สำนักงานกฏหมาย สหนิติธุรกิจ

สำนักงานกฏหมาย สหนิติธุรกิจ กฎหมาย คือหน้าที่เรา

21/05/2018

กู้ยืมเงินไม่ระบุจำนวนที่กู้จริงไว้ ลงแต่เพียงลายมือชื่อผู้กู้ไว้ในช่องลงลายมือชื่อผู้กู้ของหนังสือสัญญากู้ไว้ ..... กู้เงินไปสองพันแต่คนให้กู้ดันไปเขียนว่ายืมไปเป็นจำนวนมากกว่านั้นแล้วเอามาฟ้อง ศาลท่านว่าหนังสือสัญญากู้ กลายเป็นเอกสารปลอม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2507

1.โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยตามสัญญากู้จำนวนเงิน 8,500 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย รวมกันได้ 13,600 บาท
2.จำเลยให้การว่า จำเลยได้เอาเงินโจทก์ไปแค่เพียง 2,000 บาท โจทก์จึงให้จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินโดยไม่ได้กรอกข้อความอย่างใดลงไว้อีก ที่ปรากฏว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้ท้ายฟ้อง จึงเป็นการปลอม
3.ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วเชื่อตามข้อต่อสู้ของจำเลย จึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้เป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์
4.ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าเมื่อจำเลยรับว่าได้กู้เงินโจทก์ไป 2,000 บาทแล้ว โจทก์ไม่ต้องอาศัยสัญญากู้ก็ได้ พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้หนี้โจทก์ 2,000 บาท จำเลยฎีกา
5.ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังต้องกันมานั้นปรากฏว่า
.....โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินมากไปกว่าที่จำเลยตกลงขอกู้และลงลายมือชื่อให้ไว้ในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ
.....จึงทำให้เอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม ผู้ใดจะกล่าวอ้างแสวงสิทธิจากเอกสารเช่นนั้นหาได้ไม่
.....กล่าวคือโจทก์จะอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีอย่างใดย่อมไม่ได้
.....ซึ่งเท่ากับว่าคดีโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นั่นเอง
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์

แหล่งที่มาคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ท ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 653 (วรรคแรก) การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
(วรรคสอง) ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการ ใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือ ชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้ เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

แหล่งที่มาประมวลกฎหมาย ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ท กฎหมายไทย โดย กฎหมาย ดอท คอม

13/05/2018

" การซื้อขายตำแหน่ง "

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10112/2559 เล่ม 9 หน้า 176

...จำเลยที่ 1 และพันตำรวจเอก ส. เป็นฝ่ายติดต่อและเสนอเรียกค่าใช่จ่ายในการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำเเหน่งผู้บังคับการตำรวจจังหวัดจากผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 1 และพันตำรวจเอก ส.ก็แจ้งให้ผู้เสียหายและพันตำรวจเอก ช ทราบว่า จำเลยที่ 1 และพันตำรวจเอก ส.สามารถวิ่งเต้นให้ได้ โดยมีผู้ใหญ่ซึ่งมีโควต้าของตำแหน่งผู้บังคับการแต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาทจนผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายซึ้งเป็นภริยาของพันตำรวจเอก ช ทราบว่า หากพันตำรวจเอก ช จะได้ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินเป็นการตอบแทนอันเป็นการได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ การที่ผู้เสียหายหลงเชื่อการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งของจำเลยที่ 1 และพันตำรวจเอก ส.จนมอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ย่อมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนำคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

17/04/2018

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2560

แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การดำเนินการใดๆ ย่อมต้องทำผ่านทางผู้แทนคือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการกระทำตามหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ขณะออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นไปตามเงื่อนไขระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเช็ค กับธนาคารตามเช็ค ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และตราสารจัดตั้งที่ได้จดทะเบียนไว้ ประกอบกับในเรื่องตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คต้องรับผิด ตามเนื้อความในเช็ค และมาตรา 901 บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้น การที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวด้วย และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

24/03/2018

" ตัวอย่างในคดีอาญาเรื่องเช็คเด้ง "

...จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทสองฉบับ ชำระค่าจ้างถมดินทำถนนให้ ส. โดยสัญญาว่าจ้างถมที่ทำถนนระบุว่า ถ้า ส. ผู้รับจ้างถมที่ดินไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดจำเลยผู้ว่าจ้างสามารถอายัดเช็คทั้งสองฉบับได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อ ส. มิได้ถมที่ทำถนนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงการชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับต่อธนาคารตามสัญญาอันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่ ส. ถมดินทำถนนไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา ส. ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้เต็มสัญญาได้ แม้จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับแต่ก็เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาในมูลหนี้อันเดียวกันไม่สามารถแบ่งแยกกันได้การออกเช็คของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระคนอยู่ในจำนวนหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิด ( คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2538 )

เหตุผลที่ศาลยกฟ้อง

...ศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดทางอาญา เพราะ
1. โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ถมที่ทำถนนให้แก่จำเลย
2. โดยมีข้อตกลงกันไว้ว่า หาก ส. ผู้รับจ้างถมที่ดินไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด จำเลยผู้ว่าจ้างสามารถอายัดเช็คที่สั่งจ่ายเป็นการชำระหนี้ค่าถมที่ทำถนนได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

ทั้งสิ้น
3. ดังนั้นเมื่อ ส. ไม่ได้ถมที่ทำถนนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดตามสัญญา
4. จำเลยย่อมมีสิทธิยึดหน่วงการชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับต่อธนาคารตามสัญญาอันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย
5. และการที่ ส. ถมดินทำถนนไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา ส. ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้เต็มสัญญาได้
6. แม้จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับ แต่ก็เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาในมูลหนี้อันเดียวกันไม่สามารถแบ่งแยกกันได้
7. การออกเช็คของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระคนอยู่ในจำนวนหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
8. จำเลยจึงไม่มีความผิดทางอาญา

(***หวังว่าท่านผู้อ่านคงเข้าใจวิธีการต่อสู้ในคดีอาญาว่าด้วย พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ นะครับ***)

อ.ชนบท

20/03/2018

" ข้อคิดในคดีโทรมหญิง "

...การโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอม จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในการกระทำความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2553

...ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสามที่ใช้บังคับขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จะต้องมีผู้ร่วมกระทำชำเราเด็กหญิงอย่างน้อยสองคน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราเด็กหญิงและโดยมีเจตนาร่วมกันในขณะกระทำความผิด ซึ่งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปบ้านที่เกิดเหตุและกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พานายเตี้ยมา และจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นนายเตี้ยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกันยังมีนายราชกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับผู้อื่นในการกระทำความผิดอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

เหตุผลที่ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เป็นการโทรมหญิง เพราะ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า
1. เหตุการณ์ตอนแรก
จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่บ้านเกิดเหตุ และกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี
จำเลยที่ 1 สำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง
2. เหตุการณ์ตอนต่อมา
จำเลยที่ 2 พานายเตี้ยมาที่บ้านเกิดเหตุ
และจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านเกิดเหตุ
หลังจากนั้นนายเตี้ยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2
นายเตี้ยสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง
3. เหตุการณ์ตอนสุดท้าย
ในเวลาใกล้เคียงต่อเนื่องกัน
นายราชกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อีก
จนนายราชสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง
4. แต่พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับผู้อื่นในการกระทำความผิดอย่างไร
5. การที่จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แล้วออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเฉพาะตัว
6. ไม่มีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

(***ฎีกาฉบับนี้ก็ไม่เกี่ยวกับคดีดังที่เกิดขึ้นในระหว่างนี้นะครับ***)
by อ.ชนบท

20/03/2018

บันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน ต้องได้มาจากการสอบปากคำจริงๆ หาใช่ลอกเอามาจากการให้ปากคำของอีกคนหนึ่ง แล้วมาเปลี่ยนแค่ชื่อที่อยู่ของพยานไม่ได้นะครับ จะเป็นข้อพิรุธทันที และเปิดช่องให้ทนายโจรอย่างผมเข้ากระซวกทันที ซึ่งคดีนี้ทนายความจำเลยและศาลท่านจับพิรุธได้ โดยดูจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนแทบจะลอกกันมา ซึ่งศาลท่านวินิจฉัยว่า "..ปรากฏจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่า ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน ดต.เอกวัฒน์ ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการจับกุมจำเลยทั้งสี่ และยึดได้ทรัพย์ของกลางในการครอบครองของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ว่า ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโมบาย ๑ เครื่องใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายที่มือข้างซ้ายของจำเลยที่ ๑ ยึดได้สร้อยสแตนเลสพร้อมพระเลี่ยมกรอบ ๓ องค์ที่มือข้างขวาของจำเลยที่ ๒ และยึดธนบัตรเป็นเงิน ๑,๗๐๐ บาทที่มือข้างซ้ายของจำเลยที่ ๓ ตรงกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน ในรายละเอียดว่ายึดได้จากมือข้างไหนของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ อย่างน่าอัศจรรย์ใจว่า เหตุใดทั้งผู้เสียหายและ ดต.เอกวัฒน์ ถึงมีความละเอียดละออในการจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายละเอียดได้ถูกต้องตรงกันถึงขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น...." อ่านดูแค่นี้ก็น่าจะรู้ผลคดีแล้วนะครับ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๓๙/๒๕๕๗)
byทนายสนั่น จิตสุภาพ

18/03/2018

" ข้อคิดในการต่อสู้คดีลักทรัพย์ "

...การรับสารภาพของจำเลยที่ว่า ตนเป็นคนลักทรัพย์ผู้เสียหายไปที่กระทำต่อหน้าบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนนั้น โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำรับด้วยจึงจะลงโทษจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2546

...คำรับของจำเลยที่ว่าตนเป็นคนลักทรัพย์ผู้เสียหายไปต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนนั้น แม้จะถือว่าเป็นคำรับอันเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของจำเลยและสามารถใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำรับด้วยจึงจะลงโทษจำเลยได้เพราะเป็นภาระหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นเช่นนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือแฝงที่ปรากฏบนพื้นกระจกโต๊ะและกระจกบานเกล็ดในที่เกิดเหตุเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยแล้วพบว่าลายพิมพ์นิ้วมือแฝงมีจุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นแตกต่างจากลายพิมพ์นิ้วมือ 10 นิ้ว ของจำเลย กรณีจึงไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้.

เหตุผลที่ศาลยกฟ้อง เพราะ

...การทำงานของเจ้าพนักงานตำรวจมีข้อบกพร่อง ดังนี้
1. เมื่อคดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ตอนที่คนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ภายในบ้านของผู้เสียหาย
2. แม้จะมีจ่าสิบตำรวจเศียรมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยยอมรับกับตนว่าได้เข้าไปลักทรัพย์ภายในบ้านของผู้เสียหายก็ตาม
3. แต่พนักงานสอบสวนยังจะต้องหาพยานหลักฐานอื่นมาฟังประกอบคำรับนั้นอีก เพราะ
4. ในคดีอาญานั้น โจทก์จะต้องมีภาระพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำผิดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย
5. การพบเหรียญเงินในตู้เสื้อผ้าของจำเลย ยังไม่พอฟังว่าเป็นเหรียญเงินของผู้เสียหาย เพราะเหรียญเงินดังกล่าวใครก็มีได้ ( เหรียญเงินนั้นไม่มีตำหนิพิเศษที่จะแสดงว่าเป็นของผู้เสียหาย )
6. โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ว่าเหรียญดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย
7. ประกอบกับลายมือแฝงที่พบที่กระจกและหน้าต่างบานเกล็ดของห้องผู้เสียหายก็ไม่ตรงกับลายนิ้วมือของจำเลย จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้.

