100 ปีการสาธารณสุขไทย

100 ปีการสาธารณสุขไทย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก 100 ปีการสาธารณสุขไทย, หน่วยงานราชการ, ชั้น 3 สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ อาคารคลังพัสดุ ซ.6 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง, Nonthaburi.

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
07/04/2020

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

อนามัยชุมชน
.
แนวคิดและนโยบายการขยายระบบสาธารณสุขออกไปยังหัวเมืองหรือชนบทต่างๆ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2477 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งเทศบาลขึ้นทั่วประเทศแทนสุขาภิบาล และให้กรมสาธารณสุขจัดทำโครงการสร้างโรงพยาบาลขึ้นทั่วทุกจังหวัด โดยในช่วงแรกให้สร้างขึ้นตามชายแดนก่อน เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นต้องการดำเนินนโยบาย “อวดธง” เพื่อแสดงเกียรติภูมิของชาติไทยแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอาณานิคมของตะวันตก แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ก็ยังมีโรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศอยู่เพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้นจนกระทั่งปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ จึงกำหนดนโยบายให้สร้างโรงพยาบาลประเภทบำบัดโรคทั่วไปให้ครบทุกจังหวัด โดยในช่วงปี พ.ศ. 2492 – 2500 มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่าครึ่งของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดให้กรมการแพทย์ไปดำเนินการสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจนสามารถขยายโรงพยาบาลได้ครบทุกจังหวัด คือ 77 โรงพยาบาล จาก 72 จังหวัดภายในปี พ.ศ. 2500
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น มีการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลทางการเมืองของคอมมิวนิสต์ผ่านองค์กรระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เช่น องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐฯ หรือ USOM (United States Operations Mission) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID (United States Agency for International Development) และองค์การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสารและวัฒนธรรมของสหรัฐฯ หรือ USIS (United States Information Service) จึงทำให้ระบบสาธารณสุขในชนบทพัฒนาไปในหลายๆ ด้าน
.
ในช่วงนี้การให้บริการด้านสาธารณสุขในชนบทจะมีลักษณะเป็นแผนงานแนวดิ่ง (vertical program) คือ ส่วนกลางจะจัดหน่วยปฏิบัติการลงไปยังพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่ดูแลและแก้ปัญหาสาธารณสุขแต่ละเรื่องเป็นปฏิบัติการโดยหน่วยงานเฉพาะด้านที่จัดการปัญหาเฉพาะเรื่อง ซึ่งแม้ว่าจะออกไปดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ แต่การควบคุมบังคับบัญชาจะรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักต่อการมองปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมอื่นๆ และไม่ได้เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อมาเมื่อการทำงานในลักษณะดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างจำกัด จึงได้มีการริเริ่มแผนงานแบบที่มีชุมชนเป็นฐาน (community-based) ซึ่งมีหลักการทำงานคือการนำปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่องมาพิจารณาในบริบทของชุมชนนั้นๆ และสร้างกลไกแก้ไขปัญหาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
.
การดำเนินงานสาธารณสุขโดยมีชุมชนเป็นฐานในช่วงนั้น ปรากฏรูปธรรมชัดเจนจากโครงการส่งเสริมบริการอนามัยชนบทในพื้นที่ต่างๆ เช่น โครงการวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2507 โดยนายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย และนายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ โครงการดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 นายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย ได้ขอความช่วยเหลือจากสภาประชากรแห่งสหรัฐฯ จัดดำเนินโครงการสารภีขึ้นที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแนวคิดหลักคือ การขยายบริการออกไปสู่พื้นที่ชนบทห่างไกล โดยวิธีฝึกอบรมชาวบ้านที่ยินดีเสียสละเวลาเพื่อบริการเพื่อนบ้านด้วยกันเองขึ้นมาทำหน้าที่ให้บริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานต่างๆ
.
นอกจากทั้ง 2 โครงการดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีโครงการในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีหลักการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกัน เช่น โครงการลำปาง จังหวัดลำปาง โครงการบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โครงการสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โครงการโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งต่อมาการดำเนินงานในโครงการเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานและก้าวแรกที่พัฒนาไปสู่ “การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care)” ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประกาศอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2521
.
.
------------------------------------------------------
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

ประวัติศาสตร์หน้ากาก
03/04/2020

ประวัติศาสตร์หน้ากาก

ตามหาหน้ากาก:โรคระบาด อายพิศม์ กับ N95
.

"หากเราเชื่อว่า วัตถุหนึ่งชิ้นเล่าเรื่องได้มากมายหลากหลายมุม ทั้งวิธีคิดของคนผลิต หน้าที่ของมัน วัตถุดิบที่ใช้สร้าง ความเชื่อที่แฝงอยู่ ฯลฯ การเดินทางของ “หน้ากาก” ในฐานะวัตถุชิ้นหนึ่ง ก็พาเราไปเข้าใจสภาพสังคม ความคิด ความเชื่อของคนในแต่ละยุคสมัยผ่านการใช้งาน ดังนั้นหน้ากากจึงไม่ใช่เพียง “วัตถุ” ที่มีหน้าที่กันเชื้อโรคอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน"
.
ในช่วงเวลาที่หลายคน work at home หรือ work from home อยู่ขณะนี้ ศมส.ชวนอ่านบทความขนาดสั้น เรื่อง "หน้ากาก: วัตถุทางวัฒนธรรม ตัวอ้น และโรคระบาด" เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของหน้ากากในมุมมองมานุษยวิทยา
.
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

https://www.sac.or.th/main/th/article/detail/110
.

#หน้ากาก #วัตถุทางวัฒนธรรม #โรคระบาด #N95
#บทความ #SAC #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เขียนประวัติศาสตร์แห่งโรคระบาดผ่านงานวิจัย
23/03/2020

เขียนประวัติศาสตร์แห่งโรคระบาดผ่านงานวิจัย

#ประกาศให้ทุนสนับสนุนการเขียนบทความวิจัย
.
"โรคเปลี่ยนคน คนเปลี่ยนโลก : มานุษยวิทยาในสถานการณ์โรคระบาด"
.
ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโรคระบาด “โควิด – 19” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) ในฐานะองค์กรวิชาการด้านมานุษยวิทยา เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตวิกฤตโรคระบาด “โควิด – 19” ที่มีต่อชีวิตและสังคมในวงกว้าง ไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพ แต่ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการดำเนินกิจกรรมทางสังคม เพื่อเรียนรู้ปรากฏการณ์ดังกล่าวผ่านมุมมองทางมานุษยวิทยา ศมส. เปิดให้นักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาด้านมานุษยวิทยาหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ส่งข้อเสนอรับทุนเขียนบทความวิจัย (Research Paper) ภายใต้ “โครงการมานุษยวิทยาในสถานการณ์โรคระบาด”
.
รับจำนวน 20 ทุน ทุนละ 20,000 บาท ในหัวข้อต่อไปนี้

#กลุ่มที่ 1 ประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์โรคระบาด
• ทุกข์ทางสังคม (Social suffering) ประสบการณ์การเจ็บป่วย (Illness experience) ความหมายและมุมมองต่อโรคโควิด 19
•ชีวิตทางสังคมและอารมณ์ของมนุษย์ในสถานการณ์โรคระบาด: ความกลัว ความรัก ความเหงา และความหวัง ฯลฯ
• การดูแล (Care, Caring and Care-giving) ภารกิจทางมนุษยธรรม (Humanitarian effort) และประสบการณ์ทางจริยธรรม (Moral experience) ในสถานการณ์โรคระบาด
.

