กิจกรรมบำบัด รพ.เด็ก

กิจกรรมบำบัด รพ.เด็ก งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เปิดเหมือนปกติ

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋ 📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้ส...
18/08/2021

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋

📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้สึกด้านกายสัมผัส

📌เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้จากการตอบสนองแบบหลีกเลี่ยง หรือหลีกหนีต่อสิ่งเร้าทางกายสัมผัสที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอันตราย ส่งผลกระทบในด้านต่างๆดังนี้

👉กระทบต่อการใช้มือและปากในการเล่นแบบสำรวจของเด็กตั้งแต่วัยเด็กทารก เด็กจะมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อผ้า ผิวสัมผัสวัตถุที่อยู่รอบตัว มักไม่ชอบนำวัตถุเข้าไปในปาก ส่งผลให้เด็กขาดประสบการณ์ในการเล่นด้วยการสำรวจที่ควรจะเกิดกับเด็กปกติทั่วไป
👉กระทบต่อการออกเสียงการเปล่งเสียง และการใช้มือเพื่อเล่นและจัดการกับของเล่น
👉 กระทบต่อการเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างๆที่มักพบได้ปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น ทราย หญ้า โคลน น้ำ แป้งโด การระบายสีด้วยมือ เป็นต้น
👉กระทบต่อการเล่นกับเพื่อนแบบกลุ่มเพราะบ่อยครั้งต้องมีการสัมผัสตัวกัน ชน/ปะทะกัน
👉กระทบต่อการเล่นจินตนาการ/การเล่นสมมุติ เช่นการแต่งตัวหรือประกับร่างกายด้วยเสื้อผ้า วัตถุต่างๆ
👉กระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร
👉กระทบการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หลีกเลี่ยงการแต่งตัวตามเทศกาลต่างๆ การแต่งหน้า การติดแทตทู การสวมหน้ากาก การเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสตัวกัน เป็นต้น

📌ผลกระทบต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นภาวะทางอารมณ์ที่แสดงออกทางลบ เช่น กรีดร้อง ต่อต้านหรือรบกวนกลุ่ม ทำให้ไม่สนุกหรือปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่น และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกายสัมผัสและกิจกรรมทางสังคม

📌หากเรารู้ว่าพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เกิดจากภาวะหลีกหนีกายสัมผัสจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กเราได้ดีขึ้นและสามารถจัดการกับพฤติกรรมในขณะนั้นได้ และสามารถปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อทำการบำบัดได้เช่นกันนะคะ

แหล่งที่มาข้อมูล: หนังสือ Sensory Integration Frame of Reference; Theory and Clinical Practice in Occasional Therapy คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋

📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้สึกด้านกายสัมผัส

📌เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้จากการตอบสนองแบบหลีกเลี่ยง หรือหลีกหนีต่อสิ่งเร้าทางกายสัมผัสที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอันตราย ส่งผลกระทบในด้านต่างๆดังนี้

👉กระทบต่อการใช้มือและปากในการเล่นแบบสำรวจของเด็กตั้งแต่วัยเด็กทารก เด็กจะมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อผ้า ผิวสัมผัสวัตถุที่อยู่รอบตัว มักไม่ชอบนำวัตถุเข้าไปในปาก ส่งผลให้เด็กขาดประสบการณ์ในการเล่นด้วยการสำรวจที่ควรจะเกิดกับเด็กปกติทั่วไป
👉กระทบต่อการออกเสียงการเปล่งเสียง และการใช้มือเพื่อเล่นและจัดการกับของเล่น
👉 กระทบต่อการเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างๆที่มักพบได้ปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น ทราย หญ้า โคลน น้ำ แป้งโด การระบายสีด้วยมือ เป็นต้น
👉กระทบต่อการเล่นกับเพื่อนแบบกลุ่มเพราะบ่อยครั้งต้องมีการสัมผัสตัวกัน ชน/ปะทะกัน
👉กระทบต่อการเล่นจินตนาการ/การเล่นสมมุติ เช่นการแต่งตัวหรือประกับร่างกายด้วยเสื้อผ้า วัตถุต่างๆ
👉กระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร
👉กระทบการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หลีกเลี่ยงการแต่งตัวตามเทศกาลต่างๆ การแต่งหน้า การติดแทตทู การสวมหน้ากาก การเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสตัวกัน เป็นต้น

📌ผลกระทบต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นภาวะทางอารมณ์ที่แสดงออกทางลบ เช่น กรีดร้อง ต่อต้านหรือรบกวนกลุ่ม ทำให้ไม่สนุกหรือปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่น และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกายสัมผัสและกิจกรรมทางสังคม

📌หากเรารู้ว่าพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เกิดจากภาวะหลีกหนีกายสัมผัสจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กเราได้ดีขึ้นและสามารถจัดการกับพฤติกรรมในขณะนั้นได้ และสามารถปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อทำการบำบัดได้เช่นกันนะคะ

แหล่งที่มาข้อมูล: หนังสือ Sensory Integration Frame of Reference; Theory and Clinical Practice in Occasional Therapy คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลา...
09/08/2021

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลายๆด้านประกอบกัน ได้แก่

📌การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือในการหยิบจับเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งการเขียนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า tripod grasp ซึ่งเป็นการหยิบจับที่มีจุดสัมผัส3 จุด โดยมีรูปแบบการใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางทำงานร่วมกัน ดังนั้นในรายที่มีปัญหาพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กบกพร่อง มักมีความยากลำบาก ในการหยิบจับดินสอและการเขียนร่วมด้วย อีกทั้งการจัดการวัตถุภายในมือ(in-hand manipulation)ซึ่งเป็นกระบวนการปรับแต่งหรือเคลื่อนย้ายวัตถุที่อยู่ในมือข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาศัยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับดินสอขึ้นลงให้อยู่ในตำแหน่งที่จับได้ถนัด หรือ หมุนปลายดินสอลงเพื่อลบและหมุนดินสอกลับเพื่อนเขียน

📌 ความสามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐาน เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองทั้ง 2 ซีกขณะที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแนวกลางลำตัวจึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นก่อนเพื่อนำไปสู่การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือความถนัดของมือรวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวและความรู้ความเข้าใจอื่นๆ ดังนั้นถ้าเด็กที่มีปัญหาการข้ามแนวกลางลำตัวก็อาจจะเกิดปัญหาด้านการเขียนได้

📌ความถนัดของมือ หมายถึ งความโน้มเอียงหรือความพอใจที่จะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งในการทำกิจกรรมและความสามารถหรือความชำนาญในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่งในกิจกรรมเดียวกัน ความถนัดของมือเด็กส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงความถนัดของมือให้เห็นได้ผ่านการเอื้อมหยิบจับและทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันโดยเริ่มสังเกตเห็นได้ในช่วงอายุ 2-3 ปี เช่น การใช้ช้อนรับประทานอาหาร การโยนบอล การจับดินสอเพื่อขีดเขียน การใช้กรรไกรตัดกระดาษ แต่ในช่วงวัยนี้บางคนยังมีการใช้มือสองข้างสลับกันไปมาซึ่งความถนัดของมือนั้นจะปรากฏอย่างเด่นชัดและค่อนข้างคงที่ในช่วงอายุ 5-6 ปี แต่เด็กที่ไม่แสดงความถนัดที่ชัดเจนจะส่งผลต่อการเขียนให้เห็นในรูปแบการเคลื่อนไหวงุ่มง่ามขาดความคล่องแคล่วในการเขียน

-📌 การทรงท่า กิจกรรมใดๆล้วนต้องอาศัยท่าทางที่เหมาะสมขณะทำกิจกรรม ซึ่งท่าทางขณะเขียนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อต่อการเขียนและการเรียนรู้ รวมถึงการควบคุมการทำงานของแขนและไหล่ให้เกิดความมั่นคงอยู่ในตำแหน่งทิศทางที่เหมาะสมเพื่อให้หรือยังส่วนปลายโดยเฉพาะข้อมือและนิ้วมือสามารถที่จะหยิบจับอุปกรณ์การเขียนและเขียนได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น ควรจัดท่านั่งเขียนโดยให้สะโพกงอ 90 องศา เท้าวางราบกับพื้น โ๊ต๊ะควรสูงจากระดับข้อศอกที่งอเล็กน้อยขึ้นมา2นิ้ว พนักเก้าอี้ควรอยู่ต่ำกว่าข้อไหล่ จึงจะเหมาะสมกับการเขียน

