08/07/2026
มาถึงวันนี้ เราก็ยังไม่มีหนทางแก้ปัญหาความขัดแย้งแห่งยุคสมัย
ผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนมายังสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นประเด็นสำคัญที่การแก้ไขมาตรา 11 เพราะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม
📌 [บทเรียนจากการนิรโทษกรรมในอดีต]
การนิรโทษกรรมในอดีตมีหลากหลายมิติ ที่ทำได้ง่ายที่สุดและประสบความสำเร็จโดยง่ายคือการนิรโทษการรัฐประหารและผู้ก่อกบฏ ที่กลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
ส่วนการนิรโทษกรรมประชาชนในการต่อสู้ทางการเมืองก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง บางครั้งนิรโทษไปพร้อมกับฝ่ายรัฐที่ปราบปรามประชาชน ทำให้ฝ่ายประชาชนเองก็ได้อานิสงส์จากการนิรโทษผู้กระทำรัฐประหารหรือผู้สังหารประชาชนไปด้วย การนิรโทษเหล่านั้นมักเป็นการนิรโทษ "เหตุการณ์" คือช่วงเวลาจากวันที่หนึ่งถึงวันที่หนึ่ง โดยไม่ระบุฐานความผิด
ผู้ถูกดำเนินคดีในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีข้อหาร้ายแรง ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ล้มล้างการปกครอง เป็นกบฏ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอีกหลายข้อหา ก็ยังได้รับการนิรโทษมาแล้ว หากพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็คือรวมมาตรา 112 อยู่ด้วย การนิรโทษครั้งนั้นเป็นสัญญาณต่อสังคมว่ารัฐไม่ต้องการประหัตประหารย่ำยีนักศึกษาประชาชนที่เกี่ยวข้อง
การนิรโทษหลายครั้งในอดีตไม่ได้หมายความว่ารัฐกำลังช่วยเหลือผู้กระทำผิด เพราะผู้ถูกดำเนินคดีเหล่านั้นไม่ได้กระทำผิดใดๆ มาแต่ต้น แต่เป็นการตั้งข้อหากลั่นแกล้ง ทำให้การนิรโทษเป็นสัญญาณที่ดีต่อสังคมที่ช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง
📌 [มาตรา 11 ที่ตัดโอกาสเยาวชน ตัดโอกาสแก้ปัญหาความขัดแย้ง]
ใน 20 ปีที่ผ่านมามีปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข คือคดีที่เกิดจากการทำความผิดร้ายแรง ที่ผู้กระทำผิดได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้เกิดการล้มรัฐบาล ขัดขวางการเลือกตั้ง จนนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งฝ่ายรัฐที่กระทำผิดได้หาวิธีนิรโทษตนเองไปบ้างแล้ว จึงไม่ต้องการการนิรโทษ ดังนั้นกฎหมายที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้จึงครอบคลุมแค่การนิรโทษกรรมประชาชน
หลายท่านได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งความจริงมาตรานี้ไม่ได้เกี่ยวกับ "การนิรโทษกรรม" แต่เป็น "มาตรการพิเศษในการฟื้นฟูบำบัด" โดยให้ศาลพิจารณาว่าอาจไม่ต้องดำเนินคดีหรือไม่ต้องมีการตัดสิน เพื่อประโยชน์ต่อเยาวชนผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยอิงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาใช้ในมาตรานี้
แต่ในมาตรา 11 ของร่างที่ สว.แก้ไข ได้ยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรการฟื้นฟูบำบัดนี้กับเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ทั้งที่ความผิดฐานอื่นซึ่งร้ายแรงกว่า มีโทษตั้งแต่ 20 ปี จำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต กลับได้รับการนิรโทษกรรม
📌 [การเลือกปฏิบัติที่ไร้หลักเกณฑ์ และโจทย์ความขัดแย้งที่ยังค้างอยู่]
เรื่องนี้ไม่มีหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายทั่วไปเลย เพราะมาตรา 112 มีโทษเบากว่าความผิดฐานอื่นที่ได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้วด้วยซ้ำ และอาจมองได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณตรงข้ามกับความต้องการคลี่คลายความขัดแย้ง แม้การแก้ไขครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อคนไม่มาก แต่ส่งสัญญาณที่สับสนว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยหรือไม่กับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ฟื้นฟูบำบัดและปรับตัว ซึ่งยังไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ
โดยส่วนตัวยังอยากให้แก้ไขกลับไปเป็นเหมือนร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่เข้าใจว่าหลายท่านกังวลเรื่องความล่าช้า หากส่งให้กรรมาธิการร่วมพิจารณา ผลลัพธ์อาจเหมือนเดิมและไม่มีเสียงพอจะยืนยันร่างของสภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้ผมเข้าใจได้
แต่ผมยังต้องยืนยันและขอให้รัฐสภาบันทึกไว้ว่า....
ในฐานะที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมมา และเห็นความพยายามส่งสัญญาณเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมา จึงขอฝากไว้เป็นประเด็นว่า... สภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีคงต้องหาทางแก้ปัญหาสำคัญที่ยังค้างอยู่ คือผลพวงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตามใจชอบ ไปจนถึงขั้นส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหาร และการที่เรายังไม่มีมาตรการรับมือกับความขัดแย้งแห่งยุคสมัย ซึ่งในสิบกว่าปีที่ผ่านมามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากในอดีต แต่เรายังไม่มีมาตรการวิธีการใดๆ ในการรับมือกับความขัดแย้งนี้เลย