พรรคประชาชน ภูเก็ต - People's Party Phuket

พรรคประชาชน ภูเก็ต - People's Party Phuket เฟซบุ๊กเพจทางการของพรรคประชาชน ภูเก็ต

11/08/2026
11/08/2026
09/08/2026

ทุกครั้งที่พวกเราเติมน้ำมัน ไม่ว่าจะเบนซินหรือดีเซล นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ยังมีเงินอีก 5 สตางค์ต่อลิตร ที่ถูกเก็บเข้ากองทุนหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งกองทุนนี้มีชื่อว่า ‘กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน’
Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กองทุนนี้เก็บเงินจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนสะสมรวมกันถึง 17,000 ล้านบาท (ข้อมูลเมษายนปี 2569)
ศุภโชติตั้งคำถามว่า เงินเหล่านี้ถูกใช้คุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนจ่ายจริงหรือไม่?
“ที่ผ่านมา ในแต่ละปีมีการจัดสรรงบไปยังโครงการต่างๆ รวมกันหลักพันล้าน หรืออาจจะแตะหลักหมื่นล้านบาทในบางปี โดยเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับโครงการ เช่น โซลาร์รูฟท็อป โซลาร์เซลล์ภาครัฐ เงินอุดหนุนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และเอกชน ซึ่งทั้งหมดถูกอ้างว่านำไปเพื่อให้ประเทศสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้มากขึ้น”
ปี 2569 ก็มีการเปิดให้หน่วยงานต่างๆ ทำเรื่องขอใช้เงินกองทุนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งในช่วงระหว่างกุมภาพันธ์ - มีนาคม แค่เดือนเดียวมีหน่วยงานของรัฐของบจากกองทุนนี้รวมกันกว่า 5,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ถูกเบิกออกไปตลอดหลายปีที่ผ่าน คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดมากว่า 100,000 ล้านบาท
คำถามถัดมาที่ศุภโชติกล่าวว่า ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนคือ การลงทุนในโครงการเหล่านี้จะช่วยประหยัดพลังงานให้ประเทศได้จริงมากน้อยแค่ไหน คุ้มกับเงินที่เก็บไปหรือไม่ นั่นเพราะ…
- ไม่เห็นว่าค่าไฟถูกลง
- ไม่เห็นว่าค่าน้ำมันถูกลง
- ไม่เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีการออกแบบระบบการใช้เงินกองทุนที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า…
- เงินแต่ละบาทถูกใช้กับโครงการอะไร?
- โครงการนั้นประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่?
- ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้?
- คุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนถูกเก็บไปหรือไม่?
ในภาวะที่ค่าครองชีพ ของใช้ และพลังงานแพงแบบสุดซอย แต่กองทุนนี้กลับมีเงินสะสมหลักหมื่นล้าน ศุภโชติเสนอข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการทันที 3 ข้อ คือ
1. พิจารณาพักหรือลดอัตราเก็บเงิน 5 สตางค์ต่อลิตร เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานชั่วคราว เพราะเงินสะสมมีเพียงพออยู่แล้ว สามารถลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้ทันที
2. เปิดเผยรายชื่อโครงการ ผู้รับเงิน และผลประเมินอย่างเป็นระบบต่อสาธารณะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
3. จัดให้มีการตรวจสอบอิสระทุกปี ไม่ใช่แค่รายงานภายในหน่วยงาน
“กลไกของกองทุนที่ให้คนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นผู้ช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นกลไกที่หลายประเทศใช้ และไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ ประชาชนก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เงินของเราถูกใช้คุ้มค่าจริงหรือไม่ เงินทุกบาทที่เก็บจากประชาชน ต้องตอบให้ได้ว่าเอาไปทำอะไร และคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้กองทุนนี้ดำเนินการต่อไป โดยมีประชาชนเป็นเพียงผู้จ่ายเงิน แต่ไม่มีโอกาสรับรู้ว่าผลประโยชน์นี้แท้จริง แล้วอาจถูกแอบเอาไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” ศุภโชติกล่าว

09/08/2026

[ เสียงตะโกนถึงวงจรเผด็จการ เมื่อไทย-เมียนมา เผชิญโศกนาฏกรรมการถดถอยของประชาธิปไตย ]
“เพื่อสันติภาพ และมนุษยธรรม”
นี่คือเสียงที่ Anusorn Tamajai - อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. พรรคประชาชน เปล่งออกมาที่รัฐสภา เพื่อแสดงจุดยืนต่อหน้า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ผู้ก่อการรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 แล้วลอกคราบเครื่องแบบทหารมาเป็น ‘ผู้นำรัฐบาลพลเรือน’ ผ่านการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่มีความเป็นธรรมจริงหรือไม่
พรรคประชาชนขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐสภาไทยและพื้นที่ทางการทูตของเรา ควรเป็นสัญลักษณ์ของตัวแทนประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อเสรีภาพและหลักมนุษยธรรม ไม่ใช่เวทีฟอกตัวให้แก่ผู้นำประเทศที่เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร และมีข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก
ก่อนการเดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut หัวหน้าพรรคประชาชน และ Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ ได้ออกมาทักท้วงรัฐบาลอย่างต่อเนื่องว่า หากไทยจะให้พื้นที่กับ มิน อ่อง ไลง์ เพื่อแสดงบทบาทว่าไทยจะเป็นสะพานเชื่อมเมียนมาเข้ากับประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก ต้องนำข้อเสนอที่จับต้องได้ไปเจรจา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำและมลพิษทางอากาศข้ามแดนที่มีต้นตอมาจากเหมืองแร่ตามชายแดนฝั่งเมียนมา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือรัฐบาลภายใต้นโยบายต่างประเทศของรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กลับเลือกปูพรมแดงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ โดยไม่นำข้อเสนอของพรรคประชาชนและภาคประชาสังคมไปเจรจาให้ได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ดังที่ สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ - Sorasak Samonkraisorakit สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นว่า นี่คือการลงทุนทางการทูตที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลลัพธ์กลับได้มาเพียง ‘กระดาษเปล่า’ นอกจากประชาชนไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการแก้ปัญหาวิกฤตผู้ลี้ภัยที่หนีภัยสงครามข้ามแดน และการปกป้องชีวิตทรัพย์สินของคนไทยบริเวณชายแดน ประเทศไทยยังต้องแลกด้วยการสูญเสียความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิในเวทีโลกไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อสังเกตให้ดี จะพบว่า โศกนาฏกรรมทางการเมืองของเมียนมา แทบไม่ต่างอะไรกับการเดินตามรอย ‘วงจรเผด็จการรุ่นพี่’ อย่างประเทศไทย เริ่มจากการฉีกกติกาด้วยการทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เพื่อสืบทอดอำนาจ ปิดกั้นการรณรงค์ และใช้นิติสงครามยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่จบไม่สิ้น ก่อนจะสลัดเครื่องแบบทหารมาใส่สูทสากล แอบอ้างคำว่า ‘รัฐบาลพลเรือน’
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับประเทศไทย วงจรเผด็จการไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเครือข่ายผู้ทำรัฐประหารได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ และลงสู่สนามเลือกตั้งด้วยกติกาที่ออกแบบเอง นั่นคือรัฐธรรมนูญ 2560 จนผู้นำรัฐประหารได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง
แม้กลุ่มทหารจะหมดอำนาจไป แต่มรดกตกทอดของการรัฐประหาร 2557 ที่ซ่อนอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังอยู่ และมีกลุ่มการเมืองหนึ่งใช้ประโยชน์จากกลไกนี้เป็นเครื่องมือแทรกซึมและยึดกุมองค์กรอิสระ สว. และโครงสร้างอำนาจรัฐ เพื่อรวบหัวรวบท้ายกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับเจตนารมณ์ของประชาชน นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ในเมื่อฝ่ายขัดขวางประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ยังจับมือสืบทอดอำนาจและถอดบทเรียนการกดขี่จากกันและกัน พรรคประชาชนขอประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีพรมแดนพรรคประชาชนขอยืนเคียงข้างประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ทั้งในประเทศไทย เมียนมา และทุกมุมโลก เพื่อร่วมกันหยุดยั้งวงจรรัฐประหาร ทลายระบอบสืบทอดอำนาจ และคืนอำนาจสูงสุดให้กลับมาอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง

09/08/2026
วันที่ 9 สิงหาคม 2567 คือวันที่ ‘พรรคประชาชน’ ก่อตั้งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์หลังการยุบพรรคก้าวไกล ทั้งเพื่อเป็นฐานที่ม...
09/08/2026

วันที่ 9 สิงหาคม 2567 คือวันที่ ‘พรรคประชาชน’ ก่อตั้งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์หลังการยุบพรรคก้าวไกล ทั้งเพื่อเป็นฐานที่มั่นของ สส. และบุคลากรทางการเมือง เป็นการสืบทอดจุดยืนทางอุดมการณ์ และเป็นการประกาศว่า ไม่ว่าจะล้มหรือถูกทำให้ล้มสักกี่ครั้ง พวกเราจะลุกขึ้นมาได้ใหม่เสมอ
ในวันครบรอบ 2 ปีของ ‘พรรคประชาชน’ เราจึงต้องย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น เพื่อทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ ที่ยังหยัดยืนอยู่ในวันนี้ เริ่มต้นจากอะไร และเดินทางมาอย่างไร
เมื่อ 10 ปีก่อน วันที่ 7 สิงหาคม 2559 คือวันที่มรดกจากรัฐประหาร 2557 ถูกหว่านเมล็ดผ่านการทำประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งมีกลไกเอื้อให้ผู้ทำรัฐประหารสามารถสืบทอดอำนาจได้ พ่วงด้วยคำถามแนบท้ายที่เปิดทางให้ สว. จากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ สส. เป็นเวลา 5 ปี
ผลประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้รับเสียงส่วนมากให้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จากนั้นเป็นต้นมา เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านไว้ก็เริ่มผลิดอกออกผล
ผ่านไป 10 ปี ดอกและผลจากเมล็ดพันธุ์ที่ คสช. ฝากไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้กลายเป็นมรดกทางอำนาจที่หยั่งรากลึกจนยากจะถอน หากจะกล่าวว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวิกฤตการเมืองไทย วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ควรถูกจัดวางไว้ในลำดับที่ไม่ต่างกัน
ในยุคที่รัฐบาลมีผู้นำเป็นหัวหน้า คสช. ปี 2561 ‘พรรคอนาคตใหม่’ ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลง และสร้างการเมืองแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายปลายทางที่เรียบง่าย คือ ‘อนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’
แม้การเลือกตั้งปี 2562 จะเกิดขึ้นภายใต้กลไกที่ คสช. ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 จนผู้นำรัฐประหาร 2557 กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง แต่การลงสู่สนามเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ก็แสดงให้เห็นว่า พวกเราพร้อมสำหรับก้าวแรกสู่ ‘อนาคต’ ที่วางไว้
ทว่าการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่า ‘นิติสงคราม’ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปีถัดมา พร้อมกับการตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำหลายคน
‘พรรคส้ม’ รุ่นถัดมาในชื่อ ‘พรรคก้าวไกล’ รับไม้ต่อ และสามารถเอาชนะการเลือกตั้งปี 2566 ได้ในฐานะพรรคอันดับ 1 แต่กลไกทางการเมืองและกระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง พร้อมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญๆ อย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายสร้างสังคมที่เท่าเทียม ปฏิรูประบบที่ไม่เป็นธรรม และทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน การเดินทางของพรรคก้าวไกลก็สิ้นสุดลงอีกครั้งจากกระบวนการทางกฎหมาย แกนนำรุ่นถัดมาถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้อุดมการณ์และภารกิจที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดถูกส่งมายังพวกเรา - พรรคประชาชน
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าตามอุดมการณ์ที่เราร่วมกันปักหมุดหมายไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการทำให้ ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’
แม้เราไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้ผลการเลือกตั้ง 2569 จะไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเราคาดหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในสนามหนึ่งไม่ได้หมายความว่าอุดมการณ์และเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องพ่ายแพ้ไปด้วย
เพราะสำหรับเรา การทำงานเพื่อประชาชนเริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และต่อเนื่องจนถึงวันนี้
ในยุคสมัยที่กลุ่มผู้ทำรัฐประหารหมดอำนาจลงแล้ว กลไกต่างๆ ที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้บางกลุ่มการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างเครือข่ายทางอำนาจ ทั้งผ่านองค์กรอิสระ การแทรกซึมทางการเมือง และการยึดกุมอำนาจรัฐ พ่วงด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในระบบ และสิ่งที่เราเห็นว่าเชื่อมโยงปรากฏการณ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน คือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมสั่นคลอน การบังคับใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม นำมาสู่โจทย์ใหม่ๆ ที่เราต้องหาทางออกร่วมกัน นั่นคือ เราจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐล้มเหลว เราจะยกระดับศักยภาพตัวเองใหม่ได้อย่างไร
นอกจากความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศ อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์การรับมือมหาอำนาจ ว่าเราจะสามารถสร้างข้อตกลงเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร
แต่คำถามสำคัญของการเมืองไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ว่า เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใคร หรือเชื่อในวิธีการแบบไหน หากแต่คือคำถามว่า เราต้องการเห็นประเทศเดินไปในทิศทางใด และวาดภาพอนาคตของประเทศไทยไว้อย่างไร ระหว่างการเมืองที่อาศัยเครือข่ายอำนาจและระบบอุปถัมภ์ กับการเมืองที่เชื่อว่าอำนาจสูงสุดต้องกลับมาอยู่ในมือประชาชน
นี่ไม่ใช่เพียงโจทย์ทางการเมืองที่เราต้องหาคำตอบ แต่เป็นคำถามที่เราต้องส่งต่อไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยว่า วิธีการแบบไหนจะทำให้ประเทศยังอยู่ที่จุดเดิม และวิธีการแบบไหนจะสร้างความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย
เมื่อสภาพความจริงเป็นเช่นนั้น ยิ่งทำให้เป้าหมายของเราชัดเจนขึ้น นั่นคือภารกิจของพรรคประชาชนที่ยังมีอีกมาก จริงอยู่ การเข้าถึงอำนาจรัฐด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งคือเป้าหมายสำคัญ แต่การใช้ทุกสรรพกำลังทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงพื้นที่ของรัฐบาล ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม
ในวันที่พรรคประชาชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 พวกเราขอขอบคุณความไว้วางใจจากประชาชนทุกคนที่สนับสนุนและเดินเคียงข้างเราตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แม้เส้นทางนี้จะไม่ราบเรียบ ไม่มีกลีบกุหลาบโรยไว้ หากเต็มไปด้วยหลุมบ่อและอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่ตลอดทาง
ความหวังเริ่มต้นที่ ‘อนาคตใหม่’ ส่งต่อมายัง ‘ก้าวไกล’ และพวกเรา ‘พรรคประชาชน’ ขอให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ โดยยึดถืออุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และความไว้วางใจที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้เป็นสำคัญ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง และทำให้สังคมที่ ‘อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’ เกิดขึ้นจริง

ที่อยู่

Phuket
Kathu

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 22:00
อังคาร 08:30 - 22:00
พุธ 08:30 - 22:00
พฤหัสบดี 08:30 - 22:00
ศุกร์ 08:30 - 22:00
เสาร์ 08:30 - 22:00
อาทิตย์ 08:30 - 22:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน ภูเก็ต - People's Party Phuketผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์