National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแ

National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแ สถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของชาติที่มิได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
(4)

เปิดเหมือนปกติ

02/04/2021
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนดี... ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” หรือไม่ครับ วันนี้ (๓๐ มีนาคม ๒๕๖๔) เพจคลังกลางฯ จับกระแสละคร “...
30/03/2021

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนดี... ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” หรือไม่ครับ วันนี้ (๓๐ มีนาคม ๒๕๖๔) เพจคลังกลางฯ จับกระแสละคร “วันทอง” ว่าด้วยเรื่อง “พิธีลุยไฟ” รวมถึงทบทวนวรรณกรรมที่มีพิธีเกี่ยวกับ “ไฟ” ในวัฒนธรรมไทย พร้อมทั้งนำเสนอโบราณวัตถุในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยฉากพิธีลุยไฟในละครดังกล่าว มีลักษณะใกล้เคียงกับ “พระไอยการลักษณะพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง” ในกฎหมายตราสามดวง เริ่มต้นด้วยการอ่านโองการเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นพยาน ตั้งสัจจาอธิษฐานแล้วจึงทำการพิสูจน์ด้วยวิธีต่าง ๆ (ดูเพิ่มเติมใน https://thematter.co/social/8-way-of-legendary-trial/19188) อย่างการดำน้ำ จะมีการปักเสาไว้สองต้น ให้ทั้งสองฝ่ายดำลงไป ใครทนไม่ไหวผุดขึ้นจากน้ำก่อนถือว่าเป็นฝ่ายผิด ส่วนวิธีลุยไฟ พนักงานจะทำรางยาว สุมถ่านหนาราวคืบหนึ่ง แล้วจึงจุดไฟให้สองฝ่ายเดิน ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะตั้งจิตอธิษฐานว่า “หากตนบริสุทธิ์ขออย่าให้ความร้อนจากกองไฟทำลายได้” จากความเชื่อที่ว่าคนที่ใจบริสุทธิ์จะเดินผ่านกองไฟได้โดยไม่มีอันตราย ทว่า ผ่านไป ๓ วัน หากฝ่ายไหนเท้าพองขึ้นให้ถือเป็นฝ่ายผิด (กรณีไม่พองหรือพองทั้งคู่ให้ถือว่าเสมอกันไม่มีฝ่ายผิด) ซึ่งนอกจากวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนจะมีเหตุการณ์ดำน้ำ-ลุยเพลิงแล้ว วรรณกรรมอีกเรื่อง คือ “รามเกียรติ์” ยังมีฉากการพิสูจน์ความจริงของสีดา ดังที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “สีดาลุยไฟ”

“...โอ้ว่าพระรามยังแคลงใจ จบศึกกรุงลงกา พิสูจน์เจ้านางสีดา ให้บุกเดินลุยไฟ...” จุดเริ่มต้นของฉากลุยไฟในเรื่องรามเกียรติ์ เกิดขึ้นภายหลังสิ้นสุดสงครามที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน พระรามอัญเชิญนางสีดากลับกรุงอโยธยา ทว่า พระองค์ไม่อยากให้ผู้ใดนินทานางสีดา ด้วยไปอยู่กรุงลงกานานถึง ๑๔ ปี นางสีดาจึงขอลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อหน้าเหล่าเทวดา โดยพระรามให้สุครีพนำเชื้อไฟมากองที่หน้าพลับพลา แล้วทรงแผลงศรเป็นไฟลุกขึ้นต่อหน้าเหล่าเทวดาทั้งปวง ก่อนลุยไฟนางสีดาได้ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า หากนางซื่อสัตย์ต่อสามีขออย่าให้มีความร้อน เมื่อสิ้นคำอธิษฐานนางสีดาทำการลุยไฟ ปรากฏว่าความร้อนจากไฟพ่ายแพ้ต่อแรงอธิษฐาน มีดอกบัวบานผุดขึ้นรองรับทุกย่างก้าว แสดงให้เห็นว่านางสีดาเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยในแง่ศิลปกรรมได้ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นหนังฉลุลาย ระบายสี เป็นรูปนางสีดาลุยไฟ แวดล้อมด้วยลายกนกเปลวและลายดอกพิกุล ด้านล่างสลักรูปพลลิงถือนั่งถือพัดโบก มีประวัติระบุว่ากรมมหรสพส่งมาเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ อนึ่ง มีจุดสังเกตที่สำคัญ คือ นางสีดาครองผ้า “สไบสองชาย” นัยหนึ่งอาจหมายความถึงลักษณะการนุ่งห่มผ้า อีกนัยหนึ่งอาจมีนัยแฝงถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางสีดา พระราม และทศกัณฐ์ก็เป็นได้

นอกจากนี้ ในแง่ของประเพณีพิธีกรรม ทุกวันที่ ๗ เดือน ๙ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน “วันเก๊าวั่ยชิวชิค” จะมีพิธีทรงเจ้าแสดงความศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลกินเจ และมีพิธีลุยไฟ หรือ “เกี่ยโฮ้ย” โดยพนักงานจะนำไม้เชื้อเพลิงวางเป็นทางเดินยาวประมาณ ๑๐ เมตร เว้นที่สำหรับลงน้ำหนักเท้า ผู้ร่วมพิธีที่จะลุยไฟจะเดินด้วยเท้าเปล่าเหยียบในบริเวณที่ไฟมอดแล้ว สลับกับที่ว่างที่เว้นไว้ จากคติของชาวจีนโบราณที่เชื่อว่าการลุยไฟเป็นการสะเดาะเคราะห์นั่นเอง ท้ายที่สุด ขอจบด้วยเรื่อง “คนดี” คติธรรมของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ที่ให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ว่า “ผู้ที่ตกน้ำไม่ไหล” คือน้ำไม่พัดพาไปถึงได้รับอันตราย ก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำหยุดไหล แต่หมายความว่ามีผู้ช่วยนำขึ้นให้พ้นน้ำได้ “ผู้ที่ตกไฟไม่ไหม้” ก็ไม่ได้หมายความว่าไฟไหม้เนื้อหนังร่างกายจริงๆ แต่หมายความว่ามีผู้ช่วยให้พ้นจากไฟ หรือช่วยดับไฟให้ตนจึงพ้นภัยอันเกิดจากไฟนั้น (ดูเพิ่มเติมใน http://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=1603)

ภาพที่ ๑ พิธีลุยไฟของขุนช้างและขุนแผนในละครวันทอง ตอนที่ ๑๐ ภาพจาก ช่อง One31 ภาพที่ ๒ ภาพนางสีดาลุยไฟใน Music Video เพลง I’M SORRY (สีดา) ศิลปิน The Rube ภาพที่ ๓ หนังใหญ่รูปนางสีดาลุยไฟ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

(ปรับปรุงจากบทความของ นางสาวภาวิณี ลิตะขบ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ)          ...
12/03/2021

