้รับค่าหัวคิวไปเต็มๆเรียบร้อยแล้ว

ที่อยู่

38 ถนนเพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ
Bangkok
10160

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Money Day&Nightผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

รบกวนช่วยทำแบบสอบถามด้วยครับ ขอบคุณครับ
ประชาสัมพันธ์: โครงการนักศึกษาฝึกงาน 2561 (Kasikorn Securities Insternship) ฝ่ายที่รับฝึกงาน: วิเคราะห์, ปฏิบัติการหลักทรัพย์, กลยุทธ์การตลาด, เทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจตราสารอนุพันธ์