Clicky

HR Consult ที่ปรึกษาด้านบุคคล

HR Consult ที่ปรึกษาด้านบุคคล นึกถึง “HR” นึกถึง The HR Consult

งานด้านบุคคล, สรรหาทรัพยากร บุคคล, จัดทำเงินเดือน และ สวัสดิการต่างๆ รวมถึง วิเคราะห์นโยบาย, วางแผนยุทธศาสตร์, KPI ประเมินผลงาน,จัดทำโครงสร้างเงินเดือน, หาจุดแข็งจุดอ่อนให้กับองค์กรของท่านและสำรวจทัศนคติของพนักงานในองค์กร เป็นต้น ในราคาเริ่มต้นที่รับรองว่าท่านหาจากที่ไหนไม่ได้

"HR Consult ที่เป็นได้มากกว่า HR"

เปิดเหมือนปกติ

การทำงานแบบทำน้อยแต่ได้มาก ทำ 20% แต่ได้งาน 80%เรามักจะถูกปลูกฝังกันมาด้วยความคิดที่ว่า หากอยากได้ผลลัพธ์ที่มากก็ต้องทำใ...
04/01/2023

การทำงานแบบทำน้อยแต่ได้มาก ทำ 20% แต่ได้งาน 80%
เรามักจะถูกปลูกฝังกันมาด้วยความคิดที่ว่า หากอยากได้ผลลัพธ์ที่มากก็ต้องทำให้มาก ซึ่งก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำมากแล้วผลลัพธ์จะมากตามไปด้วย ซึ่งในวันนี้มีกฎของ Pareto กฎการลำดับความสำคัญของงานด้วยการทำงานแบบ 20% แต่ได้งาน 80% มาแนะนำกัน

กฎของ Pareto หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ กฎ 80/20 นั้น ถูกค้นพบโดย Vilfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี เขาสังเกตว่า ผู้คนในอิตาลี 20% เป็นเจ้าของทรัพย์สินและที่ดินมากถึง 80% และเขาก็เห็นความสัมพันธ์แบบนี้กับเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างกฎ Pareto ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในด้านธุรกิจ 80% ของยอดขายมักมาจากลูกค้า 20% ที่เป็นลูกค้าประจำ หรือด้านความสัมพันธ์พบว่า 80% ของคุณค่าที่เราได้รับจากความสัมพันธ์มาจาก 20% ของคนที่เรารู้จัก ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนสนิท คนรัก หรือครอบครัว

ซึ่งความหมายของกฎ 80/20 นั้น Pareto แบ่งงานเป็น 2 ประเภท ได้แก่ งานที่มีคุณค่ามาก คือ งานปริมาณ 20% ที่ให้ผลลัพธ์ได้ถึง 80% และอีกประเภท คือ งานที่มีคุณค่าน้อยคือ งานปริมาณ 80% แต่ให้ผลลัพธ์เพียง 20%

ดูจากการแบ่งประเภทงานแบบนี้แล้วคงเดาได้ไม่ยากเลยว่า งานที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามาก Pareto ไม่ได้กำลังบอกให้เราทำงานจำนวนน้อยเพราะความขี้เกียจ แต่ให้ทำงานที่สำคัญ โดยโฟกัสทั้งพลังและเวลาที่มีค่าของเราไปกับงานที่สำคัญจริง ๆ เพียง 2-3 งาน และเป็น 2-3 งานที่คุณคิดว่ามันจะสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล และอีกอย่างที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎนี้คือ กฎ 80/20 ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณกำจัดงานที่ไม่สำคัญทิ้ง เพียงแค่ให้คุณลงแรงและเวลาไปกับสิ่งที่สำคัญก่อน และต่อจากนั้นจึงใช้เวลาส่วนน้อยที่เหลือไปทำงานที่ให้คุณค่าน้อยกว่า



เราสามารถนำกฎ 80/20 ไปใช้กับงานและเป้าหมายได้ โดยมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าอะไรคืองาน 20%

เริ่มจากการรวบรวมเป้าหมายทั้งหมดของคุณ และลำดับความสำคัญว่า งานไหนบ้างคือ งาน 20% ที่มีคุณค่ามากและจะให้ผลลัพธ์มากที่สุดกับคุณ ข้อสังเกตคือ งานที่คุณเลือกนั้นจะต้องเป็นงานที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายโดยรวมมากที่สุด ให้เลือกหยิบงานเหล่านั้นขึ้นมาทำก่อน

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดเส้นทางหรือวิธีการในการไปสู่เป้าหมาย

ทางเลือกที่จะเป็นไปได้ในการทำงานนั้น มีอยู่ 4 รูปแบบ โดยเราจะอธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างเป้าหมายเรื่องการเรียนประกอบไปด้วย เพื่อให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รูปแบบที่ 1 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การใช้เวลากับการเรียนหรือการอ่านหนังสือเพียงน้อยนิด
รูปแบบที่ 2 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนน้อย เช่น การเข้าเรียนในทุกคาบเรียน แต่ระหว่างการเรียนไม่ได้มีสมาธิจดจ่อ หรือให้ความสนใจในการเรียน
รูปแบบที่ 3 ลงแรงมาก ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนทุกคาบ จดทุกสิ่งที่ผู้สอนพูด อ่านหนังสือทุกเล่ม และใช้เวลากับการถ่องจำเนื้อหาทั้งหมด
รูปแบบที่ 4 ลงแรงน้อย ได้ผลตอบแทนมาก เช่น การเข้าเรียนหรือเลือกเรียนเฉพาะคาบที่สำคัญและจำเป็น ทำความเข้าใจหลักการสำคัญของแต่ละหัวข้อ และใช้เทคนิคต่าง ๆ มาช่วยในการจำ
หลังจากที่เรารู้จักเส้นทางทั้ง 4 รูปแบบนี้แล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ ให้คุณลองลิสต์เส้นทางหรือวิธีการที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมายออกมา และนำวิธีการเหล่านั้นมาจำแนกว่า แต่ละวิธีเป็นไปตามรูปแบบไหน ใน 4 รูปแบบนี้ และให้เลือกใช้เส้นทางที่เป็นไปตามรูปแบบที่ 4 คือการลงแรงน้อย แต่ได้ผลลัพธ์มาก

