กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบส

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบส เพจของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ Cyber Crime Investigation Bureau (CCIB)

เปิดเหมือนปกติ

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง.ตามที่มีการโพสต์ภาพ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่...
08/01/2022

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง
.
ตามที่มีการโพสต์ภาพ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ
.
กรณีการเผยแพร่รูปภาพ ที่มีเนื้อหาระบุว่า นายกฯ สั่งล็อกดาวน์ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพราะมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด 19 สูงมากนั้น ทางกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า รูปภาพดังกล่าวเป็นของปี 2564 โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาแต่อย่างใด และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือ ศบค. เท่านั้น
.
ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลมาตรการดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prd.go.th/th หรือโทร. 02-618-2323
.
บทสรุปของเรื่องนี้ : ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศล็อกดาวน์แต่อย่างใด ซึ่งภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวเก่าเมื่อช่วงเดือน ม.ค. 64
.
หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี
.
📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม
.
LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG)
Website : https://www.antifakenewscenter.com/
Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand
สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87
.
#ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #ล็อกดาวน์ #โควิด #โอมิครอน

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง
.
ตามที่มีการโพสต์ภาพ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ
.
กรณีการเผยแพร่รูปภาพ ที่มีเนื้อหาระบุว่า นายกฯ สั่งล็อกดาวน์ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพราะมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด 19 สูงมากนั้น ทางกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า รูปภาพดังกล่าวเป็นของปี 2564 โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาแต่อย่างใด และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือ ศบค. เท่านั้น
.
ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลมาตรการดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prd.go.th/th หรือโทร. 02-618-2323
.
บทสรุปของเรื่องนี้ : ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศล็อกดาวน์แต่อย่างใด ซึ่งภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวเก่าเมื่อช่วงเดือน ม.ค. 64
.
หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี
.
📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม
.
LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG)
Website : https://www.antifakenewscenter.com/
Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand
สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87
.
#ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #ล็อกดาวน์ #โควิด #โอมิครอน

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  เนื่องในโอกาสวันคล้า...
07/01/2022

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ ๗-๙ มกราคม ๒๕๖๕ https://wellwishes.royaloffice.th/

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ ๗-๙ มกราคม ๒๕๖๕ https://wellwishes.royaloffice.th/

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ถึงแนวโน้มการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital...
06/01/2022

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ถึงแนวโน้มการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนี้

ในปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าดึงดูด อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต โดยจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่าในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2564 มีผู้เปิดบัญชีตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 1.77 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี 2563 กว่า 1 ล้านบัญชี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้มีผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ซึ่งได้มีการนิยามความหมายของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และได้จัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งคริปโทเคอร์เรนซี่(Cryptocurrency) หมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิใดๆ หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ถูกจัดเป็นหนึ่งในประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงมีการกำหนดโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนอีกด้วย ในส่วนของการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งในการยื่นขออนุญาตและการพิจารณาอนุญาต เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมถึงเสียค่าธรรมเนียม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจที่ผ่านการคัดกรองจาก ก.ล.ต. และได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วจำนวน 8 ราย ได้แก่ BITKUB, Satang Pro, Huobi, ERX, Zipmex, Upbit, Z.comEX, และ SCBS(ข้อมูลจาก ก.ล.ต.) ซึ่งในส่วนของผู้ที่สนใจลงทุนก็ควรตรวจสอบว่าศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองได้ทำธุรกรรมนั้นมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ใช่ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตแล้ว 8 รายข้างต้น ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณให้มาก เนื่องจากการทำธุรกรรมนั้นๆ จะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต. และอาจเป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมาก็เป็นได้ ซึ่งหากพบว่าการทำธุรกรรมมีเงื่อนไขที่น่าสงสัย หรือดูดีเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยงไป โดยจากสถิติของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 64 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 64 พบว่ามีการร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 100 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 180 ล้านบาท จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังให้มากไม่เช่นนั้นท่านอาจจะถูกฉ้อโกงจนสูญเสียทรัพย์สินหรือถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล(Identity Theft) และอาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปหาประโยชน์ในทางที่ผิดกฎหมาย จนท่านเองอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรมที่อาจแฝงมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของให้เร่งทำการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ถึงพิษภัยที่แอบแฝงมาและแนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์(Cyber Vaccine) ให้กับประชาชน และขอให้ผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและตัดโอกาสเหล่ามิจฉาชีพที่อาจจะฉวยโอกาสในการกระทำความผิดต่อไป