#กลุ่มที่ 2 บทเรียนของวิธีจัดการและแก้ไขปัญหาโรคระบาด
• การศึกษาเปรียบเทียบการรับมือของประเทศต่างๆ ในบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง
• กาลเทศะ ความเสี่ยง และมิติทางวัฒนธรรมของโรคอุบัติใหม่
• มองแบบรัฐ: รัฐเวชกรรม ภาวะผู้นำและปฏิบัติการของอำนาจในสถานการณ์เปราะบาง
• ชุมชน การตอบโต้ ต่อรอง และการกลายเป็นปัญหาท้องถิ่นของโรคในกระแสโลกาภิวัตน์
• ประสบการณ์และปฏิบัติการเชิงพื้นที่: การเดินทาง เส้นแบ่งและเขตแดนกับการควบคุมกักกันโรค
.

#กลุ่มที่ 3 การแบ่งแยกกีดกัน ความเสี่ยงและการปรับตัวทางสังคม
• ความเหลื่อมล้ำและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ: กลุ่มเปราะบาง ชนชั้น เชื้อชาติและเพศสภาวะในสถานการณ์โรคอุบัติใหม่
• สังคมเสี่ยงภัย: กลุ่มเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงและสถานการณ์เสี่ยงกับการปรับตัวและการเอาตัวรอดในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง
• การเกิดใหม่ของความเป็นสังคม (Sociality) ความเป็นพลเมือง (Citizenship) และการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ (New social movement) กับการรับมือโรคระบาด
.

#กลุ่มที่ 4 เทคโนโลยี พิธีกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในสถานการณ์โรคระบาด
• ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี: การรับมือกับสถานการณ์วิกฤต
• อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อสังคมกับโรคระบาด
• ศาสนา พิธีกรรม การผลิตซ้ำและการสร้างใหม่ทางวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับโรคระบาด
• กติกา มารยาทและสุนทรียศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันและการอยู่กับโรค
.

#กลุ่มที่ 5 ภววิทยา ปริมณฑลของความรู้และความจริง
• การเมืองเรื่องความรู้ ความจริง และการต่อสู้ช่วงชิงทางญาณวิทยา
• Visual culture and Epidemic ข้อมูลโรคระบาดกับการสร้างภาพตัวแทนและการสื่อสารผ่านภาพ
• การรายงานข่าว ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปล่อย และปฏิกิริยาทางสังคมของสาธารณะ
• วัตถุ สิ่งของ หลากสายพันธุ์กับการเป็นผู้กระทำการของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Materiality, Multi-species and Non-human actor) ในสถานการณ์โรคระบาด
.

รูปแบบผลงาน

1. บทความวิจัย (Research paper) ขนาดสั้น ที่ได้จากการวิจัยจากเอกสาร งานวิจัยภาคสนามและประสบการณ์ส่วนตัว การสัมภาษณ์ การสำรวจสื่อออนไลน์ เป็นต้น

2. ความยาวไม่ต่ำกว่า 15 หน้า (A 4) (ไม่รวมบรรณานุกรม)

3. Font TH SarabunPSK 16
.

คุณสมบัติของผู้สมัคร

นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษาทางด้านมานุษยวิทยา หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
.

เปิดรับข้อเสนอ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึง 20 เมษายน 2563 (ภายในเวลา 16.00 น.)
.
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มข้อเสนอบทความวิจัย ที่
https://www.sac.or.th/main/th/news/detail/59

ส่งแบบฟอร์มมาที่ e-mail : [email protected]
.
ประกาศผลผู้ได้รับการสนับสนุน 30 เมษายน 2563

ส่งร่างแรกของบทความ 31 พฤษภาคม 2563

กำหนดส่งบทความฉบับสมบูรณ์ 30 มิถุนายน 2563
.
สอบถามรายรายละเอียดได้เพิ่มเติม
โทร. 02 880 9429 ต่อ 3814 หรือ 3835
ในวันและเวลาราชการ

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
23/03/2020

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

โรคเก่า โรคใหม่: โรคติดต่อในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
.
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลโรคจิต

แต่ยังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตราย เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษ

พระองค์ทรงพระราชดำริที่จะจัดหาที่สร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้น โดยพบที่ดินบริเวณตำบลปากคลองสาน อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของคุณพระสัจจา บุตรเจ้าคุณทหาร เป็นตึกร้างมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ จึงได้สร้างเป็นโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้นในปี พ.ศ. 2448 นับเป็นโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งแรกของไทย
.
ในด้านการดำเนินงานช่วงแรกโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้นกับกรมพยาบาล กระทรวงนครบาล โดยมีนายแพทย์คาร์ทิว (พระยาอายุรเวทย์วิจักษณ์) เป็นผู้ดำเนินงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้มีการโอนย้ายมาสังกัดกรมสาธารณสุขในเวลาต่อมา และในปี พ.ศ. 2480 ได้โอนกิจการของโรงพยาบาลให้เทศบาลนครกรุงเทพดำเนินการ โดยขึ้นกับกองสาธารณสุข เทศบาลนครกรุงเทพ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลเทศบาล” นับแต่นั้นมา

เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาล นายแพทย์คาร์ทิวซึ่งเป็นอธิบดีกรมแพทย์สุขาภิบาลในสมัยนั้นเป็นผู้ควบคุมดูแล และให้นายแพทย์ฝึกหัดจากโรงพยาบาลศิริราชผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นผู้อำนวยการ ดังปรากฏในรายงานของนายแพทย์คาร์ทิวว่า แพทย์คนแรกชื่อหมอมั่น ต่อมาใช้แพทย์ของกรมแพทย์สุขาภิบาลผลัดเปลี่ยนกันอยู่คนละ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง เพราะก่อนปี พ.ศ. 2475 ไม่มีสะพานพุทธยอดฟ้าข้ามแม่น้ำ การไปมาไม่สะดวก แพทย์จึงต้องผลัดเปลี่ยนกันไปอยู่
.
แรกตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อ มุ่งหวังจะรับผู้ป่วยด้วยโรคติดต่ออันตราย แต่กลับปรากฏว่ายามเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาตกโรคและไข้ทรพิษระบาดขึ้นในพระนครและธนบุรี โรงพยาบาลแห่งนี้ก็รับผู้ป่วยได้ไม่หมดประกอบกับการคมนาคมก่อนปี พ.ศ. 2475 ลำบากมาก เมื่อมีโรคระบาดขึ้นจึงจำเป็นต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่วัดเทพศิรินทร์ วัดสุทัศน์ วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร สุขศาลาบางรัก เป็นต้น

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2487 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับเทศบาลนครกรุงเทพและกระทรวงมหาดไทย พิจารณาหาสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่รักษาพยาบาลโรคติดต่ออันตรายที่อาจเกิดการระบาดในคราวต่อไป และหากไม่มีโรคติดต่ออันตรายระบาดก็สามารถใช้เป็นที่ตรวจรักษาโรคติดต่อธรรมดาและโรคอื่นๆ ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่ขึ้น บริเวณถนนดินแดง ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร โดยใช้ชื่อว่า “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” และได้เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2492
.
ในปี พ.ศ. 2501 - 2502 เกิดการระบาดใหญ่ของอหิวาตกโรคในประเทศไทย ทำให้จำเป็นต้องมีโรงพยาบาลที่มีความสามารถสูงพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาโรคระบาดที่รุนแรง ประกอบกับโรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท ตั้งอยู่ในย่านชุมชน อาจมีปัญหาโรคติดต่อแพร่ระบาดไปในชุมชนได้

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงมีบัญชาให้ย้ายโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งนี้ไปตั้งในที่ซึ่งห่างจากชุมชน กระทรวงสาธารณสุขจึงขอแบ่งที่ดินโรงพยาบาลศรีธัญญาของกรมการแพทย์ ที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี ประมาณ 40 ไร่ เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่และเปิดดำเนินงานในปี พ.ศ. 2503 โดยให้ชื่อว่า

“โรงพยาบาลบำราศนราดูร”

และจากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ทำให้โรงพยาบาลบำราศนราดูรถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างส่วนราชการตามพระราชบัญญัตินี้มาเป็น "สถาบันบำราศนราดูร" สังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2545 โดยมีภารกิจในด้านดูแลระบบการ คัดกรอง คัดแยก ผู้ที่มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อ ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค โรคพิษสุนัขบ้า โรคโปลิโอ และโรคเอดส์ ตลอดจนร่วมสร้างงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการป้องกันควบคุมโรคที่ได้มาตรฐาน
.
เมื่อโรคระบาดเดิมที่เคยเป็นปัญหาทุเลาความรุนแรงลง ก็เกิดโรคระบาดใหม่ๆ ที่เรียกกันว่า “โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ” ที่เกิดขึ้นและสามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลก เช่น การระบาดของโรคไข้หวัดนกในฮ่องกง ปี พ.ศ. 2540 ทำให้ทางการฮ่องกงต้องประกาศฆ่าและทำลายไก่หลายหมื่นตัว และมีแนวโน้มการระบาดเข้ามาในประเทศไทย โรคซาร์ส (SARS) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ โรคปอดบวมในประเทศเม็กซิโกหรือโรคไข้หวัดใหญ่หมู หรือไข้หวัดหมู (Swine Flu) สายพันธุ์ใหม่ ที่พบว่ามีการกลายพันธุ์มาสู่คน และได้คร่าชีวิตผู้คนของเม็กซิโกไป 81 ราย จากผู้ป่วยทั้งสิ้นมากกว่า 1,300 ราย และเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ระบาดในเม็กซิโก เป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC)
.
การเดินทางของผู้คนในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดไปได้รวดเร็ว การเกิดขึ้นของเชื้ออีโบลาที่มีความรุนแรงมีโอกาสที่เข้ามาสู่ประเทศไทยได้จากพ่อค้าพลอยจากทวีปแอฟริกาที่เดินทางมาประกอบธุรกิจ ซื้อขายพลอยในประเทศไทย การเดินทางเพื่อไปแสวงบุญในตะวันออกกลางก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการระบาดของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อในปี พ.ศ. 2555 จำนวน 2 ราย เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และมีการส่งต่อผู้ป่วยมายังสถาบันบำราศนราดูร โดยผู้ป่วยทั้งสองรายได้รับการรักษาตัวในห้องแยกความดันลบเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย สถาบันบำราศนราดูรได้ใช้มาตรการแยกโรคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
.
จะเห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์การสาธารณสุขไทย โรคติดต่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โรคเก่าๆ อาจถูกกำจัดหรือกวาดล้างจนหมดไป แต่ก็มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ หรือโรคเก่าบางชนิดที่เคยถูกควบคุมจนไม่เป็นปัญหาแล้ว ก็อาจกลับมาอุบัติซ้ำได้อีก การควบคุมและป้องกันโรคต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
------------------------------------------------------
รูปประกอบ : โรงพยาบาลบำราศนราดูรในอดีต
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
10/03/2020

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

การออกหน่วยสุขศึกษา
.
งานสุขศึกษาในประเทศไทยมีประวัติย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2459 แต่มาลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง เมื่อมีการตั้งกรมสาธารณสุขเมื่อ พ.ศ. 2461 ต่อมาในปี พ.ศ. 2466 มีการจัดตั้ง กองบรรณาธิการ ทำการผลิตสื่อพิมพ์ในยุคแรก เช่น รายงานประจำปีกรมสาธารณสุข หนังสือ “แถลงการณ์สาธารณสุข” รายเดือนสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนในท้องถิ่น มีการผลิตเอกสารความรู้เฉพาะเรื่อง ผลิตใบปลิว โปสเตอร์รณรงค์ เขียนบทความเผยแพร่ และมีการจัดรายการวิทยุ เป็นต้น
.
ในยุคต่อๆ มาเมื่อเกิดกองสุขศึกษาขึ้นก็มีการขยายงานผลิตสื่ออื่นๆ เช่น สไลด์ ภาพโฆษณา และภาพยนตร์ มีการจัดสร้างภาพยนตร์ 16 มม. เรื่องวัยคะนอง ที่ได้รับความนิยมสามารถนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไป และนำรายได้มาใช้ในการทำงานของกองสุขศึกษาได้อีกด้วย
.
งานในส่วนภูมิภาคมีการออกไปรณรงค์เผยแพร่ความรู้ด้วยการฉายภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันว่า “การออกหน่วยฉายหนัง” ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2467 โดยมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปตั้งทำการในชุมชนนานคราวละ 3-4 เดือน แล้วจึงย้ายที่ไปเรื่อยๆ ในสมัยแรกได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกหน่วยฉายหนังของกองสุขศึกษายังได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์จาก MSA (Mutual Security Agency) ทำให้การออกหน่วยไปตามชุมชนต่างๆ คล่องตัวขึ้น ในบางพื้นที่ก็ขอให้นำภาพยนตร์ออกไปฉายในงานเทศกาลท้องถิ่นหรืองานประจำปีต่างๆ เช่น งานพระปฐมเจดีย์ งานพระพุทธบาท งานพระเจดีย์กลางน้ำ ฯลฯ
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 งานสุขศึกษาได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ(UNICEF)ทำให้การรณรงค์ด้านสุขศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการออกหน่วยเพื่อรณรงค์ด้านสาธารณสุข ทั้งในเวลาปกติและยามที่มีโรคระบาด
.
แนวคิดเรื่องสุขศึกษาพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากการออกหน่วยให้สุขศึกษา การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการรณรงค์มาเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การสร้างกลุ่มเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือกันเอง การตลาดเชิงสังคม (Social Marketing) การใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศใหม่ๆ เพื่อการสร้างสุขภาพดีทั้งในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และการสร้างวัฒนธรรมสุขภาพของสังคมโดยรวม
.
สุขศึกษาได้ปรับเปลี่ยนจากแนวคิด “แพทย์เป็นผู้สอน” มาเป็น “การเรียนรู้ไปด้วยกัน” ปรับจากการให้ข้อมูล (Information dissemination) มาเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ขยายขอบเขตจากการให้การศึกษาเป็นรายบุคคลมาเป็นการเสริมพลังอำนาจของกลุ่มและชุมชน (Collective empowerment) โดยมีเป้าหมายใหญ่คือการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
------------------------------------------------------
รูปประกอบ : การออกหน่วยสุขศึกษาที่จังหวัดพิจิตร ของกรมสาธารณสุข พ.ศ. 2470
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
05/03/2020

หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ

การผ่าตัดและดมยาสลบครั้งแรกในสยาม
.
การเข้ามาของการแพทย์แบบตะวันตกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมกับมิชชันนารีชาวอเมริกัน แตกต่างกับการเข้ามาของการแพทย์ตะวันตกในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมากเนื่องจากในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น การแพทย์มีความก้าวหน้าไปมาก จากการค้นพบกระบวนการสันดาปของอังตวน ลาวัวร์ซิเอร์ การคิดค้นเครื่องมือต่างๆ ในทางการแพทย์อย่าง เช่น หูฟัง เทอร์โมมิเตอร์ หรือ การค้นพบเชื้อโรค หรือการผ่าตัดที่พัฒนาไปอย่างมากในอเมริกาด้วยประสบการณ์ในการรักษาผู้ที่บาดเจ็บจากการรบในสงครามกลางเมือง
.
แพทย์มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามได้นำเอาความรู้สมัยใหม่และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในศตวรรษที่ 18-19 นี้เข้ามาด้วย และได้แสดงความสามารถราวกับเป็นหมอผู้วิเศษให้ชาวสยามได้ประจักษ์ในหลายเรื่อง ตัวอย่างที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ได้แก่ การผ่าตัดครั้งแรกในเมืองไทยที่หมอบรัดเลย์เขียนไว้ในบันทึกของตนไว้ว่า เป็นการผ่าก้อนเนื้อเหนือคิ้วของชายชาวจีนผู้หนึ่ง ในเวลาต่อมา หมอบรัดเลย์ได้ทำการผ่าตัดใหญ่เป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2380 เนื่องจากเจ้าพระยาพระคลังจัดงานฉลองวัดประยุรวงศาวาส ปืนใหญ่ที่ใช้ยิงไฟพะเนียงเกิดระเบิดขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด เจ้าพระยาพระคลังจึงได้เรียกหมอบรัดเลย์ที่อยู่ใกล้บริเวณเกิดเหตุมาทำการรักษาคนบาดเจ็บ แต่มีผู้สมัครใจยอมให้หมอบรัดเลย์รักษาเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนมากไปรักษากับหมอไทย มีภิกษุรูปหนึ่งที่บาดเจ็บถึงขั้นกระดูกแขนแตกยอมรับการรักษา หมอบรัดเลย์จึงทำการตัดแขนผู้ป่วยในที่เกิดเหตุ
.
หมอบรัดเลย์ได้สรุปไว้ในบันทึกของตนเองว่า คนไทยไม่มีความรู้เรื่องการผ่าตัด และพระสงฆ์ที่ผ่านการรักษาโดยการผ่าตัด ไม่นานก็หายดี แม้ว่าตอนนั้นจะไม่มียาสลบหรือยาชาสำหรับการผ่าตัด และยังอ้างด้วยว่าคนที่ได้รับการรักษาจากมิชชันนารีหายดีหมด แต่คนที่ไม่ยอมรักษา ตายเพราะบาดแผลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการนำเอายาสลบมาใช้งานด้วย โดยที่การผ่าตัดในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2380 ไม่ได้มีการใช้โคลโรฟอร์ม (Chloroform) และอีเทอร์ (Ether) เป็นยาสลบ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2390 หมอเฮาส์ได้นำอีเทอร์ (Ether) เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก ภายหลัง ดร. เอดเวิร์ด กรีนมอร์ตัน หมอชาวอเมริกัน นำมาใช้เพียง 2 ปีเท่านั้นโดยหมอเฮาส์นำมาทดลองกับหญิงชรา อายุ 84 ปี ที่มารับการรักษาด้วยอาการถูกสะเก็ดไม้ไผ่ตำที่เนื้อและฝังแน่นดึงไม่ออก เป็นการนำอีเทอร์มาใช้เพื่อการวางยาสลบเป็นครั้งแรกในสยาม
.
.
รูปประกอบ : ภาพวาดหมอบรัดเลย์ผ่าตัดที่วัดประยุรวงศาวาส
แหล่งที่มาบทความ : หนังสือ ปกิณกคดี 100 ปี การสาธารณสุขไทย
ดาวน์โหลด https://bit.ly/2Z7wlaA

ที่อยู่

ชั้น 3 สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ อาคารคลังพัสดุ ซ.6 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง
Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

02 590 1352

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 100 ปีการสาธารณสุขไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง 100 ปีการสาธารณสุขไทย:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Nonthaburi

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ขอร้องเรียน,ร้องทุกข์ ค่ะ บริษัท ท่าเรือไฟร์ซัน พาราไดส์ จำกัด(ทางไปดอนหอยหลอด ต.บางจะเกร็ง อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม) ประกอบการตักขนสินค้าถ่านกะลาปาล์มสีดำ และกากถั่วเหลือง ทำให้มีกลิ่น ของถ่านกะลาปาล์มสีดำ กลิ่นเหม็น คัน ฝุ่น อย่างมาก รถบรรทุกต่างๆ นานา สิบล้อพ่วง ที่บรรทุกสภาพบ้านเรือนประชาชนหลายหลังคาเรือน เดือดร้อน บ้านเรือนสั่นสะเทือน คนชราและเด็ก,สตรี การหลับนอน พักผ่อนลำบากมาก ตั้งแต่เช้า,กลางวัน,กลางคืน,ยันดึกค่ำถึงเที่ยงคืน ไม่ได้มีความเกรงใจชุมชนบ้านเรือนประชาชนต่างๆ เลย ตลอดเส้นทางประชาชนในตำบล,ชุมชนต่างๆ ตลอดทางที่เริ่มตั้งแต่ การตักขนขึ้นมาจากเรือที่ลำใหญ่มากๆ และการบรรทุกลำเลียงไปตลอดทางของชุมชนต่างๆ สะพานและสภาพถนน ประชาชนได้รับฝุ่น ต่างๆ มีการร้องเรียน,ร้องทุกข์ กันมามาก และกากถั่วเหลือง ก็ปลิวลมมาที่ประชาชน บ้านเรือนและการสูดดมทางอากาศของประชาชนและบ้านเรือน ต่างๆ นานามากมาย และการจราจรที่ย่ำแย่มาก ในวันหยุดเสาร์,อาทิตย์ และวันอื่นๆ ทำให้สภาพถนน ,และสะพานบ้านเรือน ประชาชน ย่ำแย่กันอย่างมากแล้ว นักท่องเที่ยวที่มา ก็บ่นกันมาก ร้องเรียนร้องทุกข์กันอย่างมาก และปัญหาด้านสภาพแวดล้อม และสภาพด้านสาธารณะสุข ของประชาชนและบ้านเรือน ที่เดือดร้อน เป็นอย่างมากค่ะ ลงชื่อ เครือข่ายประชาชนรักษ์ตำบลบางจะเกร็ง.
วันนี้ วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ประชาชนตำบลบางจะเกร็ง ที่อยู่ใกล้ และได้รับผลกระทบจากสถานประกอบการ บริษัทท่าเรือไฟร์ซัน จำกัด(ทางไปดอนหอยหลอด) จ.สมุทรสงคราม ปัญหามากมาย มีการตักขึ้นจากเรือใหญ่ด้วยรถตัก และมีการปลิวลม ของสิ่งที่ไปในอากาศ เช่น ถ่านกะลาปาล์มสีดำ และ การตักกองกลางโรงงาน ทำให้เกิดนกพิราบมาตอมสินค้า ทำให้เดือดร้อนบ้านเรือนนกพิราบอีกด้วยค่ะ และมีกลิ่นอย่างมาก มีอาการจากคล้ายมีทางผิวหนัง มีทางอากาศหายใจ กลิ่นต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ รถบรรทุกสิบล้อพ่วงต่างๆ มากมาย สภาพถนนและสะพาน มีสภาพที่มีการรับน้ำหนักมาก และนักท่องเที่ยวที่มาจาก กทม.และจังหวัดต่างๆ บ่นกันมากมาย พ่อค้า,แม่ค้า ชุมชนถิ่นต่างๆ ก็บ่นร้องทุกข์กันมากมาย เด็กและนักเรียน ต้องไปโรงเรียนจากดอนหอยหลอด รถเมล์ต่างๆ ต้องประสบเกี่ยวกับสภาพด้านไม่พึงประสงค์ทางด้านสภาพสิ่งแวดล้อม อันเนื่องจากสถานประกอบการ ตอนกลางคืน หลายคืนมาแล้ว เสียงรถบรรทุกต่างๆ เสียงดังดึกมาจนถึงเที่ยงคืน ตักบรรทุกขนถ่ายถ่านกะลาปาล์ม กันตั้งแต่เช้ายันเที่ยงยันเย็นยันค่ำดึก ประชาชนทั่วๆ มีความทุกข์จึงร้องเรียนร้องทุกข์มาค่ะ