ศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบโรงเร

ศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบโรงเร อัตลักษณ์ : เรียนดี ประพฤติดี
เอกลักษณ์ : ความรู้คู่คุณธรรม โรงเรียนอนุบาลสระบุรี พัฒนาเด็กอายุ 4 - 6 ปี ครบทั้ง 4 ด้าน มุ่งเน้นให้เด็กเป็นคนดี คนเก่งมีคุณธรรม จริยธรรม น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวทันเทคโนโลยี มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยมีผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วม

เปิดเหมือนปกติ

งดการเรียนการสอนออนไลน์ 4-11 ตุลาคม 2564#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี
01/10/2021

งดการเรียนการสอนออนไลน์ 4-11 ตุลาคม 2564

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี

📣📣ประกาศโรงเรียนอนุบาลสระบุรี
งดการเรียนการสอนออนไลน์ ระหว่าง
วันที่ 4-11 ตุลาคม 2564
#เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤
16/09/2021

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤

ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนอนุบาลสระบุรีขอขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลัง และเบื้องหน้าทุกท่านกับความสำเร็จและความภาคภูมิใจในครั้...
01/09/2021

ขอแสดงความยินดีกับโรงเรียนอนุบาลสระบุรี

ขอขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลัง และเบื้องหน้าทุกท่าน
กับความสำเร็จและความภาคภูมิใจในครั้งนี้

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤️

งดการเรียนการสอนออนไลน์ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม - 3 กันยายน 2564#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤
27/08/2021

งดการเรียนการสอนออนไลน์
ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม - 3 กันยายน 2564

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤

📣📣ประกาศโรงเรียนอนุบาลสระบุรี
งดการเรียนการสอนออนไลน์ ระหว่าง
วันที่ 30 สิงหาคม - 3 กันยายน 2564
#เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี

มาเล่นกันเถอะ >> รูปแบบการเล่น#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤️
25/08/2021

มาเล่นกันเถอะ >> รูปแบบการเล่น

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤️

การเล่นช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
"การเรียนรู้ของเด็ก (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก)" เท่ากับ “การเล่น"
และ “การเล่น" เท่ากับ "การเรียนรู้”
เพราะ "การเล่น" เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ
.
เด็ก ๆ ควรเล่นอย่างเพียงพอ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน (จะแบ่งเวลาเล่นเป็นครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น ก็ทำได้เช่นกัน)
.
เมื่อใดที่เด็ก ๆ เล่น พวกเขาได้เรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังเป็นการเตรียมร่างกายทั้งสมอง และกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ให้พร้อมสำหรับการใช้งานในการเรียนรู้ขั้นต่อไป เด็กที่ได้เล่นอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาการควบคุมร่างกายภายนอกของตัวเอง และนำไปสู่การควบคุมตัวเองจากภายใน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีสมาธิที่เพียงพอต่อการจดจ่อเพื่อเรียนรู้ในขั้นต่อ ๆ ไป
.
แม้จะให้เด็ก ๆ เล่นอย่างอิสระ แต่อย่าลืมกำหนดขอบเขตและตั้งกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม
กติกาสำคัญที่ทุกบ้านควรมีก่อนปล่อยให้เด็ก ๆ ไปเล่น ได้แก่...
(1) กฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายข้าวของ
(2) เล่นแล้วเก็บให้เหมือนเดิม หรือ เล่นแล้วต้องช่วยกันทำความสะอาดด้วย
(3) บริเวณที่เล่นคือ.... ของเล่นที่เล่นได้จะอยู่ในบริเวณดังกล่าว
เพียงเท่านี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์อย่างอิสระ แต่ไม่ลืมที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาด้วย
.
**********
.
“9 รูปแบบการเล่น"
ช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
1.) เล่นกับธรรมชาติ
เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นขุดดิน เล่นโคลน
เล่นต่อก้อนหิน เล่นปีนต้นไม้
เล่นทำกับข้าวจากใบไม้ใบหญ้า เล่นสำรวจธรรมชาติ ฯลฯ
การเล่นกับธรรมชาติส่งเสริมทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ การปรับตัว จินตนาการ การทดลอง การเข้าใจสัญลักษณ์ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การเข้าใจเหตุผลในวัยถัดมา
.
2.) เล่นเคลื่อนไหวร่างกาย
คลานไปใต้โต๊ะ ทำทีเป็นมุดเข้าไปในอุโมงค์
วิ่งสุดแรง เพื่อหนีจากจระเข้
เดินบนสะพาน เพื่อข้ามแม่น้ำ
เดินระวังกับระเบิดที่พื้นลายตัวหนอน
ปีนป่ายอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ เพื่อระวังตกลงไปในลาวา (พื้นห้องนั่งเล่น)
ปีนป่ายต้นไม้ และเครื่องเล่นในสนาม
ขี่จักรยาน ไถสกุ๊ตเตอร์
โยนรับบอล โยนบอลลงตระกร้า เตะฟุตบอล
การเคลื่อนไหวร่างกายนอกจากทำให้เด็ก ๆ ได้ระบายแรงที่มีอยู่ล้นเหลือของพวกเขาแล้ว ยังทำให้สมองของพวกเขาได้รับการพัฒนา ทำให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้อีกด้วย
.
เมื่อถึงวัยที่เข้าใจกติกาอย่างง่าย ณ จุดนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และความพร้อมของเด็กแต่ละคน
การเล่นกีฬา การเต้น หรือกิจกรรมที่เคลือนไหวร่างกายที่เด็ก ๆ ชื่นชอบสามารถช่วยให้เด็ก ๆ ได้ระบายแรงอย่างเหมาะสมและช่วยพัฒนาจิตใจและร่างกายของตัวเด็ก ๆ ได้เช่นกัน
.
3.) เล่นกับสี
เล่นสีน้ำ สีเทียน สีไม้ สีจากธรรมชาติ และสีต่าง ๆ
การเล่นกับสีเด็ก ๆ จะได้ขีดเขียนตามใจชอบ เขาได้นำถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก จินตนาการออกมาทางภาพ
เราไม่ควรใช้ผลลัพธ์ คือ ภาพที่สวยงานเป็นตัวตั้ง
เวลาเด็ก ๆ ขีดเขียน เราจะเห็นความคิดภายในและตัวตนของพวกเขา
เด็ก ๆ เองก็เช่นกันเมื่อถึงวัยที่พวกเขาเข้าใจนามธรรมมากพอ พวกเขาจะได้มีโอกาสรู้จักกับตัวเองมากขึ้นผ่านสิ่งที่เขาขีดเขียนออกมา
.
4.) เล่นของเล่นอิสระ (Free form)
บล็อกไม้ ดินน้ำมันหรือแป้งโดว์ ตัวต่อหรือเลโก้ ไม้ไอศครีม กล่องลัง ขวดน้ำ และของเล่น หรือ อาจจะเป็นสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน ทั้งอุปกรณ์และของเหลือใช้ใดก็ได้ที่ไม่ได้กำหนดมาตั้งแต่ต้นว่าต้องเป็นอะไร เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สร้างสรรค์ผลงาน และใช้จินตนาการอย่างเต็มที่
ยกตัวอย่างเช่น
เด็ก ๆ อาจจะสมมติให้รีโมทเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องคิดเลขเป็นโทรศัพท์ของพวกเขา
เด็ก ๆ อาจจะใช้แกนกระดาษทำเป็นไมค์โครโฟนสำหรับร้องเพลง
เด็ก ๆ อาจจะใช้กล่องลังมาทำเป็นบ้านของพวกเขา
เด็ก ๆ อาจจะนำกระดาษมาพับเป็นรถเป่าแข่งกัน
และเด็ก ๆ อาจจะนำหมอน ผ้าห่ม โต๊ะ และเก้าอี้ มาทำเป็นฐานทัพของพวกเขา
เป็นต้น
.
5.) เล่นบทบาทสมมติ
ก่อนวัยเล่นบทบาทสมมติ เราสามารถเล่น "จ๊ะเอ๋ (Peekaboo) กับเด็กเล็ก ๆ ได้
ส่วนในวัยที่เริ่มบทบาทสมมติได้ ได้แก่ ในเด็กวัย 2-3 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มพูดกับตัวเอง (Self-talk) เพื่อบรรยายสิ่งที่เขาทำหรือเล่น บทบาทสมมติค่อย ๆ เริ่มขึ้น ณ เวลานั้น เด็ก ๆ จะเล่นเลียนแบบการการทำงานหรือทำกิจกรรมของผู้ใหญ่