📌การรับรู้ทางสายตาหมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่ตอบสนองต่อการรับการแปลความหมายและการทำความเข้าใจต่อสิ่งเร้าทางสายตาซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลการรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าการมองเห็นร่วมกับประสบการณ์เดิมทำให้เด็กรู้ถึงลักษณะเข้าใจถึงความสำคัญและรู้จักสิ่งแวดล้อมที่เขาเห็น ซึ่งในเด็กที่มีปัญหาการรับรู้ทางสายตาจะส่งผลต่อการเขียน เช่นเขียนกลับด้าน เขียนข้ามบรรทัดเขียนหัวเข้าออกผิด การจดจำทางสายตาซึ่งอาจทำให้เด็กลอกงานช้า การเขียนออกนอกบรรทัด เป็นต้น ซึ่งเด็กที่มีปัญหาจำเป็นต้องได้รับการประเมินปัญหารายอะเอียดอีกครั้ง

📌ทักษะทางสมองและกระบวนการรู้คิด มื่อถึงชั้นประถมศึกษาการเขียนของเด็กจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นพร้อมๆไปกับการอ่านซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้การอ่านและการเขียนสะกดคำการเขียนเป็นประโยคเรียงความการเขียนระยะหลังจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วนเพื่อจดจำคิดวางแผนและเรียบเรียงเนื้อหาที่ต้องการจะจดบันทึกหรือถ่ายทอดจ การเขียนจึงต้องอาศัยทักษะความรู้ความเข้าใจหลายองค์ประกอบและหลายกระบวนการตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงกระทั่งทักษะทางสมองกระบวนการรู้คิดขั้นสูงเช่น การให้เหตุผล การจำ การวางแผนการทำงาน สมาธิหรือทักษะทางEFด้านอื่นร่วมด้วย

เมื่อเด็กมีทักษะต่างๆตามที่กล่าวมาข้างต้น เด็กจะมีศักยภาพในการเขียนที่ดี ไม่เกิดความคับข้องใจในกาารเขียน มีความมั่นใจในการทำงาน ก็จะส่งผลต่อการเรียนที่ดีของเด็กต่อไปในอนาคต


ที่มา: ศศิธร สังข์อู๋. (2559) .เอกสารการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Handwriting and School Functioning Asseeement. งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี.

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลายๆด้านประกอบกัน ได้แก่

📌การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือในการหยิบจับเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งการเขียนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า tripod grasp ซึ่งเป็นการหยิบจับที่มีจุดสัมผัส3 จุด โดยมีรูปแบบการใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางทำงานร่วมกัน ดังนั้นในรายที่มีปัญหาพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กบกพร่อง มักมีความยากลำบาก ในการหยิบจับดินสอและการเขียนร่วมด้วย อีกทั้งการจัดการวัตถุภายในมือ(in-hand manipulation)ซึ่งเป็นกระบวนการปรับแต่งหรือเคลื่อนย้ายวัตถุที่อยู่ในมือข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาศัยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับดินสอขึ้นลงให้อยู่ในตำแหน่งที่จับได้ถนัด หรือ หมุนปลายดินสอลงเพื่อลบและหมุนดินสอกลับเพื่อนเขียน

📌 ความสามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐาน เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองทั้ง 2 ซีกขณะที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแนวกลางลำตัวจึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นก่อนเพื่อนำไปสู่การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือความถนัดของมือรวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวและความรู้ความเข้าใจอื่นๆ ดังนั้นถ้าเด็กที่มีปัญหาการข้ามแนวกลางลำตัวก็อาจจะเกิดปัญหาด้านการเขียนได้

📌ความถนัดของมือ หมายถึ งความโน้มเอียงหรือความพอใจที่จะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งในการทำกิจกรรมและความสามารถหรือความชำนาญในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่งในกิจกรรมเดียวกัน ความถนัดของมือเด็กส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงความถนัดของมือให้เห็นได้ผ่านการเอื้อมหยิบจับและทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันโดยเริ่มสังเกตเห็นได้ในช่วงอายุ 2-3 ปี เช่น การใช้ช้อนรับประทานอาหาร การโยนบอล การจับดินสอเพื่อขีดเขียน การใช้กรรไกรตัดกระดาษ แต่ในช่วงวัยนี้บางคนยังมีการใช้มือสองข้างสลับกันไปมาซึ่งความถนัดของมือนั้นจะปรากฏอย่างเด่นชัดและค่อนข้างคงที่ในช่วงอายุ 5-6 ปี แต่เด็กที่ไม่แสดงความถนัดที่ชัดเจนจะส่งผลต่อการเขียนให้เห็นในรูปแบการเคลื่อนไหวงุ่มง่ามขาดความคล่องแคล่วในการเขียน

-📌 การทรงท่า กิจกรรมใดๆล้วนต้องอาศัยท่าทางที่เหมาะสมขณะทำกิจกรรม ซึ่งท่าทางขณะเขียนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อต่อการเขียนและการเรียนรู้ รวมถึงการควบคุมการทำงานของแขนและไหล่ให้เกิดความมั่นคงอยู่ในตำแหน่งทิศทางที่เหมาะสมเพื่อให้หรือยังส่วนปลายโดยเฉพาะข้อมือและนิ้วมือสามารถที่จะหยิบจับอุปกรณ์การเขียนและเขียนได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น ควรจัดท่านั่งเขียนโดยให้สะโพกงอ 90 องศา เท้าวางราบกับพื้น โ๊ต๊ะควรสูงจากระดับข้อศอกที่งอเล็กน้อยขึ้นมา2นิ้ว พนักเก้าอี้ควรอยู่ต่ำกว่าข้อไหล่ จึงจะเหมาะสมกับการเขียน

📌การรับรู้ทางสายตาหมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่ตอบสนองต่อการรับการแปลความหมายและการทำความเข้าใจต่อสิ่งเร้าทางสายตาซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลการรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าการมองเห็นร่วมกับประสบการณ์เดิมทำให้เด็กรู้ถึงลักษณะเข้าใจถึงความสำคัญและรู้จักสิ่งแวดล้อมที่เขาเห็น ซึ่งในเด็กที่มีปัญหาการรับรู้ทางสายตาจะส่งผลต่อการเขียน เช่นเขียนกลับด้าน เขียนข้ามบรรทัดเขียนหัวเข้าออกผิด การจดจำทางสายตาซึ่งอาจทำให้เด็กลอกงานช้า การเขียนออกนอกบรรทัด เป็นต้น ซึ่งเด็กที่มีปัญหาจำเป็นต้องได้รับการประเมินปัญหารายอะเอียดอีกครั้ง

📌ทักษะทางสมองและกระบวนการรู้คิด มื่อถึงชั้นประถมศึกษาการเขียนของเด็กจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นพร้อมๆไปกับการอ่านซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้การอ่านและการเขียนสะกดคำการเขียนเป็นประโยคเรียงความการเขียนระยะหลังจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วนเพื่อจดจำคิดวางแผนและเรียบเรียงเนื้อหาที่ต้องการจะจดบันทึกหรือถ่ายทอดจ การเขียนจึงต้องอาศัยทักษะความรู้ความเข้าใจหลายองค์ประกอบและหลายกระบวนการตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงกระทั่งทักษะทางสมองกระบวนการรู้คิดขั้นสูงเช่น การให้เหตุผล การจำ การวางแผนการทำงาน สมาธิหรือทักษะทางEFด้านอื่นร่วมด้วย

เมื่อเด็กมีทักษะต่างๆตามที่กล่าวมาข้างต้น เด็กจะมีศักยภาพในการเขียนที่ดี ไม่เกิดความคับข้องใจในกาารเขียน มีความมั่นใจในการทำงาน ก็จะส่งผลต่อการเรียนที่ดีของเด็กต่อไปในอนาคต


ที่มา: ศศิธร สังข์อู๋. (2559) .เอกสารการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Handwriting and School Functioning Asseeement. งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี.