ในส่วนของผู้ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นจะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีโทษจําคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ในส่วนของผู้ที่ลงทุนกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย เนื่องจากธุรกรรมภายในธุรกิจนั้นๆ ไม่อยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของ ก.ล.ต. และหากเกิดการหลอกลวงหรือฉ้อโกงขึ้นก็จะติดตามและตรวจสอบได้ยาก

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมไปยังประชาชนผู้ที่สนใจในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ถึงแนวทางในการป้องกันหลีกเลี่ยงเหล่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงตัวมา โดยก่อนจะลงทุนใดๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน เนื่องจากการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตลาดมีความผันผวนสูง จึงต้องใช้ความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ดี ต้องตรวจสอบให้ดีว่าสินทรัพย์ดังกล่างนั้นได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
https://www.sec.or.th/TH/Pages/SHORTCUT/DIGITALASSET.aspx#EBD และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องนอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ถึงแนวโน้มการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนี้

ในปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าดึงดูด อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต โดยจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่าในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2564 มีผู้เปิดบัญชีตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 1.77 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี 2563 กว่า 1 ล้านบัญชี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้มีผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ซึ่งได้มีการนิยามความหมายของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และได้จัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งคริปโทเคอร์เรนซี่(Cryptocurrency) หมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิใดๆ หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ถูกจัดเป็นหนึ่งในประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงมีการกำหนดโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนอีกด้วย ในส่วนของการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งในการยื่นขออนุญาตและการพิจารณาอนุญาต เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมถึงเสียค่าธรรมเนียม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจที่ผ่านการคัดกรองจาก ก.ล.ต. และได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วจำนวน 8 ราย ได้แก่ BITKUB, Satang Pro, Huobi, ERX, Zipmex, Upbit, Z.comEX, และ SCBS(ข้อมูลจาก ก.ล.ต.) ซึ่งในส่วนของผู้ที่สนใจลงทุนก็ควรตรวจสอบว่าศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองได้ทำธุรกรรมนั้นมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ใช่ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตแล้ว 8 รายข้างต้น ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณให้มาก เนื่องจากการทำธุรกรรมนั้นๆ จะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต. และอาจเป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมาก็เป็นได้ ซึ่งหากพบว่าการทำธุรกรรมมีเงื่อนไขที่น่าสงสัย หรือดูดีเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยงไป โดยจากสถิติของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 64 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 64 พบว่ามีการร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 100 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 180 ล้านบาท จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังให้มากไม่เช่นนั้นท่านอาจจะถูกฉ้อโกงจนสูญเสียทรัพย์สินหรือถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล(Identity Theft) และอาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปหาประโยชน์ในทางที่ผิดกฎหมาย จนท่านเองอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรมที่อาจแฝงมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของให้เร่งทำการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ถึงพิษภัยที่แอบแฝงมาและแนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์(Cyber Vaccine) ให้กับประชาชน และขอให้ผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและตัดโอกาสเหล่ามิจฉาชีพที่อาจจะฉวยโอกาสในการกระทำความผิดต่อไป

ในส่วนของผู้ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นจะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีโทษจําคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ในส่วนของผู้ที่ลงทุนกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย เนื่องจากธุรกรรมภายในธุรกิจนั้นๆ ไม่อยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของ ก.ล.ต. และหากเกิดการหลอกลวงหรือฉ้อโกงขึ้นก็จะติดตามและตรวจสอบได้ยาก

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมไปยังประชาชนผู้ที่สนใจในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ถึงแนวทางในการป้องกันหลีกเลี่ยงเหล่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงตัวมา โดยก่อนจะลงทุนใดๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน เนื่องจากการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตลาดมีความผันผวนสูง จึงต้องใช้ความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ดี ต้องตรวจสอบให้ดีว่าสินทรัพย์ดังกล่างนั้นได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
https://www.sec.or.th/TH/Pages/SHORTCUT/DIGITALASSET.aspx#EBD และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องนอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

31/12/2021
พี่แจงเสริมความรู้ อาชญากรรมไซเบอร์ให้กับน้องๆ นักเรียนนายร้อยที่กำลังจะจบมารับใช้พี่น้องประชาชน   พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึ...
29/12/2021

พี่แจงเสริมความรู้ อาชญากรรมไซเบอร์ให้กับน้องๆ นักเรียนนายร้อยที่กำลังจะจบมารับใช้พี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน ผบก.ตอท. ได้รับเชิญให้เป็นวิทยาการพิเศษ ในหัวข้อ “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการนำกีฬารักบี้ มาปรับใช้ในการบริหารองค์กร การทำงานเป็นทีม (ภาวะผู้นำ) ตลอดจน ถ่ายทอดประสบการณ์รับราชการ ที่สั่งสมมากว่า 35 ปี” ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 4 (นรต.75) จำนวน 265 นาย

เพื่อให้ นักเรียนนายร้อยตำรวจที่กำลังจบออกมา มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จุดประกายในการพัฒนาทักษะวิชาชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ตำรวจต้องก้าวทันและปรับตัวอยู่เสมอ

ณ ห้องประชุมเตมียาเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย.ตามที่มีการเผยแพร่ข้อ...
28/12/2021

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย
.
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เรื่อง คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ
.
กรณีการแชร์ข้อความระบุว่าคลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นอันตราย และตอนนี้คลื่นดังกล่าวสามารถส่งสัญญาณไปกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ในร่างกายคน ทำให้ DNA เข้าสู่เซลล์ของร่างกาย และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19
.
ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกสทช. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nbtc.go.th หรือโทร. 02 6708888
.
บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19
.
📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม
.
LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG)
Website : https://www.antifakenewscenter.com/
Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand
สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87
.
#ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #คลื่นสัญญาณ #โทรศัพท์ #5G #DNA

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย
.
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เรื่อง คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ
.
กรณีการแชร์ข้อความระบุว่าคลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นอันตราย และตอนนี้คลื่นดังกล่าวสามารถส่งสัญญาณไปกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ในร่างกายคน ทำให้ DNA เข้าสู่เซลล์ของร่างกาย และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19
.
ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกสทช. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nbtc.go.th หรือโทร. 02 6708888
.
บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19
.
📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม
.
LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG)
Website : https://www.antifakenewscenter.com/
Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand
สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87
.
#ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #คลื่นสัญญาณ #โทรศัพท์ #5G #DNA

