สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา

สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา, หน่วยงานราชการ, 733 หมู่ที่ 2 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา, จังหวัดสงขลา.

 #โบราณสถานวัดนารังนก ✨• ที่ตั้ง ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภา เลขที่ ๔๖ หมู่ ๖ ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา• ประวัติ ...
05/09/2026

#โบราณสถานวัดนารังนก ✨

• ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภา เลขที่ ๔๖ หมู่ ๖ ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

• ประวัติ
วัดนารังนก สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๐ กล่าวกันว่าแต่เดิมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดมีทุ่งนากว้าง ในทุ่งนานี้มีต้นเถี๊ยะซึ่งนกมาทำรังที่ต้นเถี๊ยะเป็นจำนวนมากผู้คนจึงเรียกพื้นที่นาในบริเวณนี้ว่า “นารังนก” และเมื่อสร้างวัดขึ้นในบริเวณใกล้ที่นานั้นจึงเรียกชื่อวัดใหม่ว่า “วัดนารังนก” สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนแฝด) กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนเดี่ยว) ศาลาไม้ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ และสถูปบรรจุอัฐิของพ่อท่านลิ้นดำ

• กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนแฝด)
ลักษณะเป็นอาคารไม้ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๑๐.๘๐ เมตร ยาว ๑๕.๗๐ เมตร ยกพื้นสูงมีใต้ถุน เสารองรับอาคารเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยมรับหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าจั่วกรุไม้เรียบ ด้านทิศตะวันออกของอาคารมีชานคอนกรีต และด้านทิศเหนือทิศใต้ของชานมีบันไดคอนกรีตขึ้นสู่ชานหน้ากุฏิ (ต่อเติมขึ้นภายหลัง) ยกระดับพื้นสูง ๑ เมตร ตัวอาคารกุฏิ แบ่งเป็น ๒ ห้อง คือ ห้องด้านทิศเหนือและห้องด้านทิศใต้ ตรงกลางเป็นห้องโถง พื้นเรือนปูด้วยไม้กระดาน สูง ๒ ระดับ ตัวเรือนตะวันตกยกพื้นสูง ๑.๖๐ เมตร ตัวเรือนด้านทิศตะวันออกยกพื้นสูง ๑.๓๐ เมตร ฝาเรือนเป็นฝาไม้ปะกน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้ อกเลาบางส่วนตกแต่งด้วยการสลักลายไทย หน้าต่างบางช่องประดับด้วยลูกกรงไม้

• กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนเดี่ยว)
ลักษณะเป็นอาคารไม้ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๕.๓๐ เมตร ยาว ๑๐.๒๐ เมตร ยกพื้นสูงมีใต้ถุน ตัวเรือนประธานรองรับด้วยเสาไม้กลม ส่วนเสาระเบียงเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยม หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีบันไดไม้ทางขึ้นลงอยู่ทางทิศเหนือ ตัวอาคารแบ่งเป็น ๓ ห้อง พื้นเรือนมีระดับความสูงที่ ๑.๖๐ เมตร ปูด้วยไม้กระดาน ฝาเรือนทำด้วยไม้ ส่วนพื้นระเบียงมีระดับความสูงที่ ๑.๓๐ เมตร มีลูกกรงราวระเบียงรอบ
ทั้ง ๓ ด้าน

• ศาลาไม้
เป็นศาลาท่าน้ำในลักษณะศาลาโถงตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดบริเวณริมคลองอู่ตะเภาขนานกับคลองหน้าวัด มีลักษณะเป็นอาคารในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร เสาอาคารเป็นไม้สี่เหลี่ยม รองรับหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นศาลาปูด้วยไม้กระดานยกสูง ๑ เมตร

• อุโบสถ
ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๒๑ เมตร ฐานอุโบสถเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ สูงประมาณ ๒ เมตร ถมอัดภายในด้วยหินจากเกาะยอ ตัวอาคารหล่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง มีประตูเข้าออกอยู่ด้านทิศตะวันตก ๒ ประตู มีหน้าต่างด้านหน้า ๒ บาน ด้านหลัง ๔ บาน ด้านข้างด้านละ ๕ บาน หลังคาทรงจั่วมีหลังคาปีกนกรอบล้อมรอบ มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปเทพพนมล้อมรอบด้วยลายกนก ผนังภายในอุโบสถมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังภาพตอนบนเหนือกรอบหน้าต่างเขียนเรื่องพุทธประวัติ ส่วนภาพใต้กรอบหน้าต่างเขียนเรื่องทศชาติชาดก

• ศาลาการเปรียญ
ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๙ เมตร ฐานอาคารเป็นฐานเขียง มีบันไดและประตูทางเข้า ๓ ทาง คือด้านทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตก ภายในอาคารมีเสาทรงสี่เหลี่ยมรองรับโครงสร้างหลังคา หลังคาทรงจั่ว มีหลังคาปีกนกล้อมรอบ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าบันด้านทิศใต้ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปคนนั่งบนหลังช้างถือขอสับช้าง มีบุคคลยืนข้างช้าง ๒ คน คนหนึ่งจับหูช้าง และอีกคนถือของหนัก ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา ลิง และนก มุมล่างด้านซ้ายเป็นปูนปั้นรูปกวาง ด้านขวาเป็นปูนปั้นรูปเสือกัดกวาง ส่วนหน้าบันด้านทิศเหนือตกแต่งด้วยลายปูนปั้นฝูงลิง นก และดอกไม้

• ลำดับเจ้าอาวาส
เท่าที่มีการจดบันทึกไว้ วัดนารังนกมีเจ้าอาวาสปกครองวัดสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันรวม ๗ องค์ตามลำดับ คือ พระอธิการลิ้นดำ พระอธิการยา พระอธิการเส้ง พระอธิการแก้ว พระอธิการยก ธมมฺทินโย
(พ.ศ.๒๔๔๒ – ๒๕๐๐) พระอธิการแก้ว จนฺทโน(พ.ศ.๒๕๐๐ – ๒๕๒๓) และพระมหาขวัญทอง เขมปุญ ฺโญ(พ.ศ.๒๕๒๕-ปัจจุบัน)

• สถูปบรรจุอัฐิของพ่อท่านลิ้นดำ(ท่านในบัว)
ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกของศาลาการเปรียญ มีลักษณะเป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยม หลังคาทรงมณฑปซ้อนกัน ๒ ชั้น ยอดเป็นทรงดอกบบัวตูม ภายในสถูปองค์นี้บรรจุอัฐิพ่อท่านลิ้นดำหรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “ท่านในบัว” เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนารังนก กล่าวกันว่าพ่อท่านลิ้นดำเป็นพระผู้มีวาจาสิทธิ์ และยังมีตำนานเรื่องจระเข้กับหินวิเศษ คือ ในอดีตพระภิกษุและสามเณรได้ลงสรงน้ำที่ท่าน้ำหน้าวัดได้ถูกจระเข้กัดสามเณรได้รับบาดเจ็บ เมื่อเรื่องทราบถึงพ่อท่าน พ่อท่านจึงได้เอาก้อนหินมาลงอักขระแล้วเสกด้วยคาถาอาคมแล้วโยนลงในคลอง เมื่อจระเข้ผ่านมาหน้าวัดต้องอาถรรพ์คาถาอาคมของท่านจระเข้จะลอยขึ้นเหนือน้ำให้เห็นทุกตัว ทำให้พระภิกษุสามเณรระวังตัวได้ทันไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีก

เรียบเรียง : นางสาวอาริสา ปานแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรม

📣📣 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์เข้ารับการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนโบราณคดี) ตำแหน่งพ...
02/09/2026

📣📣 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์เข้ารับการคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนโบราณคดี) ตำแหน่งพนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน และจ้างเหมาบริการ (เงินกองทุนโบราณคดี) ตำแหน่งจ้างเหมาบริการปฏิบัติงานด้านเขียนแบบ

🗣️🗣️ สอบสัมภาษณ์วันจันทร์ ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา

31/08/2026
 #อุโบสถ๑๐๐ปี ที่วัดดอนประดู่  อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง : เรื่องราวสถาปัตยกรรม และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ✨------------• ป...
29/08/2026

#อุโบสถ๑๐๐ปี ที่วัดดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง : เรื่องราวสถาปัตยกรรม และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ✨
------------
• ประวัติตามเอกสาร
ตามหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๓ ระบุว่า วัดดอนประดู่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๑๗๔ และได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๑๙๕ ซึ่งอยู่ในสมัยอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์มีสถานะเป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีสิ่งสำคัญภายในวัดคือ อุโบสถ ซึ่งคาดว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ โดยพระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ (อั้น ณ สงขลา) และหม่อมราชวงศ์เจริญ อุทิศให้ท่านเลื่อน ณ สงขลา ผู้เป็นมารดา

• สถาปัตยกรรมของอุโบสถเมื่อแรกสร้าง พ.ศ.๒๔๖๙
จากการสืบค้นข้อมูลเอกสารและคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในหมู่บ้าน สันนิษฐานว่าลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอุโบสถเดิมเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐดินเผาฉาบด้วยปูนหมักแบบโบราณ หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก โครงสร้างหลังคาคาดว่าเป็นไม้ทั้งหมดและมุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าบันของอุโบสถด้านตะวันออกประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นรูปดวงตะวันฉายรัศมีอยู่เหนือพานบริเวณตรงกลางและขนาบข้างด้วยรูปเหรียญสยามรัฐ ๑ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่แสดงให้เห็นทั้งด้านหน้าและและด้านหลังของเหรียญ ส่วนหน้าบันด้านตะวันตกมีเพียงรูปเหรียญแบบเดียวกันเท่านั้น ไม่มีรูปดวงตะวันอยู่เหนือพานอย่างด้านตะวันออก ภายในอาคารมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยจำนวน ๓ องค์ ประดิษฐานเรียงกันอยู่บนฐานชุกชีที่ก่อด้วยอิฐฉาบปูน
พระพุทธรูปองค์ที่ ๑ ความสูงรวมฐาน ๑๖๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๑๐๓ เซนติเมตร หนา ๔๕ เซนติเมตร
พระพุทธรูปองค์ที่ ๒ ความสูงรวมฐาน ๒๒๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๑๔๕ เซนติเมตร หนา ๕๐ เซนติเมตร
พระพุทธรูปองค์ที่ ๓ ความสูงรวมฐาน ๑๖๗ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๑๐๐ เซนติเมตร หนา ๔๕ เซนติเมตร
อนึ่งเหรียญสยามรัฐ ๑ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็นเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนที่ผลิตขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) เรียกกันทั่วไปว่า สตางค์รู ลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูตรงกลาง ทำจากทองแดง
ด้านหน้า : ตรงกลางมีรูกลม ล้อมรอบด้วยรูปอุณาโลม ขอบซ้ายมีคำว่า "สยามรัฐ" ขอบขวามีคำว่า "สตางค์" และด้านล่างมีเลขไทยบอกราคา
ด้านหลัง : มีรูปพระแสงจักร ๘ กลีบ เวียนขวา หรือจักรทักษิณาวัตร และมีอักษรบอกปีพุทธศักราชที่ผลิต

• สถาปัตยกรรมของอุโบสถเมื่อคราวบูรณะครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๓
หลังจากอุโบสถหลังนี้มีการใช้งานมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี นับจากแรกสร้าง ก็ย่อมมีความชำรุดทรุดโทรมลงเป็นลำดับ จึงได้มีการบูรณะขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสภาพดั้งเดิมไปหลายประการ ทำให้อุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนซีเมนต์ตั้งอยู่บนฐานปัทม์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวฐานทาสีน้ำตาล ตัวอาคารทาสีเหลือง บริเวณโดยรอบอุโบสถมีใบเสมาปูนปั้นตั้งอยู่บนแท่นโดยรอบ ๘ จุด ผนังด้านข้างของอุโบสถทำซุ้มโค้งแบบซุ้มหลอกต่อกันด้านละ ๗ ซุ้ม กลางซุ้มมีหน้าต่างวางในตำแหน่งสลับซุ้มเว้นซุ้มด้านละ ๓ บาน ด้านหลังทำซุ้มหลอก ๕ ซุ้ม แต่ไม่มีหน้าต่าง ด้านหน้าทำซุ้มหลอก ๕ ซุ้ม เหมือนกับด้านหลัง โดยมีช่องประตูในซุ้มที่ ๒ และ ๔ ซึ่งการทำเป็นซุ้มหลอกเช่นนี้คือการปิดทับผนังเดิมที่ก่อเป็นซุ้มโค้งบริเวณประตูและหน้าต่าง ทำให้ผนังด้านในไม่สามารถมองเห็นร่องรอยวงโค้งเดิมได้
อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนวัสดุโครงสร้างหลังคาเป็นคอนกรีตและไม้ โดยส่วนโครงสร้างหน้าบัน ขื่อ ดั้ง จันทันหัวเสา อเส เป็นคอนกรีต ผนังคอสองก่ออิฐฉาบปูน ฝ้าเพดานเป็นแผ่นยิปซั่ม ส่วนอื่น ๆ ก็ยังคงใช้ไม้และยังคงมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา โดยมีปีกนก ๑ ชั้น ไม่ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นอกจากนี้ยังรื้อลวดลายปูนปั้นประดับหน้าบันออกทั้งหมดให้เป็นหน้าบันแบบเรียบ ไม่มีการตกแต่งลวดลาย
ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนวัสดุมาเป็นคอนกรีตทำให้ตัวโครงสร้างหลังคาโดยรวมมีน้ำหนักมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มเสาคอนกรีตขึ้นมาอีก ๒ ต้น บริเวณคานรองรับหน้าบันด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกด้านละ ๑ ต้น เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักหน้าบัน จึงเป็นเหตุให้ตำแหน่งของพระประธานปูนปั้นดั้งเดิมทั้ง ๓ องค์ อยู่ด้านหลังแนวเสาคอนกรีต ต่อมามีการก่อยกระดับพื้นภายในอุโบสถให้สูงขึ้นกว่าเดิม โดยก่อพื้นตรงกลางสูงกว่าพื้นด้านหน้าและพื้นด้านข้างหนึ่งชั้นด้วย และก่อฐานชุกชีขึ้นใหม่เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยเป็นพระประธานแทน ทำให้พระประธานปูนปั้นทั้ง ๓ องค์เดิมประดิษฐานอยู่ด้านหลังเสาคอนกรีต และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพระประธานสำริด ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่ไม่เหมาะสม

• การบูรณะอุโบสถโดยสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๓
เมื่อเวลาล่วงเลยไปประมาณ ๔๐ ปี หลังการบูรณะครั้งแรก อุโบสถของวัดดอนประดู่เข้าสู่ความเสื่อมสภาพชำรุดทรุดโทรมลงตามธรรมชาติอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๓ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา จึงได้ดำเนินการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยยังยึดตามรูปแบบโครงสร้างอาคารจากการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนด้วยวัสดุที่มีคุณภาพดีสามารถทดแทนของเดิมได้ โดยดำเนินการซ่อมแซมโครงสร้างหลังคา เปลี่ยนไม้โครงสร้างไม้ที่ผุพังออก และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ ซ่อมแซมหน้าบันโดยเพิ่มการประดับตกแต่งหน้าบันด้วยลวดลายปูนปั้นรูปดวงตะวันฉายรัศมีอยู่เหนือพานบริเวณตรงกลางและขนาบข้างด้วยรูปเหรียญสยามรัฐ ๑ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ตามข้อมูลคำบอกเล่าของของผู้อาวุโสของหมู่บ้าน โครงสร้างตัวอาคาร ได้ทำการซ่อมแซมผนังที่มีรอยแตกร้าวให้มีความแข็งแรงมั่นคง เปลี่ยนบานหน้าต่างและประตูที่มีสภาพเสื่อมโทรมผุพังด้วยไม้ตะเคียนทองอย่างดี ปูพื้นใหม่ด้วยกระเบื้องปูพื้นดินเผา สร้างรั้วรอบอุโบสถให้สวยงามและปรับสภาพโดยรอบอุโบสถให้เรียบร้อย นอกจากการซ่อมแซมโครงสร้างอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยทั้ง ๓ องค์ให้เหมาะสม พร้อมทั้งซ่อมแซมองค์พระพุทธรูปให้มีความมั่นคงแข็งแรงและทำการลงรักปิดทองให้สวยงาม