(ปรับปรุงจากบทความของ นางสาวภาวิณี ลิตะขบ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ)
ภายหลังการก่อสร้างอาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแล้วเสร็จ และจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวนกว่า ๑๐๐,๐๐๐ รายการ ได้เคลื่อนย้ายจากอาคารคลังเดิม มาเก็บรักษาไว้ที่อาคารคลังใหม่โดยแบ่งตามประเภทวัสดุ วันนี้ (๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔) แอดมินขอนำเสนอโบราณวัตถุ “เสาชิงช้า” ที่จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเคลื่อนย้ายและการจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมีขนาดใหญ่
เบื้องต้นแอดมินขอกล่าวถึงที่มาและความสำคัญของเสาชิงช้าในประวัติศาสตร์ไทย โดยเสาชิงช้าต้นนี้เป็นเสาคู่ที่ ๔ สืบจากต้นแรกที่ถูกสร้างขึ้น ๒ ปีหลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ใช้ประกอบพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย คือ การอัญเชิญพระอิศวรและพระนารายณ์ลงมาบนโลกมนุษย์ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในพิธีจะมีการโล้ชิงช้า ตามตำนานที่กล่าวว่าพระอิศวรจะเสด็จลงมายืนบนโลกด้วยพระบาทเพียงข้างเดียว แล้วให้พญานาคใช้ลำตัวยึดเขาสองฝั่งมหาสมุทรแล้วโยกไกว ปรากฏว่าพระอิศวรยังคงประทับยืนอยู่ได้ แสดงว่าโลกยังคงมีความแข็งแกร่งมั่นคง ด้วยเหตุนี้ “เสาชิงช้า” จึงเป็นกุศโลบายสำคัญที่สื่อว่ากรุงรัตนโกสินทร์นี้ได้สถิตสถาพรมั่นคงแล้ว
เสาชิงช้าต้นนี้ทำจากไม้สัก สลักลวดลายด้วยฝีมืออันประณีต มีศิลปกรรมที่สำคัญ คือ หูช้างกับกระจังที่สลักลายดอกพุดตานและพรรณพฤกษา ด้วยขนาดที่ใหญ่และมีน้ำหนักมาก จึงต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมแผ่นไม้เพื่อรองรับความยาวของกระจัง โฟมกันกระแทก (PE Foam) รองรับผิววัตถุจากเสาไม้กั้น และยึดวัตถุไม่ให้เอนเอียง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย รวมถึงการใช้พลาสติกแรป (Plastic Wrap) พันโดยรอบเพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสกับวัตถุอื่นๆ เมื่อการเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น
ขั้นตอนต่อไป คือ การดูแลรักษาด้วยการทำความสะอาดโบราณวัตถุ เนื่องจากชิ้นส่วนเสาชิงช้ามีคราบมูลสัตว์และฝุ่นละอองเกาะติดจำนวนมาก รวมถึงความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญในการเสื่อมสภาพ จึงต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อมและใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด โดยใช้แปรงขนอ่อนปัดทำความสะอาดแห้ง และใช้สำลีพันปลายไม้ชุบสารละลายที่มีส่วนประกอบ คือ น้ำกลั่นและเอทิลแอลกอฮอล์ ๙๕% ผสมกันในอัตราส่วน ๑ ต่อ ๑ และใช้กระดาษหรือผ้านุ่มซับน้ำออกเป็นระยะ ป้องกันความชื้นสะสมในตัววัตถุ เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าสู่กระบวนการจัดแสดงโบราณวัตถุ โดยจัดวางอยู่ในบริเวณโถงโล่ง ชั้น ๑ ของอาคาร เป็นพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก อยู่ภายในร่ม และสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในระดับหนึ่ง มีพื้นที่กว้างขวางสามารถจัดเก็บจัดแสดงชิ้นส่วนของเสาชิงช้าได้หลายชิ้นส่วน ประกอบกับสภาพเสาชิงช้าที่ยังมีความแข็งแรงพอสมควร ทว่า จากขนาดและน้ำหนักจึงจำเป็นต้องสร้างแท่นฐานด้วยโลหะเพื่อเสริมความแข็งแรง รวมถึงออกแบบโครงสร้างให้สอดรับไปกับตัวเสาชิงช้าแสดงให้เห็นรูปแบบเดิม
เสาชิงช้าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้ประกอบพิธีสำคัญของแผ่นดิน แม้ว่าวัตถุชิ้นนี้จะมีข้อจำกัดในเรื่องการเคลื่อนย้ายและการอนุรักษ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญในทุกกระบวนการดำเนินการ เพื่ออนุรักษ์โบราณวัตถุ ให้คงอยู่เป็นมรดกอันล้ำค่าสืบไป
ภาพที่ ๑ ภาพขณะทำการเคลื่อนย้ายส่วนประกอบเสาชิงช้า ภาพที่ ๒ ภาพทำความสะอาดวัตถุก่อนการจัดตั้ง ภาพที่ ๓ ภาพโครงสร้างรองรับส่วนประกอบเสาชิงช้า ภาพที่ ๔ ภาพหลังจากเคลื่อนย้ายแล้วเสร็จ ณ อาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ภาพประกอบโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ และนางสาวกิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน / เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / เรียบเรียงโดย นายณัฐดนัย อรุณมาศ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ด้วยวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กอปรกับมติจากคณะรัฐมนตรีในปี พ....
24/02/2021

