กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 - CCID 4

กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 - CCID 4 รับแจ้งเหตุ เบาะแส เรื่องราวร้องทุ?
(1)

♦️ วันนี้ 25 ส.ค.66 เวลา 16.30 น. พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์  สุริยฉาย ผบก.สอท.4 มอบ พ.ต.อ.สนธยา  บัวแพง  รอง ผบก.สอท.4 พร้อมด้วย ข...
25/08/2023

♦️ วันนี้ 25 ส.ค.66 เวลา 16.30 น. พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผบก.สอท.4
มอบ พ.ต.อ.สนธยา บัวแพง รอง ผบก.สอท.4
พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.สอท จำนวน 30 นาย
👮 ร่วมสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
📍ณ อุโบสถ วัดผาสุกมณีจักร ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์ เตือนภัยกรณี sms เงินดิจิทัล 10,000 ปลอม ครับ
24/08/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์ เตือนภัยกรณี sms เงินดิจิทัล 10,000 ปลอม ครับ

🚨ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย🚨
📱ระวัง! มิจฉาชีพตีเนียนนโยบายการเมือง หลอกกดลิงก์ติดตั้งแอปปลอม
ปัจจุบันมิจฉาชีพมักจะหารูปแบบ และกลวิธีต่างๆ ในการนำมาหลอกลวง เพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ โดยมักจะส่ง SMS หรือข้อความแชท ที่มีข้อความสื่อถึงสถานการณ์ หรือประเด็นเด่นในช่วงนั้น ในการเชิญชวนให้กดลิงก์ที่แนบมาด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกก่อนจะนำไปสู่การหลอกให้ติดตั้งแอปปลอม และโอนเงินให้คนร้ายในที่สุด
ตำรวจไซเบอร์จึงขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการ
♦️กดลิงก์ต่างๆ ที่แนบมาทาง SMS หรือข้อความแชทต่างๆ
♦️การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่างๆ ว่าเป็นแอปจริงหรือไม่ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
#หลอกกดลิงก์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ตำรวจไซเบอร์

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย มิจฉาชีพส่ง " SMS ปลอม "หลอกให้กดลิงก์แอบอ้าง M-Flow ของกรมทางหลวง
21/08/2023

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย มิจฉาชีพส่ง " SMS ปลอม "หลอกให้กดลิงก์
แอบอ้าง M-Flow ของกรมทางหลวง

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย
📢 มิจฉาชีพส่ง " SMS ปลอม "หลอกให้กดลิงก์
🚗 แอบอ้าง M-Flow ของกรมทางหลวง
📍 รูปแบบการหลอก คือ
มิจฉาชีพได้ ส่ง SMS เรียกเก็บยอดค้างชำระ M-Flow ซึ่งให้ชำระโดยเร็วที่สุด พร้อมแนบลิงก์ปลอม เพื่อหลอกขโมยข้อมูลของเหยื่อ
⚠️ซึ่งกรมทางหลวงได้แจ้งว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง
⚠️กรมทางหลวงไม่มีนโยบายการส่ง SMS เพื่อเรียกเก็บยอดค้างชำระใดๆ
โดยประชาชนสามารถชำระค่าธรรมเนียมผ่านทาง M-Flow ได้ 3 ช่องทางเท่านั้น ได้แก่
✅เว็บไซต์ www.mflowthai.com
✅ แอปพลิเคชัน mflowthai
✅ Line OA : Mflow Thai
❌ไม่เชื่อ ❌ไม่รีบ ❌ไม่โอน
💌 "ตำรวจไซเบอร์ ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ"
#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์ #ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย #กรมทางหลวง #หลอกกดลิงก์
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
🚨 ด้วยความห่วงใย จากตำรวจไซเบอร์
📱โทรปรึกษาสอบถาม 1441 หรือ 081-866-3000
แจ้งความออนไลน์ ได้ที่
💻https://www.thaipoliceonline.com/
📲 หรือ แอดไลน์ แชทบอทกับหมวดขวัญดาว ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร.เร่งขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการฯ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/66  พอใจภาพรวมคดีมีแนวโน้มลดลง ย้ำ...
19/08/2023

ผบ.ตร.เร่งขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการฯ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/66 พอใจภาพรวมคดีมีแนวโน้มลดลง ย้ำทุกหน่วยเดินหน้าร่วมสร้างภูมิคุ้มกันวัคซีนไซเบอร์ให้ประชาชนต่อเนื่อง พร้อมกำหนดมาตรการเชิงรุกกวาดล้างคดีออนไลน์

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. , ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย ตัวแทนสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครั้งที่ 3/2566 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566

รวมหมายเลขโทรศัพท์ แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร ผู้เสียหายสามารถโทรแจ้ง หากถูกแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้โอนเงิน ครับ
17/08/2023

รวมหมายเลขโทรศัพท์ แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร ผู้เสียหายสามารถโทรแจ้ง หากถูกแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้โอนเงิน ครับ

Update❗️ รวมเบอร์แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร ผู้เสียหายสามารถโทรแจ้ง หากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงิน
หลังจาก พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
พ.ศ.2566 บังคับใช้ ทำให้ปัจจุบัน หากเราเผลอถูกหลอกลวงโอนเงินให้มิจฉาชีพ เข้าไปยังบัญชีที่ถูกคนร้ายจ้างเปิดบัญชีอีกทีหนึ่ง เราสามารถโทรอายัดได้ ก่อนที่เงินเราจะหายไปตลอดกาล
โดยกฎหมายระบุไว้ว่า ผู้เสียหายสามารถโทรไปที่เบอร์สายด่วน ของธนาคารที่ตนมีบัญชีอยู่ เพื่อยืนยันตัวตน และแจ้งข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อขอให้ธนาคารระงับธุรกรรมให้ชั่วคราวได้ 72 ชั่วโมง
หลังจากแจ้งเรียบร้อยแล้ว ธนาคารจะให้ Bank Case ID เพื่อไปแจ้งความกับตำรวจได้ทุกท้องที่ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.com
ขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย - Bank of Thailand
#ตำรวจไซเบอร์ #ธนาคารแห่งประเทศไทย #เบอร์อายัดบัญชี #แก๊งคอลเซ็นเตอร์

