ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้ รับปรึกษาปัญหากฎหมายและร่างสัญญาทางธุรกิจ รับว่าความคดีแพ่งและคดีอาญา ทั่วราชอาณาจักร
(13)

เปิดเหมือนปกติ

30/12/2020
08/03/2020

การบังคับคดีเอากับเงินเดือน💰ของลูกหนี้

📚เรื่องมีอยู่ว่า : ลูกหนี้📲เข้ามาขอรับคำปรึกษาว่าตนเองเป็นพนักงานของบริษัทเอกชน..มีเงินเดือน ประมาณ 10,000 กว่าบาท .. และเจ้าหนี้ส่งหนังสือ📩มาถึงบริษัทที่ตนทำงานเพื่อขอให้หักเงินเดือนชำระหนี้.. และลูกหนี้คนดังกล่าวถูกฝ่ายบุคคล👨เรียกให้เข้าไปพบ

📣..จากกรณีดังกล่าวหากลูกหนี้ตกลงกับฝ่ายบุคคลยินยอมให้เจ้าหนี้หักเงินเดือนก็เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ ...

....แต่....

⚖️ ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 กล่าวคือ ในวันที่ 4 กันยายน 2560 เจ้าหนี้จะอายัดเงินเดือน💰ของลูกหนี้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า⬇️ 20,000 บาท 🚫ไม่ได้..

📌 ขั้นตอนก็คือ : เจ้าหนี้จะต้องไปยื่นคำฟ้อง📑ต่อศาลเพื่อเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ 💵 ..และเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว...ต้องไปดำเนินการบังคับคดีเอากับเงินเดือนของลูกหนี้ตามขั้นตอนในการบังคับคดี...

.^. ดังนั้น เมื่อ👨ฝ่ายบุคคลของบริษัทได้รับหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จะต้องทำหนังสือ📩แจ้งต่อ จพง.บังคับคดีว่า..เงินเดือน💰ของลูกหนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะอายัดเงินเดือนได้.....จอบอ 😊

ป.ล. 🗂 ขั้นตอนดังกล่าวย่อมทำให้เจ้าหนี้มียุ่งยากและใช้เวลานาน .. เจ้าหนี้จึงเลือกใช้วิธีการส่งหนังสือ📩แจ้งไปยังบริษัทของลูกหนี้โดยตรงเพื่อให้อายัดเงินเดือน💰... ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง.. และเจ้าหนี้อาจจะมีความผิดตาม⚖️พระราชบัอื่นๆอีกด้วย ....จอบอ จริงๆล่ะ 😊😊

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo
05/03/2020

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo
05/03/2020

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo
05/03/2020

ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s cover photo

04/03/2020

⚖️ ฎีกา 4057/2562 :
กฎหมายบัญญัติความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ไม่ใช่ตัวผู้เยาว์ที่ถูกพราก ทั้งกฎหมายมิได้จำกัดคำว่า "พราก" ต้องกระทำโดยวิธีการอย่างใด
การที่ผู้เยาว์ซึ่งอาศัยอยู่กับบิดาออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่ว่าจะขออนุญาตบิดาหรือไม่ก็ตาม เมื่อถูกจำเลยพาไปกระทำชำเรา ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดาถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรานี้จะต้องถึงขนาดเป็นการกระทำที่ต้องพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองตั้งแต่ออกจากบ้านถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิดแต่อย่างใด

------------------------------------

ฎีกายาว : "ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม นี้ กฎหมายบัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้เยาว์ อันไม่ใช่ตัวผู้เยาว์ที่ถูกพราก และปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการอันใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ผู้เยาว์แม้จะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองยังดูแลเอาใจใส่อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครองตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน ทั้งเป็นการลงโทษผู้ที่ละเมิดต่ออำนาจปกครองของผู้ดูแลผู้เยาว์ของบิดามารดา ผู้ดูแล หรือผู้ปกครอง นอกจากนี้กฎหมายมิได้จำกัดคำว่า "พราก" โดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือโดยมีผู้ชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำ หากมีผู้กระทำต่อผู้เยาว์ในทางเสื่อมเสียและเสียหายย่อมถือได้ว่าเป็นความผิด การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ไม่ว่าจะขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 หรือไม่ก็ตาม เมื่อถูกจำเลยพาไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาย่อมถูกตัดขาดพรากไปแล้วโดยปริยาย หาใช่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรานี้จะต้องถึงขนาดเป็นการกระทำที่ต้องพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองตั้งแต่ออกจากบ้าน ถึงจะทำให้ความปกครองถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนแล้วจึงเป็นความผิด ดังนั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านแล้วถูกจำเลยกระทำลักษณะเสื่อมเสียเยี่ยงนี้ ถือได้ว่าเป็นการพาและแยกผู้เยาว์ไปจากความปกครองดูแล และล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดา อันเป็นความหมายของคำว่าพรากแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม".