การฝึกกระตุ้นการเคี้ยว ในเด็กที่มีปัญหาการเคี้ยว          การเคี้ยว เป็นกลไกการบดอาหารชิ้นใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆเพื่อช่วยให้อ...
05/08/2021

การฝึกกระตุ้นการเคี้ยว ในเด็กที่มีปัญหาการเคี้ยว
การเคี้ยว เป็นกลไกการบดอาหารชิ้นใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆเพื่อช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ซึ่งพัฒนาการด้านการเคี้ยวในเด็กมีดังนี้คือ
👶🏻อายุ 4-8 เดือน : การเคี้ยวมีการเคลื่อนไหวของขากรรไกรขึ้น-ลง ,ลิ้นช่วยผลักอาหารไปด้านข้างซ้าย-ขวา
👶🏻อายุ 8-12 เดือน : การเคี้ยว มีการเคลื่อนไหวของขากรรไกรแบบหมุนเป็นวงกลมและแนวด้านข้างได้ดี
👶🏻อายุ 12-18 เดือน : การเคี้ยวพัฒนามากขึ้น ขากรรไกรขยับในทิศทางต่างๆสัมพันธ์กันมากขึ้น

แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ ภาวะสมองพิการ หรือมีปัญหาการเคี้ยว อาจจะไม่เป็นไปตามพัฒนาการ วันนี้เรามีตัวอย่างการกระตุ้นการเคี้ยวให้น้อง ๆ ค่ะ

1.ตรวจดูความพร้อมของฟัน ฟันจะทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร น้องๆหลายคนฟันขึ้นช้า ก็อาจจะทำให้การเคี้ยวยังไม่ค่อยสมบูรณ์ หรือการมีฟันผุ เหงือกอักเสบก็อาจจะส่งผลต่อการเคี้ยวอาการได้ หากพบปัญหาดังกล่าว ปรึกษาทันตแพทย์

2.ลดภาวะการรับความรู้สึกที่ไวกว่าปกติ การรับความรู้สึกบริเวณใบหน้าและช่องปากไวกว่าปกติ จะไม่ยอมรับอาหารที่เป็นชิ้นหรือเป็นก้อนแข็ง เนื่องจากอาหารจะเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อในปาก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวอวัยวะในช่องปากได้ลำบากเด็กจึงไม่ยอมเคี้ยวอาหารหรือแสดงการปฏิเสธอาหาร เริ่มฝึกโดยให้การสัมผัสเริ่มจากบริเวณลำตัว ขา แขนเพื่อให้เด็กเกิดการยอมรับ ค่อยๆสัมผัสใบหน้าและลำคอ เมื่อเด็กคุ้นชินแล้วค่อยๆนวดบริเวณปากในช่องปาก

3.เด็กควรกลืนอาหารได้ดี ก่อนกระตุ้นการเคี้ยว เด็กควรสามารถกลืนอาหารได้ดีพอสมควร ทั้งอาหารเหลว อาหารอ่อน หรือกึ่งอ่อนกึ่งแข็ง

4.ฝึกการควมคุมริมฝีปากและลิ้น
👄ในการเคี้ยวเด็กจะต้องปิดปากให้สนิทฝึกโดย อ้าปาก ปิดปาก ยิ้ม เม้มปาก
👅การควบคุมลิ้น จะทำหน้าที่ให้การนำอาหารไปสู่ฟันกราม ฝึกโดย แลบลิ้น เลียริมฝีกปาก ลิ้นแตะมุมปาก

5.ฝึกการควมคุมขากรรไกร
- ให้เด็กเรียนรู้การเคลื่อนไหวของขากรรไกรในแนวขึ้น-ลง, ขยับซ้าย-ขวา ขยับขากรรไกรโดยการหมุนเป็นวงกลมคล้ายกับการเคี้ยวอาหาร
- ใช้เทคนิคควบคุมขากรรไกร 3นิ้ว โป้ง ชี้ กลาง

6.ฝึกการใช้ฟันกรามในการบดเคี้ยว
- ใช้ชิ้นเนื้อต้มสุก เยลลี่ขนาด2-3นิ้ว สอดเข้าฟันกรามและยึดปลายอีกข้างไว้
- อาจใช้ขนมปังกรอบ คุ๊กกี้ กระตุ้นให้เด็กกัดเคี้ยวทั้งด้านซ้ายและขวา

7.แสดงการเคี้ยวให้เด็กดู ในเด็กโต แสดงการเคี้ยวให้เด็กดู เด็กจะเข้าใจและเลียนแบบได้

8.การป้อนอาหาร
- สอดช้อนเข้าด้านข้างบริเวณฟันกราม
- นวดบริเวณกระพุ้งแก้มหรือฟันกรามในทิศทางเป็นวงกลม

