ทนายพัฒนา ชอบอาสา

ทนายพัฒนา ชอบอาสา รับปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชนทั่วไปฟรี
(18)

07/08/2019

คดีขับเสพ นอกจากจะได้รับโทษตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57,91 แล้วยังต้องถูกเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามพรบ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสองด้วย คดีนี้ศาลจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือน (ติดจริง โดยไม่รอลงอาญา)

กรณีศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2551

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4,7,8,57,91 พรบ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4,92,95,102,127 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57,91 (ที่ถูก ที่แก้ไขใหม่) พรบ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถอันเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก ทั้งจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เปิดช่องให้นำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ ส่วนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57,91 นั้นก็หาได้ถูกยกเลิกดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่เพราะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีกฎหมายที่แก้ไขใหม่เพียงแต่แก้ไขในส่วนที่เป็นระวางโทษ โดยโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับนั้นตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เท่านั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นไปโดยชอบ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ไม่ใช่บทเพิ่มโทษแต่เป็นบทที่กำหนดโทษผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากำหนดโทษจำคุกจำเลยและเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสองนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57,91 (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ) , 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ) ประกอบมาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

05/08/2019

ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
โทร/ไลน์ : 081-994-6323

25/10/2018
ทนายพัฒนา ชอบอาสา

หลักเกณฑ์ 100/2 ตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษฯ

ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ

1.จะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น หรือ
2.นำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ

------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2551

เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณบ้านของจำเลยก็เพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับ ส.ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ส.ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยและจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิด ทั้งพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้นมา จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำผิดจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การด้วยว่า นำเมทแอมเฟตามีนมาจาก ม. เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับ ม. และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 20,200 เม็ดนับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้

--------------------------------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตามได้มีหมายเหตุท้ายฎีกาของท่านสุรสิทธิ์
แสงวิโรจน์พัฒน์.........ปัญหาว่าการให้ข้อมูลของจำเลยในลักษณะใดจึงจะเป็นผลให้จำเลยได้รับประโยชน์จากการลดโทษตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ศาลฎีกาบางแนววางหลักไว้ว่าเพียงแต่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2549,5856/2549 และ
526/2551) บางแนวศาลฎีกาวางหลักว่าต้องเป็นการให้ข้อมูลที่นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดของตนเองหรืออีกนัยหนึ่งก็คือต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้อื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487/2550,2495/2550,2769/2550,6047/2550,6804/2550)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้คือฎีกาที่ 7872/2551 เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวทางหลังนี้

การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการบัญญัติ มาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯที่ต้องการจะทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดซึ่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อการให้ข้อมูลของผู้กระทำผิด ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะไปตามจับกุมผู้กระทำความผิดรายอื่นซึ่งเป็นรายที่ใหญ่กว่า (ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุก็เป็นไปในแนวทางดังกล่าวเพราะในขณะที่จำเลยมียาเสพติดจำนวน 2,000 เม็ด แต่ให้ข้อมูลและจับผู้กระทำความผิดอื่น
ซึ่งมียาเสพติดจำนวน 20,200 เม็ด)

นอกจากนี้การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้ยังทำให้จุดแบ่งแยกระหว่างการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กับการลดโทษตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มีความชัดเจนกล่าวคือหากจำเลยให้การรับสารภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองเท่านั้น จำเลยก็จะได้รับการลดโทษตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่ใช่ตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ

ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายลักษณะเดียวกันการที่ศาลฎีกาตีความแตกต่างกันไปนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงน่าจะถูกหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การตีความข้อกฎหมายของศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวไปในแนวทางเดียวกัน

01/11/2017

ขออภัยบางคำถามที่ส่งข้อความมาแอดมินอาจจะตอบให้ไม่ได้ครบทุกคำถาม หากท่านไม่ได้รับคำตอบหรือต้องการสอบถามปัญหากฎหมายและคดีความ กรุณาแอดไลน์ไปที่เบอร์ 098-269-2633 หรือเบอร์ 081-994-6323
ยินดีให้คำปรึกษาครับ

คำตอบปัญหาทางด้านกฎหมายเป็นเพียงความเห็นของทนายความที่เป็นแอดมินเพจนี้เท่านั้น ซึ่งยังไม่สิ้นสุดจนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน และไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้

บางคำถามแอดมินขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ตอบคำถามถ้าหากจะมีผลกระทบกับใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และถ้าหากท่านมีทนายความที่ทำคดีให้ท่านอยู่แล้ว ท่านควรจะไปปรึกษาคดีความกับทนายความของท่าน แต่ถ้าหากท่านต้องการความรู้เพิ่มเติมทางด้านกฎหมาย แอดมินยินดีตอบคำถามที่ท่านถามมาให้ได้

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเพจนี้และสอบถามปัญหามา

14/08/2017

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

22/09/2014

ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ

1.จะต้องเป็นเรื่องที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น หรือ
2.นำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางคดีนี้ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ

------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2551

เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บริเวณบ้านของจำเลยก็เพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับ ส.ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ส.ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยและจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย และถูกฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะมิดชิด ทั้งพยานโจทก์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ขุดดินนำกล่องบรรจุเมทแอมเฟตามีนขึ้นมา จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ฝังไว้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำผิดจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การด้วยว่า นำเมทแอมเฟตามีนมาจาก ม. เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับ ม. และยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 20,200 เม็ดนับได้ว่าจำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมายได้

--------------------------------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตามได้มีหมายเหตุท้ายฎีกาของท่านสุรสิทธิ์
แสงวิโรจน์พัฒน์.........ปัญหาว่าการให้ข้อมูลของจำเลยในลักษณะใดจึงจะเป็นผลให้จำเลยได้รับประโยชน์จากการลดโทษตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ศาลฎีกาบางแนววางหลักไว้ว่าเพียงแต่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2549,5856/2549 และ
526/2551) บางแนวศาลฎีกาวางหลักว่าต้องเป็นการให้ข้อมูลที่นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดของตนเองหรืออีกนัยหนึ่งก็คือต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้อื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487/2550,2495/2550,2769/2550,6047/2550,6804/2550)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้คือฎีกาที่ 7872/2551 เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวทางหลังนี้

การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการบัญญัติ มาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯที่ต้องการจะทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดซึ่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อการให้ข้อมูลของผู้กระทำผิด ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถที่จะไปตามจับกุมผู้กระทำความผิดรายอื่นซึ่งเป็นรายที่ใหญ่กว่า (ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุก็เป็นไปในแนวทางดังกล่าวเพราะในขณะที่จำเลยมียาเสพติดจำนวน 2,000 เม็ด แต่ให้ข้อมูลและจับผู้กระทำความผิดอื่น
ซึ่งมียาเสพติดจำนวน 20,200 เม็ด)

นอกจากนี้การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้ยังทำให้จุดแบ่งแยกระหว่างการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กับการลดโทษตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มีความชัดเจนกล่าวคือหากจำเลยให้การรับสารภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองเท่านั้น จำเลยก็จะได้รับการลดโทษตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่ใช่ตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ

ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายลักษณะเดียวกันการที่ศาลฎีกาตีความแตกต่างกันไปนั้น ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงน่าจะถูกหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้การตีความข้อกฎหมายของศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวไปในแนวทางเดียวกัน

04/05/2014

คดีขับรถประมาท ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นายอ. กับพวก โจทก์ร่วม กับนายถ. จำเลย

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงสี่แยก เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายและโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 148, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอ.และนายบ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 โดยให้เรียกนายอ.ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนายบ.ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามทางนำสืบที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 91-5662 กรุงเทพมหานคร มาหยุดที่สี่แยกเพื่อรอสัญญาณจราจรไฟสีเขียว เมื่อได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียวจำเลยขับรถเคลื่อนออกไปเกิดชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3ห-1074 ที่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนขับ และโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน จำเลยควรใช้ความระมัดระวังในการขับรถคันดังกล่าวข้ามสะพานและจะผ่านสี่แยกซึ่งเป็นทางร่วมทางแยกข้างหน้าด้วยการชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงและระมัดระวังไม่ให้รถคันที่จำเลยขับเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับอยู่ข้างหน้า แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลงและขับเฉี่ยวชนท้ายรถจักรยานยนต์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อสาระสำคัญของการกระทำความผิดว่า จำเลยกระทำประมาทด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงสี่แยก แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่า จำเลยจอดรถอยู่ที่สี่แยกและเพิ่งขับรถเคลื่อนที่เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 1 เพราะมองไม่เห็นมิใช่เพราะการขับรถเร็วหรือไม่ชะลอความเร็ว ข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

(กรณีศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6505/2555)

http://www.ifm.go.th/th/forensic-articles/toxicology/122-ecstasy.html
29/01/2014
เสพยาอี อันตรายถึงตายได้ ! - ifm.go.th

http://www.ifm.go.th/th/forensic-articles/toxicology/122-ecstasy.html

สถาบันนิติเวชวิทยา มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพัฒนาองค์กรให้ทันกับความต้องการเทคโนโลยีทาง นิติเวชศาสตร์ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกระบวนการยุติธรรม ในการป้องกันและตรวจจับการกระทำผิดต่อร่างกายและชีวิต

25/01/2014

การแสดงความคิดเห็นทั้งหลาย อย่าให้เป็นความเห็นโดยดื้อดึง คือ ความอิสระกลายเป็นความดื้อดึงไป ถ้าความเห็นของเราผิด มันก็ต้องผิด อย่าไปคิดว่าความเห็นของเราต้องถูกต้องเสมอ ฉะนั้น การแสดงความเห็นก็ต้องให้ถูกต้องสมกับที่มีฐานะเป็นนักกฎหมาย
(อ.จิตติ ติงศภัทย์)

ที่อยู่

สะพานสูง
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

0819946323

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายพัฒนา ชอบอาสาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Bangkok บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ขอสอบถามค่ะข้อหาหมิ่นประมาทอายุความในการจะฟ้องกลับในชั้นศาลมีอายุความให้เราฟ้องได้ถึงกี่ปีค่ะ