🎉🎉 สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ 🐁  ขออวยพรให้ว่องไวปราดเปรียวเช่นหนูทอง  ทำกิจการงานใดให้สนุก สำเร็จ เสร็จสมดังตั้งจิต  ให้ได้เงินท...
31/12/2019

🎉🎉 สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ 🐁 ขออวยพรให้ว่องไวปราดเปรียวเช่นหนูทอง ทำกิจการงานใดให้สนุก สำเร็จ เสร็จสมดังตั้งจิต ให้ได้เงินทองมากมายสบายเหมือนใจคิด มีสุขสมปราถนาในปีหนูทอง🎊🎊

ลัญชกร

30/04/2019

⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 264/2555

จำเลยอุทิศที่ดินของตนให้สร้างทางพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้การอุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะจะเป็นการอุทิศด้วยวาจา มิได้ทำเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 ก็ตาม แต่การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นถนนสาธารณะเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสาหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) หาจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์มาตรา 525 ไม่ การอุทิศด้วยวาจาก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และสภาพความเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะมิได้ใช้ทางพิพาทตาม วัตถุประสงค์ที่จำเลยขอบริจาคเนื่องจากทางพิพาทน้ำท่วม แคบ ไม่สะดวกแก่การใช้ โดยไปใช้เส้นทางใหม่ แทนทางพิพาท และจำเลยได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นถนนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วนานเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกไปเป็นของจำเลยได้อีก เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา 1306 บัญญัติห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ทางพิพาทยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ เมื่อจำเลยมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครอง ในที่ดินที่เป็นทางพิพาท จึงไม่มีสิทธิใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้ ปิดกั้นทางพิพาทซึ่งเป็นถนนสาธารณะอันเป็นสา ธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยห้ามมิให้ประชาชนสัญจรไปมาแล้วเข้ายึดถือครอบครอง ถนนดังกล่าว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิวรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 386/.

30/04/2019

⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 94/2555

จำเลยที่ 1 ยอมให้ประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นถนนซอยสัญจรมากกว่า 40 ปี และยอมรับสภาพของทางพิพาทว่าเป็นซอย อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไม่เคยหวงกันการใช้ทางพิพาท จนมีความเข้าใจว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือได้ยกให้เป็นทางสาธารณะไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ประสงค์จะก่อสร้างอาคารในที่ดิน จึงตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ยังมีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของทางพิพาท จึงได้เข้ามาหวงกันและแสดงความเป็นเจ้าของในภายหลัง จนได้มีการให้ชาวบ้านที่นำของมาขายที่ทางพิพาทข้างอาคารของจำเลยที่ 1 ทำบันทึกถ้อยคำยอมรับสิทธิของจำเลยที่ 1 เหนือที่ดินพิพาทในปี 2540 อันเป็นช่วงเวลาหลังจากได้ก่อสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่แล้ว การแสดงเจตนาหวงกันที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 ได้ยอมให้ประชาชนใช้ทางพิพาทโดยไม่มีการหวงกันจนจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าได้ดำเนินการยกให้เป็นทางสาธารณะ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย การย้อนกลับมาหวงกันอ้างสิทธิเหนือทางพิพาทที่ได้กลายเป็นทางสาธารณะไปโดยปริยายแล้วไม่มีผลแต่อย่างใด ทางพิพาทจึงเป็นทางสาธารณะ/.

Photos from ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s post
08/03/2019

Photos from ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้'s post

14/02/2019
Cancel Cancer Festival

ร่วมทำบุญสนับสนุนโครงการดีๆกันครับ.