9.ปรับเนื้ออาหาร
- เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองชิมรสชาติและเนื้อสัมผัสอาหารที่หลากหลาย
- อาหารกรอบไม่เหนียว เนื้อหมูชิ้น เนื้อไก่ชิ้นขนาดเล็กก่อน เมื่อเด็กทำได้ค่อยๆเพิ่มปริมาณ


ที่มาเนื้อหา:
สุจิตรา แสนทวีสุข. (2561). เทคนิคการแก้ไขความผิดปกติในกิจกรรมการบริโภคในเด็ก. ใน ภัทรา วัฒนพันธุ์ (บ.ก.), Swallowing Rehabilitation การฟื้นฟูสภาพการกลืน. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ที่มาภาพ:การควมคุมขากรรไกร:
: https://en.hesperian.org/hhg/Disabled_Village_Children:Successful_Feeding_Involves_the_Whole_Child

การฝึกกระตุ้นการเคี้ยว ในเด็กที่มีปัญหาการเคี้ยว
การเคี้ยว เป็นกลไกการบดอาหารชิ้นใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆเพื่อช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น ซึ่งพัฒนาการด้านการเคี้ยวในเด็กมีดังนี้คือ
👶🏻อายุ 4-8 เดือน : การเคี้ยวมีการเคลื่อนไหวของขากรรไกรขึ้น-ลง ,ลิ้นช่วยผลักอาหารไปด้านข้างซ้าย-ขวา
👶🏻อายุ 8-12 เดือน : การเคี้ยว มีการเคลื่อนไหวของขากรรไกรแบบหมุนเป็นวงกลมและแนวด้านข้างได้ดี
👶🏻อายุ 12-18 เดือน : การเคี้ยวพัฒนามากขึ้น ขากรรไกรขยับในทิศทางต่างๆสัมพันธ์กันมากขึ้น

แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ ภาวะสมองพิการ หรือมีปัญหาการเคี้ยว อาจจะไม่เป็นไปตามพัฒนาการ วันนี้เรามีตัวอย่างการกระตุ้นการเคี้ยวให้น้อง ๆ ค่ะ

1.ตรวจดูความพร้อมของฟัน ฟันจะทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร น้องๆหลายคนฟันขึ้นช้า ก็อาจจะทำให้การเคี้ยวยังไม่ค่อยสมบูรณ์ หรือการมีฟันผุ เหงือกอักเสบก็อาจจะส่งผลต่อการเคี้ยวอาการได้ หากพบปัญหาดังกล่าว ปรึกษาทันตแพทย์

2.ลดภาวะการรับความรู้สึกที่ไวกว่าปกติ การรับความรู้สึกบริเวณใบหน้าและช่องปากไวกว่าปกติ จะไม่ยอมรับอาหารที่เป็นชิ้นหรือเป็นก้อนแข็ง เนื่องจากอาหารจะเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อในปาก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวอวัยวะในช่องปากได้ลำบากเด็กจึงไม่ยอมเคี้ยวอาหารหรือแสดงการปฏิเสธอาหาร เริ่มฝึกโดยให้การสัมผัสเริ่มจากบริเวณลำตัว ขา แขนเพื่อให้เด็กเกิดการยอมรับ ค่อยๆสัมผัสใบหน้าและลำคอ เมื่อเด็กคุ้นชินแล้วค่อยๆนวดบริเวณปากในช่องปาก

3.เด็กควรกลืนอาหารได้ดี ก่อนกระตุ้นการเคี้ยว เด็กควรสามารถกลืนอาหารได้ดีพอสมควร ทั้งอาหารเหลว อาหารอ่อน หรือกึ่งอ่อนกึ่งแข็ง

4.ฝึกการควมคุมริมฝีปากและลิ้น
👄ในการเคี้ยวเด็กจะต้องปิดปากให้สนิทฝึกโดย อ้าปาก ปิดปาก ยิ้ม เม้มปาก
👅การควบคุมลิ้น จะทำหน้าที่ให้การนำอาหารไปสู่ฟันกราม ฝึกโดย แลบลิ้น เลียริมฝีกปาก ลิ้นแตะมุมปาก

5.ฝึกการควมคุมขากรรไกร
- ให้เด็กเรียนรู้การเคลื่อนไหวของขากรรไกรในแนวขึ้น-ลง, ขยับซ้าย-ขวา ขยับขากรรไกรโดยการหมุนเป็นวงกลมคล้ายกับการเคี้ยวอาหาร
- ใช้เทคนิคควบคุมขากรรไกร 3นิ้ว โป้ง ชี้ กลาง

