Absolute LAW หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกา
คู่มือทวนสอบ
กฎหมาย
เนติบัณฑิตไทย
นิติศาสตร์ หลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกา
ติวเตรียมสอบเนติบัณฑิตไทย
นิติศาสตร์
-------------------------------------------------
*วิธีการสั่งซื้อ*
เมื่อโอนเงินเข้าบัญชีของ absolute law แล้ว
กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน(ถ่ายรูปสลิปใบโอนเงิน/หรือหลักฐานการโอนเงิน)
พร้อมทั้งแจ้งชื่อที่อยู่ในการจัดส่งให้ถูกต้อง
--------------------------------
บัญชีธนาคารของ absolute law มีดังนี้
ธนาคารกรุงไทย สาขา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
ชื่อบัญชี นางสาววิชชุดา สีลาดเลา
เลขที่บัญชี 438-0-23420-7
ธนาคารกสิกรไทย สาขา บิ๊กซี สายไหม
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
ชื่อบัญชี นางสาววิชชุดา สีลาดเลา
เลขที่บัญชี 022-8-64351-3
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา บิ๊กซี สายไหม
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
ชื่อบัญชี นางสาววิชชุดา สีลาดเลา
เลขที่บัญชี 407-897970-8

เปิดเหมือนปกติ

ฎีกาที่ 698/2563คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพา...
08/09/2021

ฎีกาที่ 698/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์มาแล้ว 6 คดี หลังจากพ้นโทษทั้ง 6 คดีแล้ว จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลา 10 ปีนับแต่จำเลยพ้นโทษ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ตาม ป.อ.มาตรา 41 (8)

เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์ และรับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษตามฟ้องจริง โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ กับเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษในคดีอื่นๆ อีก 6 คดี ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์และจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว ภายในเวลา 10 ปี จำเลยมากระทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือนอีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะนำมาพิจารณากักกันจำเลยตามป.อ.มาตรา 41 (8) ได้

ฎีกาที่ 698/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และบรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์มาแล้ว 6 คดี หลังจากพ้นโทษทั้ง 6 คดีแล้ว จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลา 10 ปีนับแต่จำเลยพ้นโทษ ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ตาม ป.อ.มาตรา 41 (8)

เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานลักทรัพย์ และรับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษตามฟ้องจริง โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ กับเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษในคดีอื่นๆ อีก 6 คดี ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์และจำเลยกระทำผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว ภายในเวลา 10 ปี จำเลยมากระทำผิดคดีนี้ฐานลักทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือนอีก จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลชั้นต้นจะนำมาพิจารณากักกันจำเลยตามป.อ.มาตรา 41 (8) ได้

จะ “เลื่อนสอบ” หรือไม่ “เลื่อนนาน” แค่ไหนก็ “อ่าน” ต่อไปนะ อย่า “เลื่อนอ่าน” เพรา “ะเลื่อนสอบ”เมื่อวันสอบมาถึง ชื่อเราจะ...
02/09/2021

จะ “เลื่อนสอบ” หรือไม่ “เลื่อนนาน” แค่ไหน

ก็ “อ่าน” ต่อไปนะ

อย่า “เลื่อนอ่าน” เพรา “ะเลื่อนสอบ”

เมื่อวันสอบมาถึง ชื่อเราจะได้ไม่ “เลื่อนไปสอบ” ในครั้งถัดไป

จะ “เลื่อนสอบ” หรือไม่ “เลื่อนนาน” แค่ไหน

ก็ “อ่าน” ต่อไปนะ

อย่า “เลื่อนอ่าน” เพรา “ะเลื่อนสอบ”

เมื่อวันสอบมาถึง ชื่อเราจะได้ไม่ “เลื่อนไปสอบ” ในครั้งถัดไป

ฎีกาที่ 1227/2564โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่าพื้นที่จอดรถชั้น 4 หมายเลข 150 ของอาคารชุด เป็นทรัพย์ส่วนกลาง เจ้าของห...
13/08/2021

ฎีกาที่ 1227/2564

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่าพื้นที่จอดรถชั้น 4 หมายเลข 150 ของอาคารชุด เป็นทรัพย์ส่วนกลาง เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิใช้สอยที่จอดรถดังกล่าวร่วมกัน

ทั้งนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ร่วมกันนำที่จอดรถหมายเลข 150 ให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์เป็นของตนโดยทุจริต เป็นการยักยอกทรัพย์เจ้าของห้องชุดทุกคนในอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายร่วมกันมีอำนาจร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางสาว ท. และนาย ว. ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้อย่างช้า ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554 แล้ว

เมื่อนางสาว ท. และนาย ว. ซึ่งต่างก็เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

การที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 จึงต้องยกฟ้องโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4

ฎีกาที่ 1227/2564

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่าพื้นที่จอดรถชั้น 4 หมายเลข 150 ของอาคารชุด เป็นทรัพย์ส่วนกลาง เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิใช้สอยที่จอดรถดังกล่าวร่วมกัน

ทั้งนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ร่วมกันนำที่จอดรถหมายเลข 150 ให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์เป็นของตนโดยทุจริต เป็นการยักยอกทรัพย์เจ้าของห้องชุดทุกคนในอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายร่วมกันมีอำนาจร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางสาว ท. และนาย ว. ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้อย่างช้า ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554 แล้ว

เมื่อนางสาว ท. และนาย ว. ซึ่งต่างก็เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 - ที่ 10 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

การที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 จึงต้องยกฟ้องโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4

บัตรเครดิตถือเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก) เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสาร คือ “...
10/08/2021

บัตรเครดิตถือเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก)

เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสาร คือ “บัตรเครดิต” ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมีการบันทึกข้อมูลในซิปการ์ดและเทปแม่เหล็กซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอนไฟฟ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน

ส่วน “ข้อมูลบัตรเครดิต” ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย ถือว่า เป็นกรณีที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงไม่เป็น“ บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามบทนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ข)

มาตรา ๑ (๑๔) เป็นเพียงบทนิยามว่า สิ่งใดเป็น“ บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่มิได้ระบุเกี่ยวกับวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยเฉพาะ

การวินิจฉัยว่า การกระทำใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องพิจารณาว่า การกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่โดยไม่จำกัดว่า หากเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ก) แล้วการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น

ดังจะเห็นได้จาก “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ที่ระบุว่า “มีวิธีการใช้ทำนองเดียวกับ (ก)” ทั้งที่ไม่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดไว้ให้

แสดงว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามาตรา ๑ (๑๔) (ก) ย่อมสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การวินิจฉัยว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปหรือไม่

ซึ่งในปัจจุบัน การกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดผ่านทางเว็บไซต์ โดยผู้รับชำระไม่ต้องเห็นบัตรเครดิต เป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง

การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อ. ดอทคอม จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของโจทก์แล้ว

จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๖๙/๕ ประกอบมาตรา ๒๖๙/๗

บัตรเครดิตถือเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๔) (ก)

เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสาร คือ “บัตรเครดิต” ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมีการบันทึกข้อมูลในซิปการ์ดและเทปแม่เหล็กซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอนไฟฟ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน

ส่วน “ข้อมูลบัตรเครดิต” ได้แก่ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือ และวันหมดอายุ เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย ถือว่า เป็นกรณีที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงไม่เป็น“ บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามบทนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ข)

มาตรา ๑ (๑๔) เป็นเพียงบทนิยามว่า สิ่งใดเป็น“ บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่มิได้ระบุเกี่ยวกับวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยเฉพาะ

การวินิจฉัยว่า การกระทำใดเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องพิจารณาว่า การกระทำนั้นเป็นวิธีใช้โดยทั่วไปของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนั้นหรือไม่โดยไม่จำกัดว่า หากเป็น “บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ก) แล้วการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเป็นการใช้เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่ผู้ออกได้ออกให้โดยตรงเท่านั้น

ดังจะเห็นได้จาก “บัตรอิเล็กทรอนิกส์” ตามนิยามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ที่ระบุว่า “มีวิธีการใช้ทำนองเดียวกับ (ก)” ทั้งที่ไม่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดไว้ให้

แสดงว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามาตรา ๑ (๑๔) (ก) ย่อมสามารถใช้เฉพาะข้อมูลหรือรหัสได้เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การวินิจฉัยว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมิชอบหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปหรือไม่

ซึ่งในปัจจุบัน การกรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดผ่านทางเว็บไซต์ โดยผู้รับชำระไม่ต้องเห็นบัตรเครดิต เป็นวิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไปวิธีหนึ่ง

การที่จำเลยนำข้อมูลบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าบริการที่พักของจำเลยผ่านเว็บไซต์ อ. ดอทคอม จึงเป็นการใช้บัตรเครดิตของโจทก์แล้ว

จำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๖๙/๕ ประกอบมาตรา ๒๖๙/๗

วันนี้.... วันรพี#7สิงหาจงใช้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น จงอย่าใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่และทำร้ายผู้ใด———————————————...
07/08/2021

วันนี้.... วันรพี

#7สิงหา

จงใช้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น
จงอย่าใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่และทำร้ายผู้ใด

————————————————————

เกียรติยศ คือ สิ่งที่ผู้อื่นมอบให้ มิใช่ไปร้องเรียกเพรียกหา

เกียรติ เขาให้ทั้งต่อหน้า และลับหลัง

กลัว เขาให้ต่อหน้า แต่ไม่รวมถึงลับหลัง

Repost ปี2562

วันนี้.... วันรพี

#7สิงหา

จงใช้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น
จงอย่าใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่และทำร้ายผู้ใด

————————————————————

เกียรติยศ คือ สิ่งที่ผู้อื่นมอบให้ มิใช่ไปร้องเรียกเพรียกหา

เกียรติ เขาให้ทั้งต่อหน้า และลับหลัง

กลัว เขาให้ต่อหน้า แต่ไม่รวมถึงลับหลัง

Repost ปี2562

ฎีกาที่ 385/2564การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้...
31/07/2021

ฎีกาที่ 385/2564

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 214

ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ และการที่เจ้าหนี้จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงโดยเฉพาะนิติกรรมที่ทำให้โดยเสน่หาได้นั้น เพียงแต่ลูกหนี้กระทำลงโดยรู้อยู่แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็พอ

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อนาย ว. ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหนี้ที่ต้องชำระแทนนาย ว. ตามสัญญาค้ำประกัน และถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้ตั้งแต่นาย ว. ผิดนัดเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (เดิม) จำเลยที่ 1จะทราบถึงการผิดนัดของนาย ว. ลูกหนี้ชั้นต้นหรือไม่ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังเวลาที่นาย ว. ลูกหนี้ชั้นต้นตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาค้ำประกันกระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดลงไม่พอชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้อีก

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1

ฎีกาที่ 385/2564

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เพราะทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 214

ดังนั้น เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ และต้องเสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้อันเนื่องมาจากการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม แม้เจ้าหนี้ในหนี้ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องบังคับให้ชำระหนี้ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนได้ และการที่เจ้าหนี้จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำลงโดยเฉพาะนิติกรรมที่ทำให้โดยเสน่หาได้นั้น เพียงแต่ลูกหนี้กระทำลงโดยรู้อยู่แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็พอ

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อนาย ว. ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหนี้ที่ต้องชำระแทนนาย ว. ตามสัญญาค้ำประกัน และถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นลูกหนี้ตั้งแต่นาย ว. ผิดนัดเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (เดิม) จำเลยที่ 1จะทราบถึงการผิดนัดของนาย ว. ลูกหนี้ชั้นต้นหรือไม่ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังเวลาที่นาย ว. ลูกหนี้ชั้นต้นตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วโดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาค้ำประกันกระทำลงในขณะที่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เจ้าหนี้เสียเปรียบจากการที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดลงไม่พอชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้อีก

การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลนั้นเสียได้ เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1

ฎีกาที่ 851/2563ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้...
28/07/2021

ฎีกาที่ 851/2563

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียว

จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) โดยผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบตามบทกฎหมาย

และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ฎีกาที่ 851/2563

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียว

จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) โดยผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบตามบทกฎหมาย

และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

24/07/2021

ฎีกาที่ 8403/2561

การที่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายแล้วจุดไฟเผาผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 2 มิได้คบคิดนัดหมายกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ไปพบผู้ตายที่บ้าน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 แจ้งให้ผู้ตายไปพบยังสถานที่เกิดเหตุโดยไม่ต้องบอกว่า จำเลยที่ 1 จะเดินทางไปด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว และจำเลยที่ 2 เพียงแต่มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะทำให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายหรืออันตรายสาหัสเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 เลือกที่จะทำร้ายผู้ตายโดยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินราดใส่ผู้ตายและจุดไฟเผาผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนือเจตนาของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้องและเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

#ต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจึงจะเป็นคู่ความในศาล อำนาจจับกุมในกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้า หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นรัฐบา...
24/07/2021

#ต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจึงจะเป็นคู่ความในศาล อำนาจจับกุมในกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้า หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นรัฐบาล (คำพิพากษาฎีกาที่ 724/2490) (อัยการนิเทศ เล่มที่ 20 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2501)

ไม่มีคำว่า “สาย”
12/07/2021

ไม่มีคำว่า “สาย”

ไม่มีคำว่า “สาย”

ฎีกาที่ 2190/2563ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยาน เมื่อถึงวันนัดกลับไม่มาและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้น...
06/07/2021

ฎีกาที่ 2190/2563

ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยาน เมื่อถึงวันนัดกลับไม่มาและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ไม่ได้ตัวมา จนต้องงดสืบพยาน

พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า ตามป.วิ.อ.มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ตามมาตรา 226/5

คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอื่น ที่พวกของจำเลยถูกฟ้องว่า ร่วมกระทำผิดกับจำเลย แม้เบิกความหลังเกิดเหตุถึง 9 ปีเศษ ยังสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่เป็นพยานบอกเล่า ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ได้เล่าเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยกับพวกในเวลาใกล้ชิดกับเหตุ และชี้ภาพถ่ายว่า จำเลยเป็นผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกทั้งยืนยันถึงเหตุที่จำจำเลยได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแน่น ตามมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้าย

ฎีกาที่ 2190/2563

ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยาน เมื่อถึงวันนัดกลับไม่มาและไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับเพื่อเอาตัวมาเป็นพยาน แต่ไม่ได้ตัวมา จนต้องงดสืบพยาน

พฤติการณ์ในการหลบหนีและไม่ยอมมาเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า ตามป.วิ.อ.มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และถือได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่จะรับฟังบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความไว้ในคดีอื่น ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ตามมาตรา 226/5

คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอื่น ที่พวกของจำเลยถูกฟ้องว่า ร่วมกระทำผิดกับจำเลย แม้เบิกความหลังเกิดเหตุถึง 9 ปีเศษ ยังสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่เป็นพยานบอกเล่า ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ได้เล่าเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยกับพวกในเวลาใกล้ชิดกับเหตุ และชี้ภาพถ่ายว่า จำเลยเป็นผู้ที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีกทั้งยืนยันถึงเหตุที่จำจำเลยได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแน่น ตามมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้าย

ที่อยู่

แขวง/เขต สายไหม กรุงเทพฯ
Bangkok
10220

เบอร์โทรศัพท์

0896263030

ผลิตภัณฑ์

เอกสารและชีทเตรียมสอบเนติบัณฑิตไทย

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Absolute LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Absolute LAW:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

#ของมันต้องมี #ขอบคุณทีมงาน absolute law ที่ทำหนังสือดีๆ ให้เราอ่านนะคะ 👍👍👍
ของเขาดีจริงๆ เน้น ๆ เนื้อ ๆ
ขอบคุณแอดมิน ที่แจกฟรีครับได้รับแล้วครับ