• บุคคลที่เกี่ยวข้อง
ด้านหน้าของอุโบสถปรากฏแผ่นจารึกทำด้วยหินอ่อน มีการจารึกรายนามผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ และรายนามของผู้ร่วมบริจาคทรัพย์บูรณะ พ.ศ.๒๕๒๓ เท่าที่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ มีดังนี้
๑. พระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ (อั้น ณ สงขลา) เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ ที่บ้านในเมืองสงขลา เป็นบุตรชายของพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร์ ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา มารดาคือนางเลื่อน และเป็นหลานปู่ - ย่า ของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ ๖ กับท่านผู้หญิงสุทธิ์ รวมทั้งมีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของพระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ ๖
เมื่อเติบโตสามารถเรียนหนังสือไทยที่บ้าน อ่านออกเขียนได้แล้ว พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้บรรพชาเป็นสามเณร มีพระภัทรธรรมธาดา (แจ้ง) เป็นอุปัชฌาย์ จำวัดอยู่วัดมัชฌิมาวาส และในปีนั้นเองได้ตามพระภัทรธรรมธาดา (แจ้ง) เข้ามากรุงเทพฯ พักอยู่ที่วัดราชผาติการาม ความทราบถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้ไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ในสํานักของพระองค์ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๕ มีอายุครบจะอุปสมบทเป็นภิกษุได้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้โปรดให้อุปสมบทเป็นภิกษุ และทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยพระองค์เอง ต่อมาภายหลังได้ลาสิกขาบท เริ่มทํางานอยู่ในสํานักสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จนได้เป็นเลขานุการและอุปัฎฐากอยู่คราวหนึ่ง
พ.ศ. ๒๔๕๐ สมรสกับหม่อมราชวงศ์เจริญ ปราโมช อยู่ด้วยกันตลอดมา แต่ไม่มีบุตร รวมทั้งในปีนั้นได้เริ่มเข้ารับราชการในกรมสวนหลวง มีตําแหน่งหน้าที่เป็นเสมียนโท ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่รับราชการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ได้แก่ หลวงอุทยานบริรักษ์ เจ้ากรมสวนหลวง , พระอุทยานบริรักษ์ ปลัดกรมชาวที่ , รองหัวหมื่น พระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ , ปลัดกรมกองคลังวรอาศน์ , ผู้กํากับการพระราชวังต่างจังหวัด , ผู้อํานวยการรักษาวังไกลกังวล และเป็นผู้ดูแลพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน , หัวหน้าแผนกรักษาวังไกลกังวล กองมหาดเล็กชาวที่ กรมมหาดเล็กหลวง จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงออกจากราชการพ้นจากตําแหน่งหน้าที่
พระยาราชพัสดุอภิมัณฑน์เป็นคนสุภาพ มีอัธยาศัยอ่อนโยน ใจคอกว้างขวางโอมอ้อมอารี เมื่อรับราชการอยู่ที่หัวหิน จังหวัดประจวบครีขันธ์ ได้รับรองและช่วยเหลือบรรดาผู้ที่รู้จักซึ่งออกไปตากอากาศ หรือผ่านไปตําบลหัวหินเป็นอย่างดี เมื่อออกจากราชการแล้วได้กลับเข้ามาอยู่อาศัยที่บ้านแพรกสงวนสุข ถนนพระราม ๕ จังหวัดพระนคร จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๒ ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ สิริอายุได้ ๕๘ ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๘๒

๒. หม่อมราชวงศ์เจริญ ปราโมช คู่สมรสของพระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ (อั้น ณ สงขลา) เป็นธิดาของนายเรือเอก หม่อมเจ้าจํารูญ ปราโมช และนับเป็นหลานปู่ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา ต้นราชสกุลปราโมชนั่นเอง

๓. หม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๔๙ ที่บ้านจังหวัดนครสวรรค์ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ และหม่อมแดง ปราโมช ณ อยุธยา (สกุลเดิม บุนนาค) ท่านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ๒ ท่าน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยนาม "ถ้วนเท่านึก" เป็นนามที่ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
ทั้งนี้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ พระบิดาของม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก เป็นอธิบดีกรมตำรวจพระองค์แรกของไทย ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนวรจักรธรานุภาพ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาอัมพา ดังนั้นหม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมช จึงมีศักดิ์เป็นหลานทวดของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) และเป็นหลานปู่ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (ต้นราชสกุลปราโมช)
ในวัยเยาว์ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก เป็นคนเฉลียวฉลาด เป็นที่ทรงโปรดของของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ขอตัวไปเลี้ยงในพระบรมมหาราชวัง โดยให้อยู่ในความปกครองของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ ๔ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึกได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนราชินี ต่อมาได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษด้วยทุนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โดยศึกษาวิชาทางด้านการต่างประเทศและกฎหมาย ด้วยทรงมีพระราชดำริว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะได้กลับมารับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศแทนกรมขุนวรจักรธรานุภาพซึ่งเป็นเสด็จปู่ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึกเรียนเก่งมากจนได้คะแนนดีเยี่ยมอยู่เสมอ เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียน Trent College ประเทศอังกฤษ แล้วจึงกลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทยจนจบธรรมศาสตร์บัณฑิตทางด้านกฎหมาย
หม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมช ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๔ สิริอายุได้ ๗๕ ปี และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕

• ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น
๑. แผ่นจารึกที่ติดตั้งด้านหน้าอุโบสถ ได้ระบุว่าพระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ (อั้น ณ สงขลา) และหม่อมราชวงศ์เจริญ ได้สร้างอุโบสถแห่งนี้ขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ท่านเลื่อน ณ สงขลา ผู้มารดานั้น สันนิษฐานเบื้องต้นว่าท่านเลื่อน อาจเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาหรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพื้นที่บ้านดอนประดู่มาแต่เดิม การก่อสร้างอุโบสถถวายให้วัดในพื้นที่ภูมิลำเนาของมารดา จึงถือเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่และเป็นเกียรติให้แก่มารดา ดังนั้น วัดดอนประดู่จึงเป็นวัดที่มีเกี่ยวข้องกับสายตระกูล ณ สงขลา อีกแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเมืองสงขลา
๒. รูปแบบสถาปัตยกรรมและงานศิลปกรรมของอุโบสถวัดดอนประดู่อาจได้รับอิทธิพลมาจากวัดแจ้งตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ โดยท่านผู้หญิงสุทธิ์ ผู้เป็นย่าของพระยาราชพัสดุ์อภิมัณฑน์ (อั้น ณ สงขลา) เนื่องจากมีการก่อผนังเป็นซุ้มโค้งแบบลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมผสาน และการใช้ลวดลายรูปดวงตะวันฉายรัศมีที่ประดับตกแต่งหน้าบันมีลักษณะคล้ายกัน นอกจากนี้องค์ประกอบและลักษณะดังกล่าวก็ยังมีความคล้ายกับหน้าบันอุโบสถวัดสระเกศ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ อันเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับอุโบสถวัดดอนประดู่
๓. ลวดลายที่ประดับหน้าบันของอุโบสถวัดดอนประดู่ ไม่ใช่การประดับเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกใช้ลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมายเกี่ยวข้องกับสิ่งดีงามและความเป็นมงคล ประกอบด้วยลายดวงตะวันฉายรัศมีที่ปรากฏอยู่ที่หน้าบันตะวันออกเพียงด้านเดียว อาจเพื่อบ่งบอกว่าด้านนี้คือด้านหน้าของอุโบสถที่หันไปทางตะวันออก ซึ่งโดยทั่วไปดวงตะวันมักจะเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงสว่าง พลังอำนาจ ความสดใสกระตือรือร้น และความมีชีวิตชีวา เมื่อประดับอยู่ที่หน้าบันอุโบสถจึงหมายถึงแสงสว่างของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะช่วยขจัดความมืดบอดและกิเลสในใจมนุษย์ เพื่อนำไปสู่นิพพานหรือความหลุดพ้น
นอกจากนี้การใช้ลวดลายเหรียญสตางค์รู สยามรัฐ ๑ สตางค์ ปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นปีที่ผลิตเหรียญนี้ขึ้นครั้งแรก เพื่อบ่งบอกถึงปีที่สร้างอุโบสถหลังนี้ขึ้นด้วยเช่นกัน โดยรูปสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนเหรียญประกอบด้วย
อุณาโลม คือ ขนระหว่างคิ้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น ๑ ในลักษณะของมหาบุรุษตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่มีทั้งหมด ๓๒ ประการ อีกทั้งอุณาโลมยังเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีด้วยเช่นกัน
พระแสงจักรทักษิณาวัตร หรือ พระแสงจักร ๘ กลีบ เวียนขวา เป็นตราแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ และถือเป็นตราสัญลักษณ์ของพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งจักรเป็นอาวุธของพระนารายณ์ตามคติพราหมณ์-ฮินดู และการเวียนขวาถือว่าเป็นมงคลและเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสูงสุด
ลวดลายทั้งสองเป็นการผสมผสานทางสัญลักษณ์ระหว่างพระพุทธศาสนา (อุณาโลม) และสถาบันพระมหากษัตริย์ (รูปจักร) ซึ่งล้วนเป็นมงคลและแสดงถึงความเป็นสยามรัฐในช่วงเวลานั้นได้อย่างลงตัว คนไทยในอดีตมีความเชื่อว่าเหรียญสตางค์รูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล จึงนิยมพกติดตัวเป็นเสมือนเครื่องรางของขลังที่ช่วยปกป้องคุ้มภัยอันตรายทั้งปวง อีกทั้งช่วยให้มีทรัพย์สินและอยู่เย็นเป็นสุข เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พกพา
--------------
ที่มาของข้อมูล
• ปุริมปรัชญ์,ห้างหุ้นส่วนจำกัด. รายงานโครงการบูรณะวัดดอนประดู่ ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง. เพื่อเสนอสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปีงบประมาณ ๒๕๖๓. (เอกสารอัดสำเนา)
http://nasongkhla.com/index.php/family (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๙ ส.ค.๖๙ เวลา ๑๕.๑๗ น.)
https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/4/7c1787f5 (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑๙ ส.ค.๖๙ เวลา ๑๕.๒๙ น.)
https://www.lungkitti.com/products_detail/view/6966438 (เข้าถึงเมื่อ ๒๐ ส.ค.๖๙ เวลา ๑๐.๔๖ น.)
https://www.facebook.com/BanBangLamphu/photos/ (เข้าถึงเมื่อ ๒๐ ส.ค.๖๙ เวลา ๑๕.๕๐ น.)
https://www.komchadluek.net/amulet/535524 (เข้าถึงเมื่อ ๒๐ส.ค.๖๙ เวลา ๑๑.๒๙ น.)
https://www.treasury.go.th/th/coins/k7/valuation-of-ancient-currency-20251216-697 (เข้าถึงเมื่อวันที่ ๒๐ ส.ค.๖๙ เวลา ๒๓.๓๘ น.)
----------------
เรียบเรียงโดย นางสาวชนาธิป ไชยานุกิจ นักโบราณคดีชำนาญการ

🟡 วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙🔴 เจ้าหน้าที่พนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการ...
28/08/2026

🟡 วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙

🔴 เจ้าหน้าที่พนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการถากถางวัชพืช และทำความสะอาดบริเวณโดยรอบโบราณสถานดังนี้

๑.โบราณสถานเขาคูหา ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

๒.โบราณสถานภูเขาน้อย (เจดีย์บนภูเขาน้อย) ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

๓. โบราณสถานป้อมหมายเลข ๙ ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

🟢 กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา 🧹🍂🍃

 #ศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ ✨วัดชลธาราสิงเห ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส---------------• แม่น้ำตากใบ          ...
26/08/2026

#ศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ ✨
วัดชลธาราสิงเห ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

---------------
• แม่น้ำตากใบ
แม่น้ำตากใบ เป็นแม่น้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนกระแสน้ำในทะเล ประกอบกับคลื่นซัดทรายเข้าหาฝั่ง ทำให้เกิดสันทรายภายในเป็นแนวยาวจนทำให้เกิดเป็นแม่น้ำ ใกล้ชายฝั่งด้านทิศตะวันออก แม่น้ำตากใบ ไหลผ่านตำบลศาลาใหม่ ตำบลเจ๊ะเห ไปบรรจบกับแม่น้ำโก-ลก ที่บ้านตาบา อำเภอตากใบ มียาวประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ซึ่งบริเวณริมแม่น้ำตากใบมีการตั้งบ้านเรือนหนาแน่น ก่อเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ นำมาซึ่งการก่อตั้งวัดชลธาราสิงเห ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ และเป็นโบราณสถานที่สำคัญอยู่คู่กับอำเภอตากใบมาเนิ่นนาน

• วัดชลธาราสิงเห
ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๓ บ้านท่าพรุ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส วัดแห่งนี้สร้างโดย พระครูโอภาสพุทธคุณ (เจ้าอธิการพุด) ในพ.ศ.๒๔๐๓ เมื่อแรกสร้างมีชื่อว่า “วัดท่าพรุ” หรือ “วัดเจ๊ะเห”
เมื่อมีการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษในพ.ศ.๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงชี้แจงให้เห็นว่าพื้นที่อำเภอตากใบ มีวัดชลธาราสิงเหซึ่งเป็นพุทธสถานตั้งอยู่ในดินแดนส่วนนี้จึงควรเป็นของสยาม ซึ่งฝ่ายอังกฤษก็เห็นชอบด้วยจึงเลื่อนแนวเขตแดนลงไปถึงแม่น้ำโก-ลก ต่อจากนั้นมาวัดแห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”

• จุดเริ่มต้นของศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ
ศาลาหลังนี้สร้างเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๘ เมื่อแรกเริ่มมีลักษณะเป็นศาลาไม้ มีราวระเบียงไม้ล้อมรอบ หลังคาทรงจตุรมุข มุงด้วยใบจากทับไม้ไผ่ขัด หน้าบันไม้ หลังคาปีกนกมุงด้วยใบจากทับด้วยไม้ไผ่ขัด ประดับช่อฟ้า หางหงส์ และมีทางเดินโครงสร้างไม้เข้าสู่ศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ

• เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้
ในวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ โดยเสด็จจากเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชจอดเทียบอยู่หน้าเมืองบางนรา ลงเรือกรรเชียงยนต์ขึ้นที่ท่าขึ้นอำเภอตากใบ จากนั้นเสด็จขึ้นสะพานน้ำหน้าพลับพลา แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินมายังอุโบสถ
เพื่อจุดธูปเทียนนมัสการพระประธานภายในอุโบสถวัดชลธาราสิงเห หลังจากนั้นเสด็จไปประทับศาลาริมน้ำหลังใหญ่เพื่อทอดพระเนตรการแข่งเรือ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับขึ้นเรือพระที่นั่ง

• จุดเปลี่ยนแปลงของศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ
ก่อนปีพ.ศ. ๒๕๑๗ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบและบูรณะให้เป็นอาคารที่มั่นคงถาวร แต่ยังคงรูปแบบอาคารไม้ ใช้โครงสร้างเสาในน้ำ และคานรับน้ำหนักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
เสาอาคารทำด้วยไม้เนื้อแข็ง พื้นปูด้วยไม้กระดาน หลังคาทรงมณฑปซ้อนชั้น แต่ละชั้นมีการประดับด้วยใบระกาและหางหงส์

• เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดชลธาราสิงเห พ.ศ. ๒๕๑๙
ในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จลง ณ ท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำตากใบ ในเขตวัดชลธาราสิงเห เพื่อทรงปล่อยลูกกุ้งแชบ๊วย จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ ตัว จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังอุโบสถ\

• ศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบในปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุโบสถ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๘ เมตร สร้างบนคานคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเสาตอม่อทั้งหมด ๑๖ ต้น โครงสร้างพื้นและเสาทำจากไม้เนื้อแข็ง มีประตูเหล็กสำหรับเลื่อนเปิด-ปิด ส่วนหลังคาทรงมณฑปซ้อนชั้น ๔ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ๓ สี ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีส้มอิฐ บริเวณสันตะเข้ประดับใบระกา และหางหงส์ ส่วนยอดบนสุดประดับด้วยเสาปูนปั้น มีทางเดินเข้าอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำตากใบ ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทาสี ซึ่งศาลาหลังนี้ได้รับการบูรณะเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๖๖ โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา
-------------------
• เอกสารอ้างอิง
• ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปุริมปรัชญ์. รายงานการบูรณะโบราณสถานศาลาริมน้ำ วัดชลธาราสิงเห ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส, เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๖๖.
• วรรณิกา ณ สงขลา. จิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย ชุดที่ 002 เล่มที่ 3 วัดชลธาราสิงเห. กรุงเทพฯ : ฝ่ายอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมติดที่ กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2535.
• สำนักราชเลขาธิการ, ประมวลพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เล่ม ๖ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ – ๒๕๒๐. กรุงเทพฯ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน),๒๕๓๙.
• สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, จดหมายเหตุระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ของสักขีกรมศิลปากร ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ถึงวันที่ ๕ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ดอกเบี้ย, ๒๕๖๐.
---------
เรียบเรียง/กราฟิก : นางสาวภาวินี ไข่หนู นักวิชาการวัฒนธรรม

25/08/2026

ขั้นตอนการสำรองที่นั่ง Museum Theater
1. เปิดสำรองที่นั่ง วันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00น. เป็นต้นไป
2. ทัก Inbox เพจ Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
3. แจ้งจำนวนที่นั่งที่ต้องการสำรอง
4. ลงทะเบียนในแบบฟอร์มเพื่อยืนยัน

(ทักมาแล้ว รอแอดมินตอบกลับ ทักก่อนมีสิทธิ์ก่อน)

Museum Theater
สัมผัสประสบการณ์พิพิธภัณฑ์หลากมิติ ผ่านการแสดง แสง สี เสียง ตอน "ลวดลายแห่งสงขลา” ดึงดูดผู้ชมให้จมลึกไปกับมิติประวัติศาสตร์ผ่านผ้าม่าน แสงเงา และการรับรู้ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ Faculty of Fine and Applied Arts TSU พร้อมเสิร์ฟสำรับ Songkhla Motifs ที่รังสรรค์ให้วัตถุดิบท้องถิ่นให้โดดเด่นและเฉิดฉาย โดย TAT Hatyai - ททท. สำนักงานหาดใหญ่

จำนวนวันละ 2 รอบ รอบละ 40 คน (มีค่าใช้จ่าย 399 บาท)
รอบที่ 1: เวลา 18.30น.-19.00น.
รอบที่ 2: เวลา 19.30น.-20.00น.

(วันที่ 11 กันยายน 2569 รอบที่ 1 เวลา 18.30น.-19.00น. เป็นรอบสื่อมวลชน)

เขียนบท/ เล่าเรื่อง : ธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
ออกแบบการแสดง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรวรรณ โภชนาธาร อาจารย์สาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

**หมายเหตุ รายได้ทั้งหมดเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

 #ป้อมรักษาขอบเขต  (ป้อมปากน้ำแหลมทราย)  ✨อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา------------         • ป้อมรักษาขอบเขต หรือที่เรีย...
22/08/2026

#ป้อมรักษาขอบเขต (ป้อมปากน้ำแหลมทราย) ✨
อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
------------
• ป้อมรักษาขอบเขต หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าป้อมปากน้ำแหลมทราย ตั้งอยู่บริเวณสถานีภูธรเมืองสงขลา ติดกับถนนแหลมทราย มีชื่อเดิมในพงศาวดารสงขลาคือ ป้อมรักษาขอบเขต สร้างโดยพระยาวิเชียรคิรี (บุญสังข์) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาลำดับที่ ๕ (พ.ศ.๒๓๙๔ – ๒๔๐๘) เพื่อเป็นป้อมปืนใหญ่ มีหน้าที่รักษาปากน้ำและเมืองสงขลาด้านทิศเหนือ
• ในเอกสารประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๓ พงศาวดารสงขลา มีความตอนหนึ่งได้กล่าวถึงการสร้างป้อมปากน้ำแหลมทรายไว้ว่า “...แล้วได้จัดแจงซ่อมแซมกำแพงเมืองแลประตูเมืองตึกดิน แลในจวนนอกจวนต่อก่อร่อถมทรายปลูกฉางใส่เข้าไว้สำหรับราชการ ๒ ฉาง แลต่อก่อตะพานลองขวาง แลป้อมรักษาขอบเขตที่ปากน้ำแหลมซายป้อมหนึ่ง ต่อก่อสระศิลาไว้ที่น่าโรงศาลเจ้ามาจ่อ ปลูกบัวสัตบงกชไว้ให้ดอกให้รากให้ผลเปนใบทานตามแต่ผู้จะปรารถนา คิดค่าเปนเงินใช้จ่ายตกแต่งกำแพงเมืองประตูหอรบตึกดินแลในจวน นอกจวน แลต่อก่อตะพานคลองขวาง แลป้อมแหลมซาย คิดเปนเงินใช้จ่ายหมื่นมีเศษพัน...”
• เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมืองสงขลาในพ.ศ.๒๔๐๒ มีความตอนหนึ่งว่า “...ตรงเกาะหนูเข้าไปตรงซ้ายกำแพงเมือง ตั้งค่ายหลวงอยู่ริมป้อม ที่ป้อมมีกระสุน ๔ นิ้วคึ่ง ๑๒ บอก...”
• พ.ศ.๒๕๑๕ - ๒๕๑๖ หน่วยศิลปากรที่ ๙ ได้ดำเนินการบูรณะป้อมปากน้ำแหลมทราย โดยได้ติดตั้งปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนป้อมแต่เดิมจำนวน ๘ กระบอก และนำได้ปืนใหญ่จากคูคุกโบราณ บริเวณจวนเจ้าเมืองตรังที่ควนธานี ตำบลควนธานี อำเภอกันตรัง จังหวัดตรัง มาติดตั้งเพิ่มอีกจำนวน ๒๒ กระบอก รวมเป็น ๓๐ กระบอก ครบทุกช่องปืน
• สภาพปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้อมรูป ๘ เหลี่ยม ยาว ๕๕ เมตร กว้าง ๓๔ เมตร ก่อด้วยหินทรายและหินดินดาน มีใบบังสี่เหลี่ยมจำนวน ๓๑ ใบ มีช่องปืนจำนวน ๓๐ ช่อง มีบันไดทางขึ้นประกอบชุดประตูเก๋งจีนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
• อายุสมัย รัชกาลที่ ๔
• การประกาศขึ้นทะเบียน ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ หน้า ๓๗๑๔ ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๔ ตอนที่ ๑๔๓ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๐ หน้า ๕๒๔๔ พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๐ งาน ๘๔ ตารางวา และประกาศแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๗ ตอนพิเศษ ๑๐๔ ง วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๓ หน้า ๘ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๗ ไร่ ๖๓ ตารางวา
--------
เอกสารอ้างอิง
• ศิลปากร, กรม. ทำเนียบนามแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (โบราณสถานจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล). กรุงเทพฯ : บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๕๕
• ทักษิณคดี, สถาบัน. สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่มที่ ๙. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๙
• หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อศิลปกรรมท้องถิ่น ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดตรัง. สภาพแวดล้อมศิลปกรรม จังหวัดตรัง. เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๓๔
• ราชบัณฑิตสภา. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๓ พงศาวดารสงขลา พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราข พงศาวดารเมืองพัทลุง. พระโสภณอักษรกิจ พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระพิทักษสาครเกษตร์(หยวก ลีละบุตร), วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๗๖.

📢 ประกาศ 📢รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนโบราณคดี) ➡️ พนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน...
21/08/2026

📢 ประกาศ 📢
รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนโบราณคดี)

➡️ พนักงานดูแลรักษาโบราณสถาน จำนวน ๑ อัตรา
➡️ จ้างเหมาปฏิบัติงานด้านเขียนแบบ จำนวน ๑ อัตรา

❗️สามารถยื่นใบสมัครได้ที่สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา
ตั้งแต่วันที่ ๒๔ - ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

🔴 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องแชทข้อความ
หรือเบอร์ ๐๗๔-๓๓๐๒๕๕-๖

🟡 วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.🟠 นายสมพจน์ สุขาบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจร...
20/08/2026

🟡 วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.

🟠 นายสมพจน์ สุขาบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ลงพื้นที่ตรวจรับพัสดุโครงการบูรณะอุโบสถวัดโคกเปี้ยว ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา (งบเงินอุดหนุน) ในงวดงานที่ ๒ แล้วเสร็จ

🟢 วัดโคกเปี้ยว สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๕ โดยมีนายรอด ทีปรักษพันธุ์ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ เดิมเรียกว่า “วัดโคกขี้เปี้ยว” ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวโรรส ทรงรับสั่งให้เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดโคกเปี้ยว” (ในพระบรมราชโองการประกาศพระราชทานเขตวิสุงคามสีมา เรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดคงคามัชฌิมประดิษฐ์") วัดโคกเปี้ยว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร

📸 ถ่ายภาพและเรียบเรียงข้อมูลโดย : นายธนกร หนูพันธ์ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน

ที่อยู่

733 หมู่ที่ 2 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
จังหวัดสงขลา
90100

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6674330255

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา:

ทางลัด

แชร์