6.ฝึกการใช้ฟันกรามในการบดเคี้ยว
- ใช้ชิ้นเนื้อต้มสุก เยลลี่ขนาด2-3นิ้ว สอดเข้าฟันกรามและยึดปลายอีกข้างไว้
- อาจใช้ขนมปังกรอบ คุ๊กกี้ กระตุ้นให้เด็กกัดเคี้ยวทั้งด้านซ้ายและขวา

7.แสดงการเคี้ยวให้เด็กดู ในเด็กโต แสดงการเคี้ยวให้เด็กดู เด็กจะเข้าใจและเลียนแบบได้

8.การป้อนอาหาร
- สอดช้อนเข้าด้านข้างบริเวณฟันกราม
- นวดบริเวณกระพุ้งแก้มหรือฟันกรามในทิศทางเป็นวงกลม

9.ปรับเนื้ออาหาร
- เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองชิมรสชาติและเนื้อสัมผัสอาหารที่หลากหลาย
- อาหารกรอบไม่เหนียว เนื้อหมูชิ้น เนื้อไก่ชิ้นขนาดเล็กก่อน เมื่อเด็กทำได้ค่อยๆเพิ่มปริมาณ


ที่มาเนื้อหา:
สุจิตรา แสนทวีสุข. (2561). เทคนิคการแก้ไขความผิดปกติในกิจกรรมการบริโภคในเด็ก. ใน ภัทรา วัฒนพันธุ์ (บ.ก.), Swallowing Rehabilitation การฟื้นฟูสภาพการกลืน. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ที่มาภาพ:การควมคุมขากรรไกร:
: https://en.hesperian.org/hhg/Disabled_Village_Children:Successful_Feeding_Involves_the_Whole_Child

คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองอาจเจอกับปัญหาเด็กกินยาก อาหารที่มีกากหน่อยก็ไม่กิน บ้วนออก คายทิ้งหรือบางคนถึงกับสำรอกอาหารออกมาร...
29/07/2021

คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองอาจเจอกับปัญหาเด็กกินยาก อาหารที่มีกากหน่อยก็ไม่กิน บ้วนออก คายทิ้งหรือบางคนถึงกับสำรอกอาหารออกมาระหว่างมื้อก็มี
ปัญหาเหล่านี้อาจมาจากการรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณใบหน้าและช่องปากที่ผิดปกติ ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารน้อยลง นักกิจกรรมบำบัดมีข้อแนะนำในการแก้ไขดังนี้
👶สำหรับกรณีที่ไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณใบหน้า ช่องปาก แสดงอาการอึดอัด หลีกหนี ต่อต้านการสัมผัส และอาจมีการสำรอกอาหารบ่อย กินยาก แก้ไขโดย วิธีการดังต่อไปนี้ จะช่วยลดปัญหาการกินลงได้
👉ให้การสัมผัสต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคย เคยชินและยอมรับการสัมผัสต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
👉กระตุ้นการรับสัมผัสในช่องปาก โดยการใช้ผ้านิ่ม ๆ จุ่มน้ำสะอาดพอหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณใบหน้า แก้ม นวดเหงือกให้ทั่ว
👉ให้โอกาสเด็กได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม ของเล่น ที่มีผิวสัมผัสแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งให้เด็กได้จับสัมผัสอาหารในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย

👶ในกรณีเด็กที่กินช้า อมข้าว ไม่ค่อยสนใจอะไรที่มาสัมผัส มีการเคลื่อนไหวปาก ลิ้น ขากรรไกร น้อยหรือช้า กล้ามเนื้อมีลักษณะนิ่ม ๆ เหลว ๆ อ้าปากเผยอค้างท่าพัก มีน้ำลายไหลยืดย้อยตลอดเวลา แก้ไขโดย
👉กระตุ้นแบบเคาะ ๆ ตบ ๆ แก้มเบา ๆ สะกิดรอบริมฝีบางในทุกทิศทาง
👉พาเด็กเล่นขยับปาก
👄ทำท่าปากจู๋ จุ๊บ ๆ
👄ทำท่าฉีกยิ้มแรง ๆ
👄ทำท่าอ้าปากกว้าง ๆ
👄ทำท่าเม้มริมฝีปาก ส่งเสียงเป๊าะ ๆ ป๊ะ ๆ
👉พาเด็กเล่นบริหารลิ้น
👅แลบลิ้นยาว ๆ แล้วเก็บลิ้น สลับกัน
👅แลบลิ้นแตะมุมปากด้านซ้าย เก็บลิ้น สลับกับแลบลิ้นแตะมุมปากขวา เก็บลิ้น
👅แลบลิ้นยาว ๆ ทำท่าแตะจมูก
👅แลบลิ้นเลียขนมหวานรอบปาก หรือเลียไอศครีม

กระตุ้นเด็กบ่อย ๆ จะทำให้เด็กกินข้าวง่ายขึ้นได้ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองอาจเจอกับปัญหาเด็กกินยาก อาหารที่มีกากหน่อยก็ไม่กิน บ้วนออก คายทิ้งหรือบางคนถึงกับสำรอกอาหารออกมาระหว่างมื้อก็มี
ปัญหาเหล่านี้อาจมาจากการรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณใบหน้าและช่องปากที่ผิดปกติ ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารน้อยลง นักกิจกรรมบำบัดมีข้อแนะนำในการแก้ไขดังนี้
👶สำหรับกรณีที่ไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณใบหน้า ช่องปาก แสดงอาการอึดอัด หลีกหนี ต่อต้านการสัมผัส และอาจมีการสำรอกอาหารบ่อย กินยาก แก้ไขโดย วิธีการดังต่อไปนี้ จะช่วยลดปัญหาการกินลงได้
👉ให้การสัมผัสต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคย เคยชินและยอมรับการสัมผัสต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
👉กระตุ้นการรับสัมผัสในช่องปาก โดยการใช้ผ้านิ่ม ๆ จุ่มน้ำสะอาดพอหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณใบหน้า แก้ม นวดเหงือกให้ทั่ว
👉ให้โอกาสเด็กได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม ของเล่น ที่มีผิวสัมผัสแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งให้เด็กได้จับสัมผัสอาหารในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย

👶ในกรณีเด็กที่กินช้า อมข้าว ไม่ค่อยสนใจอะไรที่มาสัมผัส มีการเคลื่อนไหวปาก ลิ้น ขากรรไกร น้อยหรือช้า กล้ามเนื้อมีลักษณะนิ่ม ๆ เหลว ๆ อ้าปากเผยอค้างท่าพัก มีน้ำลายไหลยืดย้อยตลอดเวลา แก้ไขโดย
👉กระตุ้นแบบเคาะ ๆ ตบ ๆ แก้มเบา ๆ สะกิดรอบริมฝีบางในทุกทิศทาง
👉พาเด็กเล่นขยับปาก
👄ทำท่าปากจู๋ จุ๊บ ๆ
👄ทำท่าฉีกยิ้มแรง ๆ
👄ทำท่าอ้าปากกว้าง ๆ
👄ทำท่าเม้มริมฝีปาก ส่งเสียงเป๊าะ ๆ ป๊ะ ๆ
👉พาเด็กเล่นบริหารลิ้น
👅แลบลิ้นยาว ๆ แล้วเก็บลิ้น สลับกัน
👅แลบลิ้นแตะมุมปากด้านซ้าย เก็บลิ้น สลับกับแลบลิ้นแตะมุมปากขวา เก็บลิ้น
👅แลบลิ้นยาว ๆ ทำท่าแตะจมูก
👅แลบลิ้นเลียขนมหวานรอบปาก หรือเลียไอศครีม

กระตุ้นเด็กบ่อย ๆ จะทำให้เด็กกินข้าวง่ายขึ้นได้ค่ะ

ที่อยู่

420/8 ถนน ราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66 1415

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กิจกรรมบำบัด รพ.เด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

แม่มาแนะนำกิจกรรมดีๆ สำหรับครอบครัวจ้า หนาวนี้ต้องจัดแล้วหละ👇👇👇 https://www.facebook.com/1701460046749387/posts/2887627438132636/
ฝากทำแบบสอบถาม ป.โทหน่อยจ้า สำหรับพ่อแม่ ที่ซื้อเสื้อผ้าเด็กออนไลน์นะคะ ขอบคุณมากๆ จ้า
.