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นพ่อแม่ลูก
เล่นคุยโทรศัพท์
เล่นทำกับข้าว
เล่นเลี้ยงน้อง
เล่นขับรถ
เล่นเป็นคุณครู
เล่นเป็นหมอ
ฯลฯ
การเล่นบทบาทสมมติทำให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการ และการเลียนแบบ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการด้านการสื่อสารและการเข้าสังคมในเวลาต่อมา
.
6.) เล่นทำงานบ้าน
การเล่นทำงานบ้าน คือ การเล่นที่ได้เลียนแบบการทำงานของผู้ใหญ่ เราสามารถให้เด็ก ๆ เล่นทำงานบ้านคู่ขนานไปกับการทำงานบ้านจริง ๆ ของเราได้
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นล้างผักหั่นผัก ซาวข้าวหุงข้าว ขณะที่ช่วยแม่ทำกับข้าว
เล่นน้ำ เล่นฟองสบู่ ขณะที่ช่วยพ่อล้างรถ
เล่นนำ้ เล่นถอนหญ้า เรียงหิน ขณะที่ช่วยเรารดน้ำต้นไป
เล่นกับสัตว์เลี้ยง ชณะที่ช่วยอาบน้ำสัตว์เลี้ยง
เป็นต้น
นอกจากเด็ก ๆ ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่แล้ว เด็กยังได้เรียนรู้การทำงานบ้าน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย
.
7.) เล่นกับพ่อแม่ และเล่นกับเพื่อน
เพื่อนเล่นที่ดีที่สุดที่บ้าน คือ พ่อแม่ของพวกเขา
ลูกเล่นกับพ่อแม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์
สร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและลูกที่มีอยู่จริง
.
นอกจากนี้เมื่อเด็ก ๆ ถึงวัยเข้าโรงเรียน การเล่นกับเพื่อน ๆ หรือเด็กวัยใกล้เคียงกัน จะช่วยส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร รู้จักเจรจาต่อรอง ประนีประนอม
.
8.) เล่นเกมตามกติกา
เล่นบอร์ดเกม หรือ เกมกระดานต่าง ๆ
เช่น บันไดงู เกมเศรษฐี หมากฮอส หมากเก็บ
.
การเล่นที่มีกติกาที่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นซ่อนแอบ
เล่นแปะแข็ง
เล่นตบแปะ
เล่นโดดยาง
เป็นต้น
การเล่นเกมตามกติกาทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนการทำตามกติกาของสังคม การยอมรับผลแพ้-ชนะ การให้เคารพตัวเองและผู้อื่น และการสื่อสารอย่างเหมาะสม
.
(9) เล่นกับดนตรี
บางครั้งการเล่นดนตรี ทำให้เด็ก ๆ ได้รู้จักโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์
ทุกครั้งที่เด็ก ๆ ทำให้เสียงดนตรีดังออกมาจากเครื่องดนตรี หรือ เปล่งเสียงร้องออกมา
พวกเขาจะรู้สึกราวกับว่า “ตัวเองมีเวทมนตร์”
ดนตรี ไม่ได้เพียงพัฒนาทักษะทางด้านดนตรีของเด็ก ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะดนตรีได้ช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ ทั้งการฟัง การสังเกต การจำ และการสร้างสรรค์อีกด้วย
.
เมื่อเด็ก ๆ เล่นดนตรี พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องวินัย และการฝึกฝน ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ต้องไม่คาดหวังเกินวัย และไม่คาดหวังผลลัพธ์เป็นสำคัญ เพราะกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทางที่เกิดขึ้นและความพยายามของเด็ก คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรมองเห็น และให้การชื่นชมสนับสนุน
.
**********
.
"คำแนะนำสำหรับพ่อแม่"
.
พ่อแม่และผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า เด็กๆ ต้องเล่นให้ครบทุกรูปแบบที่นำเสนอในบทความนี้ในหนึ่งวัน หรือ เด็กต้องทำให้ครบทุกอย่าง เพราะบทความต้องการแค่เพียงนำเสนอรูปแบบการเล่นที่ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ เกิดการเติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
ดังนั้น ไม่ว่าเด็ก ๆ จะเล่นในรูปแบบใด ขอเพียงพวกเขาริเริ่มอยากที่จะเล่นด้วยตัวพวกเขาเอง โดยในช่วงแรกผู้ใหญ่อย่างเราช่วยนำเสนอการเล่นรูปแบบต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้รู้จัก และชวนพวกเขามาเล่น เมื่อพวกเขารู้จักการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว เด็ก ๆ หลายคนสามารถพัฒนาการเล่นในแบบของตัวเองได้เอง
การเล่นหนึ่งครั้ง อาจจะมีการเล่นหลายรูปแบบรวมกันอยู่ และการเล่นบางรูปแบบทำให้พัฒนาไปสู่การเล่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์สะสมในตัวเด็ก ๆ ต่อไปได้
.
หัวใจสำคัญของการเล่นในเด็กเล็ก คือ การเล่นกับพวกเขา
ไม่ว่าจะเล่นอะไร ขอเพียงผู้ใหญ่เล่นด้วย เด็ก ๆ ก็มีความสุขกับการเล่นนั้นแล้ว เมื่อถึงวัยที่เขาสามารถพัฒนาไปสู่การเล่นด้วยตัวเองและเล่นกับเพื่อน ผู้ใหญ่จะค่อย ๆ ถอยบทบาทไปสู่การเป็นผู้สังเกตการณ์และผู้สนับสนุนอยู่ห่าง ๆ เท่านั้นเอง
.
**********
.
สุดท้าย การเล่นทำให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้โลกภายนอก และในขณะเดียวกันการเล่นยังช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกภายในตัวเองมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
ทุกครั้งที่เด็ก ๆ เล่น หลายสิ่งหลายอย่างค่อย ๆ เติบโตขึ้นภายในตัวเขาอย่างเงียบ ๆ
บ่อยครั้งเราจึงพบว่า บางสิ่งที่งดงามเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ๆ เล่น...
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ก่อนเริ่มเขียนตัวอักษร#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤️
22/08/2021

ก่อนเริ่มเขียนตัวอักษร

#ภูมิใจได้มาเป็นลูกอนุบาลสระบุรี ❤️

สิ่งที่เด็กควรทำได้ก่อนเริ่มเขียนตัวอักษร
.
ก่อนที่เด็กจะเขียน "A B C" หรือ "ก ข ค” ได้ เด็กๆ ควรทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ก่อน
.
1. Hand and finger strength: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ เพื่อที่จะจับอุปกรณ์การเขียนได้

2. Crossing the midline: ข้ามเส้นกึ่งกลาง หากเด็กเอื้อมไปทั่วร่างกายเพื่อไปยังปลายทั้งสองข้างของร่างกายได้ จะสามารถเขียนทั้งสองแถบบนพื้นที่กระดาษได้

3. Correct pencil grasp: สามารถจับดินสอได้ถูกต้อง โดยต้องดูตามความเหมาะสมตามวัย

4. Hand eye coordination: ตาและมือประสานงานกันได้ดี เช่น ตามองมือเอื้อมจับสิ่งนั้นได้ถูกต้อง

5. A strong core: ความแข็งแรงของร่างกายแกนกลาง เพื่อที่จะนั่งเขียนได้อย่างมั่นคง

6. A strong neck: คอที่เเข็งแรงเพื่อที่จะนั่งเขียนโดยที่ศีรษะตั้งอยู่มั่นคง

7. A strong shoulders and wrists: ไหล่ ข้อมือทั้งสองข้างที่แข็งแรง เพื่อช่วยให้เขียนได้โดยไม่เมื่อยล้าไปเสียก่อน และลงน้ำหนักการเขียนได้เหมาะสม ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

8. Visual perception: การรับรู้ภาพ เพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างภาพ เพื่อพัฒนาไปสู่การจดจำภาพ ตัวอักษรที่แตกต่างกัน
.
**********
.
เมื่อร่างกายและท่าทางของเขาเหมาะสมแล้ว เขาควรจะวาดเส้นและรูปทรงเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน ก่อนที่เราจะสอนเขาเขียนตัวอักษร เพื่อให้เขาสามารถเขียนได้อย่างมั่นคง และคล่องแคล่วจากการเขียนเส้นและรูปทรงเหล่านี้ได้
.
เด็กวัย 1-1 ขวบครึ่ง เราคาดหวังแค่ให้เขาได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (มือ นิ้วมือ) ของเข้าในการกำ ขยำ (โดยอาจจะให้ขยำตุ๊กตา แป้งโดว์ ทราย) ดังนั้นสีเทียนด้ามใหญ่พิเศษ (Jumbo crayon) มีความเหมาะสมกว่าดินสอนัก และกระดาษควรมีขนาดใหญ่กว่า A4 ยิ่งกว้าง ยิ่งใหญ่ ยิ่งดี ให้เขานอนคว่ำตัวละเลงสีเทียนที่กำในมือไปจนทั่วได้เลย
วัยนี้เราไม่คาดหวังการเขียน เราแค่หวังว่า “เขาจะสนุกกับการใช้สีละเลงไปทั่วกระดาษ และพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้พร้อมก็เพียงพอ”
.
***
.
เด็กวัย 2-2 ขวบครึ่ง เรายังคงเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเช่นเดิม แต่เราสามารถให้เขาลองฝึกวาดเส้นตรงแนวตั้ง และแนวนอนได้ อุปกรณ์ที่ใช้ควรเป็นสีเทียนด้ามใหญ่ หรือ ดินสอไม้ด้ามใหญ่ เพื่อให้เด็กจับได้ถนัดมือ หรือ ถ้าเป็นดินสอไม้ธรรมดาอาจจะมีปลอกจับดินสอให้เขา กิจกรรมที่เราชวนเขาวาดเส้นตรง อาจจะชวนเขาวาดฝนตกลงมา (ขีดลง) และวาดถนน (ขีดขวาง)
.
***
.
เด็กวัยวัย 3-4 ขวบ เรายังคงเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กต่อไป (กิจกรรมปั้น ขยำ ดินทรายจำเป็น) ช่วง 3 ขวบ “วงกลม” จะเป็นสิ่งที่เด็กวัยนี้จะเริ่มวาดได้ เพราะความเเข็งแรงที่กล้ามเนื้อมือของเขาที่มีมากขึ้น และวัย 3 ขวบครึ่ง จะเริ่มวาดเครื่องหมายบวก (+) ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการวาดเส้นแนวตั้งและแนวนอนได้ เมื่ออายุ 4 ขวบ “สี่เหลี่ยมจตุรัส” เป็นรูปทรงต่อไปที่เขาวาดได้ เพราะเส้นพื้นฐานจกเส้นแนวตั้งและแนวนอนเช่นกัน
ในช่วงวัยนี้ เราควรคาดหวังให้เด็กๆ สนุกกับการวาดภาพอิสระ แต่เราเริ่มสอนเขาในรูปทรงใหม่ๆ กิจกรรมที่เหมาะกับการฝึกฝนเส้นและรูปทรงของเด็กวัยนี้ คือ การวาด “พระอาทิตย์” “รถยนต์” และภาพอื่นๆ ที่มีเส้นและรูปทรงเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ
.
***
.
เด็กวัย 4-5 ขวบ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กยังเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปตลอด (เน้น การออกเเรงที่มือ นิ้ว เช่น ชวนเด็กๆ นวดแป้ง เช็ดพื้น ซักผ้า) ช่วง 4 ขวบครึ่ง เด็กๆ ควรฝึกเส้นแนวเฉียงขึ้น (/) เฉียงลง (\) เมื่อเขาวาดเส้นทั้งสองได้อย่างแม่นยำแล้ว จึงค่อยๆ เขยิบมาที่การวาดเครื่องหมายกากบาท (X) ซึ่งเกิดจากนำสองเส้นนี้มาวาดตัดกัน สุดท้ายช่วง 5 ขวบขึ้นไป เด็กๆ สามารถฝึกวาด “สามเหลี่ยม” ได้ เพราะ เส้นเฉลียงขึ้นเฉลียงลงที่ฝึกมาจะสามารถช่วยให้เขาวาดภาพนี้ได้
กิจกรรมที่เหมาะกับการฝึกฝนเส้นและรูปทรงของเด็กวัยนี้ คือ การวาด “บ้าน” “ภูเขา” และภาพอื่นๆ ที่มีเส้นและรูปทรงเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ
.
**********
.
ถ้าเด็กๆ ยังไม่สามารถเส้นและรูปทรงต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นได้ จะเป็นการยากที่เราจะเริ่มให้เขาเขียนตัวเลขหรือตัวอักษร โดยเฉพาะตัวอักษรภาษาไทย
.
ทั้งนี้การวาดเส้นและรูปทรงต่างๆ ควรทำควบคู่กับการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ มือ และนิ้วมือทั้งสองของเด็กด้วย เขาไม่ควรใช้เวลากับการนั่งบนโต๊ะและฝึกวาดเส้นและรูปทรงเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป โดยประมาณวันละ
10 นาทีในเด็กวัย 2-2 ขวบครึ่ง (3-5 วันต่อสัปดาห์)
15 นาทีในเด็กวัย 3-3 ขวบครึ่ง (3-5 วันต่อสัปดาห์)
20 นาทีในเด็กวัย 4-5 ขวบ (3-5 วันต่อสัปดาห์)
ซึ่งการทำกิจกรรมนี้ ควรเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการจับดินสอขึ้นมาวาดเขียนลงบนกระดาษ และทำอย่างสม่ำเสมอมากกว่าการทำครั้งละยาวนาน
.
ส่วนการเริ่มเขียน ควรเริ่มไล่ไปจาก ตัวเลขอารบิค>ตัวอักษรภาษาอังกฤษ>ตัวอักษรภาษาไทย เพราะลักษณะเส้นที่เริ่มควรเริ่มจากเส้นพื้นฐาน (เส้นตรง มุมฉาก มุมแหลม) ไปยังเส้นที่ยากขึ้น (ม้วนหัว โค้งมน คดเคี้ยว)
.
ถึงแม้ว่า “การเขียน” จะเป็นหนึ่งในทักษะที่ผู้ใหญ่มักเป็นกังวลมากทักษะหนึ่ง เพราะ สำหรับโรงเรียนส่วนใหญ่แล้ว การเขียนเป็นแบบทดสอบว่า เด็กคนนี้พร้อมสำหรับการเรียนหรือไม่
อย่างไรก็ตามนอกจาก "ทักษะการเขียน” แล้วยังมี "ทักษะการช่วยเหลือตนเอง" “ทักษะการสื่อสาร" และอื่นๆ ที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน หรือ ควรจะให้ความสำคัญก่อนการเขียนเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเด็กคนนี้ยังช่วยเหลือตัวเอง (ตามวัย) ไม่ได้ เราอาจจะต้องสอนเขาเรื่องนี้ก่อนการเขียน
.
**********
.
สุดท้าย แม้ว่า เด็กๆ ของเราจะยังวาดหรือเขียนไม่ได้ตรงตามค่าเฉลี่ยของเด็กวัยเขา นั่นไม่ได้หมายความว่า เด็กคนนี้จะไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า “การเขียน” เป็นเเค่หนึ่งในทักษะที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เด็กสามารถทำได้ ดังนั้นเมื่อเขาทำไม่ได้ตามวัยของเขา
เด็กแต่ละคนมีจังหวะในการเรียนรู้ และเดินไม่เท่ากัน เราจึงมีหน้าที่สอนเขา ฝึกฝน และค่อยๆ ทำให้เขาก้าวไปข้างหน้าได้
.
ข้อสำคัญ “อย่าใช้การเขียน ในการตัดสินตัวเด็ก”
เพราะ เราใช้ “การเขียน” เพื่อพัฒนาสมองของเขา ไม่ใช่ เพื่อตีตราว่า เขาไม่มีความสามารถ
ดังนั้น เมื่อ “เด็กยังเขียนไม่ได้" เรามีหน้าที่มองกลับไปยังการจับดินสอ กล้ามเนื้อมัดเล็ก และทัศนคติที่มีต่อการเขียนของเขา ไม่ใช่มาเพื่อจับผิด และทำโทษเขา
.
“ไปทีละขั้น อย่าเร่งเขาจนเกินวัย อย่าสร้างทัศนคติแง่ลบต่อการเรียนรู้”
เพราะ “การเรียนรู้ที่ดี” ไม่ใช่ การวิ่งระยะสั้น แต่คือ การวิ่งมาราธอน
ใครวิ่งเร็วอาจจะได้เปรียบในช่วงแรก แต่ใครที่วิ่งไปได้ตลอดคือผู้ที่ไปถึงเป้าหมาย
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
ป.ล. “การเขียน” ไม่เคยทำร้ายเด็ก แต่ “การให้เขียนในสิ่งที่เกินวัย และคาดหวังว่า เขาต้องทำได้” ต่างหากที่ทำร้ายเขา