แนวทางการรักษามะเร็งแบบใหม่ ที่จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งไทย มีโอกาสหายขาดจากมะเร็ง

✳️ ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนงานวิจัย
ได้ที่ >> บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ
เลขที่บัญชี 901-7-05999-0
ชื่อบัญชี "ศิริราชมูลนิธิ กองทุนสนับสนุนการแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง"
(ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)

✳️ หรือร่วมสนับสนุนโครงการได้ที่ >> WWW.SICAFUND.COM
สอบถามข้อมูลโทร :024194471-4

#CancerPrecisionMedicine
#การแพทย์แม่นยำในโรคมะเร็ง
#CancelCancer2019

13/01/2019
13/01/2019
13/01/2019
11/01/2019

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3493/2545

โจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นญาติพี่น้องกัน โจทก์ใช้ทางพิพาทตั้งแต่มีสภาพเป็นคันนา ต่อมาเมื่อมีการขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ทางพิพาทก็เปลี่ยนสภาพมาใช้เป็นคันบ่อเมื่อถึงฤดูทำนาก็จะเดินบนคันนา แต่ถ้านอกฤดูทำนาก็อาจเดินลัดที่นาได้ จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าจะเดินทางใดสุดแล้วแต่จะสะดวก โดยเฉพาะแต่ละคนสามารถเดินผ่านที่นาซึ่งกันและกันในลักษณะพึ่งพาอาศัยและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอันเป็นการสะท้อนถึงสภาพวิถีชีวิตที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันของคนชนบทว่าตามปกติแล้วจะใช้ที่ดินข้างเคียงเป็นทางผ่านได้ โดยการถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติหรือความคุ้นเคยเป็นประการสำคัญซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสี่มากว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401

05/12/2018
08/11/2018

" ประมาทเลินเล่อมากกว่า "

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9866/2560 ( ประชุมใหญ่ )

...จำเลยที่ 1 จอดรถบนไหล่ทางในที่มืดในเวลากลางคืน มีบางส่วนของตัวรถพ่วงล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถโดยจำเลยที่ 1 ไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณที่ด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้ผู้ขับรถแล่นมาเห็นรถที่จอดอยู่ จึงเป็นการยากที่ผู้ขับรถแล่นมาในช่องเดินรถดังกล่าวจะมองเห็นและขับรถหลบหลีก หรือห้ามล้อรถไม่ให้ชนกับรถที่จอดอยู่ได้ทัน ส่วนผู้ตายแม้ได้ความว่าขับรถมาด้วยความเร็วสูงก็ตาม แต่หากจำเลยที่ 1 แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณเตือนที่ด้านหน้าและด้านหลังรถเพียงพอที่ผู้ตายอาจมองเห็นได้ ผู้ตายอาจชะลอความเร็วของรถได้ทัน และไม่ขับรถพุ่งชนรถพ่วงที่จอดอยู่ได้ จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าผู้ตาย/.

03/11/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2559 (ประชุมใหญ่)

บุตรที่เกิดนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาในภายหลังได้ 3 ประการ คือ เมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตาม ป.พ.พ.มาตรา 1547
ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาตามกฎหมายของ พ. และมีสิทธิได้รับมรดกของ พ. มิใช่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร
ทั้งการที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตาม ป.พ.พ.มาตรา 1547 และมาตรา 1555 นั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กที่จะฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ในกรณีที่เด็กยังมีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องคดีแทน หรือในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ให้ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็ก มิใช่กรณีที่ให้สิทธิแก่บุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร
ทั้งผู้ร้องมิได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อนำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1548
แต่กลับขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะคำพิพากษาของศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ.
กรณีของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ.มาตรา 1547 เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. ได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 จึงชอบที่จะยกคำร้องขอ

30/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5119/2549

โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย นายสน ตงเท่ง กับพวก

ป.พ.พ. มาตรา 193/32
ป.วิ.พ. มาตรา 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5), 14

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษา
ให้เป็นบุคคลล้มละลาย
จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษา
ของศาลที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย มิใช่เรื่องการบังคับ
คดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เป็น
กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาล
จังหวัดนนทบุรีคดีหมายเลขแดงที่ 117/2538 ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้น
โดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 193/32 ดังนั้น เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 3
กุมภาพันธ์ 2538 โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม
2538 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
2548 จึงอยู่ภายใต้กำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด โจทก์มี
สิทธินำหนี้ตามคำพิพากษานั้นมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายได้ เมื่อปรากฏว่า
จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
และปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองถูกยึดทรัพย์จำนองและนำออกขายทอด
ตลาดแล้วตามหมายบังคับคดี แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ทั้งปรากฏว่าจำเลยทั้งสอง
ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม
พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว
จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองขาดนัด
พิจารณา ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองมี
หนี้สินล้นพ้นตัวตามฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นไม่ต้อง
ด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติ
ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล
แทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้า
พนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร./

24/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561

โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 1 เพื่ออำพรางสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาขายฝากที่ดินตกเป็นโมฆะ ตามป.พ.พ.มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง ตามมาตรา 155 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

18/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8148/2551

เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง เมื่อบันทึกการจับกุมมีข้อความว่าจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ และเมื่อบันทึกการจับกุมไม่มีข้อความใดที่บันทึกการแจ้งสิทธิแก่จำเลยผู้ถูกจับตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติเลย ทั้งพยานโจทก์ที่ร่วมจับกุมก็ไม่ได้เบิกความถึงเรื่องการแจ้งสิทธิแต่อย่างใด แม้โจทก์จะส่งบันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับมาพร้อมกับบันทึกการจับกุมในชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ แต่บันทึกการแจ้งสิทธิผู้ถูกจับดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์เติมข้อความในช่องว่างด้วยน้ำหมึกเขียนโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้บันทึกเป็นคนละคนกับที่เขียนบันทึกการจับกุม ทั้งใช้ปากกาคนละด้ามและไม่มีข้อความว่าผู้ถูกจับมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้ กับไม่มีข้อความว่าถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้แต่อย่างใด แม้จะมีข้อความแจ้งสิทธิเรื่องทนายความก็เป็นการแจ้งสิทธิไม่ครบถ้วนตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 83 วรรคสองบัญญัติ ฉะนั้น ถ้อยคำอื่นของจำเลยตามบันทึกการจับกุมจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยหาได้ไม่เช่นกัน ดังนั้น บันทึกการจับกุมจึงไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

17/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2560

ดาบตำรวจ ส. ตรวจค้นธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย สอบถามจำเลยให้การรับว่าธนบัตรจำนวน 300 บาท ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ เมื่อร้อยตำรวจตรี จ. นำเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2 เม็ด ที่ได้จากการล่อซื้อให้จำเลยดู จำเลยรับว่าเป็นของตนเองที่จำหน่ายให้แก่ลายลับ ถ้อยคำของจำเลยดังกล่าว " ถือว่า เป็นถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความยาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 "

16/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6019/2560

ขณะที่จำเลยเดินมาซื้อส้ม ผู้ตายเพียงแต่พูดว่า " ทำไมซื้อส้มเท่านี้ตังมีเยอะ " แล้วจำเลยกับผู้ตายต่างพูดเสียดสีท้าทายกัน จนเป็นเหตุให้จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายพูดกับจำเลยก่อนจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจ แล้วมีการพูดจาเสียดสีและท้าทายกัน แต่ถ้อยคำของผู้ตายมีลักษณะเป็นเพียงการหยอกล้อจำเลย ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม.

15/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7868/2560

การที่จำเลยซึ่งเป็นมารดาของ ช. เจ้าบ่าว หยิบสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำทรัพย์ตามฟ้องที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป ไม่ว่าทรัพย์ตามฟ้องจะถือเป็นสินสอดหรือของหมั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของ น. เจ้าสาว ยึดถือครอบครองอันเป็นการยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ดังกล่าว หากจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไร จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

12/10/2018

⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 1076/2561

การที่จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญา จัดหาแร่พลวง (เพราะคุณภาพของแร่ผิดไปจากข้อตกลง) มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์รับซื้อแร่พลวง ตามที่จำเลยจัดหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าโจทก์ผิดสัญญาจำเลยขอริบมัดจำ และขอเลิกสัญญาไม่ประสงค์จะทำการซื้อขายแร่พลวงกับโจทก์อีกต่อไป
จึงเป็นที่เห็นได้โดยพฤติการณ์แห่งคดีหรือโดยเจตนาของจำเลยว่า จำเลยไม่ประสงค์จะปฎิบัติตามสัญญาแล้ว โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยจัดหาแร่พลวงมาส่งมอบแก่โจทก์ให้ถูกต้องตามสัญญาอีก การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบแล้ว และมีผลให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 , 386 , 391

10/10/2018

⚖️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6665/2556

การรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำจึงจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้
ดังนั้น การที่สหกรณ์ฯโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้นำเงินปันผลของจำเลยที่ 1 มาหักชำระหนี้บางส่วน แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยทั้งสามยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยนั้นหาได้ไม่ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลยที่ 1
จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

ที่อยู่

154 ถนนพระทรง ตำบลท่าราบ
Phetchaburi
76000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66932695619

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายลัญชกร ยอดดอกไม้:

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Phetchaburi บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด