05/09/2026
#โบราณสถานวัดนารังนก ✨
• ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภา เลขที่ ๔๖ หมู่ ๖ ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา
• ประวัติ
วัดนารังนก สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๐ กล่าวกันว่าแต่เดิมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดมีทุ่งนากว้าง ในทุ่งนานี้มีต้นเถี๊ยะซึ่งนกมาทำรังที่ต้นเถี๊ยะเป็นจำนวนมากผู้คนจึงเรียกพื้นที่นาในบริเวณนี้ว่า “นารังนก” และเมื่อสร้างวัดขึ้นในบริเวณใกล้ที่นานั้นจึงเรียกชื่อวัดใหม่ว่า “วัดนารังนก” สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนแฝด) กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนเดี่ยว) ศาลาไม้ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ และสถูปบรรจุอัฐิของพ่อท่านลิ้นดำ
• กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนแฝด)
ลักษณะเป็นอาคารไม้ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๑๐.๘๐ เมตร ยาว ๑๕.๗๐ เมตร ยกพื้นสูงมีใต้ถุน เสารองรับอาคารเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยมรับหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าจั่วกรุไม้เรียบ ด้านทิศตะวันออกของอาคารมีชานคอนกรีต และด้านทิศเหนือทิศใต้ของชานมีบันไดคอนกรีตขึ้นสู่ชานหน้ากุฏิ (ต่อเติมขึ้นภายหลัง) ยกระดับพื้นสูง ๑ เมตร ตัวอาคารกุฏิ แบ่งเป็น ๒ ห้อง คือ ห้องด้านทิศเหนือและห้องด้านทิศใต้ ตรงกลางเป็นห้องโถง พื้นเรือนปูด้วยไม้กระดาน สูง ๒ ระดับ ตัวเรือนตะวันตกยกพื้นสูง ๑.๖๐ เมตร ตัวเรือนด้านทิศตะวันออกยกพื้นสูง ๑.๓๐ เมตร ฝาเรือนเป็นฝาไม้ปะกน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้ อกเลาบางส่วนตกแต่งด้วยการสลักลายไทย หน้าต่างบางช่องประดับด้วยลูกกรงไม้
• กุฏิไม้ทรงไทย (เรือนเดี่ยว)
ลักษณะเป็นอาคารไม้ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๕.๓๐ เมตร ยาว ๑๐.๒๐ เมตร ยกพื้นสูงมีใต้ถุน ตัวเรือนประธานรองรับด้วยเสาไม้กลม ส่วนเสาระเบียงเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยม หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีบันไดไม้ทางขึ้นลงอยู่ทางทิศเหนือ ตัวอาคารแบ่งเป็น ๓ ห้อง พื้นเรือนมีระดับความสูงที่ ๑.๖๐ เมตร ปูด้วยไม้กระดาน ฝาเรือนทำด้วยไม้ ส่วนพื้นระเบียงมีระดับความสูงที่ ๑.๓๐ เมตร มีลูกกรงราวระเบียงรอบ
ทั้ง ๓ ด้าน
• ศาลาไม้
เป็นศาลาท่าน้ำในลักษณะศาลาโถงตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดบริเวณริมคลองอู่ตะเภาขนานกับคลองหน้าวัด มีลักษณะเป็นอาคารในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร เสาอาคารเป็นไม้สี่เหลี่ยม รองรับหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นศาลาปูด้วยไม้กระดานยกสูง ๑ เมตร
• อุโบสถ
ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๒๑ เมตร ฐานอุโบสถเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ สูงประมาณ ๒ เมตร ถมอัดภายในด้วยหินจากเกาะยอ ตัวอาคารหล่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง มีประตูเข้าออกอยู่ด้านทิศตะวันตก ๒ ประตู มีหน้าต่างด้านหน้า ๒ บาน ด้านหลัง ๔ บาน ด้านข้างด้านละ ๕ บาน หลังคาทรงจั่วมีหลังคาปีกนกรอบล้อมรอบ มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปเทพพนมล้อมรอบด้วยลายกนก ผนังภายในอุโบสถมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังภาพตอนบนเหนือกรอบหน้าต่างเขียนเรื่องพุทธประวัติ ส่วนภาพใต้กรอบหน้าต่างเขียนเรื่องทศชาติชาดก
• ศาลาการเปรียญ
ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๙ เมตร ฐานอาคารเป็นฐานเขียง มีบันไดและประตูทางเข้า ๓ ทาง คือด้านทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตก ภายในอาคารมีเสาทรงสี่เหลี่ยมรองรับโครงสร้างหลังคา หลังคาทรงจั่ว มีหลังคาปีกนกล้อมรอบ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา หน้าบันด้านทิศใต้ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปคนนั่งบนหลังช้างถือขอสับช้าง มีบุคคลยืนข้างช้าง ๒ คน คนหนึ่งจับหูช้าง และอีกคนถือของหนัก ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา ลิง และนก มุมล่างด้านซ้ายเป็นปูนปั้นรูปกวาง ด้านขวาเป็นปูนปั้นรูปเสือกัดกวาง ส่วนหน้าบันด้านทิศเหนือตกแต่งด้วยลายปูนปั้นฝูงลิง นก และดอกไม้
• ลำดับเจ้าอาวาส
เท่าที่มีการจดบันทึกไว้ วัดนารังนกมีเจ้าอาวาสปกครองวัดสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันรวม ๗ องค์ตามลำดับ คือ พระอธิการลิ้นดำ พระอธิการยา พระอธิการเส้ง พระอธิการแก้ว พระอธิการยก ธมมฺทินโย
(พ.ศ.๒๔๔๒ – ๒๕๐๐) พระอธิการแก้ว จนฺทโน(พ.ศ.๒๕๐๐ – ๒๕๒๓) และพระมหาขวัญทอง เขมปุญ ฺโญ(พ.ศ.๒๕๒๕-ปัจจุบัน)
• สถูปบรรจุอัฐิของพ่อท่านลิ้นดำ(ท่านในบัว)
ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกของศาลาการเปรียญ มีลักษณะเป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยม หลังคาทรงมณฑปซ้อนกัน ๒ ชั้น ยอดเป็นทรงดอกบบัวตูม ภายในสถูปองค์นี้บรรจุอัฐิพ่อท่านลิ้นดำหรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “ท่านในบัว” เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนารังนก กล่าวกันว่าพ่อท่านลิ้นดำเป็นพระผู้มีวาจาสิทธิ์ และยังมีตำนานเรื่องจระเข้กับหินวิเศษ คือ ในอดีตพระภิกษุและสามเณรได้ลงสรงน้ำที่ท่าน้ำหน้าวัดได้ถูกจระเข้กัดสามเณรได้รับบาดเจ็บ เมื่อเรื่องทราบถึงพ่อท่าน พ่อท่านจึงได้เอาก้อนหินมาลงอักขระแล้วเสกด้วยคาถาอาคมแล้วโยนลงในคลอง เมื่อจระเข้ผ่านมาหน้าวัดต้องอาถรรพ์คาถาอาคมของท่านจระเข้จะลอยขึ้นเหนือน้ำให้เห็นทุกตัว ทำให้พระภิกษุสามเณรระวังตัวได้ทันไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บอีก
เรียบเรียง : นางสาวอาริสา ปานแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรม