DREAM & GOAL

DREAM & GOAL ทำความฝันให้เป็นความจริง และตั้งเป

UPDATE: 5 วิธีรับมือ ‘Toxic Productivity’ ขยันได้ แต่ต้องไม่ขโมยเวลาและความสุขของตัวเอง‘Productivity’ คำที่หลายคนมักจะได...
05/02/2025

UPDATE: 5 วิธีรับมือ ‘Toxic Productivity’ ขยันได้ แต่ต้องไม่ขโมยเวลาและความสุขของตัวเอง
‘Productivity’ คำที่หลายคนมักจะได้ยินเมื่อพูดถึงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะ Israa Nasir ผู้เขียนหนังสือ Toxic Productivity: Reclaim Your Time and Emotional Energy in a World That Always Demands More ระบุว่า การให้ความสำคัญกับความขยันทำงานมากเกินไป อาจทำให้เราติดอยู่ในวังวนที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลาและบั่นทอนความสมดุลชีวิตเราได้
แล้วเราควรจะสร้างวิถีการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างไรโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นความ Toxic ในชีวิต?
และนี่คือ 5 ข้อคิดสำคัญจากหนังสือของ Israa Nasir
1. เข้าใจความต่างระหว่างความขยันที่ ‘พอดี’ และ ‘เกินพอ’
หากมองผิวเผิน ความขยันอาจดูเหมือนกับการพุ่งชนเป้าหมาย แต่ความขยันที่พอดีและเกินพอดีต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความขยันที่พอดีจะสอดคล้องกับคุณค่าในชีวิตเรา ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความตั้งใจโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
ในขณะที่ความขยันแบบเกินพอดีจะผลักให้เราต้องทำมากขึ้นจากความกลัว ความละอาย ความต้องการการยอมรับจากภายนอก หรือความพยายามที่จะพิสูจน์คุณค่าในตัวเอง แต่ไม่ใช่จากเป้าหมายของเรา
ผลกระทบระยะยาวของการทำงานเกินพอดีนั้นอันตราย โดยงานวิจัยต่างๆ ที่ Israa Nasir พบเจอชี้ว่า หากเราผูกคุณค่าตัวเองไว้กับประสิทธิภาพการทำงานเพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ก็จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเราพยายามจะสนองความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการตระหนักว่าเมื่อใดที่ ‘ประสิทธิภาพ’ กลายเป็นสิ่งที่ครอบงำเราแทนที่จะเป็นแรงผลักดัน เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เราสามารถเปลี่ยนไปสู่วิธีการทำงานที่เติมเต็มชีวิตของเรามากขึ้น
2. ความขยันเกินตัวไม่ได้มาจากเหตุผล แต่เป็นอารมณ์
หลายคนมักคิดว่าการเลือกทำงานให้มีประสิทธิภาพคือกระบวนการตัดสินใจที่ใช้เหตุผลล้วนๆ แต่ความจริงแล้วอารมณ์ เช่น ความรู้สึกผิด ความกลัวการล้มเหลว และความต้องการการยอมรับ มีผลอย่างยิ่ง โดยบางครั้งเราเลือกใช้ความขยันเป็นวิธีจัดการกับความไม่สบายใจ เช่น ความรู้สึกผิดที่ทำไม่พอ (Productivity Guilt) ซึ่งมักจะนำไปสู่การทำงานหนักเกินไป งานวิจัยของสมาคมจิตวิทยาอเมริกันแสดงให้เห็นว่า คนที่ประสบปัญหานี้มักทำงานนานและพักผ่อนน้อย นำไปสู่ภาวะหมดไฟ
การเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์นั้นสำคัญ ซึ่งรวมถึงการทำความเข้าใจ จัดการ และปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดอั้นในใจ โดยตัวช่วยอาจเป็นการเขียนบันทึกหรือการตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผล จะสามารถช่วยเราให้ทำงานด้วยความสมดุลแทนความกังวล ซึ่งจะทำให้เรามีสมาธิ ตัดสินใจได้ชัดเจน และมีแรงจูงใจที่ดีขึ้น
เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบของตัวเอง ให้ถามคำถามว่า “เรากำลังทำงานด้วยความตั้งใจหรือเพราะความกลัว?” คำถามนี้คือกุญแจสำคัญในการสร้างประสิทธิภาพที่ยั่งยืน
3. ความขยันแบบ Toxic อาจซ่อนอยู่ในนิสัยประจำวันของเรา
ความขยันเกินพอดีอาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนเสมอไป แต่มักจะแฝงตัวอยู่ในนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ของเรา เช่น การทำงานช่วงพักกลางวัน เช็กอีเมลตอนเที่ยงคืน หรือการติดโทรศัพท์เพราะกลัวพลาดสิ่งสำคัญ
แต่เราสามารถเปลี่ยนนิสัยความขยันที่เกินพอดีให้กลายเป็นพลังบวกได้ โดยแทนที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง ลองจัดตารางพัก เช่น การพักเดินสั้นๆ หรือการฝึกหายใจเพียงไม่กี่นาที เพราะงานวิจัยเผยว่า การพักสั้นๆ และสม่ำเสมอสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 40% เหมือนเป็นการพักให้สมองของเราได้เริ่มใหม่
4. ความเชื่อที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความขยัน
ความคาดหวังในสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับคำว่า ‘ขยัน’ อาจทำให้เราติดอยู่กับวงจรเดิมๆ เช่น เราอาจเชื่อว่าการทำหลายอย่างพร้อมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่งานวิจัยกลับพบว่าวิธีดังกล่าวอาจลดประสิทธิภาพลงถึง 40%
หรือความเชื่อที่ว่าการทำตัวยุ่งเท่ากับมีประสิทธิภาพ แต่นั่นไม่เป็นความจริง เพราะงานวิจัยชี้ว่า มีเพียง 20% ของงานเท่านั้นที่ให้ผลลัพธ์ 80% ความเชื่อเหล่านี้อาจทำให้เรารับงานเกินตัวจนรู้สึกยุ่งอยู่ตลอดเวลาและไม่มีความสุข
‘การทำงานให้ฉลาด ไม่ใช่ทำงานให้หนัก’ หมายถึงการให้เวลาตัวเองโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ และทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยไม่ต้องยึดติดกับนิยามความสำเร็จที่คนอื่นเป็นผู้กำหนด แต่ปล่อยให้ความพอใจของตัวเองเป็นตัวนำทาง
5. การพักผ่อนคือยาวิเศษ
ในสังคมที่ยกย่องการทำงานหนัก ‘การพักผ่อน’ มักถูกมองข้าม แต่การพักผ่อนไม่ใช่รางวัล การพักผ่อนคือสิ่งจำเป็น โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า คนที่หยุดพักอย่างสม่ำเสมอมีโอกาสคิดวิธีแก้ปัญหาได้สำเร็จมากกว่าผู้ที่ทำงานต่อเนื่องถึง 26%
การพักผ่อนเป็นการรีเซ็ตจิตใจ เพื่อให้เรากลับมาทำงานด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของวงจรประสิทธิภาพการทำงาน และการพักผ่อนคือการให้เกียรติตัวเอง เพื่อให้เราเดินหน้ากับงานต่อได้ด้วยความชัดเจน ความยืดหยุ่น และทำอย่างมีเป้าหมาย
ความขยันที่เกินพอดีเปรียบเหมือนกับเสียงกระซิบเบาๆ ที่เร่งให้เราต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ แต่การใช้ชีวิตภายใต้ความเร่งรีบ ก็จะทำให้เราพลาดช่วงเวลาปัจจุบันและทำให้ความสุขห่างออกไป เพราะชีวิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อาจไม่ใช่ชีวิตที่สุขที่สุด

