กิจกรรมบำบัด รพ.เด็ก

กิจกรรมบำบัด รพ.เด็ก งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เปิดเหมือนปกติ

ปัจจุบันจากสถานการณ์ covid-19 ที่กำลังระบาดในประเทศไทย ทำให้เกิดความยากลำบากต่อการมาทำกิจกรรมบำบัดในช่วงนี้ได้ ดังนั้นวั...
15/11/2021

ปัจจุบันจากสถานการณ์ covid-19 ที่กำลังระบาดในประเทศไทย ทำให้เกิดความยากลำบากต่อการมาทำกิจกรรมบำบัดในช่วงนี้ได้ ดังนั้นวันนี้เรามีอีกตัวเลือกนึงที่จะช่วยทำให้การพบนักกิจกรรมบำบัดในสถาณการณ์ COVID-19 สามารถทำได้ง่ายๆแม้จะอยู่ที่บ้านกันค่ะ ซึ่งตัวเลือกที่พูดถึงนั่นก็คือ ✨Telemedicine✨

👩🏼‍⚕️telemedicine คืออะไร👨🏻‍⚕️

🌈Telemedicine หรือระบบแพทย์ทางไกล คือการ สื่อสารแบบ Video conference (การโทรแบบเห็นหน้า) ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับเด็ก/ผู้ปกครอง ผ่านทางโปรแกรมง่ายๆที่เรารู้จักกันดีอย่างเช่น line หรือโปรแกรม zoom ฯลฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรค โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ซึ่งหมายความผู้ปกครองและเด็กๆสามารถทำการประเมิน/การรักษาได้ถึงแม้จะอยู่ที่บ้านก็ตามค่ะ

(แหล่งอ้างอิง : https://allwellhealthcare.com/telemedicine/ )

🌈 ซึ่งทางแผนกกิจกรรมบำบัดของรพ.เด็กก็มีการจัดทำการประเมินและการรักษา ในรูปแบบของ telemedicine เช่นกันเลยค่ะ

🌈 โดยขั้นตอนในการทำกิจกรรมบำบัดในรูปแบบ ของ telemedicine จะมีดังนี้
1. ผู้ปกครองทำความเข้าใจและข้อตกลงกับรูปแบบการรักษาของ telemedicine เช่น การรักษาจะเป็นในรูปแบบออนไลน์ การให้ช่องทางการติดต่อเพื่อใช้ในการรักษา การตอบรับแบบฟอร์มการยินยอมการรักษา (consent form) และการตกลงกันในเรื่องของการห้ามเผยแพร่ข้อมูลระหว่างการรักษา (confidentiality and privacy) เช่น ห้ามอัดคลิปขณะทำการรักษา เป็นต้น
2. ทำการยืนยันวันนัด/คิวที่ทำการรักษา และเมื่อก่อนถึงวันนัด 1 วันอาจจะมีการแจ้งอุปกรณ์ที่ผู้ปกครองต้องเตรียม เช่น ดินสอ ปากกา กรรไกร
3. ทำการรักษากับนักกิจกรรมบำบัดผ่านรูปแบบ telemedicine ได้เลยค่ะ💌

🌈 โดยในการรักษาในรูปแบบของ telemedicine จะมีประโยชน์ในการรักษาดังนี้ ✨
1. ผู้ปกครองและเด็กสามารถพบนักกิจกรรมบำบัดเพื่อทำการรักษาได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปกครองและตัวเด็กเอง ซึ่งการฝึกอย่างต่อเนื่องนั้นจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการในการฝึกที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
2. นักกิจกรรมบำบัดสามารถใช้สื่อในการรักษาที่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้มากยิ่งขึ้น เช่น สื่อที่เป็นเกมเพื่อฝึกความจำ หรือ สื่อที่ช่วยในการรับรู้สี รูปทรง ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสนใจในการฝึกและได้รับการฝึก/การรักษาไปพร้อมๆกัน
3. การรักษาในรูปแบบของ telemedicine จะช่วยในการเพิ่มความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา ผู้ปกครองไม่ต้องมาทำการรอคิวก่อนเวลานัด สามารถทำการรักษาได้เลยเมื่อถึงเวลานัดที่ได้ตกลงไว้
4. ผู้ปกครองสามารถลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางในการรักษากับนักกิจกรรมบำบัด เช่น ในผู้ปกครองที่ต้องเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำการรักษา🌈

แต่ว่า❗️ในการรักษาทาง telemedicine ก็มีข้อจำกัดทางการรักษาเหมือนกันนะคะ
1. ในขณะฝึกเด็กอาจจะถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมที่บ้าน หรือที่ๆอาศัยอยู่ได้ เช่น บ้านที่อาศัยกับญาติพี่น้องหลายคนในบ้าน อาจจะมีน้องหรือคนอื่นๆมาชวนเล่นเบี่ยงเบนความสนใจขณะฝึกได้ เป็นต้น
2. ขาดการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับนักกิจกรรมบำบัดเพราะต้องทำการรักษาผ่านทางออนไลน์
3. อาจจะมีการอุปสรรคจากอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เช่น สัญญานอินเตอร์เน็ต หรือเครื่องมื่อสื่อสารที่ใช้
4. มีข้อจำกัดในรูปแบบของการรักษา เช่น การลดอาการเกร็งในเด็กที่มีภาวะร่างกายแข็งเกร็งจากโรคสมองพิการ , การกระตุ้นการรับรู้ความรู้สึกในเด็กที่มีภาวะหลีกหนี ซึ่งอาจจะทดแทนด้วยการให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้ปกครองเป็นคนทำการบำบัดกับตัวของเด็กเอง เป็นต้น🌈

จัดทำโดย นักศึกษากิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 3
มหาวิทยาลัยมหิดล

ชวนเด็กๆมาเล่นกันเถอะ….EP.2 👦🏻👧🏻การเล่นของเด็กตั้งแต่อายุ 4-12 ปี จะมีการเล่นใน 2 รูปแบบคือ👦🏻 ช่วงอายุ 4-7 ปี มีการเล่นแ...
02/11/2021
Play EP.2 | มาเล่นกันเถอะ

ชวนเด็กๆมาเล่นกันเถอะ….EP.2 👦🏻👧🏻การเล่นของเด็กตั้งแต่อายุ 4-12 ปี จะมีการเล่นใน 2 รูปแบบคือ
👦🏻 ช่วงอายุ 4-7 ปี มีการเล่นแบบ dramatic play
👧🏻 ช่วงอายุ 7-12 ปี มีการเล่นแบบ game with rules

รายละเอียดของการเล่นและการส่งเสริมพัฒนาการด้านการเล่นในแต่ละรูปแบบสามารถรับชมได้ในคลิปเลยค่ะ

https://youtu.be/eZc6yhbg_PI

👀รับชมจบแล้วอย่าลืมทำแบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ 👇🏻

https://docs.google.com/forms/d/1iFWiDIUyabSD9FJtRdRZ3U1l3dvPQreP2Q9QgUGfQJM/viewform?edit_requested=true&edit_requested=true

#การเล่น #กิจกรรมบำบัด #กิจกรรมบำบัดรพเด็ก #พัฒนาการ

ใครมีลูกมีหลาน สนใจที่ทำงานเป็นนักกิจกรรมบำบัด สามารถสมัครเรียนได้ครับ ที่ มศว เปิดเป็นรุ่นแรก
15/10/2021

ใครมีลูกมีหลาน สนใจที่ทำงานเป็นนักกิจกรรมบำบัด สามารถสมัครเรียนได้ครับ ที่ มศว เปิดเป็นรุ่นแรก

ชวนเด็กๆมาเล่นกันเถอะ…. 👶🏻👧🏻 การเล่นของเด็กตั้งแต่อายุ 0-4 ปี จะมีการเล่นใน 2 รูปแบบคือ👶🏻 ช่วงอายุ 0-2 ปี มีการเล่นแบบ ...
08/10/2021
Play EP.1 | มาเล่นกันเถอะ

ชวนเด็กๆมาเล่นกันเถอะ…. 👶🏻👧🏻 การเล่นของเด็กตั้งแต่อายุ 0-4 ปี จะมีการเล่นใน 2 รูปแบบคือ
👶🏻 ช่วงอายุ 0-2 ปี มีการเล่นแบบ sensory motor play
👧🏻 ช่วงอายุ 2-4 ปี มีการเล่นแบบ symbolic play

รายละเอียดของการเล่นและการส่งเสริมพัฒนาการด้านการเล่นในแต่ละรูปแบบสามารถรับชมได้ในคลิปเลยค่ะ

https://youtu.be/XWvNaAulAl0

👀รับชมจบแล้วอย่าลืมทำแบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ 👇🏻👇🏻

https://docs.google.com/forms/d/1iFWiDIUyabSD9FJtRdRZ3U1l3dvPQreP2Q9QgUGfQJM/edit

#การเล่น #กิจกรรมบำบัด #กิจกรรมบำบัดรพเด็ก #พัฒนาการ

▶️Mindset คืออะไร?▶️Mindset คือ กรอบการคิดและความเชื่อของบุคคลจากรากฐานประสบการณ์เดิมที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ รูปแบบพฤติกร...
04/09/2021

▶️Mindset คืออะไร?

▶️Mindset คือ กรอบการคิดและความเชื่อของบุคคลจากรากฐานประสบการณ์เดิมที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ รูปแบบพฤติกรรมและการตีความเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ Fixed Mindset และ Growth Mindset

🌱Growth Mindset 🌱
เป็นกรอบแนวความคิดของคนที่มีทัศนคติเชิงบวก ชอบพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดนิ่ง มองเห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค มีความพยายามฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้มีแนวโน้มในการประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่มี Fixed Mindset

👉หลักการสำคัญในการสร้าง Growth Mindset ในเด็ก คือ การช่วยให้เด็กเห็นว่าความสามารถต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวแต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และความพยายาม

👉เทคนิคการสร้าง🌱 Growth Mindset 🌱ในเด็ก

1. การเรียนรู้ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมอง (Brainology) เราควรสอนให้เด็กเข้าใจว่าสมองของเราพัฒนาและเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ศักยภาพและความสามารถของเราก็เปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเรียนรู้และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

2. ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ช่วยได้ (Student’s Expectation) การตั้งเป้าหมายในการเรียนด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของและรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง การสอนให้เด็กรู้จักตั้งเป้าหมายจะช่วยให้เด็กมองถึงการพัฒนาไปข้างหน้าและประเมินการเรียนรู้ของตนเป็นระยะได้

3.ให้ความสนใจกับสิ่งที่ผิดพลาด (Mistake is Interesting) การทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมองความผิดพลาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การตอบโจทย์ผิดไม่ใช่เรื่องน่าอาย สิ่งที่ควรทำคือยอมรับ วิเคราะห์ และพยายามแก้ไข

4.ใช้พลังของคำว่า “ยัง” (Power of YET) การเพิ่มคำว่า “ยัง” เป็นการสร้างความตระหนักว่า ผลลัพธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและสามารถไปถึงเป้าหมายได้ในอนาคต

5. ชมที่ความพยายามและกระบวนการ (Praising Effort and the Process) การชมช่วยเสริมสร้างกำลังใจและ Growth Mindset ให้กับเด็กๆ ได้ คำชมที่ดีควรชมที่วิธีการหรือกระบวนการทำงานที่เฉพาะเจาะจง และเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งควรชมที่ความพยายามและไม่ชมบ่อยเกินไป

6. Feedback เพื่อการเรียนรู้ การที่เด็กจะไปสู่เป้าหมายได้จำเป็นที่ต้องอาศัย Feedback จากครูและพ่อแม่เพื่อเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้เดินไปได้อย่างถูกทาง Feedback ที่ดีควรมุ่งพัฒนา ไม่มุ่งตัดสิน ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นที่พฤติกรรมหรือกระบวนการทำงานที่เฉพาะเจาะจง

👉การสร้าง Growth Mindset สามารถสร้างได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นตนเอง เด็กๆ และคนรอบข้าง เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ อุปสรรคและความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ความอดทนและความพยายามเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

(แหล่งที่มา: เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง Growth Mindset ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ)

▶️Mindset คืออะไร?

▶️Mindset คือ กรอบการคิดและความเชื่อของบุคคลจากรากฐานประสบการณ์เดิมที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ รูปแบบพฤติกรรมและการตีความเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ Fixed Mindset และ Growth Mindset

🌱Growth Mindset 🌱
เป็นกรอบแนวความคิดของคนที่มีทัศนคติเชิงบวก ชอบพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดนิ่ง มองเห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค มีความพยายามฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้มีแนวโน้มในการประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่มี Fixed Mindset

👉หลักการสำคัญในการสร้าง Growth Mindset ในเด็ก คือ การช่วยให้เด็กเห็นว่าความสามารถต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวแต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และความพยายาม

👉เทคนิคการสร้าง🌱 Growth Mindset 🌱ในเด็ก

1. การเรียนรู้ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมอง (Brainology) เราควรสอนให้เด็กเข้าใจว่าสมองของเราพัฒนาและเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ศักยภาพและความสามารถของเราก็เปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเรียนรู้และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

2. ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ช่วยได้ (Student’s Expectation) การตั้งเป้าหมายในการเรียนด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของและรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง การสอนให้เด็กรู้จักตั้งเป้าหมายจะช่วยให้เด็กมองถึงการพัฒนาไปข้างหน้าและประเมินการเรียนรู้ของตนเป็นระยะได้

3.ให้ความสนใจกับสิ่งที่ผิดพลาด (Mistake is Interesting) การทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมองความผิดพลาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การตอบโจทย์ผิดไม่ใช่เรื่องน่าอาย สิ่งที่ควรทำคือยอมรับ วิเคราะห์ และพยายามแก้ไข

4.ใช้พลังของคำว่า “ยัง” (Power of YET) การเพิ่มคำว่า “ยัง” เป็นการสร้างความตระหนักว่า ผลลัพธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและสามารถไปถึงเป้าหมายได้ในอนาคต

5. ชมที่ความพยายามและกระบวนการ (Praising Effort and the Process) การชมช่วยเสริมสร้างกำลังใจและ Growth Mindset ให้กับเด็กๆ ได้ คำชมที่ดีควรชมที่วิธีการหรือกระบวนการทำงานที่เฉพาะเจาะจง และเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งควรชมที่ความพยายามและไม่ชมบ่อยเกินไป

6. Feedback เพื่อการเรียนรู้ การที่เด็กจะไปสู่เป้าหมายได้จำเป็นที่ต้องอาศัย Feedback จากครูและพ่อแม่เพื่อเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้เดินไปได้อย่างถูกทาง Feedback ที่ดีควรมุ่งพัฒนา ไม่มุ่งตัดสิน ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นที่พฤติกรรมหรือกระบวนการทำงานที่เฉพาะเจาะจง

👉การสร้าง Growth Mindset สามารถสร้างได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นตนเอง เด็กๆ และคนรอบข้าง เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ อุปสรรคและความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ความอดทนและความพยายามเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

(แหล่งที่มา: เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง Growth Mindset ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ)

ประชาสัมพันธ์การฉีดวัคซีนของทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีครับ
02/09/2021

ประชาสัมพันธ์การฉีดวัคซีนของทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีครับ

ประชาสัมพันธ์การฉีดวัคซีนของทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีครับ

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋ 📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้ส...
18/08/2021

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋

📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้สึกด้านกายสัมผัส

📌เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้จากการตอบสนองแบบหลีกเลี่ยง หรือหลีกหนีต่อสิ่งเร้าทางกายสัมผัสที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอันตราย ส่งผลกระทบในด้านต่างๆดังนี้

👉กระทบต่อการใช้มือและปากในการเล่นแบบสำรวจของเด็กตั้งแต่วัยเด็กทารก เด็กจะมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อผ้า ผิวสัมผัสวัตถุที่อยู่รอบตัว มักไม่ชอบนำวัตถุเข้าไปในปาก ส่งผลให้เด็กขาดประสบการณ์ในการเล่นด้วยการสำรวจที่ควรจะเกิดกับเด็กปกติทั่วไป
👉กระทบต่อการออกเสียงการเปล่งเสียง และการใช้มือเพื่อเล่นและจัดการกับของเล่น
👉 กระทบต่อการเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างๆที่มักพบได้ปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น ทราย หญ้า โคลน น้ำ แป้งโด การระบายสีด้วยมือ เป็นต้น
👉กระทบต่อการเล่นกับเพื่อนแบบกลุ่มเพราะบ่อยครั้งต้องมีการสัมผัสตัวกัน ชน/ปะทะกัน
👉กระทบต่อการเล่นจินตนาการ/การเล่นสมมุติ เช่นการแต่งตัวหรือประกับร่างกายด้วยเสื้อผ้า วัตถุต่างๆ
👉กระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร
👉กระทบการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หลีกเลี่ยงการแต่งตัวตามเทศกาลต่างๆ การแต่งหน้า การติดแทตทู การสวมหน้ากาก การเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสตัวกัน เป็นต้น

📌ผลกระทบต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นภาวะทางอารมณ์ที่แสดงออกทางลบ เช่น กรีดร้อง ต่อต้านหรือรบกวนกลุ่ม ทำให้ไม่สนุกหรือปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่น และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกายสัมผัสและกิจกรรมทางสังคม

📌หากเรารู้ว่าพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เกิดจากภาวะหลีกหนีกายสัมผัสจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กเราได้ดีขึ้นและสามารถจัดการกับพฤติกรรมในขณะนั้นได้ และสามารถปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อทำการบำบัดได้เช่นกันนะคะ

แหล่งที่มาข้อมูล: หนังสือ Sensory Integration Frame of Reference; Theory and Clinical Practice in Occasional Therapy คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

✋ภาวะหลีกหนีกายสัมผัส (tactile defensiveness)✋

📌สามารถพบได้ในเด็กออทิสติก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการบูรณาการประสาทความรู้สึกด้านกายสัมผัส

📌เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้จากการตอบสนองแบบหลีกเลี่ยง หรือหลีกหนีต่อสิ่งเร้าทางกายสัมผัสที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอันตราย ส่งผลกระทบในด้านต่างๆดังนี้

👉กระทบต่อการใช้มือและปากในการเล่นแบบสำรวจของเด็กตั้งแต่วัยเด็กทารก เด็กจะมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อผ้า ผิวสัมผัสวัตถุที่อยู่รอบตัว มักไม่ชอบนำวัตถุเข้าไปในปาก ส่งผลให้เด็กขาดประสบการณ์ในการเล่นด้วยการสำรวจที่ควรจะเกิดกับเด็กปกติทั่วไป
👉กระทบต่อการออกเสียงการเปล่งเสียง และการใช้มือเพื่อเล่นและจัดการกับของเล่น
👉 กระทบต่อการเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างๆที่มักพบได้ปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก เช่น ทราย หญ้า โคลน น้ำ แป้งโด การระบายสีด้วยมือ เป็นต้น
👉กระทบต่อการเล่นกับเพื่อนแบบกลุ่มเพราะบ่อยครั้งต้องมีการสัมผัสตัวกัน ชน/ปะทะกัน
👉กระทบต่อการเล่นจินตนาการ/การเล่นสมมุติ เช่นการแต่งตัวหรือประกับร่างกายด้วยเสื้อผ้า วัตถุต่างๆ
👉กระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร
👉กระทบการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หลีกเลี่ยงการแต่งตัวตามเทศกาลต่างๆ การแต่งหน้า การติดแทตทู การสวมหน้ากาก การเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสตัวกัน เป็นต้น

📌ผลกระทบต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นภาวะทางอารมณ์ที่แสดงออกทางลบ เช่น กรีดร้อง ต่อต้านหรือรบกวนกลุ่ม ทำให้ไม่สนุกหรือปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมการเล่น และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกายสัมผัสและกิจกรรมทางสังคม

📌หากเรารู้ว่าพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เกิดจากภาวะหลีกหนีกายสัมผัสจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็กเราได้ดีขึ้นและสามารถจัดการกับพฤติกรรมในขณะนั้นได้ และสามารถปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อทำการบำบัดได้เช่นกันนะคะ

แหล่งที่มาข้อมูล: หนังสือ Sensory Integration Frame of Reference; Theory and Clinical Practice in Occasional Therapy คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลา...
09/08/2021

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลายๆด้านประกอบกัน ได้แก่

📌การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือในการหยิบจับเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งการเขียนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า tripod grasp ซึ่งเป็นการหยิบจับที่มีจุดสัมผัส3 จุด โดยมีรูปแบบการใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางทำงานร่วมกัน ดังนั้นในรายที่มีปัญหาพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กบกพร่อง มักมีความยากลำบาก ในการหยิบจับดินสอและการเขียนร่วมด้วย อีกทั้งการจัดการวัตถุภายในมือ(in-hand manipulation)ซึ่งเป็นกระบวนการปรับแต่งหรือเคลื่อนย้ายวัตถุที่อยู่ในมือข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาศัยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับดินสอขึ้นลงให้อยู่ในตำแหน่งที่จับได้ถนัด หรือ หมุนปลายดินสอลงเพื่อลบและหมุนดินสอกลับเพื่อนเขียน

📌 ความสามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐาน เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองทั้ง 2 ซีกขณะที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแนวกลางลำตัวจึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นก่อนเพื่อนำไปสู่การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือความถนัดของมือรวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวและความรู้ความเข้าใจอื่นๆ ดังนั้นถ้าเด็กที่มีปัญหาการข้ามแนวกลางลำตัวก็อาจจะเกิดปัญหาด้านการเขียนได้

📌ความถนัดของมือ หมายถึ งความโน้มเอียงหรือความพอใจที่จะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งในการทำกิจกรรมและความสามารถหรือความชำนาญในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่งในกิจกรรมเดียวกัน ความถนัดของมือเด็กส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงความถนัดของมือให้เห็นได้ผ่านการเอื้อมหยิบจับและทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันโดยเริ่มสังเกตเห็นได้ในช่วงอายุ 2-3 ปี เช่น การใช้ช้อนรับประทานอาหาร การโยนบอล การจับดินสอเพื่อขีดเขียน การใช้กรรไกรตัดกระดาษ แต่ในช่วงวัยนี้บางคนยังมีการใช้มือสองข้างสลับกันไปมาซึ่งความถนัดของมือนั้นจะปรากฏอย่างเด่นชัดและค่อนข้างคงที่ในช่วงอายุ 5-6 ปี แต่เด็กที่ไม่แสดงความถนัดที่ชัดเจนจะส่งผลต่อการเขียนให้เห็นในรูปแบการเคลื่อนไหวงุ่มง่ามขาดความคล่องแคล่วในการเขียน

-📌 การทรงท่า กิจกรรมใดๆล้วนต้องอาศัยท่าทางที่เหมาะสมขณะทำกิจกรรม ซึ่งท่าทางขณะเขียนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อต่อการเขียนและการเรียนรู้ รวมถึงการควบคุมการทำงานของแขนและไหล่ให้เกิดความมั่นคงอยู่ในตำแหน่งทิศทางที่เหมาะสมเพื่อให้หรือยังส่วนปลายโดยเฉพาะข้อมือและนิ้วมือสามารถที่จะหยิบจับอุปกรณ์การเขียนและเขียนได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น ควรจัดท่านั่งเขียนโดยให้สะโพกงอ 90 องศา เท้าวางราบกับพื้น โ๊ต๊ะควรสูงจากระดับข้อศอกที่งอเล็กน้อยขึ้นมา2นิ้ว พนักเก้าอี้ควรอยู่ต่ำกว่าข้อไหล่ จึงจะเหมาะสมกับการเขียน

📌การรับรู้ทางสายตาหมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่ตอบสนองต่อการรับการแปลความหมายและการทำความเข้าใจต่อสิ่งเร้าทางสายตาซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลการรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าการมองเห็นร่วมกับประสบการณ์เดิมทำให้เด็กรู้ถึงลักษณะเข้าใจถึงความสำคัญและรู้จักสิ่งแวดล้อมที่เขาเห็น ซึ่งในเด็กที่มีปัญหาการรับรู้ทางสายตาจะส่งผลต่อการเขียน เช่นเขียนกลับด้าน เขียนข้ามบรรทัดเขียนหัวเข้าออกผิด การจดจำทางสายตาซึ่งอาจทำให้เด็กลอกงานช้า การเขียนออกนอกบรรทัด เป็นต้น ซึ่งเด็กที่มีปัญหาจำเป็นต้องได้รับการประเมินปัญหารายอะเอียดอีกครั้ง

📌ทักษะทางสมองและกระบวนการรู้คิด มื่อถึงชั้นประถมศึกษาการเขียนของเด็กจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นพร้อมๆไปกับการอ่านซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้การอ่านและการเขียนสะกดคำการเขียนเป็นประโยคเรียงความการเขียนระยะหลังจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วนเพื่อจดจำคิดวางแผนและเรียบเรียงเนื้อหาที่ต้องการจะจดบันทึกหรือถ่ายทอดจ การเขียนจึงต้องอาศัยทักษะความรู้ความเข้าใจหลายองค์ประกอบและหลายกระบวนการตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงกระทั่งทักษะทางสมองกระบวนการรู้คิดขั้นสูงเช่น การให้เหตุผล การจำ การวางแผนการทำงาน สมาธิหรือทักษะทางEFด้านอื่นร่วมด้วย

เมื่อเด็กมีทักษะต่างๆตามที่กล่าวมาข้างต้น เด็กจะมีศักยภาพในการเขียนที่ดี ไม่เกิดความคับข้องใจในกาารเขียน มีความมั่นใจในการทำงาน ก็จะส่งผลต่อการเรียนที่ดีของเด็กต่อไปในอนาคต


ที่มา: ศศิธร สังข์อู๋. (2559) .เอกสารการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Handwriting and School Functioning Asseeement. งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี.

หลังจากที่เราได้รู้จักรูปแบบการจับดินสอ พัฒนาการของการเขียนแล้ว การเขียนในเด็กที่ดีจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะหลายๆด้านประกอบกัน ได้แก่

📌การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือในการหยิบจับเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งการเขียนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า tripod grasp ซึ่งเป็นการหยิบจับที่มีจุดสัมผัส3 จุด โดยมีรูปแบบการใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางทำงานร่วมกัน ดังนั้นในรายที่มีปัญหาพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กบกพร่อง มักมีความยากลำบาก ในการหยิบจับดินสอและการเขียนร่วมด้วย อีกทั้งการจัดการวัตถุภายในมือ(in-hand manipulation)ซึ่งเป็นกระบวนการปรับแต่งหรือเคลื่อนย้ายวัตถุที่อยู่ในมือข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาศัยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับดินสอขึ้นลงให้อยู่ในตำแหน่งที่จับได้ถนัด หรือ หมุนปลายดินสอลงเพื่อลบและหมุนดินสอกลับเพื่อนเขียน

📌 ความสามารถในการข้ามแนวกลางลำตัวเป็นพัฒนาการขั้นพื้นฐาน เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองทั้ง 2 ซีกขณะที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแนวกลางลำตัวจึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นก่อนเพื่อนำไปสู่การประสานสัมพันธ์ระหว่างตาและมือความถนัดของมือรวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวและความรู้ความเข้าใจอื่นๆ ดังนั้นถ้าเด็กที่มีปัญหาการข้ามแนวกลางลำตัวก็อาจจะเกิดปัญหาด้านการเขียนได้

📌ความถนัดของมือ หมายถึ งความโน้มเอียงหรือความพอใจที่จะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งในการทำกิจกรรมและความสามารถหรือความชำนาญในการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่งในกิจกรรมเดียวกัน ความถนัดของมือเด็กส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงความถนัดของมือให้เห็นได้ผ่านการเอื้อมหยิบจับและทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันโดยเริ่มสังเกตเห็นได้ในช่วงอายุ 2-3 ปี เช่น การใช้ช้อนรับประทานอาหาร การโยนบอล การจับดินสอเพื่อขีดเขียน การใช้กรรไกรตัดกระดาษ แต่ในช่วงวัยนี้บางคนยังมีการใช้มือสองข้างสลับกันไปมาซึ่งความถนัดของมือนั้นจะปรากฏอย่างเด่นชัดและค่อนข้างคงที่ในช่วงอายุ 5-6 ปี แต่เด็กที่ไม่แสดงความถนัดที่ชัดเจนจะส่งผลต่อการเขียนให้เห็นในรูปแบการเคลื่อนไหวงุ่มง่ามขาดความคล่องแคล่วในการเขียน

-📌 การทรงท่า กิจกรรมใดๆล้วนต้องอาศัยท่าทางที่เหมาะสมขณะทำกิจกรรม ซึ่งท่าทางขณะเขียนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อต่อการเขียนและการเรียนรู้ รวมถึงการควบคุมการทำงานของแขนและไหล่ให้เกิดความมั่นคงอยู่ในตำแหน่งทิศทางที่เหมาะสมเพื่อให้หรือยังส่วนปลายโดยเฉพาะข้อมือและนิ้วมือสามารถที่จะหยิบจับอุปกรณ์การเขียนและเขียนได้อย่างคล่องตัว ดังนั้น ควรจัดท่านั่งเขียนโดยให้สะโพกงอ 90 องศา เท้าวางราบกับพื้น โ๊ต๊ะควรสูงจากระดับข้อศอกที่งอเล็กน้อยขึ้นมา2นิ้ว พนักเก้าอี้ควรอยู่ต่ำกว่าข้อไหล่ จึงจะเหมาะสมกับการเขียน

📌การรับรู้ทางสายตาหมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่ตอบสนองต่อการรับการแปลความหมายและการทำความเข้าใจต่อสิ่งเร้าทางสายตาซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงข้อมูลการรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าการมองเห็นร่วมกับประสบการณ์เดิมทำให้เด็กรู้ถึงลักษณะเข้าใจถึงความสำคัญและรู้จักสิ่งแวดล้อมที่เขาเห็น ซึ่งในเด็กที่มีปัญหาการรับรู้ทางสายตาจะส่งผลต่อการเขียน เช่นเขียนกลับด้าน เขียนข้ามบรรทัดเขียนหัวเข้าออกผิด การจดจำทางสายตาซึ่งอาจทำให้เด็กลอกงานช้า การเขียนออกนอกบรรทัด เป็นต้น ซึ่งเด็กที่มีปัญหาจำเป็นต้องได้รับการประเมินปัญหารายอะเอียดอีกครั้ง

📌ทักษะทางสมองและกระบวนการรู้คิด มื่อถึงชั้นประถมศึกษาการเขียนของเด็กจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นพร้อมๆไปกับการอ่านซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้การอ่านและการเขียนสะกดคำการเขียนเป็นประโยคเรียงความการเขียนระยะหลังจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานของสมองหลายส่วนเพื่อจดจำคิดวางแผนและเรียบเรียงเนื้อหาที่ต้องการจะจดบันทึกหรือถ่ายทอดจ การเขียนจึงต้องอาศัยทักษะความรู้ความเข้าใจหลายองค์ประกอบและหลายกระบวนการตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงกระทั่งทักษะทางสมองกระบวนการรู้คิดขั้นสูงเช่น การให้เหตุผล การจำ การวางแผนการทำงาน สมาธิหรือทักษะทางEFด้านอื่นร่วมด้วย

เมื่อเด็กมีทักษะต่างๆตามที่กล่าวมาข้างต้น เด็กจะมีศักยภาพในการเขียนที่ดี ไม่เกิดความคับข้องใจในกาารเขียน มีความมั่นใจในการทำงาน ก็จะส่งผลต่อการเรียนที่ดีของเด็กต่อไปในอนาคต


ที่มา: ศศิธร สังข์อู๋. (2559) .เอกสารการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Handwriting and School Functioning Asseeement. งานกิจกรรมบำบัด สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี.

ที่อยู่

420/8 ถนน ราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 08:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66 1415

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กิจกรรมบำบัด รพ.เด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

แม่มาแนะนำกิจกรรมดีๆ สำหรับครอบครัวจ้า หนาวนี้ต้องจัดแล้วหละ👇👇👇 https://www.facebook.com/1701460046749387/posts/2887627438132636/
ฝากทำแบบสอบถาม ป.โทหน่อยจ้า สำหรับพ่อแม่ ที่ซื้อเสื้อผ้าเด็กออนไลน์นะคะ ขอบคุณมากๆ จ้า
.