ขั้นตอนที่ 3 ลงมือทำ

เมื่อได้คำตอบแล้วว่า งานไหนคืองานสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ขั้นตอนต่อมาก่อนจะลงมือทำจริง ให้ศึกษาก่อนว่า คนที่สำเร็จในเป้าหมายเดียวกันหรือเป้าหมายที่คล้ายกับเรา เขาทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ การเรียนรู้จากแบบอย่างก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียแรงและเวลามากมายไปกับอะไรที่เปล่าประโยชน์ ต่อมาก็ลงมือทำได้เลย ให้เริ่มทำแม้ในครั้งแรกอาจจะดูมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้านั่นเป็นงานที่คุณพิจารณาไต่ตรองดีแล้วว่าคุ้มค่า และงานนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่มากพอ อย่ากลัวที่จะลองทำ เปิดใจให้กว้างและพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ



สุดท้ายนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า กฎของ Pareto ไม่ได้บอกคุณว่าให้ทำงานน้อยลงเท่านั้น แต่กฎนี้เน้นให้เราจดจ่อกับงานชิ้นที่สำคัญ ใส่ความตั้งใจ ใส่พลังงานของคุณลงไปเพื่อให้งานที่คุณเลือกแล้วว่าสำคัญนั้นเกิดประสิทธิผลมากที่สุด

ที่มา เพจ FUTURE TRENDS และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม - DIProm
-------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

🎊Online Party🎊บริการรับจัดปาร์ตี้ออนไลน์🥳ถึงตัวจะอยู่คนละที่ แต่สนุกเหมือนอยู่ใกล้กันได้ !เพราะเรามี “ปาร์ตี้ออนไลน์”ทั้...
25/12/2022

🎊Online Party🎊
บริการรับจัดปาร์ตี้ออนไลน์🥳
ถึงตัวจะอยู่คนละที่ แต่สนุกเหมือนอยู่ใกล้กันได้ !
เพราะเรามี “ปาร์ตี้ออนไลน์”
ทั้งกินและเล่นในปาร์ตี้ทางไกลให้สนุก เสมือนอยู่ใกล้กัน
- มีช่องทางสื่อสารให้ใกล้กัน
- “ธีม” การแต่งตัวให้ตรงธีม เพิ่มความสีสันงานปาร์ตี้
- เครื่องดื่มและอาหารพร้อมเสิร์ฟถึงหน้าบ้าน
- มินิเกมส์และการแข่งขัน
- ของรางวัลมากมาย

ตั้งแต่วันนี้ - 10 มกราคม 2566 นี้เท่านั้น ‼️
ราคาพิเศษเพียง 5900.-
-------------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

ทำยังไงดี ? ถ้าตั้งเป้าหมายทุกปีแต่ทำไม่เคยได้"ปีนี้เราจะทำ…ให้ได้" ประโยคเติมคำที่ทุกคนสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ แต่จะมีสั...
23/12/2022

ทำยังไงดี ? ถ้าตั้งเป้าหมายทุกปีแต่ทำไม่เคยได้
"ปีนี้เราจะทำ…ให้ได้" ประโยคเติมคำที่ทุกคนสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ หลายคนตั้งใจว่าเมื่อขึ้นปีใหม่แล้วต้องตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่างให้กับชีวิต แต่เมื่อเจอปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ก็เลือกที่จะลืมมันไป เพราะการตั้งเป้าหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และที่สำคัญเราไม่จำเป็นต้องรอปีใหม่แล้วค่อยมาตั้งเป้าหมาย แต่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกเวลา เรามาดูวิธีการที่จะช่วยให้คุณตั้งเป้าหมายแล้วทำมันสำเร็จ

1.เป้าหมายต้องชัดและวัดผลได้
การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจง และวัดผลได้ จะช่วยทำให้เราเข้าใจว่ามีแนวโน้มในการทำเป้าหมายนั้นสำเร็จหรือไม่ การตั้งเป้าหมายที่ดีคือการสร้างเป้าหมายที่ให้คุณค่ากับชีวิตของเรา ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้สามารถทำตามเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ เช่น การตั้งใจลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ใน 2 เดือน หรือ ตั้งใจจะเพิ่มยอดขายขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปี เป็นการตั้งเป้าที่ให้คุณค่ากับชีวิตแถมยังมีตัวเลขสำหรับการวัดผลที่ระบุไว้แน่นอน ซึ่งสองสิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนเราให้ทำอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

2.จินตนาการตัวเองตอนบรรลุเป้าหมาย
การจินตนาการว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้วอาจฟังดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่การได้สัมผัสความรู้สึกของความสำเร็จจะทำให้สมองจดจำภาพนั้นเอาไว้ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกของเราโดยตรง สิ่งที่เราคิดไม่ถึงคือ เมื่อสมองเราจดจ่ออยู่กับเรื่องอะไรมาก ๆ มันจะเริ่มดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาหาตัวเราไม่ว่าจะเป็นผู้คน ความคิด หรือทรัพยากร ซึ่งส่งเสริมเป้าหมายของเรา

ลองนึกภาพถึงตัวเองตอนที่น้ำหนักลดลงไป 10 กิโลกรัม สามารถหยิบเอาชุดเก่าเก็บตัวสวยออกมาปัดฝุ่นแล้วใส่ออกไปโชว์หุ่นได้อีกครั้ง หรือจิตนาการว่ากำลังนั่งอาบแดด ฟังเสียงคลื่นและลมทะเลที่มัลดีฟส์จากการทำยอดขายเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ได้ก่อนสิ้นปี นี่คือความสำคัญของจินตนาการที่จะช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหมายเร็วขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

