09/08/2026
ทุกครั้งที่พวกเราเติมน้ำมัน ไม่ว่าจะเบนซินหรือดีเซล นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ยังมีเงินอีก 5 สตางค์ต่อลิตร ที่ถูกเก็บเข้ากองทุนหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งกองทุนนี้มีชื่อว่า ‘กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน’
Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กองทุนนี้เก็บเงินจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนสะสมรวมกันถึง 17,000 ล้านบาท (ข้อมูลเมษายนปี 2569)
ศุภโชติตั้งคำถามว่า เงินเหล่านี้ถูกใช้คุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนจ่ายจริงหรือไม่?
“ที่ผ่านมา ในแต่ละปีมีการจัดสรรงบไปยังโครงการต่างๆ รวมกันหลักพันล้าน หรืออาจจะแตะหลักหมื่นล้านบาทในบางปี โดยเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับโครงการ เช่น โซลาร์รูฟท็อป โซลาร์เซลล์ภาครัฐ เงินอุดหนุนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และเอกชน ซึ่งทั้งหมดถูกอ้างว่านำไปเพื่อให้ประเทศสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้มากขึ้น”
ปี 2569 ก็มีการเปิดให้หน่วยงานต่างๆ ทำเรื่องขอใช้เงินกองทุนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งในช่วงระหว่างกุมภาพันธ์ - มีนาคม แค่เดือนเดียวมีหน่วยงานของรัฐของบจากกองทุนนี้รวมกันกว่า 5,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ถูกเบิกออกไปตลอดหลายปีที่ผ่าน คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดมากว่า 100,000 ล้านบาท
คำถามถัดมาที่ศุภโชติกล่าวว่า ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนคือ การลงทุนในโครงการเหล่านี้จะช่วยประหยัดพลังงานให้ประเทศได้จริงมากน้อยแค่ไหน คุ้มกับเงินที่เก็บไปหรือไม่ นั่นเพราะ…
- ไม่เห็นว่าค่าไฟถูกลง
- ไม่เห็นว่าค่าน้ำมันถูกลง
- ไม่เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีการออกแบบระบบการใช้เงินกองทุนที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า…
- เงินแต่ละบาทถูกใช้กับโครงการอะไร?
- โครงการนั้นประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่?
- ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้?
- คุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนถูกเก็บไปหรือไม่?
ในภาวะที่ค่าครองชีพ ของใช้ และพลังงานแพงแบบสุดซอย แต่กองทุนนี้กลับมีเงินสะสมหลักหมื่นล้าน ศุภโชติเสนอข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการทันที 3 ข้อ คือ
1. พิจารณาพักหรือลดอัตราเก็บเงิน 5 สตางค์ต่อลิตร เข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานชั่วคราว เพราะเงินสะสมมีเพียงพออยู่แล้ว สามารถลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้ทันที
2. เปิดเผยรายชื่อโครงการ ผู้รับเงิน และผลประเมินอย่างเป็นระบบต่อสาธารณะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
3. จัดให้มีการตรวจสอบอิสระทุกปี ไม่ใช่แค่รายงานภายในหน่วยงาน
“กลไกของกองทุนที่ให้คนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นผู้ช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นกลไกที่หลายประเทศใช้ และไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ ประชาชนก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เงินของเราถูกใช้คุ้มค่าจริงหรือไม่ เงินทุกบาทที่เก็บจากประชาชน ต้องตอบให้ได้ว่าเอาไปทำอะไร และคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้กองทุนนี้ดำเนินการต่อไป โดยมีประชาชนเป็นเพียงผู้จ่ายเงิน แต่ไม่มีโอกาสรับรู้ว่าผลประโยชน์นี้แท้จริง แล้วอาจถูกแอบเอาไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” ศุภโชติกล่าว