17/08/2023

เฉลย วัคซีนไซเบอร์ คำถาม คำตอบ ทุกข้อ เป็นความรู้เตือนภัยโลกไซเบอร์ ครับ
⚔เพราะภัยออนไลน์ เกิดขึ้นทุกวัน
👉เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 500 คดี📈
👮‍♂เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน👪 จึงต้องช่วยกัน ปกป้องดูและคนที่เรารักไปด้วยกัน❤
👉ขอให้ทุกท่านช่วยเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันตัวเองไปสู่ในวงกว้าง✅
👉ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มไลน์🟢 กลุ่มเฟสบุ๊ค🔵 ติ๊กต๊อก🔴 ทวิตเตอร์ 🔵หรือแม้กระทั่งท่านนำไปอ่านให้คนที่ท่านรักฟัง 📓 ท่านก็ได้ช่วยให้เค้ามีโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพน้อยลงแล้วครับ
👉การแชร์ความรู้ในการป้องกันภัยออนไลน์ = การทำสิ่งดีๆ 🙏
👉ชีวิตของท่านมีแค่ 1 ชีวิต❣️ หากท่านช่วยคนได้หนึ่งคน👩‍❤️‍👨 ถือว่าชีวิตที่เกิดมาของท่านคุ้มแล้ว แล้วถ้าท่านได้ช่วยคนต่อไปอีกหลายๆ คน นั่นคือ คุณค่าของการทำสิ่งดีๆ แล้วครับ👍👍
🤟มาช่วยกัน ส่งต่อไปให้เยอะที่สุด เพื่อ ประชาชนและประเทศ 🇹🇭 ของเรากันครับ
👉เฉลยคำตอบ วัคซีนไซเบอร์
http://เตือนภัยออนไลน์.com/blog/?p=241

❤❤❤❤❤

📣มาแล้วครับ เฉลยคำตอบ วัคซีนไซเบอร์ 40 ข้อ💯 ‼คนที่คุณรัก อาจกำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์โดยที่เค้ายั.....

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย  งานง่าย เงินปัง ระวังโดนหลอก
13/08/2023

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย งานง่าย เงินปัง ระวังโดนหลอก

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย
📢งานง่ายเงินปัง ระวังโดนหลอก

👉กลโกงของคนร้าย :
1.คนร้ายโฆษณาชักชวนให้ทำงานหารายได้พิเศษใน TikTok
2.คนร้ายส่งหน้าหนังสือรับรองนิติบุคคลของบริษัทมาให้เหยื่อดูเพื่อสร้างความหน้าเชื่อถือ
3.คนร้ายหลอกให้ทำภารกิจที่ได้เงินคืนจริง และมีหน้าม้าโน้มน้าวให้ทำภารกิจเรื่อยๆ
4.หากเหยื่อเลือกที่จะไม่ทำภารกิจต่อ คนร้ายอ้างว่าหากทำภารกิจไม่สำเร็จจะถอนเงินทั้งหมดไม่ได้ และทำให้คนอื่นๆ (หน้าม้า) ที่ร่วมทำภารกิจในกลุ่มจะถอนเงินไม่ได้ด้วย สุดท้ายเหยื่อเสียเงินไปจำนวนมาก

👀ข้อสังเกต :
1.การโอนเงินทำการกิจที่ใช้เงินน้อย รายได้ดี มีค่าคอมมิชชันสูง ไม่มีอยู่จริง
2.ยอดเงินแสดงในระบบนั้น ทำมาเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นยอดเงินจริง
3.บัญชีธนาคาร(บัญชีม้า) เป็นบัญชีบุคคลธรรมดา ไม่ใช่บัญชีชื่อหน่วยงานหรือองค์กร

🚧ข้อควรระวัง และแนวทางป้องกัน :
1.ตรวจสอบกฎเหล็ก Facebook
1.1 ต้องเป็นเพจทางการ และมีเครื่องหมาย ✔
1.2 เพจปลอมจะมีการกดอิโมชันแสดงอารมณ์ด้านลบ (โกรธ)
1.3 ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ (วันที่สร้างเพจ, ประวัติการเปลี่ยนชื่อ, คนจัดการเพจต้องอยู่ในประเทศไทย)
1.4 ถ้าเพจปลอมจะมีการลงข้อมูลปลอมใน about
2.ไม่เปิดอ่านหรือกดลิงก์จากคนที่ไม่น่าเชื่อถือ
3.ควรโหลดและติดตั้งจาก Google Play store หรือ Apple Store เท่านั้น
4.หากเจอการสมัครงานจากบริษัท ห้างร้านที่มีชื่อเสียง ควรโทรเข้าบริษัทโดยตรงเพื่อเช็คข้อมูลที่ถูกต้อง

❌ไม่เชื่อ ❌ไม่รีบ ❌ไม่โอน

💌 "ตำรวจไซเบอร์ ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ"

#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์ #ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย #หลอกทำภารกิจ #หลอกทำงานออนไลน์
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
🚨 ด้วยความห่วงใย จากตำรวจไซเบอร์
📱โทรปรึกษาสอบถาม 1441 หรือ 081-866-3000
แจ้งความออนไลน์ ได้ที่
💻https://www.thaipoliceonline.com/
📲 หรือ แอดไลน์ แชทบอทกับหมวดขวัญดาว ตลอด 24 ชั่วโมง

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย📢 กลโกง ABC : กลลวงในการ ซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์
12/08/2023