อ้างอิง
Schickedanz, J. A. (1999). Much More than the ABCs: The Early Stages of Reading and Writing. NAEYC, 1509 16th Street, NW, Washington.

https://www.growinghandsonkids.com/hands-on-ways-to-practice-pre-writing-lines.html

23/07/2021

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี
ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร
กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม
บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
28 กรกฎาคม 2564

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"

19/07/2021

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
ในมุมมองของนักจิตวิทยา(คนนี้)
.
ในมุมมองของตนเองมีความเชื่อว่า “ร่างกายที่พร้อม เท่ากับฐานที่มั่นคง เมื่อมีฐานที่มั่นคง เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน”
ไม่มีคำว่าช้าเกินไปสำหรับการเรียนรู้ เพราะเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
เราต้องเชื่อว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่จะช้าเร็ว หรือ ด้วยวิธีใด อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง"
.
ดังนั้น ก่อนจะเริ่มใส่เนื้อหาให้กับเด็ก ๆ เราควรควรเริ่มจาการปูพื้นฐานในช่วงปฐมวัยก่อน (0-6 ปี)
.
**********
.
ข้อที่ 1 "เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ดี ต้องมีร่างกายที่พร้อมก่อนเสมอ”
ผู้ใหญ่จึงควรส่งเสริมเรื่อง ร่างกายและการช่วยเหลือตัวเองเป็นสำคัญ ก่อนจะกังวลเรื่องของการเขียนการอ่าน
.
กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดใหญ่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามวัย ซึ่งเกิดจากการเล่นอย่างเต็มที่
ขา-เท้า เดิน วิ่ง กระโดดขาคู่ ขาเดียว ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
แขนแกว่งไกว ปีนป่ายอย่างคล่องแคล่ว
มือกำ หยิบ จับ โยน ขว้าง อย่างแม่นยำ
นิ้วมือทั้งสิบ หยิบ หนีบ กด ฉีก ตัด อย่างแข็งแรง
.
***เด็กปฐมวัยควรเล่นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
.
เมื่อร่างกายพร้อม เขาจะสามารถเขียนได้อย่างทนทาน
มีสมาธิจดจ่อฟังในสิ่งที่เราสอน
จดจำตัวอักษรซึ่งนำไปสู่การอ่านได้อย่างดี
แม้จะเริ่มอ่านเขียนช้ากว่าเด็กที่เร่งเรียน แต่เด็กที่ฐานแน่นจะมั่นคงและเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน
.
**********
.
ข้อที่ 2 การช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)
.
ไม่มีประโยชน์อันใด หากเด็กท่อง ก-ฮ ได้ แต่เขากินข้าวเองไม่เป็น เพราะความมั่นใจในตนเองมีรากมาจาก การรับรู้ความสามารถในร่างกายของตัวเอง “ฉันสามารถทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้ ฉันสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาทำให้ฉัน” ดังนั้นเมื่อฉันอยู่ที่ไหน ฉันก็สามารถทำได้
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรทำได้ก่อนพ้นวัย 6 ปีไป ได้แก่...
หยิบจับอาหารเข้าปาก และใช้ช้อน-ส้อมได้ตามวัย
ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ติดกระดุม รูดซิป ตามวัย
และการควบคุมการขับถ่ายเมื่อพร้อม
.
**********
.
ข้อที่ 3 การควบคุมตนเอง (Self-regulation)
.
เมื่อร่างกายแข็งแรง และควบคุมร่างกายได้สมวัย เขาจะมีความมั่นใจที่จะเรียนรู้หรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สำคัญเมื่อควบคุมร่างกายได้ เขาจะเริ่มควบคุมการกระทำของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การมีสมาธิจดจ่อตามวัยได้ในที่สุด
.
เมื่อร่างกายพร้อมจึงจะสอนสิ่งอื่น ๆ
ดังนั้นในเด็กปฐมวัย ควรได้เน้นเรื่อง “การเตรียมพร้อมร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็กเล็ก-ใหญ่)” ผ่านการเล่นให้เพียงพอ และเน้นเรื่อง “การช่วยเหลือตัวเองตามวัย” ผ่านการให้เด็กลงมือทำให้มากที่สุด ชะลอการช่วยเหลือ และส่งเสริมให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ใหม่ ๆ เสมอ อย่ากลัวเลอะ หรือ เร่งให้เขาทำให้เสร็จทันใจเรา
.
**********
.
ข้อที่ 4 เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบและลงมือทำ
.
เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการได้ดีที่สุดจากการได้ดูตัวแบบในชีวิตจริงและการสอนผ่านการลงมือปฏิบัติไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่ผ่านการฟัง หรือ จากการดูในสื่อหน้าจอต่าง ๆ
.
ดังนั้น แม้หน้าจอจะมีเนื้อหามากมาย แต่ความสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เนื้อหาในหน้าจอ แต่เป็นการลงมือทำในชีวิตจริง เด็กจะมีสมาธิ และจดจ่อได้ดีกว่า เมื่อเขาได้ลงมือทำกับผู้ใหญ่
.
ที่สำคัญ การดูหน้าจอในเด็กวัยต่ำกว่า 6 ปี มักจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ได้รับมา เช่น พฤติกรรมการติดหน้าจอ สมาธิที่ลดน้อยลง และอารมณ์ที่ไม่มั่นคง สาเหตุมาจาก “สมองส่วนหน้า (Pre-frontal cortex)” ของเด็กวัยนี้ยังเติบโตไม่เต็มที่ สมองส่วนนี้ควบคุมเรื่องของการควบคุมตัวเอง (Self-regulation) ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการควบคุมตัวเองในเด็กเล็กที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มจะติดหน้าจอได้มากกว่าผู้ใหญ่ เขาห้ามตัวเองได้ยากกว่าเรา
.
**********
.
ข้อที่ 5 ทักษะการเล่นด้วยตัวเอง
.
เด็ก ๆ ควรเล่นหรือ entertain ตัวเองเป็น และใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้บ้าง
การเล่นด้วยตัวเอง คือ การเล่นที่มีผู้ใหญ่คอยสอดส่อง แต่ไม่มีความจำเป็นต้องลงไปเล่นกับเขา
เด็กที่สามารถเล่นกับตัวเองได้ เริ่มที่วัย 2 ปีขึ้นไป
2 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 4 นาที มากที่สุดคือ 8-10 นาที หรือมากกว่านั้น
3 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 6 นาที มากที่สุดคือ 15 นาที หรือมากกว่านั้น
4 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 8 นาที มากที่สุดคือ 20 นาที หรือมากกว่านั้น
5 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 10 นาที มากที่สุดคือ 25 นาที หรือมากกว่านั้น
6 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 12 นาที มากที่สุดคือ 30 นาที หรือมากกว่านั้น
ในเด็กเล็ก เราควรเล่นกับลูกให้มากที่สุด เพื่อให้เขาเก็บเกี่ยวทักษะการเล่นต่าง ๆ ยิ่งเล่นเยอะ ลูกยิ่งมีทักษะการเล่นที่หลากหลาย
.
การเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้นาน ได้แก่ การเล่นน้ำ เล่นทราย เล่นสี เล่นเลอะเทอะ ผสมของ เล่นทำกับข้าว และอื่น ๆ ซึ่งในที่นี้ต้องไม่ใช่การเล่นกับหน้าจอ เพราะการเล่นกับหน้าจอเด็กไม่ต้องใช้ความพยายามในการคิดสร้างสรรค์การเล่นใด ๆ หน้าจอเป็นผู้คิดให้หมด เขาเป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียว
.
ทักษะการเล่นกับตัวเอง มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างเด็กให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างดีเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้ นอกจากเล่นกับลูกแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มจากให้เด็กเล่นด้วยตัวเอง โดยมีเราอยู่ในสายตาห่าง ๆ และงดพูดห้าม หรือ แทรกแซงการเล่นของเด็ก เราควรตั้งกติกาให้ชัดเจนเพื่อกำหนดขอบเขตการเล่นไว้เบื้องต้น กติกาที่แนะนำ คือ กฏ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำลายข้าวของ และเราสามารถกำหนดได้ว่า การเล่นนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน ให้ใช้ของอะไรได้บ้าง ที่สำคัญควรกำหนดเวลาไว้ว่า ลูกจะเล่นตรงนี้นานเท่าไหร่ เราสามารถคาดคะเนจากความสามารถของลูกเราได้ตามอายุ และความสามารถจากที่ผ่านมา
.
***สมาธิและความสามารถในการอดทนรอคอยของเด็กจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ระยะเวลาขั้นต่ำ = อายุ x 2 (อายุเด็ก คูณ 2)
ระยะวเลาสูงสุด = อายุ x 5 (อายุเด็ก คูณ 5)
จึงไม่น่าเเปลกใจที่การนั่งเรียนในห้องเรียน โดยให้อยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้เด็กเล็กอึดอัดและคับข้องใจเป็นที่สุด เพราะเรากำลังคาดหวังเขาเกินวัย ในเด็กโตขึ้นมาหน่อย ที่อยู่ได้นานถึง 20 นาที เราสามารถทำกิจกรรมเวียนฐาน ให้เด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมในแต่ละโต๊ะแล้วเวียนฐานไปเรื่อย ๆจะทำให้เด็กไม่เบื่อ และสามารถทำได้จนครบทุกกิจกรรม
.
**********
.
ข้อที่ 6 ทักษะการสื่อสาร การพูดและการฟัง
.
"การพูดสื่อสาร"
เด็กเล็ก ควรเรียนรู้การสื่อสารอย่างเหมาะสม...
“บอกความต้องการ”
“บอกปฏิเสธ”
และ “ขอความช่วยเหลือ” เมื่อทำไม่ได้ด้วยตนเอง
ถ้าเด็กยังไม่พูด เราสามารถให้เขาพาเราไปดู ชี้บอก หรือ ใช้ภาษากายช่วยสื่อสารได้ เพื่อลดความคับข้องใจ
.
ในเด็กที่สื่อสารไม่ได้ จะนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น ร้องไห้ กรีดร้อง และอื่น ดังนั้นยิ่งเราสอนเขาให้สื่อสารอย่างเหมาะสมเท่าไหร่ เด็กจะลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลงไปเท่านั้น
.
“การฟัง”
ฟังแล้วตอบสนองต่อคำสั่ง หรือ สื่อสารกลับมา
เด็กวัย 1-2 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 1 คำสั่งง่าย ๆ เช่น กิน หม่ำ ๆ ยิ้ม มา ๆ เป็นต้น

เด็กวัย 2-2.6 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอน เช่น แม่อยู่ไหน (ให้เขาชี้บุคคล) นกอยู่ไหน (ชี้ในหนังสือ) มาหาแม่ เป็นต้น

เด็กวัย 2.6-3 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวกัน เช่น เอาบอลมาให้แม่ ป้อนข้าวน้องตุ๊กตา อันไหนใหญ่ ใครอยู่ที่ไหน เป็นต้น

เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป เข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้น การให้เด็กทำกิจกรรมต่อเนื่อง 2-3 ขั้นตอน เช่น เดินไปหยิบบอลกลับมาใส่ตระกร้า เอาผ้าไปหนีบบนราวตากผ้า เป็นต้น เริ่มมีการต่อรอง แต่ยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เด็กวัย 4-5 เด็กเริ่มเข้าใจเหตุผล เริ่มประนีประนอมกับเพื่อน เพราะเขาอยากเล่นกับคนอื่น ต่อรองเก่งขึ้น เขาจะเริ่มนับเลขและเข้าใจจำนวนในช่วงวัยนี้
เด็กที่ทราบจำนวน จึงจะเข้าใจว่า เลข 1 ต่างกับ เลข 2 เพราะ 1 มีจำนวนแต่ 1 อัน ส่วน 2 มีจำนวนมากกว่าจึงมาทีหลัง ไม่ใช่การนับเลขแบบท่องจำเหมือนช่วงวัยที่ผ่านมาอีกต่อไป

