หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, 95 ม.8 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี, Bangkok.

เปิดเหมือนปกติ

27/06/2013
หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศูนย์ตรวจสุขภาพธรรมศาสตร์ (TU Health Check Up Center)
Tel:02-926-8888

27/06/2013

ศูนย์ตรวจสุขภาพธรรมศาสตร์ (TU Health Check Up Center)
Tel:02-926-8888

โรคภูมิแพ้...ภัยร้ายใกล้ตัว          โรคภูมิแพ้คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำ...
17/06/2013

โรคภูมิแพ้...ภัยร้ายใกล้ตัว

โรคภูมิแพ้คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช แล้วเกิดการตอบสนองอย่างมากผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่นถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูกได้
รศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าสาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจากพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น ในผู้ป่วยและครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งมีความเสี่ยงสูง) จะสามารถลดอาการของโรคหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้
“สิ่งที่สำคัญและจำเป็นคือ เราควรรู้ก่อนว่าเราแพ้อะไร วิธีการที่จะรู้ได้ คือทำการทดสอบภูมิแพ้ โดยแพทย์จะทำการหยดน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังบริเวณแขนหรือแผ่นหลัง แล้วใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังบริเวณนั้น การทดสอบนี้ไม่เจ็บและทราบผลภายใน 15 นาที”
เมื่อเรารู้แล้วว่าแพ้อะไรจะทำให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา www.tuasthmaclub.com

ข่าวสารสุขภาพระวัง!! โรคมือเท้าปากมากับฝน แนะล้างมือป้องกันได้แพทย์เตือนโรคมือเท้าปากมากับฝน พบในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 ปี ...
14/06/2013

ข่าวสารสุขภาพ
ระวัง!! โรคมือเท้าปากมากับฝน แนะล้างมือป้องกันได้
แพทย์เตือนโรคมือเท้าปากมากับฝน พบในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 1 ปี แนะผู้ดูแลใส่ใจสุขภาวะทุกด้านหมั่นล้างมือให้สะอาดช่วยห่างไกลโรคนี้ได้ ชี้หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน เร่งนำส่งแพทย์โดยด่วน

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเปิดเทอมโรคที่มักเกิดขึ้นในโรงเรียน คือ โรคมือเท้าปาก เพราะเป็นช่วงฤดูฝน อากาศชื้นทำให้เชื้อโรคมีอายุอยู่นานขึ้น

รายงานของสำนักระบาดวิทยา ในปี พ.ศ.2556 ตั้งแต่ 1 ม.ค.-2 มิ.ย. พบผู้ป่วย 11,678 ราย ยังไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 1 ปี พบร้อยละ 31 รองลงมาคืออายุ 2 ปี ร้อยละ 25 และ 3 ปี พบร้อยละ 17 อาการของเด็กจะมีไข้ 1-2 วัน จากนั้นจะมีตุ่มหรือแผลในปากคล้ายแผลร้อนใน อาจมีหลายแผล ส่วนใหญ่จะพบ ที่บริเวณคอหอยหรือใกล้ต่อมทอนซิล หากอาการรุนแรงจะลามมาที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม ทำให้เด็กเจ็บในปากและคอ กินอาหารไม่ได้ ส่วนใหญ่เด็กที่ป่วยอาการจะค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ และหายได้เองภายใน 7 วัน มีจำนวนน้อยที่มีอาการรุนแรง คือ มีไข้สูง อาจมีอาการชัก แขนขาอ่อนแรง

"โรคมือเท้าปาก ไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การลดไข้ด้วยยาหรือเช็ดตัวบ่อยๆ ด้วยน้ำธรรมดา นอนพักมากๆ รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม หากมีอาการรุนแรงควรนำส่งร.พ.ทันที สอบถามที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ สธ. โทร.ฟรี 1422" นพ.พรเทพกล่าว

นพ.พรเทพ กล่าวต่อว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ห่างไกลโรคนี้ คือ รักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ดูแลเด็ก ผู้ประกอบอาหาร และเด็กๆ ต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องส้วม หรือสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก และก่อนเตรียมอาหาร หรือ ก่อนรับประทานอาหารทุกชนิด หมั่นตรวจดูแผลในช่องปากของลูกหลาน หากมีแผลหรือตุ่มให้รีบไปพบแพทย์ หากมีเด็กป่วยในโรงเรียน ให้แยกเด็ก แยกของใช้ส่วนตัว และทำความสะอาดพื้นห้องหรือพื้นที่อื่นๆ ที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ด้วยน้ำผสมผงซักฟอกแล้วตามด้วยน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน แล้วล้างซ้ำด้วยน้ำสะอาด





ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด / www.thaihealth.or.th

อนามัยโลกระบุ กิน "น้ำตาล" มากต้นเหตุแห่งความชราองค์การอนามัยโลก เผยมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเทียบเท่าโรคเอดส์ เนื่องจ...
14/06/2013

อนามัยโลกระบุ กิน "น้ำตาล" มากต้นเหตุแห่งความชรา
องค์การอนามัยโลก เผยมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเทียบเท่าโรคเอดส์ เนื่องจากผู้ที่บริโภคน้ำตาลมากร่างกายจะทำงานหนักและชรากว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อเข้าช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวหลายคนก็จะคิดถึงเครื่องดื่มหวานๆเย็นๆเช่น ไอศกรีม ผลไม้ลอยแก้ว น้ำแข็งใส ขนมหวานน้ำกะทิ น้ำผลไม้ปั่น น้ำหวาน น้ำอัดลม และอื่นๆ เพื่อช่วยดับกระหายคลายร้อย อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ช่วยทำให้ความรู้สึกร้อนดีขึ้น สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที และคนส่วนมากก็มักจะติดอยู่กับความรู้สึกนี้หรือเรียกว่าติดน้ำตาลคือกินหรือดื่มอาหารต้องมีน้ำตาลหรือความหวานเป็นส่วนประกอบ เมื่อติดแล้วหากไม่ได้กินน้ำตาลก็จะรู้สึกไม่สดใส ไม่มีแรง หรือบางครั้งก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย กลไกเมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรรูปให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ให้เป็นพลังงาน การที่เราได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงจะทำให้มีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างมาจากตับอ่อนที่ชื่อว่าอินซูลินก็จะถูกสร้างมากขึ้นด้วยเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ แต่การที่ตับอ่อนต้องทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ตับอ่อนล้า หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน

ในปี 2548 องค์การอนามัยโลก ประกาศให้โรคเบาหวานเป็นโรคที่อันตรายเทียบเท่าโรคเอดส์ เพราะมีผู้เสียชีวิตจากเบาหวานประมาณ 3.2 ล้านคนต่อปี ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ราว 3 ล้านคนต่อปี โดยมีผู้ป่วยวัยรุ่นที่เป็นเบาหวานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่อ้วน นอกจากนี้การที่ร่างกายเร่งการสร้างอินซูลินในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักมากเกินไปร่างกายก็จะเสื่อมโทรมและชราเร็วกว่าที่ควรเป็น

กลไกหนึ่งเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นประจำ คือการเกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยแล้วว่ามีผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมของร่างกายหรือความชราภาพ เกิดจากโมเลกุลของน้ำตาลไปเกาะติดกับโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบของอวัยวะ หรือเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของเราปฏิกิริยานี้จะให้ผลผลิตที่เป็นพิษต่อร่างกายคือ AGEs (Advanced Glycation End-Products) สารตัวนี้ผ่านเข้าสู่เซลล์ร่างกายบริเวณไหนก็จะทำให้เซลล์บริเวณนั้นตายลงหรือการทำงานแย่ลง พอนานวันขึ้นก็จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเช่นสารตัวนี้จะไปทำลายสารคอลลาเจนและใยโปรตีนที่ผิวหนังทำให้ผิวเป็นริ้วรอยมีจุดด่างดำ เซลล์สมองเสื่อมทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เมื่อน้ำตาลไปเกาะกับโปรตีนที่หลอดเลือดก็จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง โรคเบาหวานโดยความเสื่อมของตับอ่อน ทำให้ผลิตฮอร์โมนอินสุลินได้ไม่เพียงพอ หรือผลิตได้แต่อินสุลินที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และหากไปเกาะติดกับสายพันธุกรรมก็จะทำให้การแบ่งตัวของเซลล์ผิดไปจากเดิม ทำให้ร่างกายเกิดการชราภาพอย่างถาวร

จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพย้อนหลังไปสิบปีของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร โดยนำมาซึ่งปัญหาหลักคือโรคอ้วนและโรคฟันผุ การรับประทานน้ำตาลมากๆ ยังส่งผลอันตรายต่อสุขภาพหลายประการโดยที่น้ำตาลซูโครส หรือฟรุกโตส ที่มีอยู่ในอาหารที่มีการเติมน้ำตาลเข้าไปนั้น นอกจากจะเร่งให้เกิดปฎิกิริยาไกลเคชั่นแล้วน้ำตาลที่มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกายจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมทั่วร่างกาย และส่งผลให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญโดยก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย คนไทยติดน้ำตาล มีการบริโภคน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานกำหนดถึง 3 เท่า คือ เป็นปริมาณสูงถึงคนละ 29.6 กิโลกรัมต่อปี หรือ เฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดให้บริโภคได้ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 6-8 ช้อนชา
แนวทางลดการกินน้ำตาลเพื่อต้านความชรา

1.เน้นการดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มชาหรือสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล ร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป น้ำช่วยขจัดของเสีย ขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผิวไม่สดใสยังทำให้อวัยวะภายในของร่างกายต้องทำงานหนักเป็นที่มาของความเสื่อมโทรม

2.เน้นการรับประทานผลไม้สด โดยไม่ผ่านการแปรรูป แทนการรับประทานขนมหวาน เพราะอาหารในกลุ่มนี้ให้วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร แถมยังได้รสหวานจากน้ำตาลฟรักโทส กลูโคสจากที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น อาจนำผลไม้มาปั่นทำเป็นไอศกรีมแท่ง หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแช่แข็งแล้วใส่ในน้ำดื่มแทนน้ำแข็งก็จะได้น้ำดื่มกลิ่นผลไม้ แต่ไม่ได้น้ำตาลส่วนเกิน

3.น้ำตาลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลกรวด น้ำตาลมะพร้าว น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ไซรัป น้ำตาลโตนด น้ำหวาน ไฮฟรักโทสคอร์นไซรัป เมื่อเข้าสู่ร่างกายสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นกลูโคสดังนั้นจึงควรลดปริมาณการใช้น้ำตาลเหล่านี้ในอาหารและเครื่องดื่ม

4.บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดาหลังจากกินขนมหวานหรือน้ำหวาน การที่ยังมีรสชาติของน้ำตาลอยู่ในปากจะทำให้มีความอยากอาหารอยู่และจะทำให้อยากกินขนมหวานอย่างอื่นเพิ่มเติม และยิ่งมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในปากนานเท่าใด แบคทีเรียจะมีโอกาสทำลายฟัน หาโอกาสแปรงฟันหลังจากรับประทานอาหารหรือของว่างทุกครั้ง

5.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กโดย ไม่ให้ขนมหวาน ทอฟฟี่ ช็อกโกแลต ทั้งต่อหน้าและลับตาเด็ก ไม่ควรแสดงความรักให้รางวัลปลอบใจเด็ก หรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง

6.ชิมรสชาติอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง ในบางครั้งเรามักจะติดการปรุงอาหารโดยการใส่น้ำตาลก่อนเสมอทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนเกิดโทษ และหากสั่งอาหารก็ควรเน้นว่าไม่หวานเนื่องจากหากรสชาติไม่หวานเราสามารถเพิ่มเติมเองที่ละน้อยได้

7.หากอยากจะกินขนมหวานน้ำแข็งใสก็ควรกินกับธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือผลไม้รสไม่หวานเช่นฝรั่ง มะม่วงมันดิบ ลูกพรุน เนื่องจากใยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายและช่วยลดปริมาณความต้องการอินซูลินของร่างกาย ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนักทำให้ร่างกายมีเวลาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิวของหวาน ลดความอ้วนได้

8.อ่านฉลากโภชนาการที่บอกถึงปริมาณน้ำตาลที่ข้างกล่องว่า มีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นกี่กรัมหากมีมากกว่า 15 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนชาก็ควรจะหลีกเลี่ยง

9.ร่างกายเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วันในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหารหวาน ในช่วงแรกอาจทำให้รู้สึกว่าอาหารหรือเครื่องดื่มขาดรสหวานและรสชาติไม่เหมือนเดิม แต่หากให้เวลาสักพักร่างกายจะสามารถปรับและลิ้นจะมีความชินกับชาติอาหารที่ไม่หวานและต่อไปก็จะต้องการน้ำตาลลดลง

10.ในช่วงที่ลดน้ำตาลอาจมีการใช้สารให้ความหวานบางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น หญ้าหวานหรือ Stevia ใบของหญ้าหวานนี้จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวปกติถึง 30 เท่าจึงใช้เพียงปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าการศึกษาจะระบุถึงความปลอดภัยของหญ้าหวาน ไม่มีอันตรายในคน และไม่เกิดพิษสะสมได้ แต่กระนั้นก็ตามการใช้หญ้าหวานก็ควรที่จะระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยเช่น ในบางรายอาจเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้

ถึงแม้ว่าการได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังและเร่งความชรา การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมคือไม่เกินกว่า 5 ช้อนชาในหนึ่งวันก็ไม่ถือว่าอันตรายเนื่องมาจากน้ำตาลมีหน้าที่คือให้พลังงาน เพื่อใช้ในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การทำงานของต่อมมีท่อและไร้ท่อต่างๆ และที่สำคัญคือน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อนสารอาหารประเภทไขมันหรือโปรตีน ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรพกน้ำตาลติดไว้หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ควรดื่มน้ำหวานหรือลูกอมน้ำตาล และในผู้ที่สูญเสียเหงื่อหรือมีอาการท้องเสียการได้รับน้ำตาลก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่อ่อนแรง ดังนั้นหากเราสามารถเลือกกินน้ำตาลให้ถูกต้องตามปัจจัยของแต่ละบุคคลเช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กิจกรรมในแต่ละวัน ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะทำให้ร่างกายไม่ขาดสมดุล





ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

14/06/2013

ติดตามสาระดีๆด้านสุขภาพได้ที่นี่ทุกวันครับ

ตรวจก่อนแต่งสุดสำคัญ ลดป่วยโรคเลือดที่ผ่านมา หนุ่มสาวเมื่อคบหาดูใจปลูกต้นรักจนบนฉ่ำ ขั้นต่อไปก็แต่งงาน และมีบุตรผลิตทายา...
13/06/2013

ตรวจก่อนแต่งสุดสำคัญ ลดป่วยโรคเลือด

ที่ผ่านมา หนุ่มสาวเมื่อคบหาดูใจปลูกต้นรักจนบนฉ่ำ ขั้นต่อไปก็แต่งงาน และมีบุตรผลิตทายาท แต่คู่รักมักมองข้ามการตรวจสุขภาพก่อนแต่งหรือก่อนมีบุตร โดยหารู้ไม่ว่า ลูกอาจเกิดมาพร้อมอาการป่วยโรคธาลัสซีเมีย!

ผศ.พญ.ปราณี สุจริตจันทร์ กรรมการมูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ฯ เล่าว่า โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย พบมากในคนไทย ซึ่งราวร้อยละ 30 ของประชากรไทยมีพันธุกรรมของโรคนี้แฝงอยู่โดยไม่มีอาการ (หรือเรียกว่า พาหะ) เมื่อผู้ที่มีพันธุกรรมแฝงมาแต่งงานกัน อาจมีลูกที่ได้รับพันธุกรรมแฝงจากทั้งพ่อและแม่ไป ทำให้ทารกนั้นแสดงอาการของโรค ก็คือ ป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ปัจจุบันในไทยจึงมีผู้ป่วยที่เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 ของประชากร (ประมาณ 600,000 คน) ธาลัสซีเมียเกิดจากความผิดปกติของการสร้างฮีโมโกลบิลผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดมีลักษณะผิดปกติ และมีอายุสั้น ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับชนิดและความผิดปกติของพันธุกรรม มีตั้งแต่ เลือดจางเล็กน้อย ซีด เลือดจางมาก และเรื้อรัง ไปจนถึงอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่นาน สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และความรุนแรงของโรค สำหรับผู้ที่ต้องให้เลือดเป็นประจำ หรือเรียกว่า “โรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือด” นั้น ผู้ป่วยมักจะมีภาวะเหล็กเกิน จึงต้องใช้ยาขับเหล็กควบคู่ไปด้วย แต่ผู้ป่วย “โรคธาลัสซีเมียแบบไม่พึ่งพาเลือด” คือไม่ต้องรับการให้เลือดนั้น ก็อาจมีภาวะเหล็กเกินจากกระบวนการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารทางลำไส้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษา ผศ.พญ.ปราณี สรุปได้ 3 ทางหลัก คือ

ทางแรกเป็นการรักษาให้หายขาดจากอาการของโรค ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หลักการคือผู้ป่วยจะมีเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกผิดปกติ แพทย์จะให้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือที่ปกติเข้าไปแทน ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดที่ปกติขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งนี้ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกทำการรักษาโดยวิธีนี้ในผู้ป่วยรายที่รุนแรง สำหรับในบ้านเรานั้น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้ทำไปแล้วประมาณ 135 ราย

แนวทางการรักษาทางที่สอง คือ ให้ยาขับธาตุเหล็กและให้เลือดอย่างสม่ำเสมอกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ส่วนการรักษาแนวทางสุดท้าย จะเป็นการรักษาอื่นๆ เช่นการให้วิตามิน บำรุง ให้ยาโฟลิก การใช้ยาต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ธาลัสซีเมีย ขึ้นชื่อว่าเป็นความเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องรับเลือดอยู่เป็นประจำ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเองและครอบครัว ทั้งยังนับเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งทางสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมและการพัฒนาประเทศ

ทางที่ดีที่สุด ต้องป้องกันโรคนี้ไม่ให้ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ทำได้โดยวิธีง่ายๆ คือ เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยธาลัสซีเมียทางห้องปฏิบัติการ จะทราบว่า ตนเองและคนรัก เสี่ยงมีบุตรแล้วเป็นโรคนี้หรือไม่ หากเป็นคู่สมรสมียีนธาลัสซีเมียทั้งคู่ แสดงว่าเป็นคู่เสี่ยงในการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย เมื่อเป็นเช่นนี้จะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางเลือกในการหลีกเลี่ยงการมีบุตรเป็นโรค

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
สนใจโปรแกรมตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ติดต่อศูนย์ตรวจสุขภาพธรรมศาสตร์ (TU Health Check Up Center) หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ Call Center 02-926-9555

หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ's cover photo
13/06/2013

หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ's cover photo

รักแม่...มอบสิ่งดีๆเป็นการตอบแทนท่าน...เนื่องในโอกาสวันแม่ที่กำลังจะมาถึงสนใจติดต่อ Call Center โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิม...
13/06/2013

รักแม่...มอบสิ่งดีๆเป็นการตอบแทนท่าน...เนื่องในโอกาสวันแม่ที่กำลังจะมาถึง
สนใจติดต่อ Call Center โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 02-926-9555
ศูนย์ตรวจสุขภาพธรรมศาสตร์ (TU Health Check Up Center) หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์

การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มนั้น ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมให้คว...
13/06/2013

การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มนั้น ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีกด้วย เนื่องจากจะทำให้ยาลดความดันโลหิตมีประสิทธิภาพด้อยลง หรือผู้ป่วยมีอาการดื้อต่อการรักษานั่นเอง ทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต ทำให้ไตต้องทำงานมากขึ้นและเสื่อมเร็วขึ้น

ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกรณรงค์ให้แต่ละประเทศดำเนินการเพื่อลดการรับประทานเค็มในประชากรของตนเอง โดยการให้คำแนะนำว่าคนทั่วไปไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 6 กรัมต่อวัน เนื่องจากเกลือหรือที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “โซเดียมคลอไรด์” นั้นมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ร้อยละ 40

ดังนั้น จึงไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2.4 กรัม หรือ 2,400 มิลลิกรัมต่อวันนั่นเอง ทั้งนี้เราสามารถสังเกตปริมาณโซเดียมที่เราได้รับจากอาหารต่างๆ ได้จากฉลากโภชนาการ ยกตัวอย่างเช่น น้ำปลายี่ห้อหนี่งระบุว่ามีปริมาณโซเดียม 1,600 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หรือ 15 มิลลิลิตร (1 ช้อนโต๊ะ) หมายความว่า เราไม่ควรกินน้ำปลายี่ห้อดังกล่าวมากกว่า 22.5 มิลลิลิตร (1.5 ช้อนโต๊ะ) ต่อวัน จึงจะได้รับเกลือโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน

อย่างไรก็ตามปริมาณโซเดียมที่เราได้รับมิได้มาจากน้ำปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอาหารต่างๆที่เรารับประทานระหว่างวันด้วย ดังนั้นเราจึงควรบริโภคน้ำปลาในปริมาณที่น้อยกว่า 1.5 ช้อนโต๊ะต่อวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมเกินจากคำแนะนำ

จากการสำรวจการรับประทานเกลือในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการที่ รพ. ศิริราช โดยการเก็บปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นเวลา 1 วัน เพื่อนำไปวัดปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานในการประเมินการกินเกลือในประชากร ผู้เขียนได้ทำการสำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 ในผู้ป่วยจำนวน 214 ราย พบปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางปัสสาวะเฉลี่ยมากถึง 9 กรัมต่อวัน และมีเพียงร้อยละ 29 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่รับประทานเกลือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวันตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ศ.นพ. พีระ บูรณะกิจเจริญ ได้ทำการสำรวจครั้งที่ 2 ด้วยวิธีเดียวกันในปี พ.ศ. 2553 ในผู้ป่วยจำนวน 320 ราย ก็พบว่าผู้ป่วยรับประทานเกลือเฉลี่ยประมาณ 9 กรัมต่อวันเช่นเดียวกัน บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว และได้รับคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาลให้ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ก็ยังคงรับประทานเค็มเกินถึงหนึ่งเท่าครึ่งของปริมาณที่ควรจะรับประทาน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เค็มน้อยลงไม่ยากอย่างที่คิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราเองเป็นสำคัญ การปรับเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่รสชาติจืดลงในช่วงแรกอาจลำบาก แต่เมื่อลิ้นเกิดความเคยชินแล้วเราก็จะไม่ค่อยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ลองเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น กะปิ ไข่เค็ม ปลาเค็ม เป็นต้น และที่สำคัญคือ พวกขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของเกลือค่อนข้างมาก เช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ การหันไปเลือกผลิตภัณฑ์และเครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าเดิมที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรักสุขภาพโดยเฉพาะนั่นเอง





ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย รศ.พญ. วีรนุช รอบสันติสุข สาขาวิชาความดันโลหิตสูงภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและสมาชิกราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

ที่อยู่

95 ม.8 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
Bangkok
12120

รถประจำทางสาย 29 39 510 รถตู้ มธ.รังสิต-ฟิวเจอร์ รังสิต รถตู้ มธ.รังสิต-อนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ รถตู้ สวทช.-รถไฟฟ้าBTS

เบอร์โทรศัพท์

+66 2 926 9382

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หน่วยการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

วันนี้พาพ่อมาตรวจตา แผนกจักษุที่เคาเตอร์คือพ่อจะยิงเลเซอร์ตาแล้วพยาบาลยืนใบให้ไปชำระที่การเงินในใบมันก็มีบอกว่ามีค่าอะไรบ้าง แต่ไม่มีเขียนค่ายิงเลเซอร์เราไม่รู้ แม่ก็เลยให้ถามว่าค่ายิงเลเซอร์รวมรึยัง แล้วพอถามพยาบาลคนนึง(ไม่ใช่คนแรกที่ออกใบชำระการเงินให้)แต่พอคนที่ออกใบที่ให้ไปชำระกับการเงินเห็น บทสนทนาจึงเกิด พยาบาล: อะไร (พูดด้วยน้ำเสียงกระแทกหน่อยๆ) เรา: อันนี้รวมค่ายิงเลเซอร์รึยังคะ พยาบาล: รวมแล้วค่ะ หมอคิดไม่แพง (มีปัญญาจ่ายคะไม่ได้กลัวว่ามันจะแพงแค่อยากทราบ) . . แต่คือก็ไม่อะไรไงคือจ่ายได้แต่ไม่พอใจ ก็พูดให้มันดีๆไม่ได้หรอคะเรามารับบริการจากคุณอะ เราก็มาจ่ายเงินนะคะ ก็หวังได้รับบริการที่ดีพยาบาลพูดจาดี ไม่ได้ต้องการบริการไร้คุณภาพมีการพูดจาแบบนี้ค่ะ หวังว่าถ้าพาพ่อมาครั้งหน้าจะไม่เจอพยาบาลทำพฤติกรรมแบบนี้ เราอายุน้อยค่ะแต่ว่าการบนิการก็ควรพูดจาดีกว่านี้นะคะ (อาจมีคำพูดที่อาจดูรุนแรงต้องขออภัยด้วยนะคะ)