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย
📢 กลโกง ABC : กลลวงในการ ซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย
📢 กลโกง ABC : กลลวงในการ ซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์
📍 รูปแบบการหลอกลวง :
1. ผู้ขายตัวจริง โพสต์ขายสินค้าตามช่องทางการขายตามปกติ
2. มิจฉาชีพ นำรูปภาพและรายละเอียดสินค้าของ ผู้ขายตัวจริง ไปแอบอ้างเสนอขายให้กับ ผู้ซื้อ ที่ต้องการสินค้าประเภทนั้นอยู่
3. เมื่อ ผู้ซื้อ หลงเชื่อทำการซื้อ-ขายสินค้ากับ มิจฉาชีพ จึงขอรายละเอียดบัญชีรับเงินในการซื้อ-ขาย
4. มิจฉาชีพ จึงทำการส่งบัญชีรับเงินของผู้ขายตัวจริง ให้กับผู้ซื้อ
5. ผู้ซื้อ โอนเงินเข้าบัญชีของ ผู้ขายตัวจริง ตามที่มิจฉาชีพได้ส่งให้
6. ผู้ซื้อ จึงส่งสลิปการโอน ให้กับ มิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นผู้ขาย
7. มิจฉาชีพ จะนำสลิปของผู้ซื้อ ส่งให้กับ ผู้ขายตัวจริง และขอรับสินค้า โดยแจ้งที่อยู่ในการรับสินค้า เป็นที่อยู่ของมิจฯ ไปแทน
8. เมื่อ ผู้ขายตัวจริง ตรวจสอบว่าได้ัรับเงินโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยตามปกติ ผู้ขายตัวจริง จึงทำการจัดส่งสินค้าไปตามที่อยู่ของ "มิจฉาชีพ"
9. สุดท้าย มิจฯ ก็จะชิ่งหนีไป และผู้ซื้อ ที่โอนเงินไปก็จะไม่ได้รับสินค้า
.
⚠️ผู้ขายตัวจริง : ต้องเสียของให้มิจฉาชีพ และอาจถูกลูกค้าแจ้งความในข้อหาฉ้อโกง
⚠️ผู้ซื้อ : โอนเงินจริง เสียทั้งเวลาและเงิน แต่กลับไม่ได้สินค้า
⚠️มิจฉาชีพ : ได้สินค้าไปฟรีๆ โดยไม่เสียเงินเลยซักบาท
🔍วิธีการสังเกต :
1. หลีกเลี่ยงการซื้อขายสินค้ากับผู้ที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
2. ในการซื้อ - ขาย สินค้าออนไลน์ ต้องพยายามตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ขายนั้นมีสินค้านั้นจริงๆ ไม่ใช่การนำรูปสินค้าของคนอื่นมาแอบอ้าง
3. ในการทำธุรกรรม ซื้อ - ขาย ควรเก็บหลักฐานในการซื้อขายไว้ ทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขายเอง ป้องกันการแฝงตัวของมิจฉาชีพ
❌ไม่เชื่อ ❌ไม่รีบ ❌ไม่โอน
💌 "ตำรวจไซเบอร์ ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ"
#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์ #ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย #ซื้อขายสินค้าออนไลน์ #ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้สินค้า
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
🚨 ด้วยความห่วงใย จากตำรวจไซเบอร์
📱โทรปรึกษาสอบถาม 1441 หรือ 081-866-3000
แจ้งความออนไลน์ ได้ที่
💻https://www.thaipoliceonline.com/
📲 หรือ แอดไลน์ แชทบอทกับหมวดขวัญดาว ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย ระวังแก็งคอลเซ็นเตอร์ ข่มขู่นักศึกษา ให้เรียกค่าไถ่พ่อแม่
11/08/2023

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย ระวังแก็งคอลเซ็นเตอร์ ข่มขู่นักศึกษา ให้เรียกค่าไถ่พ่อแม่

👮🏻‍♀️ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย
📢ระวัง!!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่นักศึกษา
ให้เรียกค่าไถ่พ่อแม่

👉กลโกงของคนร้าย :
1.คนร้ายสุ่มโทรหานักศึกษาที่อยู่หอพัก ห่างไกลจากผู้ปกครอง มีการสั่งซื้อของ เริ่มหัดลงทุน มีการยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงได้ง่าย
2.คนร้ายหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร ข่มขู่ว่ามีความผิด ให้เหยื่อตกใจกลัว แล้วอ้างว่าช่วยเหลือได้ แต่ต้องโอนเงินให้
3.ถ้าไม่มีเงิน จะให้เด็กถ่ายคลิปหลอกผู้ปกครองว่าโดนลักพาตัว แล้วให้ผู้ปกครองโอนเงินให้แทน

👀ข้อสังเกต :
1.เบอร์ที่โทรมามักจะมีเครื่องหมาย + นำหน้า (Voice over Internet Protocol)
2.คนร้ายพยายามข่มขู่ให้ตกใจกลัว

🚧ข้อควรระวัง และแนวทางป้องกัน :
1.ตั้งสติก่อนรับสาย ถ้าเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที
2.โหลดแอป Whoscall เพื่อให้ทราบว่าใครโทรมา
3.ห้ามบอกข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น
4.ไม่รับสายคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +697, +698
5.หากเผลอรับแล้วอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ให้ตรวจสอบกับผู้ปกครอง อาจารย์ หรือผู้เกี่ยวข้องก่อน อย่าตัดสินใจเพียงลำพัง
6.ไม่โหลดแอปหรือทำตามสิ่งที่คนร้ายบอก เช็คข้อมูลก่อนทุกครั้ง

❌ไม่เชื่อ ❌ไม่รีบ ❌ไม่โอน

💌 "ตำรวจไซเบอร์ ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ"

#ตำรวจไซเบอร์ #เตือนภัยออนไลน์ #ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เรียกค่าไถ่
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
🚨 ด้วยความห่วงใย จากตำรวจไซเบอร์
📱โทรปรึกษาสอบถาม 1441 หรือ 081-866-3000
แจ้งความออนไลน์ ได้ที่
💻https://www.thaipoliceonline.com/
📲 หรือ แอดไลน์ แชทบอทกับหมวดขวัญดาว ตลอด 24 ชั่วโมง

ผลการปฏิบัติในการจับกุมของ กก.2 บก.สอท.4
11/08/2023

ผลการปฏิบัติในการจับกุมของ กก.2 บก.สอท.4

18/07/2023
ผลการปฏิบัติในการจับกุม ของ กก.2 บก.สอท.4
13/07/2023

ผลการปฏิบัติในการจับกุม ของ กก.2 บก.สอท.4

11/07/2023
14/06/2023

ผบ.ตร. ลงพื้นที่ รณรงค์เตือนภัยออนไลน์ผู้ขับขี่ ย่านลาดกระบัง

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยร้านอาหารให้ระวังมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นลูกค้าปลอม อ้างส่งอาหารให้ผิดเรียกร้องให้คืนเงิน คร...
14/06/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยร้านอาหารให้ระวังมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นลูกค้าปลอม อ้างส่งอาหารให้ผิดเรียกร้องให้คืนเงิน ครับ

👮‍♂️ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยร้านอาหารระวังลูกค้าปลอม อ้างส่งอาหารให้ผิดเรียกร้องให้คืนเงิน
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอฝากเตือนภัยประชาชนกรณีมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นลูกค้าร้านอาหาร โทรศัพท์ไปยังร้านอาหารขอเงินคืนเนื่องจากอาหารที่ได้รับไม่ถูกต้อง หรือผิดประเภท ดังนี้
ในปัจจุบันการสั่งซื้ออาหารออนไลน์ (Food delivery) มักเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของผู้บริโภค เนื่องจากได้รับความสะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ หรือสั่งผ่านเว็บไซต์ หรือสั่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพใช้แฝงตัวเข้ามาฉวยโอกาสในการหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชน
ได้รับรายงานว่าจากการตรวจสอบในระบบการรับแจ้งความออนไลน์พบเริ่มมีผู้เสียหายหลายรายซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารได้รับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพโทรศัพท์แจ้งว่าเป็นลูกค้าของร้าน ก่อนหน้านี้ได้ทำการสั่งอาหารออนไลน์จากร้าน แต่กลับได้รับอาหารไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ เช่น สั่งอาหารประเภทเนื้อวัว แต่ได้รับอาหารประเภทเนื้อหมูมาแทน ทำให้ตนได้รับความเสียหาย โดยจะเรียกร้องให้ร้านอาหารทำการโอนเงินค่าอาหารคืนในจำนวนต่างๆ เจ้าของร้านบางรายหลงเชื่อไม่ได้ตรวจสอบก่อน เนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนเงินไม่มากจึงโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ เจ้าของร้านบางรายพบพิรุธจึงตรวจสอบก่อนกลับพบว่าไม่มีลูกค้ารายใดสั่งอาหารตามรายการที่อ้างในช่วงเวลา หรือในราคาดังกล่าวจริงแต่อย่างใด เมื่อเจ้าของร้านสอบถามยืนยันอีกครั้งมิจฉาชีพก็ได้วางสายโทรศัพท์ไป ทั้งนี้การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ยังคงใช้แผนประทุษกรรมเช่นเดียวกับการหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน โดยจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 5 มิ.ย.66 พบว่ามีประชาชนแจ้งความร้องทุกข์กว่า 9,768 เรื่อง หรือคิดเป็น 3.58% ของจำนวนเรื่องการรับแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 351 ล้านบาท
โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหาข้อมูลร้าน รายการอาหาร เบอร์โทรศัพท์ของร้านอาหารเป้าหมายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ แล้วเริ่มโทรศัพท์หาเหยื่อแอบอ้างเป็นลูกค้าที่สั่งอาหารของร้าน โดยมักจะแจ้งราคาอาหารเป็นจำนวนเงินไม่มาก เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจ้าของร้านตรวจสอบ รวมไปถึงมิจฉาชีพยังใช้วิธีการเริ่มจากการปลอมเป็นบุคคลที่รู้จักอ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อขอยืมเงิน เช่น ต้องใช้เงินด่วนไม่ได้พกเงินสดติดตัวมา บิดามารดาเจ็บป่วย เป็นต้น นอกจากนี้แล้วในส่วนของลูกค้าเองก็ควรตรวจสอบก่อนว่าอาหารที่สั่งซื้อส่งมาให้ถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้การทำธุรกรรมการเงินใดๆ ต้องรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ และมีสติอยู่เสมอ
📌ฝากเตือนถึงแนวทางการป้องกันการถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว 6 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.หากท่านเป็นเจ้าของร้าน หรือผู้ดูแลร้าน เมื่อรับสายโทรศัพท์ในลักษณะดังกล่าวให้สอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด เช่น ชื่อผู้สั่งอาหาร รายการอาหารที่สั่ง วันเวลาที่สั่ง ราคาของอาหาร และเลขคำสั่งซื้อ เป็นต้น
2.ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับมาให้ดีเสียก่อนว่าถูกต้องหรือไม่ ลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาได้สั่งอาหารจริงหรือไม่
3.หากจำเป็นต้องโอนเงินคืน ให้นำเบอร์โทรศัพท์ ชื่อบัญชีธนาคาร และชื่อเจ้าของบัญชีธนาคาร ไปตรวจสอบในเว็บไซต์ค้นหาทั่วไปก่อนว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่
4.หากเป็นกรณีอ้างว่าเป็นเพื่อนที่รู้จัก เมื่อมีการขอให้โอนเงินไปให้ ต้องทำการยืนยันตัวบุคคลนั้นก่อน โดยโทรศัพท์ไปหาโดยตรง แล้ววิดีโอคอลขอให้เปิดกล้องโทรศัพท์เพื่อให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน อย่าได้เกรงใจ ซึ่งหากบุคคลที่ทักมาขอยืมเงินเป็นคนที่เรารู้จักจริง ก็ต้องยินยอมให้ยืนยันตัวตน
5.หากบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน ชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารไม่ตรงกับบุคคลที่เราจะโอนเงินไปให้ สันนิษฐานได้ว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอ้างว่าเป็นบัญชีของผู้ใดก็ตาม
6.หากท่านตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว ให้รีบติดต่อกับสถาบันการเงิน หรือธนาคารในทันที เพื่อขอทำการอายัดบัญชีธนาคารของคนร้าย

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน กรณีมิจฉาชีพแนบลิงก์ปลอมผ่าน SMS โดยได้ข้อมูลเหยื่อจากการใช้ False Base Statio...
07/06/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน กรณีมิจฉาชีพแนบลิงก์ปลอมผ่าน SMS โดยได้ข้อมูลเหยื่อจากการใช้ False Base Station (FBS) หรือ Stingray IMSI Catcher

ผลการปฏิบัติในการจับกุมผู้ต้องหา ของ กก.2 บก.สอท.4
02/06/2023

ผลการปฏิบัติในการจับกุมผู้ต้องหา ของ กก.2 บก.สอท.4

ตำรวจไซเบอร์  ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน กรณี  ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าวงการนายแบบนางแบบ เดินแฟชั่นเสื้อผ้าเด็ก เสี่ยง...
02/06/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน กรณี ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าวงการนายแบบนางแบบ เดินแฟชั่นเสื้อผ้าเด็ก เสี่ยงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์แนะนำประชาชนสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนที่สถาบันการเงิน ตัดวงจรภัยออนไลน์
25/05/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์แนะนำประชาชนสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนที่สถาบันการเงิน ตัดวงจรภัยออนไลน์

📣ตำรวจไซเบอร์ แนะนำประชาชนสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนที่สถาบันการเงิน ตัดวงจรภัยออนไลน์

👉พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์แนะนำประชาชนให้ดำเนินการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพ ป้องกันภัยทางการเงินออนไลน์ ดังนี้

🔸ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีการประกาศเผยแพร่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งกำหนดให้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 ที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน คุ้มครองประชาชนซึ่งถูกหลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สิน ผ่านทางโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์จากมิจฉาชีพ โดย พ.ร.ก. ดังกล่าวมีสาระสำคัญ เช่น สถาบันการเงินมีอำนาจและหน้าที่ยับยั้งธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ผู้เสียหายสามารถแจ้งธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีด้วยความรวดเร็ว ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ทั่วราชอาณาจักร และมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก รวมไปถึงการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์ ซึ่งลงทะเบียนแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมามีการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปฏิบัติที่สำคัญเข้าทำการตรวจค้นทั่วประเทศกว่า 40 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ของกลางได้รวมกว่า 110,000 ซิม เพื่อตัดวงจรการครอบครองซิมโทรศัพท์มือถือของมิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน

🔸ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติขั้นต่ำให้ทำสถาบันการเงินปฏิบัติตามเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้มาตรการการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ลดช่องทางของมิจฉาชีพที่ใช้ในการเข้าถึงประชาชน ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญ คือ 1.มาตรการป้องกัน 2.มาตรการตรวจจับและติดตามบัญชี หรือธุรกรรมที่ต้องสงสัย 3.มาตรการตอบสนองและรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านมาตรการป้องกัน เช่น การยกเลิกการแนบ link ทางข้อความสั้น (SMS) และอีเมล การปรับปรุงระบบการรักษาความปลอดภัยบน Mobile Banking ให้เป็นปัจจุบัน และการให้ประชน หรือลูกค้าทำการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินผ่าน Mobile Banking ในกรณีการเปิดบัญชีแบบไม่เห็นใบหน้า (non-face-to-face) กรณีการโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง กรณียอดรวมของการโอนเงินทุก 200,000 บาทต่อวัน และกรณีการเปลี่ยนวงเงินในการทำธุรกรรม ซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.66 นั้น

🔸โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. ยังคงมุ่งหน้าปราบปรามจับกุมอาชญากรไซเบอร์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งนี้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญ ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน และวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของการหลอกลวงออนไลน์ ทำให้ภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนเตรียมความพร้อมและเร่งดำเนินการเข้าไปยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าที่สถาบันการเงิน หรือธนาคารสาขาต่างๆ หรือตามช่องทางที่ธนาคารนั้นได้กำหนดเอาไว้ เพื่อให้การทำธุรกรรมการเงินไม่ติดขัด เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำผิดของมิจฉาชีพก่อนจะนำเอาทรัพย์สินของประชาชนหลบหนีไป

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยประชาชน กรณีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่โฆษณาอ้วดอ้างสรรพคุณเกินจริง เสี่ยงถูกหลอกลวง และอาจจะได้รับ...
21/05/2023

ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัยประชาชน กรณีการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่โฆษณาอ้วดอ้างสรรพคุณเกินจริง เสี่ยงถูกหลอกลวง และอาจจะได้รับอันตรายแก่กาย

👉 ตำรวจไซเบอร์ เตือนศึกษาตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อสินค้าออนไลน์ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัย การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แนะนำศึกษาข้อมูล และตรวจสอบให้รอบด้าน ดังนี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ กรณีอินฟลูเอนเซอร์และบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการโฆษณาขายแผ่นแปะลดน้ำหนัก พร้อมรูปภาพผู้ใช้สินค้าซึ่งมีรูปร่างผอมเกินความเป็นจริง มีการอวดอ้างว่าน้ำหนักลดเร็วมาก ให้กับประชาชนทั่วไปผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในราคาถูก โดยมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากนั้น ที่ผ่านมาพบว่าภัยจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า หรือซื้อสินค้าแต่ได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ หรือได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ไปจนถึงการใช้หลักฐานการโอนเงินปลอมเพื่อหลอกลวงผู้ขายสินค้า รวมไปถึงการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง นอกจากนี้แล้วสินค้าบางชนิดอาจจะทำให้ผู้ที่สั่งซื้อไปใช้งานเกิดอันตรายแก่ร่างกาย หรืออาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ เบื้องต้นจากการตรวจสอบได้มีการลบโพสต์การประกาศขายสินค้าดังกล่าวแล้ว

การกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน “ ฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อาญา มาตรา 343 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ตาม พ.ร.บ.อาหาร มาตรา 40 จําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, โฆษณาอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 5,000 บาท และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) ” จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” และความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การซื้อสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกมิจฉาชีพหลอกลวงสูญเสียทรัพย์สินแล้ว สินค้าบางชนิดที่สั่งซื้อมาหากนำมาใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มักโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และฝากไปยังผู้มีชื่อเสียง หรือผู้รับรีวิวสินค้า หากไม่ได้ใช้งานจริงก็ควรระบุให้ชัดเจนให้ผู้ใช้นำไปประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ ยังคงมีผู้เสียหายมากเป็นอันดับที่ 1 จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ 1 มี.ค.65 - 14 พ.ค.66 พบว่ามีจำนวน 94,712 เรื่อง คิดเป็น 36.66% ของการหลอกลวงทั้งหมด

จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ พร้อมแนวทางการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน ควรซื้อจากร้านค้าที่เป็นทางการเท่านั้น
2.ระมัดระวังการซื้อสินค้าราคาถูก จำไว้ว่า ของฟรีไม่มีในโลก ของถูกต้องถูกอย่างมีเหตุผล
3.ระมัดระวังการโฆษณาสินค้า กล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยในส่วนของผู้ที่จะรับงานรีวิวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดสินค้าให้ดีเสียก่อน
4.ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าบางชนิดจะต้องมีเครื่องหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อแสดงให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้ผ่านการพิจารณาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยแล้ว ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่จะตามมา
5.การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจำเป็นอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยผลิตภัณฑ์จำนวนมากมักโฆษณาว่ามีเลข อย. แต่ไม่ได้ระบุเลขที่อนุญาตโฆษณาด้วย
6.ตรวจสอบการอนุญาตได้ที่ https://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx
7.ตรวจสอบการรีวิวสินค้า ผู้ที่เคยสั่งซื้อได้รับสินค้าหรือไม่ คุณภาพสินค้าเป็นอย่างไร รวมถึงขอดูภาพสินค้าหลายๆ มุม สอบถามรายละเอียดสินค้าที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
8.หากต้องการลดน้ำหนัก ควรใช้วิธีที่ปลอดภัย เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย เป็นต้น
9.ก่อนโอนชำระเงินค่าสินค้า ให้ตรวจสอบประวัติของร้าน ตัวตนของผู้ขาย และหมายเลขบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน ว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ Google, Blacklistseller, chaladohn เป็นต้น

ตำรวจไซเบอร์  แถลงข่าว การทลายแหล่งขายซิมมือถือเถื่อน ตัดวงจรแก็งคอลเซนเตอร์
20/05/2023

ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าว การทลายแหล่งขายซิมมือถือเถื่อน ตัดวงจรแก็งคอลเซนเตอร์

ผลการปฏิบัติในการจับกุม ของ บก.สอท.4
19/05/2023

ผลการปฏิบัติในการจับกุม ของ บก.สอท.4

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์ชี้แจงการดำเนินการเกี่ยวกับเพจ Facebook “ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเ...
10/05/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์ชี้แจงการดำเนินการเกี่ยวกับเพจ Facebook “ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ กปปค.” ซี่งแอบอ้างใช้สัญลักษณ์ของหน่วย ทำให้ประชาชนหลงเชื่อเข้าใจผิด อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง พร้อมแนะนำวิธีการตรวจสอบเพจปลอม

📣ตำรวจไซเบอร์ เร่งตรวจสอบเพจ Facebook กปปค. แอบอ้างหน่วยงาน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

👉พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์ชี้แจงความคืบหน้ากรณีเพจ Facebook “ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ กปปค.” แอบอ้างใช้สัญลักษณ์ของ บช.สอท. ทำให้ประชาชนหลงเชื่อเข้าใจผิด สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง พร้อมแนะนำวิธีการตรวจสอบเพจปลอม ดังนี้

🔸ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์กรณีเพจ Facebook “ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ - กปปค. ” โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับการออกหมายจับไลฟ์โค้ชเข็มทิศชีวิตนั้น ได้รับรายงานจากกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) ว่าจากการตรวจสอบเพจ Facebook ดังกล่าว พบมีการคัดลอกภาพโปรไฟล์ และภาพหน้าปกของเพจ Facebook “ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. – CCIB มาแอบอ้างหลอกลวงให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิด หรือสร้างความน่าเชื่อถือในการกระทำผิดแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ ซึ่งอาจทำให้มีประชาชนหลงเชื่อว่าข้อความ หรือภาพที่นำเสนอผ่านเพจดังกล่าวเป็นเรื่องจริง หรือทำให้ประชาชนเข้าไปติดต่อกับเพจดังกล่าวสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้ ในเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังผู้ให้บริการดำเนินการปิดเพจดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ทางคดีอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป

🔸การกระทำดังกล่าวเบื้องต้นอาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน “ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนฯ” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1), 16 และความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

🔸อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็มีเพจ Facebook หรือเว็บไซต์ในลักษณะดังกล่าวของหน่วยงานต่างๆ ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ให้สิทธิพิเศษต่างๆ หรืออ้างว่าสามารถช่วยเหลือเร่งรัดติดตามคดีได้ มีการขอข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน รวมไปถึงหลักฐานทางคดีของเหยื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลไปแฮ็กบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ หรือนำรหัสบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า หรือโอนเงินจากบัญชีธนาคาร หรือนำข้อมูลไปขายให้กับแก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ หรือนำไปแอบอ้างทำเรื่องที่ผิดกฎหมายต่างๆ

👉โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอยืนยันว่าเพจดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับ บช.สอท. แต่อย่างใด หากประชาชนท่านใดได้รับความเสียหายจากแอบอ้างของเพจดังกล่าวให้เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับสถานีตำรวจใกล้บ้านในทันที หรือแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ที่ https://thaipoliceonline.com ทั้งนี้ในปัจจุบันการเข้าถึงช่องทางหน่วยงานต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ อย่าประมาท ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพราะช่องทางดังกล่าวมิจฉาชีพ หรือผู้ไม่หวังดี อาจจะสร้างปลอมขึ้นมา โดยต้องระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางคดี ซึ่งมิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสหลอกนำข้อมูลไปเเสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้ รวมถึงไม่หลงเชื่อเพียงเพราะมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงาน แอบอ้างสัญลักษณ์ของหน่วยงานนั้นๆ หรือมีการยิงโฆษณา หรือมีชื่อเพจ หรือเว็บไซต์ที่คิดว่าน่าจะเป็นของหน่วยงานนั้นจริง

🔸จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงวิธีการหลีกเลี่ยงการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอม และเพจ Facebook ปลอม ดังนี้
1.เพจ Facebook ที่ถูกต้องของตำรวจไซเบอร์ คือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.สอท. – CCIB หรือ และเว็บไซต์ตำรวจไซเบอร์ https://www.ccib.go.th เท่านั้น โดยหากท่านต้องการที่จะเข้าสู่เพจ หรือเว็บไซต์ ขอให้พิมพ์ชื่อด้วยตนเอง ป้องกันการเข้าสู่เพจ หรือเว็บไซต์ปลอม
2.เพจ Facebook จริงจะต้องมีเครื่องหมายยืนยันตัวตน (เครื่องหมายถูกสีฟ้า) หากไม่มีเครื่องหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเพจปลอม
3.เพจ Facebook จริง จะมีส่วนร่วมในการโพสต์เนื้อหา รูปภาพ หรือกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง รวมถึงมีจำนวนผู้ติดตามที่ไม่น้อยจนเกินไป
4.เพจ Facebook ปลอม หรือเลียนแบบ มักจะเพิ่งสร้างขึ้นได้ไม่นาน
5.หมายเลขสายด่วนตำรวจไซเบอร์ คือ 1441 และหมายเลข 081-866-3000 และไม่มีช่องทางไลน์ในการติดต่อ มีเพียงแชตบอท ที่เอาไว้ปรึกษาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้บริการตอบคำถามประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง
6.การพิมพ์ชื่อหน่วยงานเพื่อค้นหาเว็บไซต์ของหน่วยงานใดๆ ไม่ได้มีความปลอดภัยเสมอไป ควรเพิ่มความระมัดระวังในการสังเกตชื่อเว็บไซต์ หรือสังเกต URL อย่างละเอียด และไม่หลงเชื่อเว็บไซต์ที่มีการยิงโฆษณาของมิจฉาชีพ
7.ไม่กรอก หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางคดี ผ่านสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น Line Facebook โดยเด็ดขาด
8.หากพบ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นเพจ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ ให้ติดต่อไปยังหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง เพื่อแจ้งให้ทำการตรวจสอบทันที

ตำรวจไซเบอร์  ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชนกรณี มิจฉาชีพปลอม sms ธนาคารกสิกรไทย เเจ้งว่ามีบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบธนาคาร ครับ
07/05/2023

ตำรวจไซเบอร์ ประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน
กรณี มิจฉาชีพปลอม sms ธนาคารกสิกรไทย เเจ้งว่ามีบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบธนาคาร ครับ

📣ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย SMS ธนาคารกสิกรไทยปลอมระบาด อ้างว่ามีบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์อื่น

👉พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยมิจฉาชีพส่งข้อความสั้น (SMS) ปลอมแปลงชื่อเป็นธนาคารกสิกรไทย จำกัด ไปยังประชาชนแจ้งว่า มีผู้อื่นเข้าสู่ระบบธนาคารจากอุปกรณ์อื่น พร้อมแนบลิงก์หลอกลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์มือถือ ดังนี้

🔸ได้รับรายงานจากการตรวจสอบข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์พบว่า มีผู้เสียหายหลายรายได้รับข้อความสั้น (SMS) ซึ่งถูกมิจฉาชีพใช้เทคนิคปลอมแปลงชื่อผู้ส่งว่ามาจากธนาคารกสิกรไทย แจ้งเตือนว่า “ มีผู้เข้าสู่ระบบธนาคารของคุณจากอุปกรณ์อื่น หากไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง โปรดติดต่อทันที ” เนื่องจากระบบโทรศัพท์มือถือหากใช้ชื่อผู้ส่งเดียวกัน ก็จะถูกจัดให้อยู่ในกล่องข้อความเดียวกัน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าข้อความแจ้งเตือนมาจากธนาคารดังกล่าวจริง และตกใจกลัวรีบกดลิงก์ที่แนบมากับข้อความสั้นดังกล่าว โดยจะเป็นการเพิ่มเพื่อนทางไลน์ของธนาคารที่มิจฉาชีพปลอมขึ้นโดยใช้ชื่อบัญชีว่า “ KBank Connect ” เพื่อทำการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ สอบถามข้อมูลต่างๆ มีการหลอกลวงผู้เสียหายว่า Mobile Banking ของคุณถูกเข้าสู่ระบบที่จังหวัดใดบ้าง จำนวนกี่ครั้ง แต่สามารถกู้คืนได้โดยการเข้าไปติดตั้งแอปพลิเคชันของธนาคารผ่านเว็บไซต์ปลอมที่มิจฉาชีพส่งให้ ในการติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าว จะมีการขอสิทธิ์ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก แจ้งว่าเป็นไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย หรือไฟล์นามสกุล .apk หรือแจ้งว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย หรือมีการหลอกให้ตั้งรหัสผ่าน 6 หลัก จำนวนหลายๆ ครั้ง เพื่อหวังให้ผู้เสียหายกรอกรหัสชุดเดียวกับรหัสการเข้าถึง หรือการทำธุรกรรมการเงินของแอปพลิเคชันธนาคารต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย รวมไปถึงขอสิทธิ์ในการควบคุมอุปกรณ์ หรือโทรศัพท์มือถือของเหยื่อ เช่น ดูและควบคุมหน้าจอ ดูและดำเนินการ เป็นต้น กระทั่งเมื่อมิจฉาชีพได้สิทธิ์ควบคุมอุปกรณ์หรือโทรศัพท์มือถือแล้ว จะทำการล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เสมือนโทรศัพท์ค้าง โดยมักจะแสดงข้อความว่า อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ ห้ามใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือมิจฉาชีพอาจจะให้ทำการคว่ำโทรศัพท์มือถือไว้ จากนั้นมิจฉาชีพจะสามารถนำรหัสที่ผู้เสียหายเคยกรอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ทำการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายจนหมดบัญชี ทั้งนี้นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 – 30 เม.ย.66 พบว่าการหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมโทรศัพท์มือถือ มีผู้เสียหายดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กว่า 3,751 ราย มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 233 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 9 จาก 14 ประเภท ของการหลอกลวงออนไลน์ทั้งหมด

👉โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า การส่งข้อความในลักษณะดังกล่าวเป็นการส่งโดยไม่ผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการ หรือที่เรียกว่า False Base Station (FBS) Attack ซึ่งมิจฉาชีพสามารถปลอมแปลงชื่อผู้ส่งเป็นชื่อหน่วยงานใดก็ได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือประกอบกับเหยื่อหลอกลวงในรูปแบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือ ใช้ความสมัครใจของเหยื่อให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม อย่างไรก็ตามในปัจจุบันธนาคารต่างๆ ได้ยกเลิกการส่งข้อความสั้น (SMS) ไปยังประชาชนแล้ว หากท่านได้รับข้อความใดๆ เชื่อได้ว่าเป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน ฝากย้ำเตือนไปยังประชาชน ไม่ว่ามิจฉาชีพจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ให้ระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ โดยหากพบเห็นข้อความสั้น (SMS) หรือลิงก์ ในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเตือนไปยังบุคคลใกล้ชิด และหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานนั้นๆ ให้ช่วยตรวจสอบทันที เพื่อลดการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

​🔸ทั้งนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแนวทางการป้องกัน ดังนี้
​1.ไม่กดลิงก์ที่เเนบมากับข้อความสั้น (SMS) หรือที่ส่งมาทางสื่อสังคมออนไลน์ ไม่กดลิงก์ติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูล หรือการฝังมัลแวร์ของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาพร้อมกับข้อความในลักษณะทำให้ตกใจ หรือเป็นกังวล เช่น ข้อมูลท่านรั่วไหล มีการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือผิดปกติ
2.หากได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย และมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ให้ขอชื่อนามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับของเจ้าหน้าที่ โดยให้แจ้งว่าจะติดต่อกลับไปภายหลัง
3.ตรวจก่อนว่ามาจากหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ โดยการโทรศัพท์ไปสอบถามผ่านหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ หรือผ่านเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้น โดยตรง รวมถึงตรวจสอบว่ามีการประกาศแจ้งเตือนการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวหรือไม่
4.ระวัง LINE Official Account ปลอม โดยสังเกตบัญชีที่ผ่านการรับรองจะมีสัญลักษณ์โล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน หากเป็นโล่สีเทาหรือไม่มีโล่เลยจะเป็นบัญชีทั่วไปยังไม่ได้ผ่านการรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันให้ดีเสียก่อน
5.ไม่ติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่ผู้อื่นส่งมาให้โดยเด็ดขาด แม้จะเป็นโปรแกรมที่รู้จักก็ตาม เพราะอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอม โดยหากต้องการใช้งานให้ทำการติดตั้งผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น
6.ไม่อนุญาตให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก หรือไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย ไฟล์นามสกุล .Apk หรือซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย
7.ไม่อนุญาตให้เข้าถึงอุปกรณ์ และควบคุมอุปกรณ์ หรือโทรศัพท์มือถืออย่างเด็ดขาด
8.ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินใดๆ ลงในลิงก์ หรือแอปพลิเคชันในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสผ่าน 6 หลัก ที่ซ้ำกับรหัสแอปพลิเคชันของธนาคารต่างๆ
9.หากท่านติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมแล้ว ให้รีบทำการ Force Reset หรือการบังคับให้อุปกรณ์นั้นรีสตาร์ต (ส่วนใหญ่เป็นการกดปุ่ม Power พร้อมปุ่มปรับเสียงค้างไว้) ในกรณีเกิดอาการค้างไม่ตอบสนอง หรือเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดเครื่องเพื่อตัดสัญญาณไม่ให้โทรศัพท์สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ถอดซิมการ์ดโทรศัพท์ออก หรือทำการปิด Wi-fi Router
10.อัปเดตระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่อยู่

ชั้น 4 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
กรุงเทพ
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+66052-010375-6

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 - CCID 4ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 - CCID 4:

วิดีโอทั้งหมด

แชร์

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน กรุงเทพ

แสดงผลทั้งหมด