National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร

National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร สถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของชาติที่มิได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
(3)

เปิดเหมือนปกติ

“ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี มีโบราณวัตถุและศิลปวัตถุได้รับประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วทั้งสิ้น 7,147 รายการ มีผู...
24/11/2020

“ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี มีโบราณวัตถุและศิลปวัตถุได้รับประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วทั้งสิ้น 7,147 รายการ มีผู้ครอบครองทั้งสิ้น 1,607 ราย จำนวนเหล่านี้บ่งบอกให้พวกเราตระหนักได้ว่า หน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครอง สงวนรักษาโบราณวัตถุของชาติที่อยู่ภายนอกหน่วยงานของเรา หนักหน่วงไม่ยิ่งหย่อนกว่าภารกิจประจำของหน่วยงานเรา” เนื้อหาส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษ ซึ่งวานนี้ (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563) นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้มาเป็นประธานเปิดการประชุมผู้แทนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในครอบครองของวัด เอกชน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ณ ห้องประชุมคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวมถึงมอบนโยบายการดำเนินงานขึ้นทะเบียน ติดตามและตรวจสอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในครอบครองของวัดและเอกชนของกรมศิลปากรแก่เหล่าผู้แทน ภัณฑารักษ์ และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผู้ปฏิบัติงานสำรวจขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ
ในการนี้ นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งบรรยาย เรื่อง “กระบวนการดำเนินการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในความครอบครองของวัด เอกชน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบัน” ส่วนในภาคบ่าย เป็นการบรรยาย เรื่อง “มาตรฐานคำเรียกชื่อวัตถุประเภทต่างๆ” โดยนางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และการบรรยาย เรื่อง “วัสดุโลหะที่พบในการสำรวจขึ้นทะเบียน” โดยนายเสน่ห์ มหาผล นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์

“...กีดกั้นด้วยแผ่นฟ้าแม้ไกลฉันยินดีจะฝ่าไป กีดกั้นด้วยภูผาสูงชันลับตาฉันไม่หวั่นไหว กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ แต่กีดกั้น...
11/11/2020

“...กีดกั้นด้วยแผ่นฟ้าแม้ไกลฉันยินดีจะฝ่าไป กีดกั้นด้วยภูผาสูงชันลับตาฉันไม่หวั่นไหว กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ แต่กีดกั้นด้วยชะตาฉันคงต้องยอมพ่ายแพ้ ใช่ไหม...” คือท่อนฮุกของ “กีดกัน (Skyline)” เพลงประกอบซีรีส์ช่อง Line TV ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานี้ อย่าง “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” โดยมีฉากหลังเป็นธรรมชาติอันสวยงามของจังหวัดภูเก็ต ความน่ารักของภาษา-สำเนียงใต้ และความเชื่อทางวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ทั้งยังแฝงเนื้อหาเรื่องการแปลความทางภาษา ผสมผสานกับความสัมพันธ์ของวัยรุ่นได้อย่างลงตัว วันนี้ เพจคลังกลางฯ เลยขอตามกระแส “แปลความหมายจากลายมงคล” ที่ปรากฏใน Music Video ดังกล่าว
เริ่มต้นท่อนแรกด้วยฉากที่ศิลปินนอนร้องเพลงอยู่บนพรมสีน้ำเงินปักลายมงคล ตรงกลางปรากฏตัวอักษรจีนทรงกลม “囍” ทว่า คำดังกล่าวกลับไม่ปรากฏความหมายอยู่ในพจนานุกรมจีน ด้วยเกิดจากการสนธิกันของตัวอักษร 喜 (อ่านว่า “สี่” แปลว่า ยินดี, มีความสุข) จำนวน 2 ตัว จนเกิดเป็นคำว่า “ซวงสี่” หรือที่คนไทยมักคุ้นชินกับคำว่า “ซังฮี้” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว โดยลายซวงสี่นี้ นิยมใช้ในโอกาสมงคลต่าง ๆ สอดรับกับรูปตัวอักษร 喜+喜 ที่สื่อความหมายถึงการมีความสุขทั้งสองฝ่าย
ลำดับต่อไป ปรากฏรูปค้างคาวล้อมลายซวงสี่ จำนวน 4 ตัว ซึ่งค้างคาว “蝠” (อ่านว่า “ฝู”) ในภาษาจีน พ้องเสียงกับคำว่า “福” (อ่านว่า “ฝู”) ที่แปลว่า โชคดี, มีความสุข จึงจะเห็นได้ว่างานศิลปกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมหรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมจีน มักมีลายมงคลรูปค้างคาวประดับอยู่เสมอ ดังมีตัวอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบเขียวรูปค้างคาวกางปีก ตกแต่งลายแก้วชิงดวง (ปัจจุบันเก็บรักษา ณ ห้องเครื่องปั้นดินเผา คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) อนึ่ง ลายฝูมักจะสับสนกับภาพมงคลรูปสัตว์มีปีกอย่างผีเสื้อ “蝶” (อ่านว่า “เตย๋” หรือ "เติ๋ย") ทว่า มีจุดสังเกตอยู่ที่ส่วนหนวดของผีเสื้อ
ส่วนชั้นนอกสุดของพรมเป็นลายพรรณพฤกษา ปรากฏภาพดอกไม้สำคัญในวัฒนธรรมจีน คือ ดอกโบตั๋น “牡丹” (อ่านว่า “หมู่ตาน”) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “富贵” (อ่านว่า “ฟู่กุ้ย” แปลว่า ร่ำรวย, มีฐานะ) นอกจากนี้ ได้มีผู้ให้ความเห็นว่าโบตั๋นและพุดตานคือดอกไม้ประเภทเดียวกัน โดย “โบตั๋น” เป็นคำที่มาจากภาษาจีน ส่วนคำว่า “พุดตาน” เป็นคำภาษาไทย ซึ่งลายพรรณพฤกษาประเภทนี้ มักปรากฏอยู่ตามงานศิลปกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้อวยพรในเรื่องดังกล่าว ดังมีตัวอย่าง คือ แจกันทรงสูงเคลือบสีเหลืองนวล ส่วนคอภาชนะเขียนสีรูปตาข่ายมีอุบะห้อย ส่วนตัวภาชนะเขียนลายดอกพุดตานและพรรณพฤกษา เชิงเขียนลายดอกบัว (ปัจจุบันเก็บรักษา ณ ห้องเครื่องปั้นดินเผา คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ)
สำหรับบทสรุปสุดท้ายของบทความนี้อาจตีความได้ว่า สัญลักษณ์มงคลจีนมีความผูกพันกับธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องโชคลาง และวิถีชีวิตของพี่น้องเชื้อสายจีนอย่างแยกไม่ออก ดังจะเห็นได้จากการสื่อความหมายผ่านตัวอักษรภาษาจีนที่สามารถสื่อความหมายออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ส่วนบทสรุปความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมซีรีส์ เรื่อง “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. ที่ช่อง Line TV
ภาพที่ 1 ภาพส่วนหนึ่งของ MV กีดกัน (Skyline) OST.แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาพที่ 2 ภาพกระเบื้องดินเผารูปค้างคาว คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภาพที่ 3 ภาพแจกันดินเผาเคลือบสีเหลืองนวล คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
(อ้างอิงจาก : หนังสือพจนานุกรมจีน-ไทย ฉบับใหม่ ของเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ, หนังสือ ฮก ลก ซิ่ว โชค ลาภ อายุยืน ของพรพรรณ จันทโรนานนท์, หนังสือ 108 สัญลักษณ์จีน ของปิยะแสง จันทรวงศไพศาล, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต เรื่อง อิทธิพลศิลปะจีนในงานจิตรกรรมจีนแบบนอกอย่างสมัยรัชกาลที่ 3 โดยอชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช และวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต เรื่อง ที่มาและพัฒนาการของลายโบตั๋นในงานศิลปกรรมไทย โดยอาสา ทองธรรมชาติ)
เผยแพร่ข้อมูลโดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / เทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ผ่านไปแล้วกับค่ำคืนวันลอยกระทงทางเพจของเราจึงอยากชวนทุกท่านไปดูประเพณีเกี่ยวกับน้ำในที่ต่างๆ ซึ่งแตกต่างช่วงเวลาแต่คล้าย...
01/11/2020

ผ่านไปแล้วกับค่ำคืนวันลอยกระทงทางเพจของเราจึงอยากชวนทุกท่านไปดูประเพณีเกี่ยวกับน้ำในที่ต่างๆ ซึ่งแตกต่างช่วงเวลาแต่คล้ายคลึงในเรื่องแนวความคิดมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

หากนึกถึงภาคเหนือแน่นอนว่าคงนึกถึง “ประเพณียี่เป็ง” การปล่อยโคม (ว่าวไฟ) สู่ท้องฟ้าที่เชื่อว่าเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ แต่นอกจากนี้ทางภาคเหนือยังมีการลอยสะเปา (สำเภา) เรือที่ผู้คนจะบรรจุอาหารและเครื่องใช้ลงไปเพื่อลอยอุทิศของเหล่านั้นแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ อีกทั้งยังมีการนำผางประทีปที่มีไส้เทียนรูปสามแฉก (ตีนกา) ใส่ลงไปด้วย ตามตำนานแม่กาเผือกที่เล่าโดยย่อได้ว่า

...กาลครั้งหนึ่ง แม่กาเผือกออกไข่ ๕ ฟอง ภายหลังเกิดพายุพัดไข่ทั้ง ๕ ไหลไปตามน้ำ แม่กาจึงตรอมใจตายและไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหม ขณะที่ไข่ ๕ ได้มีแม่สัตว์เก็บได้และนำไปเลี้ยง คือ แม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่สิงห์ ตามลำดับ และไข่ก็เกิดเป็นมนุษย์ ๕ คน ที่ต่อมาบวชเป็นฤๅษี กระทั่งภายหลังทั้ง ๕ คน พบกันโดยบังเอิญและรู้ว่าเป็นพี่น้องกันจึงต้องการพบมารดาเพื่อทดแทนคุณ ครั้งนั้นท้าวพกาพรหมจึงลงจากสวรรค์และบอกให้ลูกเอาฝ้ายทำเป็นตีนกาใส่ในผางประทีปแล้วจุดไฟบูชา กุศลนั้นก็จะถึงแก่แม่... (บุคคลทั้ง ๕ ก็คือพระพุทธเจ้าในอดีต ๓ องค์ ปัจจุบัน ๑ องค์ และอนาคตคือพระศรีอาริยเมตไตรย์อีกหนึ่งองค์)

ในประเทศอื่นๆ อย่างในประเทศจีนก็มีประเพณีลอยโคมที่มีความคล้ายกับลอยกระทงของไทยเช่นกัน การลอยโคมของจีนนั้นจะทำโคมเป็นรูปดอกบัว หรือบางครั้งเป็นบ้านหลังเล็กๆ ด้านในมีการจุดเทียน แล้วนำไปลอยในน้ำ เพื่อส่องทางให้ผีบรรพบุรุษและผีเร่ร่อนข้ามแม่น้ำไน่เหอ (เชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์และยมโลก) มารับบุญกุศลที่ชาวจีนจะทำให้ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคนไทยจะคุ้นกันในชื่อ “สารทจีน” นั่นเอง

ขณะที่ในประเทศพม่ามีประเพณีตะซาวง์ได-มีทูน-ปฺแว (จุดไฟตามประทีป) จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยมีตำนานเล่าที่มาของการจุดประทีปไว้ว่า “พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญ เหล่าเสนาอำมาตย์ก็ได้จุดไฟตามขบวนเสด็จ” จึงเกิดเป็นประเพณีดังกล่าวขึ้นมา นอกจากนี้ทางแถบตะนาวศรียังมีการลอยบาตรดินเผาใส่อาหารและจุดประทีปเพื่อบูชาพระอุปคุตที่เชื่อว่าจำพรรษาอยู่ใต้บาดาลอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าผู้คนในสมัยโบราณมีแนวความคิดที่คล้ายคลึงในเรื่องของแม่น้ำที่จะเป็นเส้นทางเชื่อมโลกมนุษย์เข้ากับโลกอื่นๆ แต่ก็อาจมีประเพณีหรือรายละเอียดบางประการที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นนอกจากผีและคนจะเชื่อมโยงกัน ก็อาจเป็นกุศโลบายที่นำพาให้ญาติสนิทมิตรสหายและผู้คนมาพบปะสังสรรค์และเชื่อมสัมพันธ์กันด้วยก็เป็นได้

________________________________
อ้างอิง
- ถาวร สิกขโกศล. เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๗.
- พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, บรรณาธิการ. ลอยกระทง เรือพระราชพิธี
วัฒนธรรมน้ำร่วมราก. กรุงเทพฯ: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๘.
- มณี พยอมยงค์. ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่: โครงการ
ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๘.

“ฮาโลวีน” ตามความเชื่อของชาวเซลติคโบราณ คือวันที่มิติของคนเป็นและคนตายเชื่อมโยงกัน คนตายสามารถเข้ามาในมิติของคนเป็นได้ ค...
31/10/2020

“ฮาโลวีน” ตามความเชื่อของชาวเซลติคโบราณ คือวันที่มิติของคนเป็นและคนตายเชื่อมโยงกัน คนตายสามารถเข้ามาในมิติของคนเป็นได้ คนไทยก็คงเรียกว่าเป็น “วันปล่อยผี” การที่คนตายสามารถเข้ามาในมิติของคนเป็นได้ เหล่าคนตายที่ยังไม่อยากตายจึงเข้าสิงคนที่ยังมีชีวิต เพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดังนั้นจึงเกิดธรรมเนียมการแต่งกายเป็นผี เพื่อให้คนตายไม่รู้ว่าใครคือคนเป็นหรือคนตาย แต่สำหรับคนไทย หากมีคนตายที่เข้าสิงคน หรือผีที่เฮี้ยนมากๆ เราคงจะหาหมอผีมาไล่ผีและจับผี “ใส่หม้อถ่วงน้ำ” เป็นแน่ เหมือนกรณีนางนาคพระโขนง ที่หลังจากนายมากรู้ความจริงว่านางนาคเสียชีวิตและได้หลบหนีไปอยู่กับชาวบ้าน นางนาคจึงกลายเป็นผีเฮี้ยนเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านไปทั่ว จนกระทั่งมีหมอผีฝีมือดีมาจับนางนาคใส่หม้อถ่วงน้ำ ความเฮี้ยนของนางนาคจึงลดลง
หม้อจับผีของหมอผีที่เราคุ้นตาจากละครหรือภาพยนตร์ คือ หม้อดินเผาปากกว้าง คอคอด ก้นกลม สีแดงอมส้ม ผิวเรียบ บางใบอาจมีการตกแต่งลวดลายบริเวณไหล่ภาชนะ หม้อรูปแบบนี้ เรามักเรียกกันว่า “หม้อตาล”
คำว่า “หม้อตาล” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ภาชนะดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายหม้อ ทรงเตี้ย สำหรับใส่น้ำตาลโตนด // หมวกที่มีรูปทรงคล้ายหม้อตาล อย่างหมวกทหารเรือและจ่าทหารเรือ // ชื่อขนมหวานชนิดหนึ่ง ทำด้วยแป้งสาลีเป็นรูปทรงหม้อตาลขนาดเล็ก แล้วหยอดน้ำตาล มีสีต่าง ๆ
โดยทั่วไปการผลิตภาชนะดินเผา มีหลายกรรมวิธี ทั้งการปั้นด้วยมือ ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน หรือการใช้แม่พิมพ์ เป็นต้น ส่วนภาชนะ “หม้อตาล” นั้น ส่วนมากมักจะขึ้นรูปภาชนะด้วยการปั้นมือ เนื่องจากเป็นภาชนะรูปทรงพื้นฐาน และผลิตได้อย่างเร็วรวด เริ่มจากนำดินมาปั้นให้เป็นส่วนปากภาชนะ แล้วใช้ไม้ลายและหินดุตีขึ้นรูปก้นภาชนะให้เป็นก้นกลม ภายหลังขึ้นรูปตามที่ต้องการแล้ว จึงนั้นไปผึ่งแดดให้พอหมาดแล้วนำเข้าเตาเผา โดยมีอุณหภูมิการเผาประมาณ 1,000 - 1,200 องศาเซลเซียส เมื่อสุกแล้วเราจะได้ภาชนะ “หม้อตาล” ที่มีเนื้อภาชนะแบบเนื้อดิน (Earthenware) มาใช้งาน
วันนี้ อย่าลืมไปลอยกระทงในวันฮาโลวีนกันนะคะ/ครับ
อ้างอิง
- พัชรี สาริกบุตร. เทคโนโลยีสมัยโบราณ (Primitive Technology). เอกสารอัดสำเนา
- พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

,,,,,,,,,,เนื่องในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราชอันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู...
23/10/2020

,,,,,,,,,,เนื่องในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราชอันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เพจคลังกลางฯ จึงขอนำเสนอเรื่องราวตอนหนึ่งเกี่ยวกับการเสด็จออกประพาสชายทะเลฝั่งตะวันออกและมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายโบราณวัตถุแก่พระองค์

,,,,,,,,,,เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จออกประพาสชายทะเลฝั่งตะวันออก โดยประทับแรมยังค่ายหลวงอ่างศิลา ในช่วงเวลาที่ประทับอยู่นั้นได้มีบุคคลมาทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญโบราณจำนวนหนึ่ง ดังปรากฏความในหลักฐานเอกสารว่า

“...หลวงเพ็ชรสงคราม ปลัดเมืองบางละมุง นำนายวิงน้องชายมาทูลเกล้าฯ ถวายเงินเหรียญโบราณซึ่งขุดได้ที่ป่าทุ่งคราวในสวนกล้วยตำบลบ้านเหมือง แขวงเมืองบางละมุง ขุดได้เมื่อณวันอาทิตย์ เดือน ๘ แรมค่ำ ๑ ปีกุนสัปตศก
จุลศักราช ๑๒๓๗ เมื่อจะขุดได้นั้น นายวิงไปทำไร่ยกหินขึ้นทุบออก เงินนั้นก็กระจายออกมา รวมได้เงิน ๔๐ เหรียญ แต่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ๑๔ เหรียญ เงินเหรียญนั้นไม่ทราบแน่ว่าจะเปนเงินแต่ครั้งไหน โตขนาดเงินรูเปียฤาอัฐทองแดงที่ใช้กันในกรุงเทพฯ แต่บางกว่า ข้างด้านหนึ่งมีตราหยาบๆ เปนพระอาทิตย์ครึ่งดวง ฤาพระจันทร์ครึ่งดวงฤาแก้วจักรพรรดิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี แลมีรัศมีหยาบๆ รอบดวงกลางนั้นด้วย แต่อิกด้านหนึ่งนั้น คเนดูว่าจะเป็น
รูปตัวอักษรเทวันนาครี ฤาเปนรูปครุฑเหยียบนาคก็ดี ยังไม่ทราบแน่ว่าเปนอะไรแปลยังไม่ออก เงินนั้นน้ำหนักบางอันหนักสองสลึงเฟื้องมีเศษบ้าง ย่อมอยู่บ้าง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ในที่โรงมิวเซียม คือที่เก็บของประหลาดต่างๆ ในพระบรมมหาราชวังบ้าง...”

,,,,,,,,,,อย่างไรก็ตาม ในเวลาดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเหรียญเงินที่มีการพบนี้มาก่อน
ตามบันทึกจึงไม่ทราบรูปแบบศิลปะและอายุสมัยของเหรียญ กระทั่งภายหลังจึงมีการสันนิษฐานว่าเหรียญดังกล่าวคงจะเป็นเหรียญในสมัยทวารวดี (ราว ๑,๑๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) รูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ ด้านหนึ่งเป็นภาพ
พระอาทิตย์ครึ่งดวงฉายแสง ส่วนอีกด้านหนึ่งซึ่งแต่เดิมมีการบันทึกว่า “...คเนดูว่าจะเป็นรูปตัวอักษรเทวันนาครี ฤาเปนรูปครุฑเหยียบนาคก็ดี...” ได้มีผู้ศึกษาและสันนิษฐานว่าเป็นภาพศรีวัตสะ (มีความหมายถึงความรุ่งเรือง
ความอุดมสมบูรณ์)

,,,,,,,,,,เหรียญรูปแบบดังกล่าวนี้ปัจจุบันมีการพบกระจายตัวอยู่หลายแห่ง ได้แก่ เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองพรหมทิน (ลพบุรี) เมืองอู่ตะเภา เมืองดงคอน (ชัยนาท) เมืองศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) เมืองดงละคร (นครนายก) แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง (พิจิตร) แหล่งโบราณคดีทุ่งน้ำเค็ม (นครศรีธรรมราช) แหล่งโบราณคดีพงตึก (กาญจนบุรี) แหล่งโบราณคดีบ้านด่านลานหอย (สุโขทัย) แหล่งโบราณคดีบ้านชมภู (พิษณุโลก) แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย (สุราษฎร์ธานี) เขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีการพบที่เมืองออกแก้ว (Oc Eo) ประเทศเวียดนาม และเมืองโบราณหลายแห่งในวัฒนธรรมปยูในประเทศเมียนมา ได้แก่ เบคถาโน ศรีเกษตร ฮาลิน

,,,,,,,,,,จากการศึกษาที่ผ่านยังมีการพบเหรียญที่มีลวดลายมงคลและรูปแบบอื่นๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเหรียญเหล่านี้อาจใช้ทั้งในทางเศรษฐกิจการค้าโดยเป็นระบบเหรียญตราที่เหมือนกันและยอมรับสำหรับใช้ติดต่อแลกเปลี่ยนกันในวัฒนธรรมร่วมสมัยทวารวดี อีกทั้งยังอาจใช้ในทางความเชื่อดังพบว่ามีการพบเป็นของอุทิศร่วมกับศพ บรรจุภาชนะดินเผาและฝังใกล้บริเวณที่เป็นโบราณสถาน ทั้งนี้เหรียญเหล่านี้แสดงถึงการรับแรงบันดาลใจ
ลวดลายมงคลจากอินเดีย

,,,,,,,,,,ดังนั้น หากเหรียญเงินตามบันทึกคือเหรียญเงินในสมัยทวารวดีอาจแสดงให้เห็นว่าพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อาจมีการอยู่อาศัยมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่สมัยทวารวดีเช่นเดียวกับพื้นที่อำเภอพนัสนิคม
จังหวัดชลบุรี ซึ่งพบหลักฐานร่วมสมัยทวารวดี และคงมีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนบ้านเมืองอื่นๆ ที่ร่วมสมัยในพื้นที่ใกล้เคียงก็เป็นได้
___________________________________
อ้างอิง
- สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ และคณะ. หนังสือ COURT ข่าวราชการ เจ้านาย ๑๑ พระองค์ทรงช่วยกันแต่ง. พระนคร: สำนักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๙.
- ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: อักษรสมัย, ๒๕๔๒.
- ผาสุข อินทราวุธ. “เหรียญเงินไม่มีจารึกพบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี,” ใน “มรดกวัฒนธรรม : ไทยกับเพื่อนบ้าน” : การประชุมทางวิชาการนานาชาติ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.
- วิภาดา อ่อนวิมล. “เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๖” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑.
- วิภาดา อ่อนวิมล. เงินตราในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสยาม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,
๒๕๖๒.
___________________________________
(เผยแพร่ข้อมูลและเทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ)

13/10/2020
,,,,,,,,,,เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ กันยายน ของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์รักษาคูคลองแห่งชาติ ทั้งยังเป็นวันเสด็จพระราชสมภพของพระบาทส...
20/09/2020

,,,,,,,,,,เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ กันยายน ของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์รักษาคูคลองแห่งชาติ ทั้งยังเป็นวันเสด็จพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพจคลังกลางฯ จึงขอนำเสนอความเป็นมาของคลองรังสิตอันเป็นโครงการขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมดังคำที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสกับพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ว่า "ในพระราชอาณาเขตสยามนี้ คลองเป็นสิ่งสำคัญ ในปีหนึ่งควรให้ได้มีคลองขึ้นสักสายหนึ่งจะทำให้บ้านเมืองเจริญ ถึงจะออกพระราชทรัพย์ปีละพันชั่งหรือสองพันชั่ง ก็ไม่ทรงเสียดาย"

สัญญาเบาว์ริ่ง เทคโนโลยี คลองสุเอช และการเลิกไพร่
,,,,,,,,,,อาจกล่าวได้ว่าการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในราว พ.ศ. ๒๓๙๘ และเริ่มมีผลเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ส่งผลให้อังกฤษมีเสรีภาพในการซื้อขาย และอาจถือเป็นจุดที่ทำให้ไทยมีบทบาทผลิตข้าวป้อนสู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น สัมพันธ์กับปัจจัยทางเทคโนโลยี เช่นการตั้งโรงสีเครื่องจักรไอน้ำโดยชาวจีน การใช้เรือกลไฟ (เครื่องจักรไอน้ำ) มาแทนที่เรือสำเภาทำให้การขนส่งสินค้าได้ปริมาณมากและยิ่งรวดเร็วขึ้นเมื่อคลองสุเอซเปิดใช้งาน อีกทั้งการเลิกระบบไพร่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังเป็นปัจจัยให้ผู้คนต้องจับจองพื้นที่หรืออาจเช่าพื้นที่เพื่อทำมาหากิน ปัจจัยข้างต้นคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูก

จากท้องทุ่งสู่ท้องนา
,,,,,,,,,,ทุ่งรังสิต หรือ ทุ่งหลวงรังสิต คือท้องทุ่งอันกว้างใหญ่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เดิมคงมีผู้คนอยู่อาศัยอย่างกระจัดกระจายและเบาบาง ดังพระยาอนุมานราชธนกล่าวไว้ว่า "...บ้านเรือนแถวทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นทุ่งเวิ้งว้าง...ปลูกเรือนอยู่กันเป็นหย่อมๆ เมื่อครั้งไม่ได้ขุดคลองเข้าไป..." กระทั่งในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๓ - ๒๔๔๗ ได้เกิดโครงการขุดคลองรังสิตประยุรศักดิ์ (ทรงพระราชทานนามเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารังสิตประยุรศักดิ์) ดำเนินงานขุดโดย กอมปานีขุดคลองแลคูนาสยาม (Siam Lands, Canal and Irrigation Company) โครงการดังกล่าวนี้ได้ดึงดูดผู้คนจากทั้งชาวนาในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ (ทางใต้ของคลองรังสิต) ที่ค่าเช่าที่นาสูงขึ้นและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและชาวนาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีชาวมอญ ญวน และแขกมลายู ขณะที่ชาวจีนมักเข้ามาเป็นพ่อค้าคนกลางในการรับซื้อข้าว
,,,,,,,,,,อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวในยุคสมัยแรกนั้นยังไม่มีระบบกักเก็บและทดน้ำทำให้ชาวนายังคงต้องพึ่งพาฝนฟ้าธรรมชาติทำให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ค่อยๆ ย้ายถิ่นทำกินออกจากพื้นที่คลองรังสิต จนเวลาล่วงเลยมาถึงในสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงได้มีโครงการป่าสักใต้ (พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๕) เพื่อมุ่งการส่งน้ำให้แก่เขตรังสิต แต่กว่าการขยายเนื้อที่เพาะปลูกจะได้ผลดีก็ต้องรอจนกระทั่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งความต้องการข้าวในช่วงหลังสงครามมาเป็นตัวช่วยกระตุ้น

จากวันวานถึงวันนี้ จากชาวนาสู่หนุ่มสาวโรงงาน
,,,,,,,,,,นับแต่การคมนาคมทางบกถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ โรงงานก็ได้ก่อตัวมากขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมนวนคร หนุ่มสาวชาวนาก็ได้หันหน้าเข้าสู่เส้นทางอุตสาหกรรม เนื่องจากรายรับจากการพึ่งพิงธรรมชาติคงไม่มีความแน่นอนเท่าเงินเดือนเสียแล้ว นอกจากนี้เมื่อมีคนเพิ่มมากขึ้นความต้องการที่อยู่อาศัยและสิ่งอุปโภคบริโภคก็เพิ่มตามไปด้วย จึงส่งผลให้เกิดธุรกิจที่อยู่อาศัย ตลาด และห้างสรรพสินค้า ในเวลาต่อมานั่นเอง
,,,,,,,,,,หากจะกล่าวกันอย่างละเอียดแล้วผู้คนในพื้นที่ทุ่งรังสิตยังมีความหลากหลายอีกมาก อีกทั้งโครงการคลองรังสิตยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากทีเดียว แต่นี่เป็นเพียงการนำเสนอเรื่องราวเพียงสั้นๆ ถึงจุดเริ่มต้นและความเป็นไปของพื้นที่เท่านั้น เพื่อเราจะได้รู้จักตัวเองว่าพื้นที่ที่เราอาศัยในปัจจุบันนั้นมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาอย่างไรนับแต่อดีตนั่นเอง
____________________
อ้างอิง
- โกศล ประสงค์สม และคนอื่นๆ. ร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐.
- ประภัสสร ผดุงชีวิต. คุณแม่ของเรา. พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพหม่อมหลวงฟ่อน สนิทวงศ์ ณ วัดสังเวชวิศยาราม, ๒๕๒๐.
- พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. “โจร โรคระบาด ชีวิตชาวนา และการจัดระบบชลประทานในทุ่งรังสิตสมัยรัชกาลที่ ๕” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ๓๓, ๒ (ธันวาคม ๒๕๕๔): ๑๔๒ - ๑๕๗.
- สุนทรี อาสะไวย์. ประวัติคลองรังสิต : การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๕๗. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๓๐.
- อนุมานราชธน, พระยา. การศึกษาเรื่องประเพณีไทยและชีวิตชาวไทยสมัยก่อน. พระนคร: คลังวิทยา, ๒๕๒๑.
____________________
(เผยแพร่ข้อมูลและเทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ)

ที่อยู่

ต.คลองห้า อ.คลองหลวง

12120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

029027835

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง National Museum Storage : คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ

ความคิดเห็น

ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณา
ใครพอมีประวัติของภาพนี้บ้างครับ ฝีมือสเก็ตซ์สีน้ำ ก่อนเอาไปขยายเป็นสีน้ำมัน ฝีมือของ ระเด่น บาซูกิ ศิลปินชาวอินโดนิเซีย ก่อนที่จะตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติครับ
ได้ความรู้ดีครับ ขอบคุณที่นำข้อมูลมาให้ศึกษาครับ
เปิดให้เข้าชมไหมครับ
ฝากผลงานชิ้นแรกไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับพี่น้อง ^^