ที่อยู่

904 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บ้านใหม่
Pak Kret
11120

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Pak Kret

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง . ตามที่มีการโพสต์ภาพ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง นายกฯ สั่ง ล็อกดาวน์ 5 จังหวัด มีความเสี่ยงสูง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ . กรณีการเผยแพร่รูปภาพ ที่มีเนื้อหาระบุว่า นายกฯ สั่งล็อกดาวน์ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพราะมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด 19 สูงมากนั้น ทางกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า รูปภาพดังกล่าวเป็นของปี 2564 โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาแต่อย่างใด และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือ ศบค. เท่านั้น . ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลมาตรการดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.prd.go.th/th หรือโทร. 02-618-2323 . บทสรุปของเรื่องนี้ : ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศล็อกดาวน์แต่อย่างใด ซึ่งภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวเก่าเมื่อช่วงเดือน ม.ค. 64 . หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี . 📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม . LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG) Website : https://www.antifakenewscenter.com/ Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87 . #ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #ล็อกดาวน์ #โควิด #โอมิครอน
สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ ๗-๙ มกราคม ๒๕๖๕ https://wellwishes.royaloffice.th/
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนประชาสัมพันธ์ถึงแนวโน้มการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ดังนี้ ในปัจจุบันการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าดึงดูด อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต โดยจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่าในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2564 มีผู้เปิดบัญชีตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 1.77 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี 2563 กว่า 1 ล้านบัญชี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้มีผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ซึ่งได้มีการนิยามความหมายของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และได้จัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งคริปโทเคอร์เรนซี่(Cryptocurrency) หมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิใดๆ หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ถูกจัดเป็นหนึ่งในประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงมีการกำหนดโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนอีกด้วย ในส่วนของการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งในการยื่นขออนุญาตและการพิจารณาอนุญาต เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมถึงเสียค่าธรรมเนียม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจที่ผ่านการคัดกรองจาก ก.ล.ต. และได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วจำนวน 8 ราย ได้แก่ BITKUB, Satang Pro, Huobi, ERX, Zipmex, Upbit, Z.comEX, และ SCBS(ข้อมูลจาก ก.ล.ต.) ซึ่งในส่วนของผู้ที่สนใจลงทุนก็ควรตรวจสอบว่าศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตนเองได้ทำธุรกรรมนั้นมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ใช่ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตแล้ว 8 รายข้างต้น ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณให้มาก เนื่องจากการทำธุรกรรมนั้นๆ จะไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต. และอาจเป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมาก็เป็นได้ ซึ่งหากพบว่าการทำธุรกรรมมีเงื่อนไขที่น่าสงสัย หรือดูดีเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยงไป โดยจากสถิติของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 64 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 64 พบว่ามีการร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 100 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 180 ล้านบาท จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังให้มากไม่เช่นนั้นท่านอาจจะถูกฉ้อโกงจนสูญเสียทรัพย์สินหรือถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล(Identity Theft) และอาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปหาประโยชน์ในทางที่ผิดกฎหมาย จนท่านเองอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรมที่อาจแฝงมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของให้เร่งทำการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ถึงพิษภัยที่แอบแฝงมาและแนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์(Cyber Vaccine) ให้กับประชาชน และขอให้ผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและตัดโอกาสเหล่ามิจฉาชีพที่อาจจะฉวยโอกาสในการกระทำความผิดต่อไป ในส่วนของผู้ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นจะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีโทษจําคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ในส่วนของผู้ที่ลงทุนกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย เนื่องจากธุรกรรมภายในธุรกิจนั้นๆ ไม่อยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของ ก.ล.ต. และหากเกิดการหลอกลวงหรือฉ้อโกงขึ้นก็จะติดตามและตรวจสอบได้ยาก รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมไปยังประชาชนผู้ที่สนใจในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ถึงแนวทางในการป้องกันหลีกเลี่ยงเหล่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงตัวมา โดยก่อนจะลงทุนใดๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน เนื่องจากการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตลาดมีความผันผวนสูง จึงต้องใช้ความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ดี ต้องตรวจสอบให้ดีว่าสินทรัพย์ดังกล่างนั้นได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) https://www.sec.or.th/TH/Pages/SHORTCUT/DIGITALASSET.aspx#EBD และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องนอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
#ตำรวจไซเบอร์ #ccib #เตือนภัย #ช่วยกันแชร์ ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/979859
พี่แจงเสริมความรู้ อาชญากรรมไซเบอร์ให้กับน้องๆ นักเรียนนายร้อยที่กำลังจะจบมารับใช้พี่น้องประชาชน พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน ผบก.ตอท. ได้รับเชิญให้เป็นวิทยาการพิเศษ ในหัวข้อ “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการนำกีฬารักบี้ มาปรับใช้ในการบริหารองค์กร การทำงานเป็นทีม (ภาวะผู้นำ) ตลอดจน ถ่ายทอดประสบการณ์รับราชการ ที่สั่งสมมากว่า 35 ปี” ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 4 (นรต.75) จำนวน 265 นาย เพื่อให้ นักเรียนนายร้อยตำรวจที่กำลังจบออกมา มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จุดประกายในการพัฒนาทักษะวิชาชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ตำรวจต้องก้าวทันและปรับตัวอยู่เสมอ ณ ห้องประชุมเตมียาเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย . ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เรื่อง คลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นตัวกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ให้ทำอันตรายต่อร่างกาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ . กรณีการแชร์ข้อความระบุว่าคลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G เป็นอันตราย และตอนนี้คลื่นดังกล่าวสามารถส่งสัญญาณไปกระตุ้นวัคซีนโควิด 19 ในร่างกายคน ทำให้ DNA เข้าสู่เซลล์ของร่างกาย และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19 . ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกสทช. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nbtc.go.th หรือโทร. 02 6708888 . บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ปัจจุบันยังไม่พบรายงานข้อมูล หรืองานวิจัยที่ระบุว่าสัญญาณจากโทรศัพท์ 5G ก่อให้เกิดอันตราย และส่งผลต่อวัคซีนป้องกันโควิด 19 . 📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม . LINE : @antifakenewscenter (http://nav.cx/uyKYnsG) Website : https://www.antifakenewscenter.com/ Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand สายด่วน : ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน 1111 ต่อ 87 . #ข่าวปลอม #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #AntiFakeNewsCenter #AFNCThailand #คลื่นสัญญาณ #โทรศัพท์ #5G #DNA
ระวังเว็บไซต์ปลอมระบาด
ตร.ไซเบอร์จับ 26 ม้ารับจ้างเปิดบัญชี ตะลึงพบอายุต่ำกว่า 15 ปีร่วมเอี่ยว “ตำรวจไซเบอร์ระดมปราบปรามบัญชีม้าตัดวงจรการหลอกลวงภัยออนไลน์” ตามนโยบายของรัฐบาล โดย ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เร่งปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการว่าจ้างผู้อื่นให้ไปเปิดบัญชีธนาคารให้ แล้วนำบัญชีธนาคารนั้นไปกระทำความผิด หรือที่เรียกว่าบัญชีม้านั้น พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. ได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงภัยจากการกระทำผิดในเรื่องดังกล่าว จึงสั่งการให้ทุกกองบังคับการในสังกัด ดำเนินการตามข้อสั่งการ โดยให้มีผลการจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมาย ตัดวงจรการกระทำความผิดของมิจฉาชีพ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนจำนวนมาก วันนี้ (23 ธ.ค.64) เวลาประมาณ 14.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท., นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รรท.เลขาฯ กสทช., นายธวัช ไทรราหู ประธานชมรมตรวจสอบและป้องกันทุจริต สมาคมธนาคารไทย, คณะผู้บังคับบัญชาในสังกัด บช.สอท. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการระดมปฏิบัติการปราบปรามบัญชีม้าตัดวงจรการหลอกลวงภัยออนไลน์ โดยในระหว่างวันที่ 16 ธ.ค. - 22 ธ.ค. 2564 (7 วัน) สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 26 ราย ตรวจยึดของกลางบัญชีธนาคารจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 36 ล้านบาท ยกตัวอย่างคดีสำคัญ เช่น คดีหลอกลวงให้ร่วมลงทุนเทรดเงินสกุลดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน DAXIN, คดีหลอกขายโทรศัพท์ไอโฟนให้กับเด็ก นร.ชั้น ม.2 อายุ 14 ปี, คดีเล่นแอปหาคู่ถูกหญิงหลอกเล่นหุ้นออนไลน์, คดีเอเย่นต์รับซื้อขายบัญชีม้า และปล่อยเลขล็อคกองสลาก การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ 1.ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อาญา มาตรา 343 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ร่วมกันโดยทุจริตหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.ร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี -10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” ในการปฏิบัติการของกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) มุ่งเน้นที่จะสนองนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน การอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังคงเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในทุกรูปแบบ อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง ต่อไป