3.บอกเป้าหมายของเราให้คนอื่นรู้
บางคนอายเกินกว่าจะบอกเป้าหมายของตัวเองกับคนอื่น เพราะกลัวว่าถ้าตัวเองทำไม่ได้จะรู้สึกขายหน้าอะไรแบบนั้น แต่ข้อดีของการบอกเป้าหมายให้คนอื่นรู้คือพวกเขาเหล่านั้นจะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ง่ายและเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในทางปฏิบัติหรือให้กำลังใจให้คุณไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ยังไงก็ตามถึงแม้เป้าหมายของคุณอาจไม่น่าสนใจหรือไม่มีใครสนับสนุน ก็จงอย่าหมดศรัทธา อย่าหมดกำลังใจ ฟังคนอื่นได้แต่คุณต้องอย่าให้คำวิจารณ์ของคนอื่นมาสำคัญกว่าเป้าหมายของคุณ

4.มองหาคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน
บางทีการทำอะไรคนเดียวอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เราจึงควรหาเพื่อนที่มีเป้าหมายเหมือนกันและมีความคิดคล้าย ๆ กัน เริ่มจากการตั้งเป้าหมายและสร้างแผนไปสู่ความสำเร็จนั้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ความรู้หรือประสบการณ์ เช่น ถ้าคุณอยากลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลกรัม ภายในสองเดือน คุณและเพื่อนก็อาจจะช่วยกันหาวิธีลดน้ำหนักมาแชร์กัน หรือเวลาคุณกำลังจะตามใจปากอาจจะมีเพื่อนข้าง ๆ คอยห้ามปรามไว้ทัน

ถ้าจะลองทำเป็นการแข่งขันระหว่างคุณกับเพื่อนก็เป็นอีกทางที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้คุณมีแรงกระตุ้นอยากชนะและทำสำเร็จ การมีเพื่อนทำอะไรด้วยกันย่อมดีกว่าการทำคนเดียว และที่สำคัญเมื่อพวกคุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว ความสำเร็จนี้จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเพราะมีอีกคนร่วมยินดีไปพร้อมกัน

5.วางแผน และกำหนดเวลาให้ชัดเจน
เมื่อรู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของเราและเห็นภาพตัวเองบรรลุเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการวางแผนที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย วิธีการที่ง่ายและช่วยให้เป้าหมายของเราเป็นจริงได้ก็คือวางแผนจากภาพรวมแล้วค่อยย่อยสิ่งที่ต้องทำออกมาทีละอย่าง จากนั้นทำไปทีละอย่างเพื่อบรรลุไปยังเป้าหมายใหญ่ เหมือนกับการวิ่งเข้า Checkpoint หลาย ๆ ครั้งจนสามารถจบการวิ่งมาราธอนได้

การวางแผนโดยกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น เราวางแผนจะลดน้ำหนักให้ได้ 15 กิโลภายในสิ้นปี เราก็ต้องเริ่มวางแผนก่อนว่าจะลดด้วยวิธีไหน ยังไงบ้าง แล้วตั้งกำหนดเวลาไว้ว่า ภายใน 1 เดือนแรก จะลดกี่กิโล ภายใน 3 เดือนจะลดอีกกี่กิโล แล้วคอยเช็กอยู่เรื่อย ๆ ว่ามันเป็นไปตามแผนไหม ตั้งปรับแก้ตรงไหนบ้างรึเปล่า

6.ปฏิบัติจริง ทบทวน และปรับแก้
เมื่อสามารถตั้งเป้าหมายและวางแผนการสู่เป้าหมายเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เพราะการลงมือทำคือตัวช่วยเดียวที่ทำให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้ หลายคนยอมแพ้ในขั้นตอนนี้เพราะเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เนื่องจากต้องลงมือทำจริงและมักเจอกับปัญหาต่าง ๆ นานาที่เข้ามา

อย่าลืมที่จะทบทวนผลจากการปฏิบัติในทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุกเดือน เพราะจะทำให้เราเข้าใจว่ากำลังมุ่งไปถูกทางหรือไม่ ซึ่งหากรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังผิดทางจะได้ปรับแก้ได้รวดเร็วขึ้นด้วย

7.เมื่อบรรลุเป้าหมายต้องให้รางวัลตัวเอง
ความภาคภูมิใจในตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จบางอย่างเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่หากได้รางวัลอย่างการให้ตัวเองออกไปเที่ยว หรือรับประทานอาหารดี ๆ มีประโยชน์สักมื้อเมื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ย่อมมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จระยะยาว แต่ต้องระวังเช่นกันว่ารางวัลที่เราให้กับตัวเองจะไม่เป็นผลดีกับเป้าหมาย

หากกำลังตั้งเป้าอ่านหนังสือทุกวันก็ไม่ควรให้รางวัลด้วยการดูซีรีส์โดยกินเวลาพัฒนาตัวเอง หรือกำลังเก็บเงินสำหรับทริปของครอบครัวก็ไม่ควรเอาเงินส่วนนั้นไปซื้อสินค้าลดราคาจนหมด สิ่งสำคัญของการให้รางวัลกับตัวเองก็คือต้องตอบได้ว่ารางวัลนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายที่เรากำลังทำอยู่หรือไม่

การจะบรรลุเป้าหมายในชีวิตนั้นไม่ได้ยากจนเกินไปหากเรามีความตั้งใจ ลงมือทำอย่างเป็นระบบตามแบบแผนที่วางไว้ ลองตั้งเป้าหมายขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง อาจไม่ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่แบบที่ใครต้องตื่นเต้นก็ได้ เพียงแค่เราเข้าใจว่าเป้าหมายนี้จะส่งผลดีต่อชีวิตก็เพียงพอแล้ว

ที่มา jobthai.com
-------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

บริการสรรหาคัดเลือก (Recruitment)-บริการคัดเลือกช่องทางการสมัครให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของผู้สมัคร*-บริการจัดทำใบกำหนดหน้า...
18/12/2022

บริการสรรหาคัดเลือก (Recruitment)

-บริการคัดเลือกช่องทางการสมัครให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของผู้สมัคร*
-บริการจัดทำใบกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบเบื้องต้น(Job Description)
-บริการคัดกรองผู้สมัคร(Screen candidate/ First interview)
-บริการจัดทำทะเบียนประวัติพนักงาน(Employee Record)
-บริการเช็คประวัติผู้สมัคร(ตรวจประวัติอาชญากรรมกับกรมตำรวจ)*
-บริการทำสัญญาจ้างแรงงาน(Employee Contract)
-บริการปฐมนิเทศน์และแนะนำองค์กร(Orientation and Introduction)
-บริการแจ้งเตือนการทดลองงานพร้อมส่งแบบฟอร์ม(Probation Evaluation)
-------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

14/12/2022
🎊Online Party🎊บริการรับจัดปาร์ตี้ออนไลน์🥳ถึงตัวจะอยู่คนละที่ แต่สนุกเหมือนอยู่ใกล้กันได้ !เพราะเรามี “ปาร์ตี้ออนไลน์” ทั...
05/12/2022

🎊Online Party🎊
บริการรับจัดปาร์ตี้ออนไลน์🥳
ถึงตัวจะอยู่คนละที่ แต่สนุกเหมือนอยู่ใกล้กันได้ !
เพราะเรามี “ปาร์ตี้ออนไลน์”
ทั้งกินและเล่นในปาร์ตี้ทางไกลให้สนุก เสมือนอยู่ใกล้กัน
- มีช่องทางสื่อสารให้ใกล้กัน
- “ธีม” การแต่งตัวให้ตรงธีม เพิ่มความสีสันงานปาร์ตี้
- เครื่องดื่มและอาหารพร้อมเสิร์ฟถึงหน้าบ้าน
- มินิเกมส์และการแข่งขัน
- ของรางวัลมากมาย

ตั้งแต่วันนี้ - 10 มกราคม 2566 นี้เท่านั้น ‼️
ราคาพิเศษเพียง 5900.-
-------------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

จะดีกว่าไหม..ถ้ามี Business Partner..ให้คำปรึกษา❗️HR Consultant บริการให้คำปรึกษางานทรัพยากรบุคคล🎯บริการด้านที่ปรึกษางาน...
30/11/2022

จะดีกว่าไหม..ถ้ามี Business Partner..ให้คำปรึกษา❗️
HR Consultant บริการให้คำปรึกษางานทรัพยากรบุคคล
🎯บริการด้านที่ปรึกษางานบุคคล
✅ให้คำปรึกษาโดยมีทีมงานที่ปรึกษาผู้มีประสบการณ์บริหารงานบุคคลเฉพาะทาง
✅ให้คำปรึกษาด้านกฏหมายแรงงาน โดยทีมงานด้านกฏหมายเฉพาะทาง
✅วางแผนกลยุทธ์บริหารงานบุคคลให้ตรงกับความต้องการขององค์กร
🎯บริการตอบคำถามพนักงานด้านงานบุคคลผ่านทางไลน์กลุ่ม/ Group Line
✅ให้คำปรึกษาและตอบคำถามพนักงานตลอด 24 ชม.
✅ประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพนักงาน
โปรโมชั่นพิเศษเพียง 5,900.-
.
.
---------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

Check UP แผนความเสี่ยง! ด้วยโมเดล 5Mตรวจสอบกันดูว่าแผนบริหารความเสี่ยงขององค์กรท่าน/หรือหน่วยงานที่ท่านกำลังตรวจสอบมีองค...
27/11/2022

Check UP แผนความเสี่ยง! ด้วยโมเดล 5M
ตรวจสอบกันดูว่าแผนบริหารความเสี่ยงขององค์กรท่าน/หรือหน่วยงานที่ท่านกำลังตรวจสอบมีองค์ประกอบทั้ง 5M ข้อนี้หรือไม่ เพราะหากยังไม่ชัด Plan ที่ออกแบบไว้อาจจะ "นิ่ง" ก็ได้ มาดูโมเดล 5M มาใช้เสริมประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการ ERM ในองค์กร ซึ่งจริงๆโมเดลนี้เป็นโมเดลที่ถูกใช้ในแวดวงการบิน (Aviation) สำหรับป้องกันความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในการบิน
5M โมเดลนี้แม้ว่าจะใช้ในภารกิจการบิน แต่สามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรรูปแบบอื่นๆได้ โดยเฉพาะกับการตรวจสอบแผนบริหารความเสี่ยงว่า สามารถทำได้จริงในการจัดการความเสี่ยงจากเหตุการณ์นั้นๆได้หรือไม่ ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้
1.ภารกิจ (Mission)
หากแผนจัดการความเสี่ยงที่กำหนดไว้นั้นไม่สอดคล้องกับภารกิจหรือวัตถุประสงค์ของแผน (Purpose) ก็เป็นไปได้ยากที่จะจัดการความเสี่ยงได้ ดังนั้นมาตรการลดความเสี่ยงต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับจุดมุ่งหมายของแผน นอกจากนี้ Mission ยังเป็นมิติที่คาบเกี่ยวกับ Man Medium และ Machine อีกด้วย
2.คน (Man)
หากองค์กรยังขาดบุคลากรที่เป็น Key ในการขับเคลื่อนมาตรการจัดการความเสี่ยง อาจจะต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะ หรือต้องใช้ Third Party / Outsource เข้ามาทนแทนกำลังคนที่ขาดอยู่
3.สภาพแวดล้อม (Medium)
ในทางการบินสภาพแวดล้อมทั้งทางอากาศหรือภูมิประเทศมีความสำคัญอย่างมากต่อความเสี่ยงอุบัติเหตุ แต่ในองค์กรแล้วสภาพแวดล้อมภายในองค์กร หรือภายนอกองค์กรที่ผมมักเรียกว่า ภูมิทัศทางธุรกิจ (Landscape) เหมาะสมหรือไม่ หากสภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อภายในยังคงพอปรับเปลี่ยนได้ แต่หากเป็นภายนอกที่ไม่เอื้อแล้ว องค์กรอาจจะต้องหลีกเลี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อองค์กร
4.เครื่องมือ/อุปกรณ์/ระบบที่นำมาใช้ (Machine)
ในทางการบินมิตินี้คือความปลอดภัยเกี่ยวกับส่วนต่างๆของเครื่องบินที่พร้อมสำหรับเดินทาง แต่ในองค์กรแล้วเราสามารถมองความพร้อมได้จากทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้ เครื่องมือที่เหมาะสมย่อมทำให้แผนบริหารความเสี่ยงถูกขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบเป้าหมาย (Mission) ของแผน
5.กลไกบริหารจัดการ (Management)
การกำกับกระบวนการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรฐานระเบียบปฏิบัติ ขั้นตอน นโยบาย เหล่านี้ล้วนสนับสนุนให้การตัดสินใจใดๆของแผนบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างมีทิศทาง รวมทั้งการบริหารจัดการที่ดีย่อมช่วยขับเคลื่อนองค์ประกอบอื่นๆให้ดีตามได้ หรืออาจกล่าวถึงภาวะผู้นำของผู้บริหารก็ย่อมได้




ที่มา เพจ ERM Connect: บริหารความเสี่ยง
-----------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

6 เทคนิค ชาวออฟฟิศสู้งาน เมื่องานสู้กลับ 1.จัด 𝗪𝗼𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗔𝗿𝗲𝗮 ให้เป็น 𝗦𝗮𝗳𝗲 𝗦𝗽𝗮𝗰𝗲 สไตล์ที่ชอบไม่ว่าจะทำงานที่ออฟฟิศ หรือทำง...
21/11/2022

6 เทคนิค ชาวออฟฟิศสู้งาน เมื่องานสู้กลับ


1.จัด 𝗪𝗼𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗔𝗿𝗲𝗮 ให้เป็น 𝗦𝗮𝗳𝗲 𝗦𝗽𝗮𝗰𝗲 สไตล์ที่ชอบ

ไม่ว่าจะทำงานที่ออฟฟิศ หรือทำงานที่บ้าน การจัดพื้นที่ในการทำงาน มีผลต่อความเครียด อารมณ์ในการทำงาน อีกทั้งโต๊ะทำงานที่เป็นระเบียบเรียบร้อย น่านั่งทำงาน ยังสามารถทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำงานที่บ้าน ยิ่งต้องแบ่งพื้นที่ทำงานออกอย่างชัดเจน เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการทำงานมากขึ้นด้วย



2.จัดลำดับความสำคัญงานด้วย 𝗘𝗶𝘀𝗲𝗻𝗵𝗼𝘄𝗲𝗿 𝗠𝗮𝘁𝗿𝗶𝘅

การจัดลำดับความสำคัญของงาน รู้ว่างานไหนต้องทำก่อนทำทีหลัง ทำให้สามารถบริหารจัดการกับงานได้เป็นอย่างดี ทันเดดไลน์ของแต่ละงาน

โดยแบ่งได้ดังนี้ ...

งานด่วนและสำคัญ งานประเภทนี้ต้องลงมือทำให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลกระทบกับตัวเราหรือบริษัทได้
งานไม่ด่วน แต่สำคัญ ในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงงานที่เป็นชิ้นๆ อย่างเดียว แต่หมายถึงโอกาสที่จะทำให้ตัวเราและบริษัทเติบโตด้วย ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะส่งผลดีในระยะยาว
งานด่วน แต่ไม่สำคัญ งานประเภทนี้อาจจะเป็นงานที่เราสามารถขอให้คนอื่นช่วยทำได้ หรือไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะที่เรามีเท่าไหร่ ในที่นี้รวมไปถึงสิ่งที่ไม่ใช่งานโดยตรงด้วย
งานไม่ด่วนและไม่สำคัญ งานประเภทนี้ถ้าเป็นไปได้เก็บไว้ท้ายสุดได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ทำแล้วค่อนข้างกินเวลา และได้ประโยชน์น้อย


3.ใช้เทคนิคมะเขือเทศ 𝗣𝗼𝗺𝗼𝗱𝗼𝗿𝗼

หลักการทำงานของเทคนิคมะเขือเทศ คือ ให้เราจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ มีสมาธิกับมันแบบไม่ว่อกแว่กเป็นเวลา 25 นาที เมื่อครบแล้ว ถึงจะหยุดพักได้ 5 นาที ซึ่งเวลาสั้น ๆ 5 นาทีนี้ ก็ช่วยให้สมองไม่ล้ามากจนเกินไป ในช่วงที่เราต้องจดจ่อกับอะไรนาน ๆ จึงพร้อมที่จะกลับมาโฟกัสกับงานได้เรื่อย ๆ ตลอดวัน ให้สามารถทำงานได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยไม่เสียพลังงานมากจนเกินไป

“ช่วงเวลาทำงาน (25 นาที) + ช่วงเวลาพักเบรก (5 นาที) = 1 Pomodoro”



4.ปลุกแรงฮึดสู้ในตัวเรา ด้วยการกำหนด 𝗗𝗲𝗮𝗱𝗹𝗶𝗻𝗲 ของตัวเอง

การกำหนดกรอบเวลาของงานแต่ละชิ้น จะช่วยให้จริงจัง และจดจ่อกับงาน เพื่อทำให้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้มากขึ้น



5.โยกตัวไปกับเสียงเพลง จาก 𝗣𝗹𝗮𝘆𝗹𝗶𝘀𝘁 โปรดระหว่างทำงาน

การฟังเพลง มีผลต่อจิตใจ ทำให้อารมณ์ดี อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นสมองอีกด้วย การฟังเพลงในระหว่างทำงาน ส่งผลให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดกับงานมากเกินไป



6.วางแผนสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ ให้เป็น 𝗕𝗲𝗱𝘁𝗶𝗺𝗲 𝗥𝗼𝘂𝘁𝗶𝗻𝗲

ในช่วงเวลาที่ต้องพักผ่อน ควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อจะได้พร้อมเริ่มงานในวันใหม่ การจบงานด้วยการวางแผนงานไว้ล่วงหน้า จะทำให้เราจัดการเวลา และจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันอีกด้วย



ที่มา Akara อัครา
-----------------------------------
The HR Consult
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442

ที่อยู่

Nonthaburi
11000

เบอร์โทรศัพท์

0812792442

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HR Consult ที่ปรึกษาด้านบุคคลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง HR Consult ที่ปรึกษาด้านบุคคล:

วิดีโอทั้งหมด

เรื่องราวของเรา

งานด้านบุคคล, สรรหาทรัพยากร บุคคล, จัดทำเงินเดือน และ สวัสดิการต่างๆ รวมถึง วิเคราะห์นโยบาย, วางแผนยุทธศาสตร์, KPI ประเมินผลงาน,จัดทำโครงสร้างเงินเดือน, หาจุดแข็งจุดอ่อนให้กับองค์กรของท่านและสำรวจทัศนคติของพนักงานในองค์กร เป็นต้น ในราคาเริ่มต้นที่รับรองว่าท่านหาจากที่ไหนไม่ได้ "HR Consult ที่เป็นได้มากกว่า HR"

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Nonthaburi บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

5 เทคนิครับมือกับความเครียด
- รีบแก้ปัญหา ให้เร็วที่สุด
- ถ้าแก้ปัญหาใหญ่ยังไม่ได้ ก็รีบจัดการเรื่องอื่นให้เร็วสุด
- หลบมาทำงานคนเดียวเงียบๆ
- พักผ่อนบ้าง
- ออกกำลังกาย

-------------------------------
บริการด้านงานทรัพยากรบุคคลครบวงจร
☎️02-8215354 / 081-2792442
5 วิธีสร้างความสำเร็จในสายอาชีพ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ลูกจ้าง คุณก็ยังต้องการความก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในสายงานที่ตัวเองทำ นี่คือ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของคุณ

1. อย่าปล่อยให้การปฏิเสธทำลายเป้าหมายของคุณ
ทุกคนย่อมมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาจะช่วยให้คุณได้รู้จักตัวเองมากขึ้น อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธโอกาสนั้นๆ เพราะชีวิตต้องเจอกับความผิดหวังอยู่เป็นระยะ แม้จะล้มเหลวหรือผิดหวัง สุดท้ายคุณก็ได้เรียนรู้จากมัน แต่อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวนั้นมารบกวนจิตใจ และเป้าหมายของตัวเอง
2. ไม่อิจฉาผู้อื่น
คุณอาจเป็นอีกคนที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่คนอยากให้เป็น มากกว่าการเป็นตัวของตัวเอง อิจฉาคนที่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ อย่าปล่อยให้ความอิจฉามากำหนดอนาคต หรือบั่นทอนแรงบันดาลใจของคุณ วิธีจัดการกับความอิจฉาแบบง่ายๆ ให้ดูตัวที่ผ่านมาคุณพัฒนาไปมากแค่ไหน กุญแจสำคัญคือ เอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด
3. อยู่ใกล้กับคนที่พร้อมจะสนับสนุน
แน่นอนว่าในการทำธุรกิจ คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำคนเดียว เพราะฉะนั้น รอบๆ ตัวของคุณควรจะมีคนพร้อมจะให้คำแนะนำในทางที่เหมาะสม และมีความจริงใจ หากรอบตัวคุณมีแต่คนที่พร้อมจะฉุดคุณลง จะทำให้คุณห่างไกลความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ในท้ายที่สุด คุณต้องพิจารณาให้ดีๆ คนประเภทไหนที่ควรจะสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว และใครที่ควรอยู่ให้ห่าง
4. อย่าเชื่อความคิดของคนอื่นมากเกินไป
อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ของคนอื่นมาทำให้คุณเข้าใจผิด ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นหัวหน้า คนมีชื่อเสียง หรือเพื่อนร่วมงาน เพราะในบางเรื่องพวกเขาอาจรู้น้อยกว่าที่คุณคิด หากคุณสงสัยเรื่องใด ลองหาคำตอบด้วยตัวเอง หรือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จะดีกว่า
5. ทำงานให้หนักกว่าคนอื่น
ไม่เคยมีใครที่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วประสบความสำเร็จ ดูจากได้คนที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก เส้นทางการทำงานของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ ต้องทำงานให้หนักกว่าคนอื่น ซึ่งหนักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่หมายถึงการหมั่นเรียนรู้และต้องลงมือทำจริง โดยใช้ความพยายามและความตั้งใจ
อย่างที่ทราบกันว่าความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคุณต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์

Source: marketingoops
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
ที่ทำงานเป็นที่ที่หนึ่งที่เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของแต่ละวัน และอย่างน้อย 90,000 ชั่วโมงในชีวิตของเรา ซึ่งแน่นอนว่การทำงานนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเราอย่างแน่นอน ไม่ว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่จะส่งผลกระทบต่อการทำงาน และชีวิตประจำวันอย่างไร ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเครียด ท้อแท้ กดดัน หรือมีความเหนื่อยหน่ายในการทำงาน จึงขอนำเสนอเทคนิคง่ายๆ ในการดูแลตัวเอง สร้างกำลังใจ ในวันทำงานให้มีความสุข สดใส ได้ด้วย 3 เคล็ดลับ คือ
1. ลุกขึ้นยืนบ้างระหว่างวัน จากข้อมูลของ Centers for Disease Control and Prevention กล่าวว่า หากเราลดการนั่งโดยเฉลี่ย 66 นาทีต่อวัน จะช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น และลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ได้
2. การทานอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมงาน จากผลวิจัยของ Cornell University ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานจะดีขึ้น เมื่อได้มีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันนอกเหนือจากเวลางาน
3. คิดบวกอยู่เสมอ จากหนังสือ Conscious Communications โดย Mary Shores แนะนำว่า ให้เรารู้จักหยุดตัวเองเมื่อเริ่มคิดหรือพูดในทางลบ เพราะพลังทางลบจะแผ่กระจายไปยังผู้อื่น รวมถึงอาจแผ่ไปถึงลูกค้าของบริษัทด้วย

ที่กล่าวมานี้เป็นเคล็ดลับ ที่เราสามารถสร้างพลังดีๆ ได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่สำคัญ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกๆ วัน