(***บางครั้งการรับสารภาพต่อหน้าบุคคลอื่นที่มิใช่พนักงานสอบสวน อาจนำคำรับสารภาพดังกล่าวมารับฟังลงโทษผู้นั้นไม่ได้ครับ***) Cr.อาจารย์ชนบท ศุภศรี

16/03/2018

" การเดินเผชิญสืบ "

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544

...จากการเดินเผชิญสืบของศาล บ้านของนายผินอยู่ห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 100 เมตร ทั้งจากบ้านนายผินไม่สามารถมองเห็นบ้านจำเลยทั้งสองได้ เพราะมีต้นไม้และบ้านหลังอื่นบังอยู่ คำเบิกความของสิบตำรวจตรีสมบัติที่เบิกความว่าเห็นเหตุการณ์ตอนที่นายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้

บันทึก

1. เมื่อมีการวางแผนให้นายสมพรซึ่งอ้างว่าเป็นสายลับไปล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง แต่กลับไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจไปซุ่มแอบดูเหตุการณ์ล่อซื้อในระยะใกล้ๆ มีเพียงแต่สิบตำรวจตรีสมบัติเบิกความว่า พยานแอบซุ่มดูอยู่ที่บริเวณหลังบ้านนายผินห่างจากบ้านนายผินประมาณ 10 เมตร และห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 30-40 เมตร และเห็นเหตุการณ์ตอนที่นายสมพรเข้าไปล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง

2. แต่เมื่อมีการเดินเผชิญสืบ ตามรายงานการเดินเผชิญสืบปรากฏว่า บ้านนายผิน อยู่ห่างจากบ้านของจำเลยทั้งสองประมาณ 100 เมตร และจากบ้านนายผินมองไม่เห็นบ้านของจำเลยทั้งสอง เพราะมีต้นไม้และบ้านหลังอื่นบังอยู่ คำเบิกความของสิบตำรวจตรีสมบัติจึงมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อ ( แสดงว่าการไปดูที่เกิดเหตุของทนายจำเลยมาก่อน สามารถทำให้ทราบว่าพยานโจทก์เบิกความไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงสามารถถามค้านให้พยานปากนี้เบิกความแตกได้ )

3. คดีนี้คงมีคำเบิกความของนายสมพรที่อ้างว่าเป็นสายลับเป็นประจักษ์พยานแต่เพียงปากเดียว แต่คำเบิกความของนายสมพรเกิดจากการจูงใจหรือการให้คำมั่นสัญญาของเจ้าพนักงานตำรวจว่า ถ้าล่อซื้อยาเสพติดจากจำเลยทั้งสองได้จะไม่ดำเนินคดีกับนายสมพร

4. คำเบิกความของนายสมพรจึงนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226
by.ท่านชนบท

02/03/2018

" การต่อสู้ในคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค "

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2553

...การที่จำเลยนำเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมาแก้ไขวันที่และลงชื่อกำกับวันที่แก้ไขไว้ แม้จะมีเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อชำระหนี้ค่าที่เช่าซื้อที่จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหาย และเป็นการแก้ไขวันสั่งจ่ายซึ่งเป็นข้อสำคัญในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 ก็ตาม แต่การลงวันที่ใหม่และลงนามกำกับการแก้ไขโดยจำนวนเงินและลายมือชื่ออันเป็นรายการที่มีอยู่ในเช็คเดิม จึงเป็นเพียงการแก้วันที่ในเช็คเพียงอย่างเดียว เช็คยังคงเป็นเช็คฉบับเดิม ไม่เป็นการออกเช็คฉบับใหม่แต่อย่างใด เมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาครั้งหนึ่งแล้ว ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันนั้นแล้ว การที่ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีกและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นครั้งที่สอง จึงหาได้เกิดความผิดขึ้นใหม่อีกไม่ เพราะเป็นการกระทำอันเดียวกันนั้นเอง การกระทำอันเดียวกันจะเป็นความผิดสองครั้งหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

...ศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง..

( ***หาอ่านฎีกาเต็มได้จากหนังสือ " รู้ทันกลโกงในการใช้เช็คครับ***)

02/03/2018

ความผิดฐานปล้น ต้องเริ่มต้นจากความผิดฐานลักทรัพย์ ถ้าไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เสียแล้ว ก็สิวๆครับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปโดยเจตนาทุจริตคงได้ความว่าจำเลยเอาโทรศัพท์ผู้เสียหายไปเพราะอารมณ์โกรธที่มีผู้ชายโทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ (ฎีกา ๑๑๒/๑๕๕๔)

เหตุที่จำเลยทำร้ายทุบบริเวณท้ายทอยและหลังของผู้เสียหายที่ ๒ ในตอนแรก มีสาเหตุจากการที่ผู้เสียหายที่ ๒ เข้าไปปลุกจำเลยขณะหลับอยู่บนรถโดยสารมินิบัสของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นจำเลยมีการเมาสุรา เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ ถามจำเลยว่าจะลงจากรถหรือไม่ จำเลยตอบว่าลง และเดินไปที่ประตูด้านหลังของรถยนต์มินิบัสแต่กลับย้อนมาทำร้ายผู้เสียหายที่ ๒ อีก ผู้เสียหายที่ ๒ พยายามใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารต่อสู้กับจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารแล้วลงจากรถวิ่งหนีไปเป็นเพราะจำเลยเมาสุราและไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้เสียหายที่ ๒ ประกอบกับผู้เสียหายที่ ๒ ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารทำร้ายจำเลยด้วย การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้เสียหายที่ ๒ ไป ก็เพราะไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ ๒ ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตามมาทำร้ายจำเลยอีก หากจำเลยประสงค์จะชิงทรัพย์จำเลยอาจหยิบเอาเฉพาะเงินจากกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสาร ทิ้งกระบอกตั๋วไว้แล้วหลบหนีไปก็อาจกระทำได้ การที่จำเลยยังคงมีกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตัวอยู่ ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้ผู้ใดนำกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารมาทำร้ายจำเลยอีก การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการพาเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ ๒ แต่ไม่ได้เกิดโดยเจตนาทุจริต จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ (ฎีกา ๓๖๓๐/๒๕๕๐)

จำเลยยอมให้ผู้เสียหายร่วมประเวณีมีสิ่งตอบแทน แต่ผู้เสียหายผิดข้อตกลงจำเลยไม่พอใจ จึงได้ทำร้ายผู้เสียหายแล้วเอาปืนผู้เสียหายไปทิ้งที่ปรักน้ำกลางทุ่งนาเพราะกลัวผู้เสียหายจะยิงเอาการเอาปืนไปทิ้งน้ำโดยไม่นำเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาประสงค์จะเอาทรัพย์ การเอาปืนของผู้เสียหายไปทิ้งจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ (ฎีกา ๒๑๖/๒๕๐๙)

17/02/2018

*ฎีกาเด่นเรื่องการปลดจากล้มละลาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3345/2559

แม้จำเลยที่ 2 จะได้รับการปลดจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 81/1 แล้วก็ตาม แต่คำสั่งปลดจำเลยที่ 2 จากล้มละลายดังกล่าวมีผลเพียงให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีอำนาจในการจัดทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับการปลดจากล้มละลายยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับผู้ร้องตามที่ผู้ร้องต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และมีอำนาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้คัดค้านได้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องดำเนินการเพื่อติดตามที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ตามคำร้อง โดยขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน ถ้าผู้คัดค้านไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำสั่งศาล แทนการแสดงเจตนาเป็นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ. ศ. 2483 มาตรา 22(3) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 และปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 อำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม มาตรา 22 และห้ามจำเลยที่ 2 กระทำการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตนตาม มาตรา 24 การที่จำเลยที่ 2 โอนที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านในระหว่างจำเลยที่ 2 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ย่อมเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านซึ่งตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 โดยในกรณีดังกล่าวจำเลยที่ 2 ยังคงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่เดิม เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของเจ้าของคืนจากผู้ไม่มีสิทธิ์จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ

ที่อยู่

1/569 ม.2 ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี
Bangkok
11000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฏหมาย สหนิติธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด