21/07/2026
วันนี้ผมไปบรรยายให้ โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) รุ่น 18 ด้วยหัวข้อที่ตั้งเองว่า “สถาปัตยกรรมรัฐบาลไทย: มุมมองจากระบบและระบบนิเวศนวัตกรรม” ตอนแรกเขาเชิญบรรยายในหัวข้อ ความรู้เบื้องต้นของ ระบบนิเวศน์นวัตกรรม ชื่อฟังดูใหญ่ แต่เนื้อหาก็ใหญ่ตามจริง เพราะผมไม่ได้เริ่มจากไทยเลย
ผมเริ่มจากโลกก่อน ว่าตอนนี้รัฐบาลทุกประเทศกำลังอยู่ในอะไรบ้าง
สามคำที่อยู่ในสไลด์เริ่มต้น คือ Tech war, Hot war, Climate change ที่สะท้อนสามแรงบีบที่ทำให้รัฐทุกแห่งต้องคิดใหม่หมด ตั้งแต่เรื่องความมั่นคง ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากร
Tech war: คือการแข่งกันเรื่องเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และอธิปไตยทางดิจิทัล ตั้งแต่กรณี Trump vs Xi ที่คุณเขียนไว้ ไปจนถึงการออกแบบ sovereign tech stack ที่รัฐจะไม่ยอมให้ใคร “ปิดสวิตช์” ตัวเองได้ง่าย ๆ
Hot war: คือสงครามจริงและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่คุณยกตัวอย่าง Iran vs Israel รวมถึงผลกระทบต่อซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐต้องมีระบบสำรอง ไม่ใช่พึ่งโลกเสรีแบบเดิม
Climate change: ไม่ใช่แค่เรื่องอุณหภูมิสูงขึ้น แต่คือ climate crisis และ environmental & data resilience ที่คุณเขียนในสไลด์ ว่ารัฐต้องคิดเรื่อง climate resilience และการใช้ข้อมูลแบบ real-time เพื่อคาดการณ์สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตรงนี้เองที่ผมโยงเข้าไปหา GovTech และ เศรษฐศาสตร์ของ AI
ถ้าไม่มี tech stack ของตัวเอง ไม่มีความเข้าใจว่าปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนต้นทุน เวลา และรูปแบบงานอย่างไร รัฐก็จะอยู่ในโลกใหม่ด้วยเครื่องมือเก่า และถูกเกมใหญ่ลากไปโดยไม่มีอำนาจต่อรอง
จากโลก ผมค่อยหันกลับมาที่คำว่า “นวัตกรรม”
ในสไลด์ คุณเล่าไล่ตั้งแต่ยุค Oslo Manual 1–3 ที่พยายามเปลี่ยน innovation ให้กลายเป็นตัวเลขในแบบของโลกธุรกิจ เน้นผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตร และ R&D เป็นหลัก
แล้วค่อยขยับไปที่ Oslo Manual 4 (2018) ที่เริ่มพูดถึง product, process, marketing และ organisational innovation พร้อมกัน เท่ากับยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงในองค์กรไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่รวมถึงวิธีทำงานด้วย
จากนั้นผมโยงไปที่ Bogota Manual ของประเทศที่ต้อง “ไล่กวด” ซึ่งมอง innovation ผ่านความพยายามสะสมทักษะ การปรับของ การดูดซับเทคโนโลยี ไม่ได้มองผ่าน R&D อย่างเดียวนี่คือเสียงของประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อยากถูกวัดด้วยมาตรฐานของโลกพัฒนาแล้วเพียงชุดเดียว
พอเล่าเรื่องฝั่งธุรกิจจบ ผมเปลี่ยนฉากไปฝั่งรัฐ
สไลด์ชุด Public Sector Innovation ผมเล่าว่า นวัตกรรมในภาครัฐคือการสร้างคุณค่าใหม่ให้ประชาชน ผ่านการรื้อวิธีทำงานแบบเดิม ไม่ใช่แค่เอาเทคโนโลยีไปครอบ
ตรงนี้ผมเลยดึงเอา European Public Sector Innovation Scoreboard (EPSIS) และดัชนีอย่าง E-Government Development Indicator (EGDI) เข้ามา เพื่อให้เห็นว่าฝั่งยุโรปเขาไม่ได้พูดเรื่องนวัตกรรมภาครัฐแบบลอย ๆ แต่พยายามวัดจริง ว่ารัฐคิด ทำ และเชื่อมกับ ecosystem ยังไง
กว่าจะถึงคำว่า “ระบบ” กับ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” คือหลังเบรก
ผมค่อยแยกให้ชัดว่า การมองแบบ National Innovation System (NIS) คือมองระบบเป็นวงจรความรู้ 6 ขั้น ตั้งแต่สร้าง กระจาย ใช้ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมและกติกา
ส่วนการพูดถึง ระบบนิเวศนวัตกรรม คือการยอมรับว่ามันมีตัวแสดงหลากหลาย ทั้งคนสร้าง คนหนุน คนเร่ง คนตรวจสอบ ที่ทำงานแบบผสมกัน ไม่ใช่แยกกันอยู่เป็นไซโล
ช่วงท้าย ผมลงไปถึงระดับ “โครงสร้างจริง”
พูดถึงกระทรวงที่คุมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในประเทศต่าง ๆ
พูดถึงสภาและคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรมที่ทำหน้าที่กันคนละแบบ ไทร์อินแนวคิด ปรับกระทรวงที่เคยเสนอไปก่อนหน้าด้วย
ผม deep dive ไปพูดถึงหน่วยงานอย่าง DARPA, Vinnova, France 2030, DSIT, IIA ฯลฯ ว่าใครทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์” ของระบบ และใครเป็น “คนถือพวงมาลัย” ที่กำหนดทิศ
แล้วก็เหลือบดูเวลา ก็เหลือช่วงพูดถึงเมืองไทยจริง ๆ น้อยมาก
ผมเลยไม่ฝืนยัดเนื้อหา แต่เลือก “ฝาก” ไว้เป็น 5 ความท้าทายของไทยในระบบนวัตกรรม ตามสไลด์ท้าย มากกว่าจะปล่อยข้อมูลพร่ำเพรื่อ ห้าโจทย์ของระบบนวัตกรรมไทย ก็มี:
1) โครงสร้างราชการที่ตั้งต้นจากไซโล มากกว่าจากมุมมองระบบ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมเป็นไปอย่างจำกัด
2) หน่วยงานนโยบายนวัตกรรมหลายแห่งถูกดึงไปทำโครงการแทนที่จะได้ทำหน้าที่ “ออกแบบระบบ” อย่างเต็มกำลัง
3) ระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐยังไม่รองรับการทดลองของใหม่ และไม่เปิดช่องให้เกิด Public Procurement for Innovation อย่างจริงจัง
4) ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ถูกใช้ในระดับโครงการ แต่ยังไม่ถูกผูกเข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับระบบอย่างสม่ำเสมอ
5) พื้นที่ทดลองของรัฐยังเน้น sandbox เพื่อโชว์มากกว่าสandbox เพื่อเรียนรู้ ทำให้ผลการทดลองไม่ถูกเอาไปเปลี่ยนกฎหรือกระบวนการจริง
จบสามชั่วโมงแบบไม่ทันใช้สไลด์หมดอีกตามเคย
แต่บรรยากาศในห้องก็ดี น้อง ๆ รุ่นใหม่ถามคำถามเยอะ ถามตรง และถามแบบอยากเข้าใจจริงว่าราชการไทยจะอยู่กับ tech war, hot war, climate crisis และ AI ยังไง โดยไม่แค่ “ทำโครงการนวัตกรรม” ให้ครบเช็กลิสต์