เด็กวัย 6 ปี เด็กเริ่มใช้เหตุผลกับผู้อื่น เริ่มเข้าใจลำดับ อะไรเกิดก่อนหลัง รู้จักและจำพยัญชนะได้ เข้าใจสัญลักษณ์ว่าเป็นตัวแทนของอะไร
.
ดังนั้น การให้เด็กเร่งท่องตัวอักษร หรือ เร่งให้เขียน ก่อนวัย เราจะพลาดโอกาสในการเติมฐานในเรื่งอของการเข้าใจและการสื่อสารของเด็กไป เพราะเด็กจะรับสารทางเดียว และพัฒนาเพียงการท่องจำ แต่เขาไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
.
***การอ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟัง คือ การส่งเสริมทักษะการฟังและเพิ่มคลังคำศัพท์ให้เด็ก ๆ อย่างมากมาย
.
**********
.
ข้อที่ 7 เรียนรู้เรื่องอารมณ์
.
เด็กปฐมวัย สามารถเริ่มเรียนรู้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ เศร้า มีความสุข ได้ตั้งแต่เขาเริ่มสื่อสาร
และจะเรียนรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่ละเอียดขึ้นในวัยต่อ ๆ มา
ยิ่งเด็กได้เรียนรู้ว่า “ตนเองนั้นรู้สึกอย่างไรอยู่” จะนำไปสู่การเข้าใจตนเอง และการแสดงออกที่เหมาะสมมากขึ้น
เราสามารถสอนเรื่องอารมณ์ในเด็กผ่านการแสดงสีหน้า หรือ เล่นบทบาทสมมติกับเขา
.
**********
.
ข้อที่ 8 การทำงานบ้าน
.
ไม่มีงานใด สอนเด็กได้ดีกว่า “งานบ้าน” เพราะงานบ้านได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ และการรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
.
ก่อนเด็กจะได้การบ้าน เด็ก ๆ ควรได้รับงานบ้านก่อน
เด็กที่รับผิดชอบต่องานบ้านได้ เขาจะสามารถรับผิดชอบต่องานอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ๆ
.
**********
.
ข้อที่ 9 ความพยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
.
สุดท้าย แม้เด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว แต่ถ้าเจออุปสรรค แล้วไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ เด็กบางคนเลือกที่จะยอมแพ้ทันที
ดังนั้นการสอนเด็กให้พยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ตลอดไป
.
เราสามารถสร้างทัศนคตินี้ได้ โดยการที่...
(1) ชื่นชมที่ความตั้งใจของเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ออกมา
(2) แพ้ชนะไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาได้เรียนรู้อะไรในตอนท้าย หรือ เขาทำอะไรได้มากขึ้น
(3) อย่าประเมินเด็กเพื่อวัดลำดับที่ แต่ให้ประเมินเพื่อจะเติมเต็มเขา ผลแคะแนนและเกรดไม่ควรสำคัญเท่ากับว่า เด็กคนนี้ทำอะไรได้ และมีอะไรที่เราสามารถเติมเต็มให้เขาได้
(4) ไม่เปรียบเทียบเด็กกับใคร เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง
(5) การสอบหรือการแข่งขัน ควรทำเมื่อเด็กพร้อม หรือ เขาเป็นคนขอให้เราพาเขาไป ไม่ใช่เราพาเขาไปเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของเรา เด็กไม่ใช่ผลผลิตของผู้ใหญ่ เราไม่ใช่เจ้าของเขา และเราไม่ควรคาดหวังให้เขาเป็นตัวแทนของเราด้วย
.
อย่าสร้างทัศคติทางลบ โดยให้เด็กรับรู้ความล้มเหลวในช่วงปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดที่ควรโดนตัดสินว่า เขาดีหรือไม่ดีพอ ผ่านความคาดหวังของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
.
**********
.
สุดท้าย เด็กปฐมวัยทุกคน ควรได้รับความรักจากผู้เลี้ยงดูที่รักเขาอย่างปราศจากเงื่อนไข รักเขาในแบบที่เขาเป็น และเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับการเรียนรู้ในขั้นที่สูงขึ้นไป ไม่ใช่เร่งเขาให้เรียนรู้ก่อนวัย และกลัวหรือไม่อยากเรียนรู้ในอนาคต
.
มาช่วยกันสร้างเด็ก ๆ ที่รักการเรียนรู้กันนะคะ
หวังว่า บทความนี้จะส่งเสียงไปถึงผู้ใหญ่ทุกคน
"ขอให้เด็กทุกคนได้เป็นเด็ก"
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
ป.ล. ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดเป็นกังวลว่า ลูกเราอาจจะต้องเรียนรู้ในแบบเฉพาะของเขา เราสามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยแนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับลูกได้ เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่วิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

ที่อยู่

657 ถ.พหลโยธิน ต.ปากเพรียว อ.เมือง
Saraburi
18000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 16:30
อังคาร 08:00 - 16:30
พุธ 08:00 - 16:30
พฤหัสบดี 08:00 - 16:30
ศุกร์ 08:00 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

036211867

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์เด็กปฐมวัยต้นแบบโรงเรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Saraburi บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด