กรมวิชาการเกษตร-thaidoa

กรมวิชาการเกษตร-thaidoa กรมวิชาการเกษตร

เปิดเหมือนปกติ

วันที่ 30  ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษ...
30/12/2020

วันที่ 30 ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ขอรับพรปีใหม่จากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 30  ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษ...
30/12/2020

วันที่ 30 ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ขอรับพรปีใหม่จากนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มนัญญา ชี้ช่องเที่ยว22 ศูนย์วิจัยเกษตรทั่วไทย  สั่งทำปฏิทินเที่ยวทั้งปี ป้อนนทท. หวังเป็นแหล่งบันดาลใจงานเกษตรกลิ่นวิชาก...
30/12/2020

มนัญญา ชี้ช่องเที่ยว22 ศูนย์วิจัยเกษตรทั่วไทย สั่งทำปฏิทินเที่ยวทั้งปี ป้อนนทท. หวังเป็นแหล่งบันดาลใจงานเกษตรกลิ่นวิชาการเพิ่มรายได้ (https://www.doa.go.th/news/?p=1039)
.
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตร เปิดศูนย์วิจัยเกษตรทั่วประเทศเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและมีความรู้ความเข้าใจงานด้านเกษตรและพันธุ์พืช ร่วมถึงเรียนรู้ในการพัฒนาวิจัยงานเกษตรของไทยเพื่อนำไปสู่เป้าหมายครัวของโลก โดยให้ทำปฏิทินท่องเที่ยวทั้งปี แต่ละพื้นที่เพื่อให้ประชาชนคนไทย ที่จากสถานการณ์โควิดไปต่างประเทศไม่ได้ หรืออยากออกไปท่องเที่ยวคลายเครียดจากสถานการณ์ ได้ออกมาทดลองเที่ยวชมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอีกทางเลือกของประชาชน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีถึง 22 ศูนย์วิจัยที่น่าเที่ยวชม
.
”ทั้งนี้ให้กรมวิชาการเกษตรทำปฏิทินท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าที่สถานีไหน จังหวัดไหน เหมาะสมท่องเที่ยวในเดือนใด มีอะไรดีที่ต้องมาชม มาศึกษา หรือมาดูบรรยากาศ ทั้งอากาศหนาว หรือดูทะเลหมอกหรือมารอชิมผลไม้เมืองหนาว ผลไม้ขึ้นชื่อในพื้นที่ที่อื่นไม่มี เพื่อเป็นการกระจายการท่องเที่ยวทั้งปีและกระจายรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นในภาวะที่โควิดทำประชาชนขาดรายได้ นอกจากนั้นแต่ละจุดก็ต้องให้ความรู้งานด้านเกษตรด้วย หรือการเปิดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัวแบบง่ายเหมาะกับครัวเรือนเพื่อจะได้นำกลับไปลองปลูกที่บ้านตนเองเป็นต้น อย่างไรก็ตามหากจุดไหนที่เปราะบางด้านการวิจัยก็จะสงวนไว้ไม่ให้เข้าตามกฎหมายของกรมวิชาการเกษตร”นางสาวมนัญญา กล่าว
.
นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชจึงมีศูนย์วิจัยสำหรับดำเนินการงานวิจัย ทดลอง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และภายในศูนย์วิจัยดังกล่าวมีแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์พืช แปลงต้นแบบทฤษฎีใหม่รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ปัจจุบันมี 22 แห่ง
.
ทั้งนี้ตั้งแต่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ศูนย์เกษตรหลวงที่สูงขุนวางและแม่จอนหลวง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2547-63 มีนักท่องเที่ยวเข้าชมรวม 494,156 ราย โดยในห้วงปี 59-63 พบว่ามีนักท่องเที่ยวไปขุนวางเพิ่มเป็นปีละ 2.9 แสนคน เพื่อมาชมทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่งบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี เนื่องจากมีละครดังมาถ่ายทำทำให้ประชาชนรับทราบว่ามีจุดชมดอกไม้ที่สวยงาม ในปี 2564 คาดว่าจะดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานระหว่างวันที่ 10-11 ม.ค. ซึ่งตรงกับเทศกาลชิมกาแฟขุนวาง
.
อย่างไรก็ตามหากกางปฏิทินเฉพาะในพื้นที่ศูนย์เกษตรหลวงขุนวางฯ เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่จะบานสะพรั่งสีชมพูทั้งดอย ก.พ. ช่วงสตอเบอร์รี่ออกผล มี.ค. ช่วงบ๊วย และกาแฟออกดอก เดินชมดอกไม้สูดกลิ่นดอกกาแฟ เม.ย. -พ.ย. หลบร้อนมาตากความเย็นที่ขุนวางอุณภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซนเซียส ช่วงมะคาเดเมียออกผล แปรรูปอบกรอบหอมอร่อย ธ.ค. อากาศหนาวจัด ดอกไม้บานสะพรั่ง กาแฟเก็บผลผลิต ชิมกาแฟขุนวาง เป็นต้น

มนัญญา ชี้ช่องเที่ยว22 ศูนย์วิจัยเกษตรทั่วไทย สั่งทำปฏิทินเที่ยวทั้งปี ป้อนนทท. หวังเป็นแหล่งบันดาลใจงานเกษตรกลิ่นวิชาการเพิ่มรายได้ (https://www.doa.go.th/news/?p=1039)
.
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตร เปิดศูนย์วิจัยเกษตรทั่วประเทศเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมและมีความรู้ความเข้าใจงานด้านเกษตรและพันธุ์พืช ร่วมถึงเรียนรู้ในการพัฒนาวิจัยงานเกษตรของไทยเพื่อนำไปสู่เป้าหมายครัวของโลก โดยให้ทำปฏิทินท่องเที่ยวทั้งปี แต่ละพื้นที่เพื่อให้ประชาชนคนไทย ที่จากสถานการณ์โควิดไปต่างประเทศไม่ได้ หรืออยากออกไปท่องเที่ยวคลายเครียดจากสถานการณ์ ได้ออกมาทดลองเที่ยวชมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอีกทางเลือกของประชาชน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีถึง 22 ศูนย์วิจัยที่น่าเที่ยวชม
.
”ทั้งนี้ให้กรมวิชาการเกษตรทำปฏิทินท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าที่สถานีไหน จังหวัดไหน เหมาะสมท่องเที่ยวในเดือนใด มีอะไรดีที่ต้องมาชม มาศึกษา หรือมาดูบรรยากาศ ทั้งอากาศหนาว หรือดูทะเลหมอกหรือมารอชิมผลไม้เมืองหนาว ผลไม้ขึ้นชื่อในพื้นที่ที่อื่นไม่มี เพื่อเป็นการกระจายการท่องเที่ยวทั้งปีและกระจายรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นในภาวะที่โควิดทำประชาชนขาดรายได้ นอกจากนั้นแต่ละจุดก็ต้องให้ความรู้งานด้านเกษตรด้วย หรือการเปิดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัวแบบง่ายเหมาะกับครัวเรือนเพื่อจะได้นำกลับไปลองปลูกที่บ้านตนเองเป็นต้น อย่างไรก็ตามหากจุดไหนที่เปราะบางด้านการวิจัยก็จะสงวนไว้ไม่ให้เข้าตามกฎหมายของกรมวิชาการเกษตร”นางสาวมนัญญา กล่าว
.
นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชจึงมีศูนย์วิจัยสำหรับดำเนินการงานวิจัย ทดลอง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และภายในศูนย์วิจัยดังกล่าวมีแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์พืช แปลงต้นแบบทฤษฎีใหม่รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ปัจจุบันมี 22 แห่ง
.
ทั้งนี้ตั้งแต่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ศูนย์เกษตรหลวงที่สูงขุนวางและแม่จอนหลวง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2547-63 มีนักท่องเที่ยวเข้าชมรวม 494,156 ราย โดยในห้วงปี 59-63 พบว่ามีนักท่องเที่ยวไปขุนวางเพิ่มเป็นปีละ 2.9 แสนคน เพื่อมาชมทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่งบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี เนื่องจากมีละครดังมาถ่ายทำทำให้ประชาชนรับทราบว่ามีจุดชมดอกไม้ที่สวยงาม ในปี 2564 คาดว่าจะดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานระหว่างวันที่ 10-11 ม.ค. ซึ่งตรงกับเทศกาลชิมกาแฟขุนวาง
.
อย่างไรก็ตามหากกางปฏิทินเฉพาะในพื้นที่ศูนย์เกษตรหลวงขุนวางฯ เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่จะบานสะพรั่งสีชมพูทั้งดอย ก.พ. ช่วงสตอเบอร์รี่ออกผล มี.ค. ช่วงบ๊วย และกาแฟออกดอก เดินชมดอกไม้สูดกลิ่นดอกกาแฟ เม.ย. -พ.ย. หลบร้อนมาตากความเย็นที่ขุนวางอุณภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซนเซียส ช่วงมะคาเดเมียออกผล แปรรูปอบกรอบหอมอร่อย ธ.ค. อากาศหนาวจัด ดอกไม้บานสะพรั่ง กาแฟเก็บผลผลิต ชิมกาแฟขุนวาง เป็นต้น

เข้าสู่ปี 2564.ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวกรมวิชาการเกษตรทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้คำมั่นสัญญาว่...
29/12/2020

เข้าสู่ปี 2564
.
ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวกรมวิชาการเกษตรทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมกันเพื่อมุ่งมั่นทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร ตลอดปีและตลอดไป...
.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

วันที่ 29 ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนาย...
29/12/2020

วันที่ 29 ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 พร้อมคณะ เยี่ยมชมการดำเนินงานของ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง โดยมี นายฉัตรชัย กิตติไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมได้เยี่ยมชมแปลงแม่พันธุ์มะพร้าวน้ำหอม แปลงรวบรวมพันธุ์สะตอ และร่วมปลูกต้นสะตอพันธุ์ตรัง 1 โดยกรมวิชาการเกษตรมีนโยบายที่จะดำเนินงานร่วมกับจังหวัดตรังให้พันธุ์ดีเหล่านี้ขยายไปสู่เกษตรกรให้มากขึ้น
.
จากนั้นได้เดินทางไปแจกพันธุ์พืชผัก ไม้ผล และชีวภัณฑ์ทางการเกษตรจำนวนประมาณ 200 ชุดให้แก่เกษตรกรที่ประสบอุทกภัย ตำบลนาท่ามเหนือ ตำบลนาท่ามใต้ ตำบลหนองตรุด ตำบลบางรัก ตำบลนาบินหลา ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

กรมวิชาการเกษตร-thaidoa's cover photo
29/12/2020

กรมวิชาการเกษตร-thaidoa's cover photo

เข้าสู่ปี 2564.ผมพร้อมด้วยบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรทุกคน ขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ พร้อม...
29/12/2020

เข้าสู่ปี 2564
.
ผมพร้อมด้วยบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรทุกคน ขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ พร้อมทั้งขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ตลอดปีและตลอดไป...
.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

เมื่อวันที่ 28  ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ขอรับพรปีใหม่จ...
28/12/2020

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร ขอรับพรปีใหม่จากนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมวิชาการเกษตร รุกขยายตลาดเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไทยไปเอกวาดอร์ (https://www.doa.go.th/news/?p=1024).ไทยชนะ! เอกวาดอร์ยอมเ...
28/12/2020

กรมวิชาการเกษตร รุกขยายตลาดเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไทยไปเอกวาดอร์ (https://www.doa.go.th/news/?p=1024)
.
ไทยชนะ! เอกวาดอร์ยอมเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไทยแล้ว พลิก ไทม์ไลน์ใช้เวลาเกือบ 10 ปี บรรลุเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกัน เมล็ดพันธุ์ต้องผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการพร้อมหนังสือรับรองไร้ศัตรูพืชกักกันจากหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติของไทย รวมทั้งต้องคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ผู้ประกอบการยิ้มเป็นข่าวดีส่งท้ายปีเตรียมโกยรายได้ขายเมล็ดพันธุ์เข้าประเทศ
.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากมีจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสม ที่สำคัญเกษตรกรไทยมีทักษะความชำนาญด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผักที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุด เช่น เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ และล่าสุด กรมวิชาการเกษตร สามารถยื่นขอเปิดตลาดการส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ได้สำเร็จ
.
กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการยื่นขอเปิดตลาดเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังสาธารณรัฐเอกวาดอร์ตามคำร้องขอของผู้ประกอบการส่งออกเมล็ดพันธุ์เมื่อปี 2553 ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลและควบคุมสุขอนามัยพืชและสุขภาพสัตว์ (Agencia de Regulación y Control Fito y Zoosanitario AGROCALIDAD) ของสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้แจ้งการดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชพร้อมส่งร่างข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชสำหรับเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศจากประเทศไทยเสนอกรมวิชาการเกษตรเพื่อพิจารณาในปี 2561 และกรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลและควบคุมสุขอนามัยพืชฯ ตอบยอมรับข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชของ สาธารณรัฐเอกวาดอร์แล้ว
.
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้ดำเนินการแจ้งเวียนประกาศในองค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อกำหนดการนำเข้าสำหรับเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศจากประเทศไทยแล้ว ทำให้ไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้แล้ว โดยผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐ เอกวาดอร์จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชของประเทศเอกวาดอร์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศต้องผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการและมีหนังสือรับรองว่าปราศจากศัตรูพืชกักกัน โดยกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติของประเทศไทย และต้องคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนการส่งออก
.
"การที่ไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้ในครั้งนี้นับเป็นอีก 1 ความสำเร็จในการเปิดตลาดการส่งออกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการซึ่งใช้ระยะเวลานานเกือบ 10 ปี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ใช้ข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนพร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอเปิดตลาดดังกล่าวมาโดยตลอดจนประสบความสำเร็จในที่สุด"
.
ผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์สามารถสอบถามรายละเอียดข้อกำหนดการส่งออกเพิ่มเติม ได้ที่กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2561 2145 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
.
#มะเขือเทศ #ส่งออก #ส่งออกเมล็ดพันธุ์ #เมล็ดพันธุ์ #เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ #เอกวาดอร์

กรมวิชาการเกษตร รุกขยายตลาดเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไทยไปเอกวาดอร์ (https://www.doa.go.th/news/?p=1024)
.
ไทยชนะ! เอกวาดอร์ยอมเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไทยแล้ว พลิก ไทม์ไลน์ใช้เวลาเกือบ 10 ปี บรรลุเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกัน เมล็ดพันธุ์ต้องผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการพร้อมหนังสือรับรองไร้ศัตรูพืชกักกันจากหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติของไทย รวมทั้งต้องคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ผู้ประกอบการยิ้มเป็นข่าวดีส่งท้ายปีเตรียมโกยรายได้ขายเมล็ดพันธุ์เข้าประเทศ
.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากมีจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้ง ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสม ที่สำคัญเกษตรกรไทยมีทักษะความชำนาญด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผักที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุด เช่น เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ และล่าสุด กรมวิชาการเกษตร สามารถยื่นขอเปิดตลาดการส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ได้สำเร็จ
.
กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการยื่นขอเปิดตลาดเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังสาธารณรัฐเอกวาดอร์ตามคำร้องขอของผู้ประกอบการส่งออกเมล็ดพันธุ์เมื่อปี 2553 ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลและควบคุมสุขอนามัยพืชและสุขภาพสัตว์ (Agencia de Regulación y Control Fito y Zoosanitario AGROCALIDAD) ของสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้แจ้งการดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชพร้อมส่งร่างข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชสำหรับเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศจากประเทศไทยเสนอกรมวิชาการเกษตรเพื่อพิจารณาในปี 2561 และกรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลและควบคุมสุขอนามัยพืชฯ ตอบยอมรับข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชของ สาธารณรัฐเอกวาดอร์แล้ว
.
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้ดำเนินการแจ้งเวียนประกาศในองค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อกำหนดการนำเข้าสำหรับเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศจากประเทศไทยแล้ว ทำให้ไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปยังสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้แล้ว โดยผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐ เอกวาดอร์จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าด้านสุขอนามัยพืชของประเทศเอกวาดอร์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศต้องผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการและมีหนังสือรับรองว่าปราศจากศัตรูพืชกักกัน โดยกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติของประเทศไทย และต้องคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนการส่งออก
.
"การที่ไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์ได้ในครั้งนี้นับเป็นอีก 1 ความสำเร็จในการเปิดตลาดการส่งออกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการซึ่งใช้ระยะเวลานานเกือบ 10 ปี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ใช้ข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนพร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอเปิดตลาดดังกล่าวมาโดยตลอดจนประสบความสำเร็จในที่สุด"
.
ผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศไปสาธารณรัฐเอกวาดอร์สามารถสอบถามรายละเอียดข้อกำหนดการส่งออกเพิ่มเติม ได้ที่กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2561 2145 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
.
#มะเขือเทศ #ส่งออก #ส่งออกเมล็ดพันธุ์ #เมล็ดพันธุ์ #เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ #เอกวาดอร์

กรมวิชาการเกษตร ร่วมตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา : บริการจุดพักรถ ห้องน้ำ ผ้าเย็น เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ส...
25/12/2020

กรมวิชาการเกษตร ร่วมตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา : บริการจุดพักรถ ห้องน้ำ ผ้าเย็น เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สนับสนุนพันธุ์ไม้ แจกแผ่นพับ เอกสารวิชาการ (https://www.doa.go.th/news/?p=902)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 32 จุด / 27 จังหวัด / 34 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กรมวิชาการเกษตร ร่วมตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา : บริการจุดพักรถ ห้องน้ำ ผ้าเย็น เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สนับสนุนพันธุ์ไม้ แจกแผ่นพับ เอกสารวิชาการ (https://www.doa.go.th/news/?p=902)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 32 จุด / 27 จังหวัด / 34 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชม ฟรี/ไม่คิดค่าบริการ (https://www.doa.go.th/news/?p=896).ภายใต้กิจกรรม “เพิ่ม...
25/12/2020

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชม ฟรี/ไม่คิดค่าบริการ (https://www.doa.go.th/news/?p=896)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 7 จุด / 7 จังหวัด / 7 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชม ฟรี/ไม่คิดค่าบริการ (https://www.doa.go.th/news/?p=896)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 7 จุด / 7 จังหวัด / 7 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว (ศูนย์ศึกษา/ศูนย์เรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร) :...
25/12/2020

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว (ศูนย์ศึกษา/ศูนย์เรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร) : การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร/ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ (https://www.doa.go.th/news/?p=886)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 23 จุด / 19 จังหวัด / 23 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กรมวิชาการเกษตร เปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว (ศูนย์ศึกษา/ศูนย์เรียนรู้/แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร) : การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร/ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ (https://www.doa.go.th/news/?p=886)
.
ภายใต้กิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”
.
ในโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 23 จุด / 19 จังหวัด / 23 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” (https://www.doa.go.th/news/?p=882).โครงการ “ส่งความส...
25/12/2020

กิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” (https://www.doa.go.th/news/?p=882)
.
โครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 3 จุด / 3 จังหวัด / 3 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

กิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” (https://www.doa.go.th/news/?p=882)
.
โครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปี พ.ศ. 2564
.
โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
สถานที่จัด : 3 จุด / 3 จังหวัด / 3 หน่วยงาน
.
ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

ที่อยู่

50 ถนนพหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

0-2579-0151-8

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมวิชาการเกษตร-thaidoaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กรมวิชาการเกษตร-thaidoa:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ขอความรู้ครับ ข้าวก่ำลืมผัว มีผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้างครับ
สวัสดีครับ ผมเป็นเกษตรกรที่ดินในพื้นที่ ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จะสอบถามการปลูกพืชหน้าแล้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าวครับ โดยสนใจปลูกถั่วเขียว หรือ ถั่วเหลือง ทั้งนี้ที่ดินมีน้ำบาดาลเพียงพอสำหรับการให้น้ำพืช สำหรับที่นา 12 ไร่ จะขอคำแนะนำทั้งการปลูก เมล็ดพันธุ์ และตลาดรองรับ ขอบคุณครับ
ขอฝากประชาสัมพันธ์ งานสัมมนาออนไลน์โดยฝ่ายเกษตร รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ค่ะ.
ขอข้อมูลการเกษตร
ขอเรียนถามครับ ด้วยกลุ่มอาชีพเกษตรปลอดภัย บ้านเทพนิมิตร จะผลิต สมุนไพรไล่แมลง เพื่อใช้และจำหน่าย โดยมีพืชที่เป็นวัตถุดิบ ดังนี้ 1.ข่า 2.ตะไคร้หอม 3.หนอนตายหยาก 4. สาบเสือ 4.พริก โดยวิธีการหมัก ซึ่งเป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 2 จะต้องดำเนินการ อย่างไรบ้างครับเพื่อให้ถูกต้อง
Farmbook ใช้ไม่ได้เลยค่ะทั้ง Android และ IOS เช็คสถานะก็ไม่ได้ เข้าเวปไซค์จากคอมก็ไม่ได้ค่ะ
ช่วยวิจัยหน่อยค่ะ ว่า สารประกอบในทุเรียน มังคุด สามารถช่วยเรื่องเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ไหม ทำเอกสารวิจัยด้วยค่ะ จะได้สามารถ แชร์ไปยังทั่วโลกได้ ทุเรียนจะได้เป็นที่รู้จัก
ความรู้ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอยกให้เกษตรกรไทยทุกๆท่าน จะได้ประหยัดต้นทุนและปลอดภัยจากสารเคมีครับ แนวทางและทางเลือกในการกำจัดวัชพืชและหญ้าแบบอินทรีย์และต้นทุนต่ำ ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทุกๆชีวิต ทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองและทุกๆคนสามารถทำได้ทันที บทความต่อไปนี้ขอให้เป็นความรู้และเป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรไทยทุกๆท่านที่ต้องการปลอดภัยจากสารเคมีทำการเกษตรของท่าน หรือ การทำเกษตรแบบอินทรีย์นั่นเอง โดยเฉพาะสารเคมีฆ่าหญ้าที่ถูกห้ามใช้อีกต่อไป นวัตกรรมใหม่ในการกำจัดวัชพืชและฆ่าหญ้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีเลย นอกจากไม่ทำให้ดินเสียและปนเปื้อนสารเคมีแล้ว ยังช่วยบำรุงดินเพิ่มจุลินทรีย์ในดินได้อีก ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและทุกๆชีวิตทั้งพืชและสัตว์บนโลกใบนี้ ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำวิธีนี้ไปใช้และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและเกษตรกรไทยทุกๆคน ช่วยลดค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการทำเกษตรอินทรีย์ ผ่านการทดสอบและทดลองในการกำจัดฆ่าหญ้าและวัชพืชมาแล้ว หลักการธรรมดาๆแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา ทั้งหมดทั้งมวลผู้ใช้ต้องมีความ =>> เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา อยู่อย่างสม่ำเสมอ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คิดและลงมือทำด้วยตัวของท่านเอง ประหยัดเงินและปลอดภัยต่อชีวิตของท่านเองและผู้บริโภคทุกๆคน หลักการทำลายหญ้าหรือวัชพืชต่างๆโดยวิธีชีวภาพ ( น้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูง ) นั่นก็คือ การใช้น้ำหมักชีวภาพ ( จากการหมักสิ่งมีชีวิตพืชผักต่างๆ ) น้ำหมักจากพืชผักชนิดต่างๆยิ่งมีภาวะความเป็นกรดสูงมากเท่าใด ก็ยิ่งสามารถทำลายวัชพืชได้ดี จะทำให้วัชพืชตายได้ภายใน 7 วัน การใช้ให้ใช้น้ำหมักเพียวๆฉีดหรือพ่นให้ชุ่มลงบนหญ้าหรือวัชพืช ยิ่งฉีดได้ถึงพื้นดินยิ่งเป็นการดีมาก ฉีดพ่นทุกๆจุดที่มีหญ้าหรือวัชพืชขึ้น หรือจะใช้บัวรดน้ำราดให้ทั่วๆหนาๆ เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วสามารถไถกลบได้เลย ช่วยเพิ่มทั้งปุ๋ยและจุลินทรีย์ลงในพื้นดิน ปลูกพืชผักได้สวยงาม ไร้สารเคมีตกค้างในดิน เป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ข้อดีของการใช้น้ำหมักชีวภาพฆ่าวัชพืชหรือหญ้า 1 ) ไม่มีสารเคมีตกค้างในธรรมชาติ 2 ) ไม่มีสารเคมีตกค้างและปนเปื้อนในดินหรือแหล่งน้ำในระบบนิเวศน์ 3 ) ช่วยบำรุงดินให้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดินโดยอัตโนมัติ 4 ) ปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิด 5 ) ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้สารเคมี เพราะเกษตรกรสามารถทำเองได้ ข้อเสียของการใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ) ใช้เวลาหมักนานเป็นเดือนขึ้นไป 2 ) ต้องหาวัตถุดิบเอง 3 ) ต้องใช้ถังหมักทุกๆครั้ง 4 ) หาหัวเชื้อตั้งต้นและกากน้ำตาลยากนิดหนึ่ง วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการหมักน้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูง 1 ) ถังหมักพร้อมฝาปิดมิดชิด ขนาด 60 ลิตรขึ้นไปถึง 200 ลิตร 2 ) กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายแดงก็ได้ 3 ) หัวเชื้อจุลินทรีย์ ( สามารถขอจากทางราชการได้ ) 4 ) พืชผักที่มีรสเปรี้ยวๆ เช่น เศษมะนาว สัปปะรด ส้ม มะม่วง ฯลฯ วิธีการหมักน้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูงเพื่อใช้ในการฆ่าวัชพืช 1 ) เทวัตถุดิบพวกพืชผักลงในถังหมักให้ได้มากที่สุด ( เน้นพืชผลไม้หรือผักที่มีรสชาติเปรี้ยว ) 2 ) เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไปในถังหมักประมาณ 5-10 ลิตร 3 ) เติมกากน้ำตาลหรือ น้ำตาลทรายแดงประมาณ 5 กก. 4 ) เติมน้ำสะอาดให้เกือบเต็มถัง แต่อย่าให้น้ำล้นถัง เว้นช่องว่างน้ำไว้ แล้วปิดฝาถังหลายๆชั้นให้สนิท ( ไม่ให้อากาศเข้า ) ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือนขึ้นไปจึงนำออกมาใช้งานได้ การนำไปใช้แต่ละครั้งให้ตักใช้ให้พอ ส่วนที่เหลือปิดให้สนิทในถังหมัก ไม่ควรให้อากาศเข้าหรือเปิดถังไว้นานๆ หมายเหตุ : น้ำหมักชีวภาพยิ่งมีภาวะความเป็นกรดสูงๆยิ่งดีมาก หรือที่เรียกกันตรงๆว่า กรดน้ำส้ม นั่นเอง น้ำหมักชีวภาพจะมีฤทธิ์เป็นกรดทำลายหญ้าและวัชพืชทำให้หญ้าและวัชพืชไหม้และตายในที่สุด ถ้ามีความเป็นกรดสูงจะส่งผลให้หญ้าตายได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้น จึงควรหาเศษผลไม้หรือพืชผักที่มีรสเปรี้ยวมาเป็นวัตถุดิบในการหมัก จะช่วยเพิ่มความเป็นกรดได้ดีมากขึ้น ในส่วนของหัวเชื้อของจุลินทรีย์สามารถขอรับจากส่วนราชการ เช่น เกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัดได้ทุกๆแห่งฟรี ส่วนกากน้ำตาล กก.ละประมาณ 10-30 บาทหรือถูกลงกว่านี้ แล้วแต่ท้องที่ถูกหรือแพง รวมกลุ่มกันซื้อจะได้ราคาถูกลงมาก ใช้น้ำหมักที่ทำขึ้นนี้ไปทำเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพได้หรือไม่ ? คำตอบ คือ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำได้ แต่มีข้อควรระวัง ต้องผสมน้ำหมักชีวภาพให้เจือจางมากพอสมควร ห้ามใช้เพียวๆอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะกับพืชล้มลุกทั้งหลาย และควรรดต้นไม้ที่โคนต้น เพื่อลดใบไหม้ต้นไม้ ซึ่งจะส่งผลให้พืชที่ปลูกนั้นตายได้ง่ายๆ ถ้าเกษตรกรทุกๆท่านลงมือทำเองแล้ว จะใช้มากเท่าใดก็ได้ ไม่ส่งผลเสียต่อพื้นดินและสิ่งมีชีวิตรวมถึงตัวเกษตรกรเอง ช่วยประหยัดเงินซื้อสารเคมีได้ง่ายๆ ปลอดภัยสำหรับสิ่งแวดล้อมทั้งดินและแหล่งน้ำ กรณีที่ใช้น้ำหมักชีวภาพในปริมาณมาก และส่งผลให้ดินมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ( ซึ่งเดิมดินอาจเป็นกรดอยู่แล้ว ) ให้ใช้ปูนขาวโรยที่หน้าดินให้ทั่วๆปูนขาวจะช่วยปรับค่ากรดด่าง ( ปรับค่า pH ของดิน ) ซึ่งก็คือหลักธรรมชาติล้วนๆนั่นเอง เกษตรกรทุกๆคนสามารถทำได้ง่ายๆไม่ต้องใช้วิชาการมาก ด้วยความปรารถนาดี ร้านบางกอกโปรดักส์ ทางร้านฯอนุญาตให้กับทุกๆท่านสามารถนำบทความและความรู้นี้ไปเผยแพร่โดยเปิดเผยได้ตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและเกษตรกรไทยทุกๆท่าน ให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศและการทำการเกษตรสามารถประยุกต์ได้ โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทุนประกอบการของเกษตรกรไทย
ความรู้ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอยกให้เกษตรกรไทยทุกๆท่าน จะได้ประหยัดต้นทุนและปลอดภัยจากสารเคมีครับ แนวทางและทางเลือกในการกำจัดวัชพืชและหญ้าแบบอินทรีย์และต้นทุนต่ำ ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทุกๆชีวิต ทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองและทุกๆคนสามารถทำได้ทันที บทความต่อไปนี้ขอให้เป็นความรู้และเป็นวิทยาทานแก่เกษตรกรไทยทุกๆท่านที่ต้องการปลอดภัยจากสารเคมีทำการเกษตรของท่าน หรือ การทำเกษตรแบบอินทรีย์นั่นเอง โดยเฉพาะสารเคมีฆ่าหญ้าที่ถูกห้ามใช้อีกต่อไป นวัตกรรมใหม่ในการกำจัดวัชพืชและฆ่าหญ้าโดยไม่ต้องใช้สารเคมีเลย นอกจากไม่ทำให้ดินเสียและปนเปื้อนสารเคมีแล้ว ยังช่วยบำรุงดินเพิ่มจุลินทรีย์ในดินได้อีก ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและทุกๆชีวิตทั้งพืชและสัตว์บนโลกใบนี้ ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำวิธีนี้ไปใช้และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและเกษตรกรไทยทุกๆคน ช่วยลดค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการทำเกษตรอินทรีย์ ผ่านการทดสอบและทดลองในการกำจัดฆ่าหญ้าและวัชพืชมาแล้ว หลักการธรรมดาๆแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา ทั้งหมดทั้งมวลผู้ใช้ต้องมีความ =>> เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา อยู่อย่างสม่ำเสมอ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คิดและลงมือทำด้วยตัวของท่านเอง ประหยัดเงินและปลอดภัยต่อชีวิตของท่านเองและผู้บริโภคทุกๆคน หลักการทำลายหญ้าหรือวัชพืชต่างๆโดยวิธีชีวภาพ ( น้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูง ) นั่นก็คือ การใช้น้ำหมักชีวภาพ ( จากการหมักสิ่งมีชีวิตพืชผักต่างๆ ) น้ำหมักจากพืชผักชนิดต่างๆยิ่งมีภาวะความเป็นกรดสูงมากเท่าใด ก็ยิ่งสามารถทำลายวัชพืชได้ดี จะทำให้วัชพืชตายได้ภายใน 7 วัน การใช้ให้ใช้น้ำหมักเพียวๆฉีดหรือพ่นให้ชุ่มลงบนหญ้าหรือวัชพืช ยิ่งฉีดได้ถึงพื้นดินยิ่งเป็นการดีมาก ฉีดพ่นทุกๆจุดที่มีหญ้าหรือวัชพืชขึ้น หรือจะใช้บัวรดน้ำราดให้ทั่วๆหนาๆ เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วสามารถไถกลบได้เลย ช่วยเพิ่มทั้งปุ๋ยและจุลินทรีย์ลงในพื้นดิน ปลูกพืชผักได้สวยงาม ไร้สารเคมีตกค้างในดิน เป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ข้อดีของการใช้น้ำหมักชีวภาพฆ่าวัชพืชหรือหญ้า 1 ) ไม่มีสารเคมีตกค้างในธรรมชาติ 2 ) ไม่มีสารเคมีตกค้างและปนเปื้อนในดินหรือแหล่งน้ำในระบบนิเวศน์ 3 ) ช่วยบำรุงดินให้ดีขึ้น เป็นการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดินโดยอัตโนมัติ 4 ) ปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิด 5 ) ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้สารเคมี เพราะเกษตรกรสามารถทำเองได้ ข้อเสียของการใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ) ใช้เวลาหมักนานเป็นเดือนขึ้นไป 2 ) ต้องหาวัตถุดิบเอง 3 ) ต้องใช้ถังหมักทุกๆครั้ง 4 ) หาหัวเชื้อตั้งต้นและกากน้ำตาลยากนิดหนึ่ง วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการหมักน้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูง 1 ) ถังหมักพร้อมฝาปิดมิดชิด ขนาด 60 ลิตรขึ้นไปถึง 200 ลิตร 2 ) กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายแดงก็ได้ 3 ) หัวเชื้อจุลินทรีย์ ( สามารถขอจากทางราชการได้ ) 4 ) พืชผักที่มีรสเปรี้ยวๆ เช่น เศษมะนาว สัปปะรด ส้ม มะม่วง ฯลฯ วิธีการหมักน้ำหมักชีวภาพสูตรเข้มข้นสูงเพื่อใช้ในการฆ่าวัชพืช 1 ) เทวัตถุดิบพวกพืชผักลงในถังหมักให้ได้มากที่สุด ( เน้นพืชผลไม้หรือผักที่มีรสชาติเปรี้ยว ) 2 ) เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไปในถังหมักประมาณ 5-10 ลิตร 3 ) เติมกากน้ำตาลหรือ น้ำตาลทรายแดงประมาณ 5 กก. 4 ) เติมน้ำสะอาดให้เกือบเต็มถัง แต่อย่าให้น้ำล้นถัง เว้นช่องว่างน้ำไว้ แล้วปิดฝาถังหลายๆชั้นให้สนิท ( ไม่ให้อากาศเข้า ) ตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือนขึ้นไปจึงนำออกมาใช้งานได้ การนำไปใช้แต่ละครั้งให้ตักใช้ให้พอ ส่วนที่เหลือปิดให้สนิทในถังหมัก ไม่ควรให้อากาศเข้าหรือเปิดถังไว้นานๆ หมายเหตุ : น้ำหมักชีวภาพยิ่งมีภาวะความเป็นกรดสูงๆยิ่งดีมาก หรือที่เรียกกันตรงๆว่า กรดน้ำส้ม นั่นเอง น้ำหมักชีวภาพจะมีฤทธิ์เป็นกรดทำลายหญ้าและวัชพืชทำให้หญ้าและวัชพืชไหม้และตายในที่สุด ถ้ามีความเป็นกรดสูงจะส่งผลให้หญ้าตายได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้น จึงควรหาเศษผลไม้หรือพืชผักที่มีรสเปรี้ยวมาเป็นวัตถุดิบในการหมัก จะช่วยเพิ่มความเป็นกรดได้ดีมากขึ้น ในส่วนของหัวเชื้อของจุลินทรีย์สามารถขอรับจากส่วนราชการ เช่น เกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัดได้ทุกๆแห่งฟรี ส่วนกากน้ำตาล กก.ละประมาณ 10-30 บาทหรือถูกลงกว่านี้ แล้วแต่ท้องที่ถูกหรือแพง รวมกลุ่มกันซื้อจะได้ราคาถูกลงมาก ใช้น้ำหมักที่ทำขึ้นนี้ไปทำเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพได้หรือไม่ ? คำตอบ คือ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำได้ แต่มีข้อควรระวัง ต้องผสมน้ำหมักชีวภาพให้เจือจางมากพอสมควร ห้ามใช้เพียวๆอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะกับพืชล้มลุกทั้งหลาย และควรรดต้นไม้ที่โคนต้น เพื่อลดใบไหม้ต้นไม้ ซึ่งจะส่งผลให้พืชที่ปลูกนั้นตายได้ง่ายๆ ถ้าเกษตรกรทุกๆท่านลงมือทำเองแล้ว จะใช้มากเท่าใดก็ได้ ไม่ส่งผลเสียต่อพื้นดินและสิ่งมีชีวิตรวมถึงตัวเกษตรกรเอง ช่วยประหยัดเงินซื้อสารเคมีได้ง่ายๆ ปลอดภัยสำหรับสิ่งแวดล้อมทั้งดินและแหล่งน้ำ กรณีที่ใช้น้ำหมักชีวภาพในปริมาณมาก และส่งผลให้ดินมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ( ซึ่งเดิมดินอาจเป็นกรดอยู่แล้ว ) ให้ใช้ปูนขาวโรยที่หน้าดินให้ทั่วๆปูนขาวจะช่วยปรับค่ากรดด่าง ( ปรับค่า pH ของดิน ) ซึ่งก็คือหลักธรรมชาติล้วนๆนั่นเอง เกษตรกรทุกๆคนสามารถทำได้ง่ายๆไม่ต้องใช้วิชาการมาก ด้วยความปรารถนาดี ร้านบางกอกโปรดักส์ ทางร้านฯอนุญาตให้กับทุกๆท่านสามารถนำบทความและความรู้นี้ไปเผยแพร่โดยเปิดเผยได้ตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและเกษตรกรไทยทุกๆท่าน ให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศและการทำการเกษตรสามารถประยุกต์ได้ โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทุนประกอบการของเกษตรกรไทย