พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, Chiang Mai.

เพจทางการของ ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ จากเด็กฟิสิกส์ มช สู่ดอกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์นวัตกรรม อดีตผู้อำนวยการ NIA เคยโลดแล่นทางการเมืองท้องถิ่น เขายังคงขยันโพสต์เรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจท้องถิ่น เพื่อยกระดับไทยสู่เวทีโลก

A Farewell Worth Celebrating: บทสะท้อนจากงาน "Innovation & Strategy in India"ผมมีโอกาสร่วมงานสัมมนาออนไลน์ที่ India Inst...
25/07/2026

A Farewell Worth Celebrating: บทสะท้อนจากงาน "Innovation & Strategy in India"
ผมมีโอกาสร่วมงานสัมมนาออนไลน์ที่ India Institute of Management - IIM Bangalore หรือ นิด้าของอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งต่อบทบาทอธิการบดีของ Rishikesha T. Krishnan เพื่อนนักวิชาการที่ทำงานร่วมกันมานาน แทนที่จะเป็นงานเลี้ยงทั่วไป เขาเลือกจัดเวทีถกเถียงเรื่องอนาคตนวัตกรรมอินเดีย สะท้อนตัวตนที่ทำงานนี้มาอย่างจริงจังตลอดชีวิต
Rishi เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ทำให้อินเดียมอง “นวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่คำสวยหรู ทั้งในบทบาทนักวิชาการ ผู้บริหารสถาบัน และที่ปรึกษานโยบายระดับประเทศ
ผมได้รับเชิญเป็น discussant ใน session เปิดงาน ซึ่งรวมผู้เล่นจากทั้งระบบ เช่น โครงสร้างพื้นฐานการเงิน นโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ VC
5 ประเด็นสำคัญ (ที่ไทยคุ้นเคยมาก)
1) อินเดียเผชิญ “double valley of death” ไม่ใช่แค่ช่องว่าง R&D สู่ตลาด แต่รวมถึงการสร้าง ecosystem ให้สตาร์ทอัพทำงานกับทุนใหญ่ได้ ซึ่งไทยก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน
2) อินเดียกำลังขยับจากเศรษฐกิจบริการไปสู่การผลิตขั้นสูง แต่ยังอยู่ช่วงตั้งต้น ไทยเองก็อยู่ในจุด “เริ่มมี momentum แต่ยังไม่ลึก”
3) จุดแข็งของอินเดียคือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคมในระดับมหาศาล เช่น UPI ที่เข้าถึงคนนับร้อยล้าน ตรงนี้ไทยยังตามอยู่พอสมควร
4) กรอบ 4 ปัจจัย: ตลาด เงิน เทคโนโลยี คน อินเดียมี funding ระยะแรกดี แต่ deep tech ยังต้องพึ่งรัฐและทุนใหญ่ร่วมกับ VC ขณะที่ talent มีช่องว่าง “กลาง” ซึ่งไทยก็มีปัญหาแบบเดียวกัน
5) การวาง positioning ประเทศสำคัญพอๆ กับนโยบาย อินเดียยังพยายามหลุดจากภาพ “ประเทศบริการ” ไปสู่ deep tech ซึ่งคล้ายกับไทยที่ยังหาจุดยืนระหว่าง soft power กับเทคโนโลยี
สรุปความรู้สึกที่ฟังเขาบ่น ปละเราคนนอกมองเขา
สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่คือวิธีจัดงาน เป็นเวทีถกเถียงจริงจัง ไม่ใช่งานอำลาแบบพิธีการ สะท้อนสิ่งที่ Rishi ทำมาตลอด
อินเดียมีหลายโจทย์เหมือนไทย แต่กำลังเดินไปในทิศทางที่ชัดและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่น่าคิดสำหรับเรา

บ่ายนี้เป็น Mod ใน The Political Road to Pink City การเมืองสีชมพู พบกับ การดี เลียวไพโรจน์ - Karndee Leopairote สว ป๊อก ...
23/07/2026

บ่ายนี้เป็น Mod ใน The Political Road to Pink City การเมืองสีชมพู พบกับ การดี เลียวไพโรจน์ - Karndee Leopairote สว ป๊อก พรชัย และ รองผู้ว่า กทม ศานนท์ มาคุยกันเรื่องทำให้ กทม เป็นศูนย์กลางการลงทุน Pink Economy ระดับโลก ฝั่งการเมืองท้องถิ่น สภาล่าง สภาสูงมองอย่างไร
ไว้จะมาสรุปให้อ่านกันครับ ไม่มี Live สด

22/07/2026

การถ่ายทอดสดการประชุม เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี เมื่อต้นทุนไม่ได้สูงเหมือนในอดีต โอกาสในการสร้างการเมืองท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมของประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้น และสภาจังหวัดเชียงใหม่เองก็ได้ยอมรับแนวทางนี้ด้วยการถ่ายทอดสดแล้ว
ส่วนเหตุผลที่สมาชิกสภาท่านนี้กล่าวอ้างเรื่องงานแต่ง งานบวช และงานบุญนั้น โดยหลักแล้วหน้าที่สำคัญของสมาชิกสภาคือการเข้าร่วมประชุมสภา ประชุมคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการต่าง ๆ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นต่าง ๆ แน่นอนว่าการไปร่วมงานวัฒนธรรมและประเพณีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็ควรให้ความสำคัญกับภารกิจในหน้าที่ที่ประชาชนเลือกท่านเข้ามาเป็นหลัก
อีกทั้ง หากวันที่กล่าวอ้างไม่มีภารกิจใดของสภาทับซ้อน ท่านย่อมสามารถไปได้อยู่แล้ว สิ่งที่ควรตอบประชาชนอย่างตรงไปตรงมาคือ เหตุใดจึงไม่เข้าร่วมประชุม และเหตุใดวิปของท่านจึงปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น สภาใหญ่กับสภาท้องถิ่นไม่ต่างกันในหลักการ หากประชาชนเลือกมาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่เช่นเดียวกัน

วันนี้ผมไปบรรยายให้ โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) รุ่น 18 ด้วยหัวข้อที่ตั้งเองว่า “สถาปัตยกรรมรัฐบา...
21/07/2026

วันนี้ผมไปบรรยายให้ โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) รุ่น 18 ด้วยหัวข้อที่ตั้งเองว่า “สถาปัตยกรรมรัฐบาลไทย: มุมมองจากระบบและระบบนิเวศนวัตกรรม” ตอนแรกเขาเชิญบรรยายในหัวข้อ ความรู้เบื้องต้นของ ระบบนิเวศน์นวัตกรรม ชื่อฟังดูใหญ่ แต่เนื้อหาก็ใหญ่ตามจริง เพราะผมไม่ได้เริ่มจากไทยเลย
ผมเริ่มจากโลกก่อน ว่าตอนนี้รัฐบาลทุกประเทศกำลังอยู่ในอะไรบ้าง
สามคำที่อยู่ในสไลด์เริ่มต้น คือ Tech war, Hot war, Climate change ที่สะท้อนสามแรงบีบที่ทำให้รัฐทุกแห่งต้องคิดใหม่หมด ตั้งแต่เรื่องความมั่นคง ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากร
Tech war: คือการแข่งกันเรื่องเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และอธิปไตยทางดิจิทัล ตั้งแต่กรณี Trump vs Xi ที่คุณเขียนไว้ ไปจนถึงการออกแบบ sovereign tech stack ที่รัฐจะไม่ยอมให้ใคร “ปิดสวิตช์” ตัวเองได้ง่าย ๆ
Hot war: คือสงครามจริงและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่คุณยกตัวอย่าง Iran vs Israel รวมถึงผลกระทบต่อซัพพลายเชนและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐต้องมีระบบสำรอง ไม่ใช่พึ่งโลกเสรีแบบเดิม
Climate change: ไม่ใช่แค่เรื่องอุณหภูมิสูงขึ้น แต่คือ climate crisis และ environmental & data resilience ที่คุณเขียนในสไลด์ ว่ารัฐต้องคิดเรื่อง climate resilience และการใช้ข้อมูลแบบ real-time เพื่อคาดการณ์สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตรงนี้เองที่ผมโยงเข้าไปหา GovTech และ เศรษฐศาสตร์ของ AI
ถ้าไม่มี tech stack ของตัวเอง ไม่มีความเข้าใจว่าปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนต้นทุน เวลา และรูปแบบงานอย่างไร รัฐก็จะอยู่ในโลกใหม่ด้วยเครื่องมือเก่า และถูกเกมใหญ่ลากไปโดยไม่มีอำนาจต่อรอง
จากโลก ผมค่อยหันกลับมาที่คำว่า “นวัตกรรม”
ในสไลด์ คุณเล่าไล่ตั้งแต่ยุค Oslo Manual 1–3 ที่พยายามเปลี่ยน innovation ให้กลายเป็นตัวเลขในแบบของโลกธุรกิจ เน้นผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตร และ R&D เป็นหลัก
แล้วค่อยขยับไปที่ Oslo Manual 4 (2018) ที่เริ่มพูดถึง product, process, marketing และ organisational innovation พร้อมกัน เท่ากับยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงในองค์กรไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่รวมถึงวิธีทำงานด้วย
จากนั้นผมโยงไปที่ Bogota Manual ของประเทศที่ต้อง “ไล่กวด” ซึ่งมอง innovation ผ่านความพยายามสะสมทักษะ การปรับของ การดูดซับเทคโนโลยี ไม่ได้มองผ่าน R&D อย่างเดียวนี่คือเสียงของประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อยากถูกวัดด้วยมาตรฐานของโลกพัฒนาแล้วเพียงชุดเดียว
พอเล่าเรื่องฝั่งธุรกิจจบ ผมเปลี่ยนฉากไปฝั่งรัฐ
สไลด์ชุด Public Sector Innovation ผมเล่าว่า นวัตกรรมในภาครัฐคือการสร้างคุณค่าใหม่ให้ประชาชน ผ่านการรื้อวิธีทำงานแบบเดิม ไม่ใช่แค่เอาเทคโนโลยีไปครอบ
ตรงนี้ผมเลยดึงเอา European Public Sector Innovation Scoreboard (EPSIS) และดัชนีอย่าง E-Government Development Indicator (EGDI) เข้ามา เพื่อให้เห็นว่าฝั่งยุโรปเขาไม่ได้พูดเรื่องนวัตกรรมภาครัฐแบบลอย ๆ แต่พยายามวัดจริง ว่ารัฐคิด ทำ และเชื่อมกับ ecosystem ยังไง
กว่าจะถึงคำว่า “ระบบ” กับ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” คือหลังเบรก
ผมค่อยแยกให้ชัดว่า การมองแบบ National Innovation System (NIS) คือมองระบบเป็นวงจรความรู้ 6 ขั้น ตั้งแต่สร้าง กระจาย ใช้ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมและกติกา
ส่วนการพูดถึง ระบบนิเวศนวัตกรรม คือการยอมรับว่ามันมีตัวแสดงหลากหลาย ทั้งคนสร้าง คนหนุน คนเร่ง คนตรวจสอบ ที่ทำงานแบบผสมกัน ไม่ใช่แยกกันอยู่เป็นไซโล
ช่วงท้าย ผมลงไปถึงระดับ “โครงสร้างจริง”
พูดถึงกระทรวงที่คุมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในประเทศต่าง ๆ
พูดถึงสภาและคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรมที่ทำหน้าที่กันคนละแบบ ไทร์อินแนวคิด ปรับกระทรวงที่เคยเสนอไปก่อนหน้าด้วย
ผม deep dive ไปพูดถึงหน่วยงานอย่าง DARPA, Vinnova, France 2030, DSIT, IIA ฯลฯ ว่าใครทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์” ของระบบ และใครเป็น “คนถือพวงมาลัย” ที่กำหนดทิศ
แล้วก็เหลือบดูเวลา ก็เหลือช่วงพูดถึงเมืองไทยจริง ๆ น้อยมาก
ผมเลยไม่ฝืนยัดเนื้อหา แต่เลือก “ฝาก” ไว้เป็น 5 ความท้าทายของไทยในระบบนวัตกรรม ตามสไลด์ท้าย มากกว่าจะปล่อยข้อมูลพร่ำเพรื่อ ห้าโจทย์ของระบบนวัตกรรมไทย ก็มี:
1) โครงสร้างราชการที่ตั้งต้นจากไซโล มากกว่าจากมุมมองระบบ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมเป็นไปอย่างจำกัด
2) หน่วยงานนโยบายนวัตกรรมหลายแห่งถูกดึงไปทำโครงการแทนที่จะได้ทำหน้าที่ “ออกแบบระบบ” อย่างเต็มกำลัง
3) ระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐยังไม่รองรับการทดลองของใหม่ และไม่เปิดช่องให้เกิด Public Procurement for Innovation อย่างจริงจัง
4) ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ถูกใช้ในระดับโครงการ แต่ยังไม่ถูกผูกเข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบายในระดับระบบอย่างสม่ำเสมอ
5) พื้นที่ทดลองของรัฐยังเน้น sandbox เพื่อโชว์มากกว่าสandbox เพื่อเรียนรู้ ทำให้ผลการทดลองไม่ถูกเอาไปเปลี่ยนกฎหรือกระบวนการจริง
จบสามชั่วโมงแบบไม่ทันใช้สไลด์หมดอีกตามเคย
แต่บรรยากาศในห้องก็ดี น้อง ๆ รุ่นใหม่ถามคำถามเยอะ ถามตรง และถามแบบอยากเข้าใจจริงว่าราชการไทยจะอยู่กับ tech war, hot war, climate crisis และ AI ยังไง โดยไม่แค่ “ทำโครงการนวัตกรรม” ให้ครบเช็กลิสต์

18/07/2026

พรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็น "พรรคอุดมการณ์" ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในพรรคจะต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่หมายความว่า "ทุกคนต้องยืนอยู่บนแกนเดียวกันให้ได้"
เพราะในความเป็นจริง พรรคการเมืองย่อมมีความหลากหลาย มีปีก มีมุ้ง มีกลุ่ม มีก๊วน มีเสียงดัง มีเสียงค่อย มีคนที่อยู่ในแถว และมีคนที่อยู่นอกแถว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือธรรมชาติของพรรคการเมืองที่มีชีวิต มีความซับซ้อน และมีคนจำนวนมากอยู่ร่วมกัน
สิ่งที่สำคัญกว่าการมีความหลากหลาย คือพรรคจะจัดการกับความหลากหลายนั้นอย่างไร
จะปล่อยให้แต่ละคนเดินไปคนละทิศ
หรือจะทำให้ทุกคนยังยืนอยู่บนเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันได้
นี่คือสาระสำคัญที่คุณ Wiroj Lakkhanaadisorn ได้ย้ำไว้ และผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเอามาถกและทำให้หนัก ต้องเอามาให้เป็นแก่นจริงๆ เพราะพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ได้เข้มแข็งเพราะไม่มีความเห็นต่าง แต่เข้มแข็งเพราะแม้มีความเห็นต่าง ก็ยังตัดสินใจได้บนหลักการเดียวกัน
การเป็นนักการเมือง ไม่ใช่การเลือกเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ
ไม่ใช่การเอาเฉพาะประเด็นที่ตัวเองอิน
และไม่ใช่การตัดสินใจตามแรงกดดันเฉพาะหน้า
แต่มันคือการยืนอยู่บนอุดมการณ์ของพรรค และใช้เจตจำนงทางการเมืองนั้นเป็นหลักในการคิด การพูด และการตัดสินใจ
ถ้าพรรคไม่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายพรรคก็จะไม่ใช่พรรคอุดมการณ์อีกต่อไป
มันจะเหลือเพียงการรวมตัวของคนที่ต่างคนต่างมีวาระของตัวเอง
บางคนกอดวาระเชิงพื้นที่
บางคนกอดวาระเชิงประเด็น
บางคนกอดความปลอดภัยของตัวเอง
บางคนกอดสถานะของตัวเอง
แล้วพรรคก็จะค่อย ๆ สูญเสียความเป็นเอกภาพ
เพราะเมื่อไม่มีการขัดเกลาทางความคิดอย่างต่อเนื่อง
ความกลัวจะเข้ามาแทนที่หลักการ
ความเงียบจะเข้ามาแทนที่ความกล้า
และการประคองตัวจะเข้ามาแทนที่ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
นี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุดของพรรคการเมือง
ไม่ใช่การมีความเห็นต่าง
แต่คือการไม่มีเจตจำนงร่วมที่ชัดพอจะพาทุกคนตัดสินใจไปในทิศเดียวกัน
และที่สำคัญ พรรคการเมืองไม่ได้มีภารกิจแค่การชนะเลือกตั้ง
ถ้าเรามองพรรคเป็นเพียงเครื่องจักรเลือกตั้ง เราก็จะได้แค่คนที่เก่งหาเสียง
แต่ถ้าเรามองพรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เราจะต้องสร้างคน ตั้งแต่ผู้สมัคร ผู้ช่วย สส. ทีมงานนโยบาย อาสาสมัคร ไปจนถึงผู้บริหารพรรคเอง
เพราะทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคทั้งนั้น
การหล่อหลอมทางอุดมการณ์จึงไม่ควรเกิดเฉพาะกับคนที่ชนะเลือกตั้ง
แต่ต้องเกิดกับคนทั้งระบบของพรรค
ต้องเกิดกับคนที่ทำงานเบื้องหลัง
ต้องเกิดกับคนที่กำลังเติบโต
และต้องเกิดกับคนที่ยังไม่มีตำแหน่ง แต่มีอนาคตทางการเมือง
เพราะพรรคที่ดี ไม่ได้สร้างแค่ผู้แทน
พรรคที่ดีต้องสร้างคน
และผมอยากย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของ สส. เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของผู้บริหารพรรคด้วย เพราะผู้บริหารพรรคคือคนที่ต้องทำให้อุดมการณ์ไม่ใช่แค่คำพูดในที่ประชุม แต่เป็นวัฒนธรรมที่ใช้จริงในองค์กร ตั้งแต่การคัดคน การดูแลคน ไปจนถึงการให้เกียรติและการฝึกฝนคนของพรรคทุกระดับ
ผู้บริหารพรรคไม่ใช่เพียงผู้จัดการเกมการเมือง ไม่ใช่เพียงผู้ประคองสมดุลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และไม่ใช่เพียงผู้รักษาความนิ่งขององค์กรในระยะสั้น แต่ต้องเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของพรรค ว่าพรรคนี้จะหล่อหลอมคนอย่างไร จะให้เกียรติกันอย่างไร จะรักษาความเป็นมืออาชีพอย่างไร และจะทำให้ทุกคนยังยืนอยู่บนอุดมการณ์เดียวกันได้อย่างไร
ถ้าผู้บริหารพรรคไม่จริงจังกับเรื่องนี้ พรรคก็จะเหลือเพียงชื่อ
แต่ไม่มีเนื้อแท้
ท้ายที่สุด พรรคการเมืองที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครดังที่สุด
ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครอยู่ในสปอตไลต์มากที่สุด
และไม่ได้วัดกันที่ว่าใครชนะในเกมเฉพาะหน้า
แต่วัดกันที่ว่า พรรคสามารถทำให้คนของตัวเองยืนอยู่บนหลักเดียวกันได้หรือไม่
ถ้าทำได้ พรรคก็เป็นพลังทางการเมืองที่แท้จริง
ถ้าทำไม่ได้ ต่อให้มีชื่อพรรคอยู่ ก็ไม่มีความเป็นพรรคอยู่จริง
และสุดท้าย พรรคที่ไม่ยอมขัดเกลาคนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีอุดมการณ์อยู่ในชื่อ ก็ไม่มีวันมีอุดมการณ์อยู่ในการกระทำ

คนอื่นเสนอยุบระดับกรม ผมเสนอบุบระดับกระทรวงเลย
16/07/2026

คนอื่นเสนอยุบระดับกรม ผมเสนอบุบระดับกระทรวงเลย

❝ ‘พันธุ์อาจ ชัยรัตน์’ โยน ‘บิ๊กไอเดีย’
‘ยุบ-รวม’ กระทรวง ‘อว.-ดีอี’ ❞
บางกระทรวงเป็นกระทรวงพื้นฐาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม เขาก็ต้องปรับโครงสร้างภายใน แต่ถ้าเป็นกระทรวงเฉพาะ มันปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้เวลาเท่าไหร่ เช่น กระทรวงนี้มีอายุ 5 ปี 10 ปี แล้ว “ยุบเปลี่ยน”
คำว่า “ยุบ” ในบริบทคนไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด “การยุบรวม” หรือ “การแยก” คือ “การสร้างกลไกใหม่ๆ” คนที่มีประสบการณ์เดิมอยู่แล้ว ต้องต่อยอดสิ่งที่เป็นงานประจำ ก็ทำไป แต่บางคนที่เหมาะกับการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เขาต้องไปตั้งกระทรวงใหม่เพื่อตอบคำถามอนาคต นี่คือการทำงานที่ใช้โครงงานเฉพาะกิจเป็นศูนย์กลาง นี่คือภารกิจเฉพาะ
ผมคิดว่า ถ้าเมืองไทยยังบริหารจัดการรัฐกิจแบบเดิม คือใช้วิธีคิดแบบรัฐศาสตร์-รัฐประศาสนศาสตร์ ก็จะมองเรื่องของงานประจำ เรื่องกฎระเบียบ ซึ่งเปลี่ยนแปลงช้ามากหรืออาจจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย มันจะไม่เกิดกระทรวงที่ทำภารกิจเฉพาะแบบนี้ พอเขาเสร็จแล้ว เขาจะไปทำอย่างอื่นต่อ
ถ้าเราไม่คิดแบบนี้ สุดท้าย ตั้งหน่วยงานมาแล้วที่บอกว่า “ยุบได้” ผมไม่เห็นมันจะยุบง่ายๆ สักตัวเลย เคยเห็นกรมถูกยุบไหม? มีองค์การมหาชนถูกยุบไปที่หนึ่ง นอกนั้นก็ยังอยู่กันจนถึงปัจจุบัน อว.ก็เพิ่งตั้งหน่วยงานมหาชนใหม่ ผมยังจำชื่อไม่ได้เลย แล้วสุดท้าย ไปดูว่าทำงานกันอย่างไรบ้าง “ซ้ำเสริม” หรือ “ซ้ำซ้อน” กัน เงินมันบริหารจัดการอย่างไร?


‘พันธุ์อาจ ชัยรัตน์’ โยน ‘บิ๊กไอเดีย’ ‘ยุบ-รวม’ กระทรวง ‘อว.-ดีอี’
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_902922

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์