16 ข้อคิดจากหนังสือ On Empathyดุจดาว วัฒนปกรณ์1. โลกจะน่าอยู่ขึ้น เมื่อมีคนเห็นว่าสิ่งที่เรารู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญแล...
15/01/2025

16 ข้อคิดจากหนังสือ On Empathy
ดุจดาว วัฒนปกรณ์
1. โลกจะน่าอยู่ขึ้น เมื่อมีคนเห็นว่าสิ่งที่เรารู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ได้ตัดสินเรา
2. Empathy คือความสามารถที่จะรับรู้ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ จากทัศนคติของผู้อื่น
3. Empathy เป็นเหมือนยาที่จะช่วยทำให้ใจเราสงบและเป็นสุขมากขึ้น
4. Empathy เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนไม่ใช่สิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด
5. วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในการมี Empathy คือการเรียนรู้จากประสบการณ์
6. การที่เราเข้าใจคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราจะช่วยเหลือเขาได้ในทุกเรื่อง
7. ถ้าอยากรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นคือ Empathy หรือไม่ ให้ดูว่าสิ่งที่ทำนี้เป็นความต้องการของใคร
8. Empathy จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้น
9. การที่เรามี Empathy นอกจากทำให้คนอื่นรู้สึกดีแล้ว ยังทำให้ใจเราสงบเพราะเราเข้าใจเขาด้วย
10. การสื่อสารที่ดีเริ่มจากการฟังก่อน ถ้าอีกฝ่ายพูดไม่ดี ให้มองว่าเขากำลังโยนความรู้สึกออกมาให้เราเห็น อย่าไปรู้สึกว่าเขาเหวี่ยงใส่เรา
11. ก่อนจะสื่อสาร ให้เราจัดการกับอารมณ์ของตัวเองก่อน
12. เราไม่ควรไปพูดให้เข้าใจ เราควรไปฟังให้เข้าใจ
13. เราควรแสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเรารับรู้ความรู้สึกของเขา
14. การมี Empathy ในที่ทำงานไม่ได้แปลว่าจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานแย่อย่างไรก็ได้
15. Empathy ทำให้เกิดความเชื่อใจ และเมื่อมีความเชื่อใจ ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้น
16. การมี Empathy ให้กับตัวเองคือการให้ความสำคัญกับตัวเราเอง

สรุป 17 ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือคิดแบบเยอรมันลงมือทำแบบญี่ปุ่น1. คนเยอรมันไม่ทำงานในวันหยุด2. จงเป็นคนขยันทำสิ่งที่ได้รับม...
08/01/2025

สรุป 17 ข้อคิดที่ชอบ
จากหนังสือ
คิดแบบเยอรมัน
ลงมือทำแบบญี่ปุ่น

1. คนเยอรมัน
ไม่ทำงานในวันหยุด

2. จงเป็นคนขยัน
ทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
แต่ไม่ฝืนกำลังไปมากกว่านั่น

3. ฝึกคิดแล้วตั้งข้อสงสัย
จนเป็นนิสัย

4. ยืดหยุ่นกับการทำงาน
ไม่ต้องสนใจวิธีการ
ขอให้งานสำเร็จก็เพียงพอ

5. คนเยอรมันให้ความสำคัญ
กับครอบครัวมากกว่างาน

6. หัวหน้าควรปล่อย
ให้ลูกทีมคิดเอง
และไม่ต้องให้ลูกทีม
รายงานทุกอย่าง

7. การเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ
เพื่อเลื่อนตำแหน่ง
ถือเป็นเรื่องปกติ
มากกว่าการสะสม
ประสบการณ์ในที่เดียว

8. คนเยอรมันมีโอกาส
ได้เลือกชีวิตเองตั้งแต่ 10 ขวลบ
ซึ่งช่วยลดโอกาสที่จะเจอปัญหา
ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ

9. คนเยอรมันชอบซื้อของดี ราคาแพง

10. คนเยอรมันชอบสร้างระบบ
และนำไปใช้งานอย่างเต็มที่
พวกเขายอมทุ่มเทเงินทองกับเวลา
เพื่อสร้างระบบโดยไม่เสียดาย

11. คนเยอรมันไม่ใช้คำว่า "ด่วนที่สุด"
เพราะมันคลุมเครือ แต่จะบอกไปเลย
ว่าต้องการให้งานเสร็จวันไหน

12. เวลาเราเกิดเรื่องผิดพลาด
เมื่อมีคนรายงานเราควรขอบคุณ
คิดหาวิธีแก้ปัญหา และแก้ไข

13. เวลาคนอื่นพูด
ห้ามพูดแทรก ควรปล่อย
ให้อีกฝ่ายพูดจนจบ

14. ถ้ารู้ว่ามีหน้าที่ต้องทำ
คนเยอรมันจะบริหารเวลา
และไม่ใช้เวลาไปกับเรื่องส่วนตัว

15. บริษัทแห่งหนึ่งในประเทศสวีเดน
ได้ลองให้ทำงานเพียงวันละ 6 ชั่วโมง
ปรากฎว่าทำให้พนักงานเครียดน้อยลง
แถมบริษัทมีกำไรมากขึ้น 25%

16. คนเยอรมันจะมุ่งมั่นทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพ และชอบใช้
เวลาพักระหว่างทำงาน
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

17. หาเวลาให้กับตัวเองในการ
อยู่กับความเงียบบ้าง

หนังสือเล่มนี้ยังมีข้อคิดอีกมาก
หากสนใจ สั่งซื้อได้ที่
Shopee : https://s.shopee.co.th/607D3a4xqM
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.LcQjH?cc

😚สรุป 17 ข้อคิด "วิธีพูดให้คนชอบคุณ ใน 1 นาที"เปลี่ยนวิธีพูดให้โดนใจ สร้างความประทับใจในแบบที่ใช่---1."การฟังยากกว่าการพ...
25/12/2024

😚สรุป 17 ข้อคิด

"วิธีพูดให้คนชอบคุณ ใน 1 นาที"

เปลี่ยนวิธีพูดให้โดนใจ สร้างความประทับใจในแบบที่ใช่
---

1."การฟังยากกว่าการพูด"
การพูดชนะใจคนคือเรื่องยาก แต่การฟังให้เป็นคือทักษะที่ยิ่งท้าทายกว่า
2. **"แค่เป็นตัวเองอาจไม่พอ"
ถ้าอยากสร้างความประทับใจแรก พบเจอกันครั้งเดียว ต้องมีอะไรพิเศษมากกว่าแค่ ‘ธรรมชาติ’ ของคุณ
3."เริ่มต้นที่เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของคุณ"
เปิดบทสนทนากับสิ่งที่อีกฝ่ายสนใจ มันทำให้เขารู้สึกว่าคุณใส่ใจ
4."ความมั่นใจชนะทุกความเงียบ"
ถ้าถูกปฏิเสธ จงยิ้ม รับมันอย่างมั่นใจ ไม่ต้องฝืนคุยต่อ แค่ทิ้งโอกาสไว้ด้วยนามบัตร และเดินออกมาอย่างมีคลาส
5."จังหวะและโอกาสสำคัญเสมอ"
ต่อให้คุณดูดีแค่ไหน แต่บางครั้งชีวิตก็ขึ้นอยู่กับ ‘เวลาที่ใช่’ และ ‘ความรู้สึกที่พอดี’
6."พูดน้อย แต่โดนใจ"
คำพูดที่น้อยลง แต่ชัดเจน จะมีพลังมากกว่าใส่ความเยอะที่เกินจำเป็น
7."สนใจคนอื่นให้มากพอ"
การคำนึงถึงความรู้สึกและประโยชน์ของคู่สนทนา ทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพ และน่าเชื่อถือ
8."น้อยเกินไปดีกว่าเยอะเกินจำเป็น"
พูดเก่งทำให้คนประทับใจ แต่พูดมากไปอาจทำให้ทุกอย่างพังได้ง่ายๆ
9."ทำให้เขารู้สึกพิเศษ"
จำชื่อเขาให้ได้ พูดถึงสิ่งที่เขาเคยบอกไว้ มันแสดงให้เห็นว่าเขามีความหมายสำหรับคุณ
10."ฟังให้เป็น ฟังให้ลึก"
- อย่าพูดแทรก
- อย่าขัดจังหวะ
- อย่าเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน
11."ถามคำถาม เพื่อไปต่อ"
การถามคำถามที่ดีช่วยขับเคลื่อนบทสนทนา เช่น
"คุณชอบอ่านหนังสือเหรอ? เล่มไหนคือเล่มโปรดของคุณล่ะ?"
12."เปิดกว้างโดยไม่ตัดสิน"
คุณมีสิทธิ์คิดและเชื่อในแบบของคุณ แต่การไม่ตัดสินใครทำให้คุณดึงดูดความสัมพันธ์และโอกาสดีๆ
13."อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงใจ"
แสดงความสนใจในความคิดของคนอื่น นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากคุยกับคุณ
14."คนฉลาดไม่อวดฉลาด"
คนที่ฉลาดจริง มักยอมทำตัวเหมือนไม่รู้ เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้สิ่งใหม่จากคนรอบข้าง
15."คำชมธรรมดา แต่ทรงพลัง"
คำง่ายๆ เช่น "คุณดูดีมากเลยวันนี้" หรือ "วันนี้คุณมีพลังมากนะ" ทำให้ใครบางคนยิ้มได้ทั้งวัน
16."บอกเขาว่าเขาพิเศษตรงไหน"
วิธีเข้าถึงใจใครสักคนอย่างรวดเร็ว คือการชื่นชมสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่น แตกต่างจากคนอื่น
17."วิจารณ์ตัวเอง แล้วชมคนอื่น"
ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักชมตัวเองและวิจารณ์คนอื่น คุณจะโดดเด่นขึ้นมาทันที ถ้าคุณวิจารณ์ตัวเอง และมองเห็นข้อดีของผู้อื่น

---

📒 แนะนำให้อ่าน วิธีพูดให้คนชอบคุณใน 1 นาที
https://s.shopee.co.th/60BE0wous3

ฮิโรยูกิ ซานาดะเคยกล่าวไว้ว่า      "บางคนปรารถนาที่จะมีสระว่ายน้ำในบ้าน แต่ผู้ที่มีอยู่แล้วแทบไม่เคยใช้มันเลย  ผู้ที่สูญ...
10/12/2024

ฮิโรยูกิ ซานาดะเคยกล่าวไว้ว่า
"บางคนปรารถนาที่จะมีสระว่ายน้ำในบ้าน แต่ผู้ที่มีอยู่แล้วแทบไม่เคยใช้มันเลย
ผู้ที่สูญเสียคนรักไปย่อมรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ผู้ที่ยังมีคนรักอยู่ใกล้กลับบ่นใส่กันและกัน
ผู้ที่ไร้คู่ครองเฝ้าปรารถนาความรัก แต่ผู้ที่มีคู่บางครั้งกลับไม่เห็นคุณค่า
ผู้หิวโหยพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อจานอาหาร แต่ผู้ที่อิ่มหนำกลับตำหนิรสชาติ
ผู้ไม่มีรถใฝ่ฝันจะได้ครอบครองสักคัน ขณะที่ผู้ที่มีอยู่กลับมองหาแต่สิ่งที่ดีกว่า

หัวใจสำคัญคือ การรู้คุณค่า มองสิ่งที่เรามีอย่างลึกซึ้ง และตระหนักว่า ที่ใดสักแห่งในโลกนี้ มีใครบางคนพร้อมแลกทุกสิ่งที่เขามีเพื่อสิ่งที่คุณมี แต่คุณกลับไม่เห็นความสำคัญของมัน"

จงรู้จักพอใจและขอบคุณในสิ่งที่คุณมี

คำกล่าวของซานาดะสะท้อนถึงความจริงอันลึกซึ้งว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรามีอะไร แต่คือวิธีที่เรามองมัน เรามักโหยหาสิ่งที่อยู่นอกเอื้อมมือ และมองข้ามความงดงามของสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว

แต่หากวันนี้ เราหยุดเพื่อขอบคุณสิ่งเล็กๆ ในชีวิต เช่น ความอบอุ่นจากคนที่รัก การได้ลิ้มรสอาหาร หรือการมีเพื่อนแท้สักคน เราอาจพบว่าความโชคดีของเราอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม และบางที การตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้อาจเป็น ความกตัญญูที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิต

ที่มา
https://www.facebook.com/share/p/1ApJTpphtw/

6 ข้อคิดจากหนังสือSteve Jobs-----------------1. จงหาสิ่งที่ชอบและหมกมุ่นอยู่กับมัน Steve Jobs เป็นคนที่ชอบ หรือสนใจอะไรแ...
05/11/2024

6 ข้อคิดจากหนังสือ
Steve Jobs
-----------------

1. จงหาสิ่งที่ชอบและหมกมุ่นอยู่กับมัน

Steve Jobs เป็นคนที่ชอบ หรือสนใจอะไรแล้ว เขาจะไปสุดเสมอ อย่างตอนสนใจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เขาจะอยู่กับมันตลอดเวลา จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันอย่างบ้าคลั่งอย่าง Steve Wozniak นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสิ่งสำคัญที่มี Impact กับโลกเป็นอย่างมาก หรือ ตอนที่เขาสนใจใน เซน เขาก็ไปสุดเช่นกัน ถึงขนาดที่ไปอยู่อินเดียเป็นเวลานาน แสดงให้ได้เห็นว่า หากเราอยากประสบความสำเร็จ หาความชอบให้เจอแล้วหมกมุ่นอยู่กับมัน อาจเป็นหนึ่งในหนทางที่เราจะประสบความสำเร็จ

2. เรียนรู้จากคนเก่ง

Steve Jobs เคยอ่านและติดตามชีวิตของผู้ยิ่งใหญ่ เช่น มหาตมะ คานธี, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เพราะเขาต้องการที่จะสร้างบางอย่างไว้กับโลก เขาเชื่อว่าเขาอยู่ในโลกนี้เพื่อสร้างความแตกต่าง แนวคิดเหล่านี้เราอาจได้มาจากคนเก่ง ๆ รอบตัวเรา หรือเรียนรู้ผ่านหนังสือ หรือ พอดแคสต์ต่าง ๆ

3. การเชื่อมต่อจุด

ข้อนี้เป็นข้อที่ผมชอบที่สุด Steve Jobs ลาออกจากวิทยาลัย แต่เขาไม่ได้ทิ้งการศึกษา เขาเลือกที่จะเรียนเฉพาะเรื่องที่สนใจ และหนึ่งในนั้นคือ วิชาศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร ดูแล้ว ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร แต่ไม่เลย วิชานี้ได้กลับเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก เพราะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกอย่าง Macintosh มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงามนั่นเอง เห็นมั้ยว่า บางครั้งศึกษาไปเถอะไม่ว่าเรื่องอะไร สร้างจุดไว้เรื่อย ๆ ยามที่เราลากเส้น จะได้มีจุดที่จะไปได้มากมายหลากหลาย

4. คิดต่าง

Steve Jobs เป็นผู้เชื่อมั่นในการคิดต่าง เขามองโลกในแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่กลัวที่จะท้าทายสภาพที่เป็นอยู่ เขาเชื่อว่านวัตกรรมที่แท้จริงมาจากการหลีกหนีจากกฎเกณฑ์เดิมๆ และทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์

5. ยอมรับความล้มเหลว

Steve Jobs ไม่กลัวที่จะล้มเหลว เขาเชื่อว่าความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และช่วยให้เขาเติบโตและเป็นคนที่ดีขึ้น เขาสนับสนุนให้พนักงานยอมรับความล้มเหลวและเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเขา

6. ก่อนตาย ทิ้งสิ่งที่โลกไม่มีวันลืม

Steve Jobs ได้สิ่งที่ที่ไม่มีวันลืม เขาเชื่อในการทำสิ่งที่สำคัญและสร้างความแตกต่างในโลก เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้านทำตามความฝันและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลก

ReadReview

จาก 'ทำงานทุกวัน' เป็น 'ทำงานแค่ 4 ชม./สัปดาห์' เปลี่ยนจาก 'เจ้าของที่รับจ้างตัวเอง' เป็น 'เจ้าของธุรกิจตัวจริง'พิสูจน์แ...
24/10/2024

จาก 'ทำงานทุกวัน' เป็น 'ทำงานแค่ 4 ชม./สัปดาห์'
เปลี่ยนจาก 'เจ้าของที่รับจ้างตัวเอง'
เป็น 'เจ้าของธุรกิจตัวจริง'

พิสูจน์แล้วโดยเจ้าของธุรกิจกว่า 1,000+ คน
ว่าได้ผลจริง

5 บทเรียนล้ำค่าที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ:

1. "เลิกเป็นทาสเวลา ➡️ สร้างระบบทำเงิน"
เจ้าของร้านอาหารท่านหนึ่งเคยทำงาน 12 ชม.ต่อวัน
หลังอ่านหนังสือ เขาสร้างระบบจัดการร้านออนไลน์
ตอนนี้ร้านทำเงินได้เองแม้เขาไม่อยู่
สร้างรายได้มากกว่าเดิม 2 เท่า แถมมีเวลาให้ครอบครัว

2. "เลิกทำทุกอย่าง ➡️ โฟกัสแค่งานสำคัญ"
เจ้าของโรงแรมคนหนึ่งชอบจัดการทุกอย่างเอง
พอรู้จักกฎ 80/20 เขาโฟกัสแค่งานที่สร้างรายได้จริงๆ
ผลลัพธ์: งานน้อยลง แต่กำไรเพิ่ม 35%

3. "เลิกยุ่งตลอดเวลา ➡️ สร้างทีมที่พึ่งพาได้"
เมื่อก่อนต้องอยู่หน้าร้าน 7 วัน เพราะไม่ไว้ใจใคร
หลังจากสร้างระบบและพัฒนาทีม
ตอนนี้ธุรกิจเดินได้เอง แม้เจ้าของไม่อยู่ 2 อาทิตย์

4. "เลิกทำเอง ➡️ ใช้เทคโนโลยีช่วย"
ร้านกาแฟเล็กๆ เปลี่ยนมาใช้ระบบจัดการร้านออนไลน์
- ลูกค้าสั่งออเดอร์เองได้
- สต็อกอัพเดทอัตโนมัติ
- จัดการบัญชีง่ายขึ้น
ผลลัพธ์: ประหยัดเวลาได้ 70% ต้นทุนลด 25%

5. "เลิกรอให้พร้อม ➡️ ลงมือทำเลย"
เจ้าของธุรกิจสปาเคยกลัวการเปลี่ยนแปลง
พอเริ่มทำทีละเล็กทีละน้อย
3 เดือนแรก: ระบบจองออนไลน์
6 เดือนถัดมา: ระบบ CRM
1 ปีให้หลัง: ธุรกิจโตขึ้น 150%

"ถ้าคุณพร้อมจะเปลี่ยน...
จาก 'ทำงานหนักแต่ไม่รวย'
เป็น 'ทำน้อยแต่รายได้มากขึ้น'

หนังสือเล่มนี้มีคำตอบ ✨
พิกัดในเม้นท์

..."เรื่องเล่าสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง" by นุสนธิ์บุคส์เรื่องที่ 1หนูตัวหนึ่งตกลงไปในถังข้าวสาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ...
02/09/2024

..."เรื่องเล่าสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง" by นุสนธิ์บุคส์
เรื่องที่ 1
หนูตัวหนึ่งตกลงไปในถังข้าวสาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือมันดีใจมาก มันคิดว่ามันโชคดี มันจึงกินขาวสารนั้นอย่างอิ่มหมีพีมัน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน เป็นอยู่อย่างนี้หลายวัน
วันแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ วันหนึ่งตอนที่มันกินจนเห็นพื้นของถังข้าวสาร มันฉุกใจคิด แต่ข้าวสารในถังก็เป็นสิ่งที่ยั่วยวนเหลือเกิน มันกินจนข้าวสารในถังหมดไป ถึงตอนนี้มันถึงรู้ว่า การปีนออกจากถังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
@ การใช้ชีวิตของเราดูเหมือนปกติธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเต็มไปด้วยกับดักและหลุมพลางที่แสนอันตราย
เรื่องที่ 2
ภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว สามีคอยกำกับอยู่ข้างๆ
“คนเบาๆ ช้าๆหน่อย ระวังหน่อยสิ ไฟแรงไป เร็วๆ รีบพลิกปลาได้แล้ว ตักออกมาสิ น้ำมันเยอะไปนะ คีบเต้าหู้วางให้ตรงๆสิ! ”
“นี่คุณ” ภรรยาทนไม่ไหว “ฉันทำกับข้าวเป็น พูดอยู่ได้”
“ที่รัก ผมรู้ว่าคุณทำเป็น” ผู้เป็นสามีบอกออกไป “ผมเพียงอยากให้คุณรู้ว่า เวลาที่ผมขับรถแล้วคุณคอยบอกให้ผมเบรก ให้ผมเร็ว ให้ผมระวัง ให้ผมแซงนะ ผมรู้สึกยังไง”
@ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่อยงยาก เพียงแค่คุณยินดียืนอยู่ในจุดยืนของฝ่ายตรงข้ามก็แค่นั้นเอง
เรื่องที่ 3
วันที่1 กระต่ายออกไปตกปลา กลับมาตัวเปล่าไม่ได้ปลากลับมาเลย
วันที่2 กระต่ายไปตกปลาอีก แต่ก็กลับมาตัวเปล่าเหมือนเมื่อวาน
วันที่3 เมื่อกระต่ายไปถึงบ่อปลา ปลาตัวหนึ่งก็กระโดดขึ้นจากน้ำและตะโกนพูดขึ้นว่า “ถ้านายยังเอาแครอทมาเป็นเหยื่ออีก ฉันจะกระโดดขึ้นจากน้ำมาตบแกให้ตายเลยเชียว”
@ คุณให้ในสิ่งที่คุณชอบแก่คนอื่น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการ อุทิศให้ในแบบโลกของคุณ มันไม่มีค่า
เรื่องที่ 4
มีเสืออยู่สองตัว ตัวหนึ่งอยู่ในกรง อีกตัวหนึ่งอยู่ในป่า มันต่างคิดว่าที่ๆมันอยู่นั้นไม่น่าอยู่เลย ต่างก็อิจฉาการดำเนินชีวิตของซึ่งกัน วันหนึ่ง พวกมันจึงแลกที่อยู่กัน ต่างก็มีความสุขกับสภาพแวดล้อมใหม่
ต่อมาไม่นาน เสือทั้งสองตัวก็ตาย ตัวหนึ่งอดตายอยู่ในป่า อีกตัวหนึ่งตายเพราะซึมเศร้าอยู่ในกรง
@ บางครั้ง เราไม่ถนอมวาสนาที่เรากำลังได้รับอยู่ แต่เรามักอิจฉาในวาสนาของคนอื่น แท้จริงแล้ว สิ่งที่คุณมีนั่นแหละคือสิ่งที่คนอื่นอิจฉา
เรื่องที่ 5
ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เด็กสาวนางหนึ่งซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้สวยอะไรมาก เธอสมัครเป็นดาวคณะ ตอนที่เธออออกมาแนะนำตัวต่อหน้าเพื่อนนิสิต เธอบอกว่า
“หากเพื่อนๆเลือกฉัน อีกสิบปีข้างหน้า เพื่อนๆสามารถอวดกับลูกๆและสามีได้ว่า ในปีที่แม่เรียนอยู่ แม่สวยกว่าดาวของคณะ”
เมื่อถึงเวลาเลือกดาวคณะ ปรากฏว่าเธอชนะ
@ การจะพูดให้คนอื่นยอมรับคุณ ไม่ต้องบอกในความพิเศษและโดดเด่นของคุณ แต่จงทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเพราะคุณ พวกเขาจึงมีความพิเศษและโดดเด่นขึ้น
เรื่องที่ 6
ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง มาร์ก ทเวนนั่งอยู่ตรงข้ามกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาพูดไปตามมารยาทว่า “คุณสวยจริงๆครับ”
ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่รับน้ำใจ ไม่แม้แต่จะกล่าวคำว่าขอบคุณ เธอพูดออกไปอย่างยโสว่า “น่าเสียใจ ฉันไม่อาจชมว่าคุณหล่อเหมือนที่คุณชมว่าฉันสวยได้!”
มาร์ก ทเวนพูดออกไปอย่างสุภาพว่า “ไม่เป็นไรครับ แต่คุณควรฝืนใจฝึกพูดโกหกเหมือนผมบ้างก็ได้นะครับ”
ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกอับอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
@ เมื่อคุณโยนหินออกไปข้างหน้า คนที่จะสะดุดมันล้มไม่เป็นท่าก็คือตัวคุณนั่นเอง....
Cr. : นุสนธิ์บุคส์

"ไม่เหยียบย่ำผู้อื่น เพื่อให้ตนเป็นสุข"" .. "การสร้างเครื่องป้องกันทุกข์ จึงมีหลักวิชา" มีอุบายวิธีที่จะสร้างให้ถูกต้องด...
22/08/2024

"ไม่เหยียบย่ำผู้อื่น เพื่อให้ตนเป็นสุข"
" .. "การสร้างเครื่องป้องกันทุกข์ จึงมีหลักวิชา" มีอุบายวิธีที่จะสร้างให้ถูกต้องดีงาม "โดยไม่สร้างความทุกข์ให้ตัวเองและขนทุกข์ให้คนอื่น คือไม่เหยียบย่ำทำลายคนอื่น เพื่อการสร้างความสุขให้ตนเองอันเป็นทางที่ผิด"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

สมองเข้าใจโลกผ่าน “เรื่องราว”สมองถูกออกแบบมาให้คิดว่า เราเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเองสมองจำลองอดีตได้ว่า “ถ้าตอนนั้นทำแบบน...
19/08/2024

สมองเข้าใจโลกผ่าน “เรื่องราว”

สมองถูกออกแบบมาให้คิดว่า เราเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเอง

สมองจำลองอดีตได้ว่า “ถ้าตอนนั้นทำแบบนั้น ตอนนี้คงไม่เป็นแบบนี้” เราเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “การนึกเสียใจภายหลัง” หรือ “การคิดทบทวน”

หากเรานำเรื่องในอดีตมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันเรียกว่า “การเรียนรู้” การคิดว่า “คราวก่อนพลาดแบบนี้ คราวนี้ลองทำอีกแบบดู” เป็นเครื่องมือทรงพลังของการอยู่รอด และดำรงอยู่

นอกจากนี้ มนุษย์ยังสามารถจำลองอนาคตได้ด้วย การคาดการณ์ว่า “ถ้าวันนี้ทำแบบนี้ วันข้างหน้าคงเป็นแบบนี้” ทำให้ชีวิตเกิด “ความฝัน” หรือ “ความหวัง”

สมองสร้างตัวเราจากความทรงจำ ที่ประกอบด้วยเหตุการณ์ที่ระลึกได้จากชีวิตจริง นั่นก็คือ “เรื่องราว” นั่นเอง

ทั้งการนึกเสียใจภายหลัง (จำลองอดีต) และความหวัง (จำลองอนาคต) ถูกรับรู้ว่าเป็น “เรื่องราว” ที่มีตัวเองเป็นตัวละครหลัก พวกเราไม่อาจพูดถึงชีวิตหรือทำความเข้าใจโลกด้วยวิธีอื่นได้ โดยไม่ใช้ “เรื่องราว”

จากตรงนี้ เรานิยาม “ความสุข” และ “ความทุกข์” ได้ว่า...

ความสำเร็จ ก็คือการออกแบบชีวิตให้สามารถสร้างเรื่องราวดีดีได้…

>> จากหนังสือ “ทักษะออกแบบชีวิต ที่ใช้ได้ตลอดชีวิต”

10 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ The Compound Effect แต่งโดย Darren Hardy1. Compound Effect คือหลักการที่บอกว่าเราจะได้ปร...
16/07/2024

10 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ The Compound Effect แต่งโดย Darren Hardy

1. Compound Effect คือหลักการที่บอกว่าเราจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ดี ตลอดเวลา เช่น เราเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เราจะมีสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว หรือ เราไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยในทุก ๆ วัน แต่มันจะส่งผลให้เรามีฐานะทางการเงินที่ดีในระยะยาว

2. สิ่งที่ยากที่สุดเพื่อทำให้เกิด Compound Effect คือเราต้องทำมันอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอตลอดเวลา

3. ความสำเร็จมาจากการกระทำที่อาจจะน่าเบื่อ ไม่สนุก หรืออาจจะยาก เป็นประจำ จนกระทั่งเห็นผลลัพธ์

4. เราต้องรับผิดชอบ 100% กับสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราไม่ทำ และ การตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา

5. การเตรียมตัว + ทัศนคติ + โอกาส + การกระทำ = โชค

6. ขั้นตอนแรกของความสำเร็จคือการตระหนักรู้ ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนจากจุดที่เราเป็นอยู่ ไปสู่จุดที่เราต้องการ เราต้องรู้ก่อนว่า มีอะไรที่จะทำให้เราวิ่งห่างจากจุดหมาย เราต้องตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลาถึงการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเรา ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในระยะยาว

7. ความแตกต่างระหว่างคนสำเร็จและคนที่ไม่สำเร็จ คือการที่คนที่สำเร็จยอมที่จะทำสิ่งที่คนไม่สำเร็จไม่ยอมจะทำ

8. การกระทำที่ก่อให้เกิดนิสัยที่ดี เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนที่สำเร็จกับคนธรรมดา

9. ถ้าเราอยากจะได้มาก เราก็ต้องเป็นให้มาก ความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เราจะตามหาได้ มันไม่เหมือนกับการไล่จับผีเสื้อ ความสำเร็จจะถูกดึงดูดจากคนที่เราอยากจะเป็น เช่น เราอยากให้คนเคารพ เราจะไปพยายามให้คนเคารพเราไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำคือเป็นคนน่าเคารพ และ ความเคารพจะเข้ามาหาเราเอง

10. ทุก ๆ คนจะได้รับผลกระทบจาก 1) สิ่งที่เราคิด 2) คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วย และ 3) สภาพแวดล้อม

Adresse

Überherrn, Saarland
Überherrn
66802

Benachrichtigungen

Lassen Sie sich von uns eine E-Mail senden und seien Sie der erste der Neuigkeiten und Aktionen von DREAM & GOAL erfährt. Ihre E-Mail-Adresse wird nicht für andere Zwecke verwendet und Sie können sich jederzeit abmelden.

Die Organisation Kontaktieren

Nachricht an DREAM & GOAL senden:

Teilen