ด้วยวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กอปรกับมติจากคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ กำหนดให้วันดังกล่าวของทุกปีถือเป็น “วันศิลปินแห่งชาติ” วันนี้ เพจคลังกลางฯ ขอกล่าวถึงพระราชประวัติโดยคร่าว นำเสนอร่วมกับชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวเนื่องในพระองค์ (พระราชบัญญัติฯ ให้ความหมายของคำว่า “โบราณวัตถุ” ครอบคลุมถึง “ส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน”) คือ ประติมากรรมกลางสะพานเฉลิมหล้า ๕๖ หรือที่รู้จักในอีกหนึ่งชื่อคือ “สะพานหัวช้าง”
สมเด็จเจ้าฟ้าชายฉิม เสด็จพระราชสมภพเมื่อเวลาเที่ยงของวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตามลำดับ กระทั่งกลางปี พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ สิริพระชนมพรรษา ๕๖ พรรษา ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษาเท่ากับ “สมเด็จพระบรมอัยกาธิราช” จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานชุดเฉลิม ประจำปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระราชทานนามว่า “สะพานเฉลิมหล้า” อันมีที่มาจากพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งถือเป็นสะพานแห่งเดียวในสะพานชุดเฉลิมที่มีนามเกี่ยวข้องกับพระราชบุพการี เป็นสถาปัตยกรรมยุคแรกเริ่มของสยามที่ใช้วิธีคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ทั้งยังเป็นสะพานชุดเฉลิมแห่งสุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพาน (เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๕๓)
นอกจากนี้ องค์ประกอบของสะพานเฉลิมหล้ายังมีเกร็ดประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในประติมากรรมส่วนต่าง ๆ อย่างเช่น บริเวณหัวสะพานมีการประดับหัวช้าง ๔ ด้าน สอดรับกับหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้พบช้างเผือกจำนวนมาก ทั้งยังปรากฏรูปช้างเผือกบนธงชาติในช่วงเวลาดังกล่าว หัวเสาออกแบบเป็นรูปกระสุนเสือหมอบ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อปืนใหญ่ ในกรณีพิพาทระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส (วิกฤตการณ์ รศ.๑๑๒) คานเป็นคอนกรีตรูปโค้ง สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จากเดิมมีเพียงการคมนาคมทางน้ำ จนมีการตัดถนน ทำสะพานให้รถยนต์ข้ามผ่านได้ ลูกกรงหล่อแบบลูกมะหวดฝรั่ง บริเวณกลางสะพานมีแผ่นจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ประดับลายพรรณพฤกษาแบบตะวันตก เป็นต้น
ภาพสะพานเฉลิมหล้า จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (ฉากหลัง) ประติมากรรมกลางสะพานเฉลิมหล้า จารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / เทคนิคภาพ นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ

วันนี้ (๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) เพจคลังกลางฯ ขอตามกระแส #อย่าแซวผมหน้าม้าหนู คำพูดของลิซ่า “ลลิษา มโนบาล” หรือ Lisa BlackPin...
22/02/2021

วันนี้ (๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔) เพจคลังกลางฯ ขอตามกระแส #อย่าแซวผมหน้าม้าหนู คำพูดของลิซ่า “ลลิษา มโนบาล” หรือ Lisa BlackPink นักร้องสาวชาวไทยจากวงเกิร์ลกรุปชื่อดังของเกาหลีใต้ ที่ถูกนำมาใส่จังหวะ และกำลังเป็นที่นิยมในแอปพลิเคชัน Tiktok จึงเป็นที่มาของเนื้อหาว่าด้วยเรื่อง ทรงผมของคนไทย เริ่มต้นด้วยคำว่า “หน้าม้า” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น ไม่ได้ให้ความหมายถึงเรื่องทรงผม แต่กลับให้ความหมายของ “ผมม้า” ว่า น. ทรงผมผู้หญิงที่หวีส่วนหนึ่งลงมาปรกหน้าผากราวระดับคิ้วสอดรับกับลักษณะขนม้าที่ปรกลงมาบริเวณหัว ซึ่งสามารถเห็นได้ในงานศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น หนังใหญ่รูปม้า เป็นต้น นอกจากนี้ ในพจนานุกรมฉบับเดียวกัน ยังระบุถึงลักษณะทรงผมอย่างที่เรียกว่า “หางเต่า” มีคำอธิบายกล่าวว่า น. ปอยผมในร่องเล็กที่ท้ายทอย มีรูปแหลม, หีเต่า ก็เรียก. ลักษณะเดียวกับหางปลายแหลมของเต่า บ้างก็ว่าเกิดขึ้นตามกรรมพันธุ์ มักนิยมไว้ผมทรงนี้ในช่วงวัยเด็ก รวมถึงเป็นทรงยอดนิยมของวัยรุ่นช่วงเวลาหนึ่งด้วย
ทว่า หากย้อนไปดูทรงผมโบราณ “หัวล้าน ๗ ชนิด” ของชายไทย อันเป็นที่มาของการละเล่นพื้นบ้าน “หัวล้านชนกัน” แม้ไม่ปรากฏหลักฐานที่มาแน่ชัด และแตกต่างกันไปหลายสำนวน แต่ส่วนใหญ่มักใช้คำเรียกที่คล้องจองกัน เช่น ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกหาง(ขวาน)ฟาด และราชคลึงเครา โดยจะเห็นได้ว่าจะมีชื่อหรือชนิดของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น หมา ช้าง ปลา (เทโพ/ชะโด) หรือแร้ง รวมถึงพฤติกรรมของสัตว์บางชนิดมาใช้อธิบายลักษณะของทรงผม เช่น “ทรงง่ามเทโพ” ลักษณะคือผมช่วงหน้าล้าน ตรงกลางเป็นรูปคล้ายเงี่ยงสองแฉกของปลาเทโพ “ทรงชะโดตีแปลง” ลักษณะจะหัวล้านตรงกลาง แต่มีผมขึ้นรอบทิศทางซึ่งน่าจะมีที่มาจากพฤติกรรมของปลาชะโดตัวผู้ที่ตีแปลงสร้างอาณาเขตให้ปลาตัวเมียในฤดูวางไข่ “ทรงแร้งกระพือปีก” มีลักษณะล้านเถิกลึกเข้าไป คงเหลือผมไว้คล้ายปีกแร้งสองข้าง หรือ “ทรงฉีกหางฟาด” ที่มีลักษณะเป็นหัวล้านเหมือนถูกหางปลาฟาดลงไปเป็นแนว เว้นผมตรงกลางไว้เป็นหย่อม เป็นต้น
อนึ่ง เมื่อกล่าวถึงหัวล้านแต่ละชนิดของไทยแล้ว หนึ่งตัวละครเอกในวรรณคดีไทยที่จะลืมเสียมิได้ คือ “ขุนช้าง” โดยที่มาของนาม บ้างว่าได้ชื่อนี้จากที่เมื่อตอนคลอด มีผู้นำช้างเผือกมาถวายสมเด็จพระพันวษา บ้างก็ว่าได้ชื่อนี้เพราะมารดาฝันว่านกตะกรุมคาบช้างตายมาให้ บิดาจึงทำนายฝันว่าบุตรชายจะมีวาสนาดี เสียแต่ว่ารูปไม่งาม ศีรษะล้านมาแต่กำเนิด ดังมีการพรรณนารูปลักษณ์ของขุนช้างในเสภา ความว่า “...จะกล่าวถึงขุนช้างเมื่อรุ่นหนุ่ม หัวเหมือนนกตะกรุมล้านหนักหนา เคราคางขนอกรกกายา หน้าตาดังลิงค่างที่กลางไพร...” อย่างไรก็ดี แม้ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าขุนช้างหัวล้านแบบใด แต่ภาพลักษณ์จากวรรณคดีแสดงให้เห็นว่าขุนช้างเป็นคนใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย แม้จะใจน้อยบ้างตามสำนวน “คนหัวล้านขี้ใจน้อย” แต่ก็รักใครรักจริงนั่นเอง
ภาพที่ ๑ ภาพเปรียบเทียบทรงผมม้าของลิซ่า ภาพจากแอปพลิเคชัน Tiktok กับหนังใหญ่รูปม้า คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภาพที่ ๒ ไม้แกะสลักรูปเต่า คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับหางเต่าในพจนานุกรม ภาพที่ ๓ ไม้แกะสลักรูปหัวล้านชนกัน คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับ “ขุนช้าง” จากละครโทรทัศน์ เรื่อง “วันทอง” ภาพจาก www.one31.net
เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / เทคนิคภาพ นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ

ผ่านมาแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔ กับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ ๔๖ ของนายโจเซฟ โรบิเน...
24/01/2021

ผ่านมาแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔ กับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ ๔๖ ของนายโจเซฟ โรบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์ วันนี้ (๒๔​ มกราคม ๒๕๖๔) เพจคลังกลางฯ จึงถือโอกาสเล่าเรื่อง “ตำนานการสาบานในประวัติศาสตร์ไทย” ซึ่งสามารถสืบย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานในจารึกหลักต่าง ๆ ได้แก่ จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) จารึกคำปู่สบถ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) จารึกวัดเจดีย์น้อย ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทว่า ก่อนอื่นเรามาย้อนความทรงจำกันว่า... เรารู้จักสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่?
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่รู้จักบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาแล้วกว่า ๒๐๐ ปี ดังมีหลักฐานกล่าวถึง “เมืองมารีกัน” ในจดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๑ และมีเรืออเมริกันลำแรกเดินทางเข้ามาค้าขายยังกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๔ (ตรงกับรัชกาลที่ ๒) นอกจากนี้ ในวรรณคดีเรื่อง “นางนพมาศ” ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัย “...ซึ่งฉันเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์” ยังมีการกล่าวถึงภาษาของ “ฝรั่งมะริกัน” อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สองพี่น้องอิน-จัน บังเกอร์ “แฝดสยาม” ได้มีโอกาสเดินทางและเป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกา
กลับเข้าสู่เรื่องตำนานการสาบานในประวัติศาสตร์ไทย มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในจารึกคำปู่สบถและจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด โดยจารึกทั้งสองหลักนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. ๑๙๓๕ กล่าวถึงการสาบานเป็นไมตรีระหว่างเจ้านายสองพระองค์ มีระบุในจารึกคำปู่สบถว่า “...กูผู้ชื่อพระญาฦาไทย (พระมหาธรรมราชาแห่งสุโขทัย) กระทำใจรักภักดีไมตรีด้วยปู่พระญาเป็นเจ้า (พระยาคำตันแห่งน่าน)...” โดยจารึกที่พบมักจะเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น ใครผิดคำสาบานขอให้ “...ได้(เ)สวยพิบากในจตุรบายเสมอดังฆ่า (บาปอันฆ่าพระสงฆ์) ...”
หรือในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ที่ระบุว่าหาก “...มิซื่อแก่สองท่านปู่ห(ลาน)... สาบานว่าร้ายในเสมาจารึก...ในชั่วนี้ชั่วหน้า ลุนหล้า ตกอเวจีเพื่อนเทวทัต...” (ขอให้ผู้ผิดคำสาบานตกนรกอยู่กับพระเทวทัต) เช่นเดียวกับจารึกเจดีย์น้อย ซึ่งกล่าวถึงคำสาบานของกษัตริย์สุโขทัย ว่าจะไม่ทรงประทุษร้ายต่อเจ้านายกรุงศรีอยุธยาที่เข้ามากราบมหาธาตุ หากพระองค์ผิดคำสาบาน ขอให้...“(สรรพ)โทษานตรายในตน ยลปรัตยักษ์ทันตา อย่าได้เป็นท้าวเป็น(พระยา)...” (ขอให้พบอันตรายทันตาเห็น อย่าได้เกิดเป็นกษัตริย์อีกเลย) โดยจารึกทั้งสามหลักนี้ มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ประกอบด้วย เงื่อนไขของคำสาบาน คำสาปแช่งผู้ผิดคำสัตย์ และคำขอพรผู้รักษาสัตย์ ทั้งยังแสดงให้เห็นคติความเชื่อสมัยสุโขทัย ว่าด้วยเรื่องบาปบุญและผลกรรมอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานประเภทคำสาบานต่อแผ่นดิน (ลักษณะเดียวกับคำสาบานของประธานาธิบดี โจ ไบเดน) ปรากฏใน “โองการแช่งน้ำ” ซึ่งตามธรรมเนียมไทยนอกจากมีคติความเชื่อเรื่องคำสาบานแล้ว ยังมีคติเรื่องการสาปแช่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต เช่น “จงไปเป็นเปลวปล่อง น้ำคลองกลอกเป็นพิษ คาบิดเป็นตาวงุ้ม ฟ้ากระทุ่มทับลง แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป...” (คำอธิบาย - ขอให้ไปเกิดในปล่องโดนไฟเผา กินน้ำคลองเข้าไปจงเป็นพิษ ให้หญ้าที่เดินเหยียบบิดกลายเป็นดาบทิ่มแทง ฟ้าถล่มลงมาทับ ให้แผ่นดินแยก ธรณีสูบเอาชีวิตไป)
ภาพที่ ๑ ภาพนายโจ ไบเดน วางมือบนคัมภีร์ไบเบิลในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (อ้างอิงภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์ ) ภาพที่ ๒ ศิลาจารึกคำปู่สบถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ภาพที่ ๓ ศิลาจารึกเจดีย์น้อย คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / เทคนิคภาพ นางสาวอรุณี แซ่เล้า ภัณฑารักษ์ชำนาญการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ

ในโอกาสที่วันพรุ่งนี้ (๑๖ มกราคม ๒๕๖๔) เป็นวันครูแห่งชาติและจากคำกล่าวที่ว่าครูคือ “แม่พิมพ์” ของชาตินั้น วันนี้ เพจคลัง...
15/01/2021

ในโอกาสที่วันพรุ่งนี้ (๑๖ มกราคม ๒๕๖๔) เป็นวันครูแห่งชาติและจากคำกล่าวที่ว่าครูคือ “แม่พิมพ์” ของชาตินั้น วันนี้ เพจคลังกลางฯ ขอนำเสนอเนื้อหาพร้อมโบราณวัตถุว่าด้วยเรื่อง แม่พิมพ์ : วิทยาการงานเบ้าหลอมยุคก่อนประวัติศาสตร์สู่งานศาสนศิลป์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีการใช้แม่พิมพ์มาตั้งแต่มนุษย์รู้จักสินแร่และการถลุงโลหะเพื่อนำมาใช้งาน ยุคนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษยชาติ หากอนุโลมตามหลักฐานการใช้เครื่องมือแต่ละยุคสมัย ยุคสำริดในประเทศไทยจะมีอายุประมาณ ๔,๐๐๐ - ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายของแม่พิมพ์ว่า “สิ่งที่เป็นต้นแบบ” โดยแม่พิมพ์ที่นิยมใช้ในการหล่อสำริดมี ๔ ชนิด คือ แม่พิมพ์แบบเปิด แม่พิมพ์หลายชิ้น (สำหรับหล่อโลหะตัน) แม่พิมพ์ชนิดแกนลอย (สำหรับโลหะที่มีรูหรือบ้องกลวง) และแม่พิมพ์สำหรับการหล่อแบบแทนที่ขี้ผึ้ง ส่วนวัตถุชิ้นแรกคือ “แม่พิมพ์หินทรายรูปขวาน” เป็นแม่พิมพ์แบบประกบ ตั้งอยู่คู่กับ “ขวานสำริดแบบมีบ้อง” มีเศษเครื่องจักสานติดอยู่ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาเรื่องเครื่องใช้ของคนในอดีต โดยวัตถุทั้งสองชิ้นมีอายุอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์แบบวัฒนธรรมบ้านเชียง ประมาณ ๔,๐๐๐ - ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว
การใช้ “แม่พิมพ์” ยังคงดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ “แม่พิมพ์” นอกจากจะนำมาประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้แล้ว ยังได้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์เรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ เหรียญมีค่า ดังปรากฏหลักฐาน “แม่พิมพ์เหรียญสมัยทวารวดี” ระบุประวัติว่าพบที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ลักษณะเป็นแม่พิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส สลักลายกลมสองวง ตลอดจนความเชื่อทางศาสนา ดังปรากฏว่ามีการสร้างพระพิมพ์ในไทยตั้งแต่สมัยทวารวดี มีหลักฐานชิ้นสำคัญคือ “แม่พิมพ์ดินเผา” กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับในกรอบซุ้มอาคารทรงศิขระ ด้านข้างประดับสถูปเต็มพื้นที่ มีรูปแบบคล้ายพระพิมพ์ซุ้มพุทธคยาที่สืบมาจากประเทศอินเดีย พบได้ทั่วไปในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยวัตถุชิ้นนี้ มีประวัติระบุว่าขุดได้จากในพระเจดีย์วัดไชยชุมพลชนะสงคราม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าการสร้างแม่พิมพ์ในศาสนากลับไม่พบในพราหมณ์-ฮินดู สอดรับกับที่ศาสตราจารย์เซเดส์ อธิบายไว้ในหนังสือ “ตำนานพระพิมพ์” ว่า ...ประเพณีการสร้างพระพุทธรูป โดยวิธีใช้กดด้วยแม่พิมพ์และประทับด้วยตรานี้ ปรากฏแต่ในฝ่ายพระพุทธศาสนาเท่านั้น...
อย่างไรก็ดี แม้ “แม่พิมพ์” จะสามารถแสดงหลักฐานที่มา สืบต่อศาสนา หรือส่งต่อความเป็นต้นแบบได้ก็ตาม ทว่า ความเป็น “ครู” ยังอาจก้าวข้ามคำว่า “แม่พิมพ์” สู่ “ผู้เป็นแนวทางแก่ศิษย์ เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแสงให้อนาคตของชาติ” ได้อีกด้วย ดังนั้น ในวาระวันครูแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง เพจคลังกลางฯ ขอเป็นกำลังใจให้ “ครู” ผู้ทำหน้าที่พายเรือส่งลูกศิษย์ถึงฝั่งทุกท่านนะครับ
ภาพที่ ๑ ขวานสำริดแบบมีบ้องและแม่พิมพ์หินทราย ภาพที่ ๒ แม่พิมพ์หิน ภาพที่ ๓ แม่พิมพ์ดินเผา คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / เทคนิคภาพ นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ

ที่อยู่

ต.คลองห้า อ.คลองหลวง

12120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

029027835

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแ:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ

ความคิดเห็น

ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณา
ใครพอมีประวัติของภาพนี้บ้างครับ ฝีมือสเก็ตซ์สีน้ำ ก่อนเอาไปขยายเป็นสีน้ำมัน ฝีมือของ ระเด่น บาซูกิ ศิลปินชาวอินโดนิเซีย ก่อนที่จะตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติครับ
ได้ความรู้ดีครับ ขอบคุณที่นำข้อมูลมาให้ศึกษาครับ
เปิดให้เข้าชมไหมครับ
ฝากผลงานชิ้นแรกไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับพี่น้อง ^^