ก่อนทำงาน
เริ่มตั้งแต่การตื่นนอน ใช้เสียงนาฬิกาที่นุ่มนวล เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตื่นมาด้วยความตกใจ อาจเป็นการเริ่มต้นวันที่ไม่ค่อยดีนัก
ลองเตรียมความพร้อมในตอนเช้า โดยไม่มีทีวี หรือวิทยุ เพิ่มความเงียบให้มากขึ้น
เพิ่มเวลาให้กับกิจวัตรประจำวันของสัก 20-30 นาที เพื่อให้สามารถจัดการชีวิตได้อย่างไม่รีบร้อน

ขณะทำงาน
หาพื้นที่ที่เงียบ สงบ เพื่อใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีในการทำสมาธิ อาจจะเป็นพื้นที่ในออฟฟิส ในรถของคุณเอง หรือมุมพักผ่อนในที่ทำงานของคุณ
หลังจากมื้อกลางวัน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพักผ่อน และการย่อยอาหาร เพื่อเติมพลังในการทำงานช่วงเวลาที่เหลือของวัน
หากเป็นไปได้ ให้เพื่อนร่วมงานได้รับรู้ว่าคุณอาจใช้เวลาในการพิจารณาบางสิ่งบางอย่าง ก่อนที่จะรับปากหรือให้คำสัญญาใด ๆ

หลังจากการทำงาน
กำหนดขอบเขต เวลาการทำงานด้วยตัวเอง ว่าจะไม่รับอีเมล หรือโทรศัพท์นอกเวลาที่กำหนด
ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้สมองคุณคลายความเครียดลงได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
Source: www.livehappy.com
Business vector created by macrovector
แนะนำ 4 กลยุทธ์ ในการปรับปรุงการสื่อสารภายในทีม ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
การสื่อสารในทีมและการทำงานร่วมกันในอุดมคติของหลายๆ คน จะต้องเปิดกว้าง เป็นกันเอง เป็นมืออาชีพ สามารถตั้งคำถามได้อย่างอิสระและได้รับคำตอบที่ตรงไปตรงมา งานต่างๆ จะถูกจัดระบบไว้อย่างดี โปรเจกต์จะเสร็จตรงเวลา สมาชิกในทีมทุกคนทราบถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองอย่างชัดเจน..
.
แต่น่าเสียดายที่การทำงานจริงไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และการกำหนดเวลาที่ผิดพลาด ล้วนสร้างความเครียดให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีการปรับปรุงการสื่อสารและทำให้ทีมกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อนองค์กรต่อไป
.
📌 แนะนำ 4 กลยุทธ์ ในการปรับปรุงการสื่อสารภายในทีม ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยิ่งโปรเจกต์ต้องการความร่วมมือจากคนในทีมมากเท่าไหร่ การสื่อสารควรมีความชัดเจนและสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
.
✅ 1 - ใช้นโยบายที่เปิดกว้าง เพื่อสร้างความไว้วางใจ
ใช้นโยบายที่ทุกคนสามารถตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็นและเสนอแนวคิดได้ตลอดเวลา แทนการรอประชุมใหญ่ของบริษัท สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความไว้วางใจภายในทีม ลดปัญหาที่พนักงานบางระดับไม่สามารถเข้าถึงหัวหน้าได้ เพราะการเข้าถึงยากอาจทำให้พนักงานรู้สึกไม่มีค่ากับองค์กร
.
✅ 2 - ใช้โปรแกรมในการจัดการโปรเจกต์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
ในปัจจุบัน หลายคนหันมาใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และโปรแกรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดความโปร่งใสทั่วทุกส่วน ด้วยระบบเดียวที่คล่องตัว ทำให้สมาชิกในทีมสามารถติดตามความคืบหน้า ทำงานร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ตรวจสอบรายละเอียดและวันที่ครบกำหนดได้ รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะของโปรเจกต์และแสดงความคิดเห็นแก่ผู้อื่นได้ง่ายขึ้น
.
✅ 3 - เปิดรับทุกคำติชม
เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จึงต้องมีการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ และเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด คำติชมต้องมีรายละเอียดและชัดเจนต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้จากข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้ ว่าใครต้องปรับปรุงจุดไหน หรือจุดไหนที่ดีแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบได้
.
✅ 4 - มีความชัดเจนเกี่ยวกับงาน เพื่อให้ทุกคนทราบถึงสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ
ไม่มีใครสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี หากพวกเขายังไม่แน่ใจว่างานไหนคืองานที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งทีมควรทราบขอบเขตของโปรเจกต์ที่ทำร่วมกัน และหัวหน้าจะต้องแจ้งสิ่งที่คาดหวังอย่างละเอียดและชัดเจนแก่สมาชิกในทีมแต่ละคน
.
ตัวอย่างวิธีสื่อสารความรับผิดชอบของงานแต่ละงาน เช่น
● นอกจากประชุมใหญ่แล้ว หัวหน้าควรทำงานร่วมกับทีมอย่างสม่ำเสมอ อาจจะใช้วิธีวิดีโอคอลหรือเจอแบบตัวต่อตัว เพื่อตรวจสอบความคืบหน้า ถามคำถาม และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะทำงาน
● ใช้ To-Do Lists ในโปรแกรมสำหรับการจัดการโปรเจกต์ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ควรจะทำอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
.
.
กลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยปรับปรุงการสื่อสารของทีม ทำให้คุณภาพของผลงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร

----------
ที่มา
https://www.gallup.com/.../how-to-improve-teamwork.aspx
https://www.workzone.com/blog/team-communication/
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก SCG SOLUTION
ขอแนะนำ 5 เทคนิคดีสัมภาษณ์งานที่ไม่ตรงสาย พิชิตใจฝ่ายบุคคล (HR) และองค์กรให้ได้งานทำ ดังนี้

1.แสดงให้รู้ว่าคุณมีทักษะ อย่าแค่เอาแต่พูดว่าคุณสามารถทำงานนี้ได้ แต่ต้องแสดงให้เขาเห็นด้วยว่าทำได้อย่างไร ดังนั้นความรู้หรือทักษะในสายงานที่ได้ร่ำเรียนมาทุกสิ่งนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสายงานหรือตำแหน่งงานที่สมัครได้ หรือหากไม่มีความรู้หรือทักษะใดๆ เลย การเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งตำแหน่งไหนต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะทางอยู่แล้ว และคุณมีทักษะเฉพาะทางดังกล่าวติดตัวจะทำให้คุณโดดเด่นและดูมีภาษีดีกว่ากว่าคนอื่นๆ นอกจากนี้ ต้องแสดงออกให้บริษัทรู้ว่าคุณมีทักษะที่มากพอที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้นๆ

2.สื่อสารว่าคุณมีทัศนคติที่ดีและเข้ากับองค์กรเขาได้แน่นอน เพราะหลายองค์กรมักให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ นอกเหนือจากประสบการณ์การทำงานของผู้สมัคร ดังนั้นการที่คุณมีทัศนคติที่ดี ไม่ว่าจะต่อองค์กร ตำแหน่งงาน เพื่อนร่วมงาน หรือสิ่งรอบๆ ตัว จะช่วยให้การทำงานราบรื่นและออกมาดีได้ ตลอดจนต้องแสดงออกว่าคุณเข้ากับองค์กรเขาได้ เนื่องจากทักษะในการทำงานส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ ดังนั้นหากมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ต้องอย่าลืมที่จะแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นด้วยว่าคุณมีลักษณะนิสัยที่เหมาะกับองค์กรของเขา

3.เสนอว่าคุณสามารถเพิ่มคอนเนคชั่นให้บริษัทได้ หนึ่งข้อที่คนย้ายสายงานได้เปรียบคนที่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆ ก็คือเรื่องคอนเนคชั่น เพราะคนจากสายงานเดิมก็จะรู้จักคนกลุ่มเดิมๆ แต่สำหรับคนที่มาจากอีกสายงานหนึ่ง บริษัทก็ได้พนักงานที่รู้จักคนในอีกกลุ่มหนึ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าการรับคุณเข้าทำงาน จะทำให้บริษัทมีพนักงานที่รู้จักคนในหลากหลายวงการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตได้

4.สร้างความเชื่อมั่นว่าคุณมีความสามารถที่จะมาทดแทนทักษะและประสบการณ์ที่ขาดไป แม้ว่าจะไม่มีทักษะและประสบการณ์ในสายงานใหม่ แต่คุณสามารถแสดงให้คนที่สัมภาษณ์คุณเห็นถึงความสามารถอื่นๆ ที่มีประโยชน์ และทดแทนคุณสมบัติที่คุณขาดไปได้ รวมถึงการอธิบายสิ่งที่คุณเคยทำ และทักษะที่คุณได้รับมาจากการทำงานที่ผ่านมา เช่น คุณมีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้ หรือถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม คุณก็จะมีทักษะในการบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งหลายๆ ทักษะไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา หรือการเป็นผู้นำ เป็นทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกสายงาน

ดังนั้นเมื่อต้องไปสัมภาษณ์งานที่คุณไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็ควรที่จะศึกษารายละเอียดตำแหน่งงานให้ชัดเจน แล้วในวันสัมภาษณ์ ก็แสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าประสบการณ์และทักษะที่คุณมีอยู่นั้น จะเป็นประโยชน์และช่วยในการทำงานในสายงานใหม่นี้ได้ รวมถึงการตอบคำถามสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจ เพราะหากแม้แต่ตัวคุณเองยังไม่มั่นใจกับการทำงานในสายงานใหม่ แล้วว่าที่หัวหน้าคนใหม่เขาจะมั่นใจคุณได้อย่างไร

5.เรียกเงินเดือนที่เหมาะสม อย่าลืมว่าการมาสมัครงานไม่ตรงสายตามที่เรียนมาหรือไม่เคยทำในตำแหน่งนั้นๆ เลย ในมุมมองขององค์กรหรือบริษัทเขาจะมองว่า คุณไม่มีประสบการณ์การทำงาน ฉะนั้นหากรับคุณเข้ามาทำงาน บริษัทอาจต้องมีการสอนงานหรือสอนทักษะบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานให้คุณเพิ่มเติม ดังนั้นการเรียกเงินเดือนควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน แต่หากคุณมั่นใจในจุดแข็งและแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถพัฒนาต่อยอดทักษะเหล่านั้น และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรหรือบริษัทต่อไปได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับนายจ้าง เมื่อเขาเห็นคุณค่าในตัวคุณ เขาก็จะยอมจ่ายในอัตราที่สูงขึ้นได้เช่นกัน

เทคนิคข้างต้นจะทำให้คนที่เรียนจบมาแล้วต้องสมัครงานไม่ตรงสายตามที่เรียน หรือคนที่กำลังคิดอยากเปลี่ยนสายงาน รวมถึงคนที่กำลังสมัครงานอยู่ ก็สามารถนำเทคนิคดังกล่าวจากไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตนเองได้เช่นกัน ที่สำคัญคุณต้องมีความอดทนและต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นๆ เห็นว่าคุณมีความสามารถมากพอแม้จะไม่เคยทำงานสายนี้มาก็ตาม เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเอาชนะใจนายจ้างได้

-------------------------------
รับดูแลธุรกิจบริการด้านเงินเดือนและHR
☎️02-8215354 / 081-2792442
x

Nonthaburi บริการภาครัฐอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)

Passport Visa Group สถาบันวัคซีนแห่งชาติ Nonthaburi Province ศูนย์ข้อมูล COVID-19 นนทบุรี สำนักงานจัดหางานจังหวัดนนท Nanthaburi สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ Amphoe Mueang Nonthaburi กองการศึกษาฯ อบจ.นนทบุรี กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุ DPHI ศูนย์นวัตกรรมด้านสุขภาพแล กองโรคจากการประกอบอาชีพและ สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ  ก ห้องสมุด กรมวิทยาศาสตร์การแ Shoot It Sport Hub