สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongse

สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongse พรรคประชาชน

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับท...
22/07/2026

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การใช้สิทธิไม่สุจริตและมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี) เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาในศาล โดยไม่สุจริต ซึ่งรวมถึงการฟ้องปิดปากประชาชน (SLAPP หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation) โดยมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ นอกจากนั้น ร่าง พรบ. นี้ยังกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องคดี เพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลอย่างเป็นธรรม

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นได้ทางลิงก์ หรือ QR Code ใน Infographic ด้านล่างนี้

ระบบกลางทางกฎหมาย

4/6/69 รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่8 แถวคลองปอม บ้านพรุว่าโครงการวางสายขยายท่อประปาของการประปาส่วนภูมิภาค โดยผู้รับเ...
05/06/2026

4/6/69 รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่8 แถวคลองปอม บ้านพรุว่าโครงการวางสายขยายท่อประปาของการประปาส่วนภูมิภาค
โดยผู้รับเหมาได้วางท่อรุกล้ำเข้าเขตที่ดินของชาวบ้านหลายราย จึงลงพื้นที่ดังกล่าวพร้อมประสานการประปาส่วนภูมิภาคและผู้รับเหมาลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งผู้รับเหมาได้นำท่อพิพาทดังกล่าวออกจากแนวเขตที่ดินของชาวบ้านทันทีเรียบร้อยแล้ว
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา
#รับเรื่องร้องเรียน

https://www.facebook.com/share/1DoB28pW3i/
17/05/2026

https://www.facebook.com/share/1DoB28pW3i/

[ ขู่ฟ้อง กกร. ปมเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่น เท่ากับ บ่อนทำลายนิติรัฐ ]
…………………………………………………
✅คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
✅จากผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนถึง 55.5% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีสัดส่วนสูงกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ขณะที่อีก 29.9% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 11-20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน สถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การล็อคสเป็ค การฮั้วประมูล การเรียกรับผลประโยชน์จากใบอนุญาต การใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาข่มขู่ การขอเงินไปวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ฯลฯ นั้นเป็นภาระด้านต้นทุนที่สูงมากของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เมื่อผู้ประกอบการไทย ต้องแบกค่าใช้จ่ายของขบวนการสามานย์เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง แล้วธุรกิจไทยจะไปมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้อย่างไร
✅กกร. ซึ่งถือเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ของภาคเอกชนไทย จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจเพิ่มเติมในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 401 ราย ทั่วประเทศ โดยสำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 และได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจ โดยระบุว่าภาคเอกชนต้องจ่ายเงินทอนสูงถึง 15% เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาจ้างจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับเปิดเผยข้อมูล มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่ภาคเอกชนต้องเสนอสิ่งตอบแทนต่อปี ของหน่วยงานราชการต่างๆ
✅ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน ผมเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง
❗แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
❗แทนที่กรมควบคุมมลพิษ จะกลับไปพิจารณาว่า กระบวนการต่างๆ ภายในกรมของตนเอง นั้นมีกระบวนการไหนที่อาจะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น
📍การปฏิบัติหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ มีกระบวนการใดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจได้บ้าง
📍การสุ่มเก็บตัวอย่าง น้ำ อากาศ และของเสีย ต่างๆ นั้นมีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
📍การอนุมัติ และการรับรองเอกสารที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเสนอความคิดเห็นในการดำเนินการ การประเมินความเสียหาย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีในชั้นศาลระหว่างโรงงาน กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่
📍การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตนเอง ว่าราคาที่ชนะการประกวดราคา นั้นมีส่วนต่างจากราคากลาง อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
❗กรมควบคุมมลพิษ กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่นาย #สุชาติ_ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
❗ที่น่าผิดหวังไปกว่านายสุชาติ ก็คือ นาย #อนุทิน_ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งใน มาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
❗ผมต้องขออนุญาตแนะนำนายสุชาติ และนายอนุทินว่า ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขามีหลักการที่เรียกว่า Derbyshire Principle คือ หน่วยงานของรัฐจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม่ควรฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐ และถ้าประเทศไหนที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไปฟ้องร้องประชาชน หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการถ่วงดุล และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล
❗ศาลสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการวางหลักการสำคัญเอาไว้เช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะชนะคดีหมิ่นประมาทที่ บุคคลใดพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้พูดรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้อมูลที่พูดนั้นเป็นเท็จ หรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการตรวจสอบเท่านั้น (Actual Malice)
❗ผมอยากจะแนะนำนายสุชาติว่า แนวคิดของนายสุชาติในฐานะที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทำนองว่าจะใช้กระบวนการทางศาลฟ้องร้องต่อ กกร. นั้นเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติ ได้กลับไปทบทวน และพิจารณาตนเองเสียใหม่
❗และต้องฝากถึงนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง ก็ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตน นั้นสุ่มเสี่ยงต่อกา่เรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่
❗และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยยกร่างเอาไว้ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้เป็นอย่างดี
🙏สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ

6/5/69 เข้ารับการผ่าต้อกระจกข้างขวาที่คลีนิคตารพ.สงขลาเกาะยอ จึงของดลงพื้นที่ช่วงแรกนี้ 2-3 วัน เพื่อปรับสภาพตาและต้องสว...
07/05/2026

6/5/69 เข้ารับการผ่าต้อกระจกข้างขวาที่คลีนิคตารพ.สงขลาเกาะยอ จึงของดลงพื้นที่ช่วงแรกนี้ 2-3 วัน เพื่อปรับสภาพตาและต้องสวมแว่วกรองแสงตลอดเป็นระยะเวลา1เดือน
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา

28/04/2026

[‘ การตายอย่างโดดเดี่ยว’ ปล่อยให้จากไปโดยไม่มีใครรับรู้ คือความล้มเหลวของระบบดูแลผู้สูงอายุ ]

“การตายอย่างโดดเดี่ยว” คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังขยายตัวในสังคมผู้สูงอายุ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะมันไม่ได้สะท้อนแค่ “การเสียชีวิต” แต่สะท้อนว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายโดยขาดการเชื่อมโยงกับสังคมอย่างสิ้นเชิง
ตัวเลขจากประเทศญี่ปุ่น ในปี 2025 ที่มีผู้เสียชีวิตลำพังในบ้านมากกว่า 76,000 ราย และนี่คือสัญญาณเตือนของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มากไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังลคือข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนจำนวนมาก “จากไปโดยไม่มีใครรู้ในทันที” บางรายต้องใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือนกว่าจะถูกพบ
การตายอย่างโดดเดี่ยวเกิดจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ทั้งโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลง ครอบครัวขนาดเล็กลง การใช้ชีวิตคนเดียวที่เพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ในชุมชนที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจสูญเสียคู่ชีวิต ไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ หรือหลุดออกจากระบบสังคมและเศรษฐกิจไปแล้ว ความโดดเดี่ยวจึงไม่ใช่แค่ “การอยู่คนเดียว” แต่คือ “การไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของเราในชีวิตประจำวัน”
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในช่วงท้ายของชีวิต แต่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงที่ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวออกจากสังคม ไม่มีงาน ไม่มีบทบาท ไม่มีพื้นที่ให้มีปฏิสัมพันธ์ และค่อยๆ ถูกมองไม่เห็น จนในที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเสียชีวิต ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ นี่คือช่องว่างของระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
สำหรับประเทศไทย เราไม่สามารถรอให้ปัญหานี้เกิดขึ้นในระดับเดียวกับญี่ปุ่นแล้วค่อยแก้ เพราะโครงสร้างประชากรของเรากำลังเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ครัวเรือนเดี่ยวเพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ในชุมชนเมืองเริ่มลดลง นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากไม่มีการเตรียมระบบรองรับ ปัญหาการตายอย่างโดดเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การรับมือกับปัญหานี้ต้องเริ่มจากการ “มองเห็น” และ “ยอมรับ” ว่าความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุเป็นปัญหาสาธารณะ ต้องมีระบบฐานข้อมูลที่สามารถระบุได้ว่ามีผู้สูงอายุคนใดอาศัยอยู่ลำพัง มีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ มีระบบเยี่ยมบ้านที่เข้าถึงจริง ต้องมีการใช้เทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์แจ้งเตือนฉุกเฉิน หรือระบบติดตามความเคลื่อนไหว เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน การสร้าง “ความสัมพันธ์ทางสังคม” เป็นหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี ต้องทำให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนรู้จักกัน ใส่ใจกัน และสามารถสังเกตความผิดปกติของกันและกันได้ ต้องมีพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมีบทบาท มีส่วนร่วม และรู้สึกว่าตนเองยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในมุมมองของผม การตายอย่างโดดเดี่ยวคือหนึ่งในตัวชี้วัดที่ชัดที่สุดของ “คุณภาพสังคม” เพราะมันสะท้อนว่า เราดูแลคนที่เปราะบางที่สุดได้ดีแค่ไหน หากยังมีคนจำนวนมากต้องจากไปโดยไม่มีใครรับรู้ นั่นหมายความว่าโครงสร้างของเรายังมีช่องว่างขนาดใหญ่
ประเทศไทยยังมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา เราต้องไม่ปล่อยให้ตัวเลขแบบเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศของเราโดยไม่มีการเตรียมการ เพราะนี่แต่คืออนาคตของคนทั้งประเทศ เราต้องสร้างระบบที่ทำให้ทุกชีวิตมีคุณค่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย และทำให้มั่นใจว่า ไม่มีใครถูกปล่อยให้อยู่ลำพังในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูล : https://theopener.co.th/2026/04/20/ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตลำพังในบ้านมากกว่า7หมื่นราย

28/04/2026

ที่อยู่

ราชดำเนิน
Songkhla
90000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongseผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์