คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลห้วยยอด

คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลห้วยยอด ยินดี-พร้อมให้คำปรึกษาช่วยเลิกบุหรี่

ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคเรื้อรัง พลังนโยบายสาธารณะสำคัญที่สุด     เมื่อวานเขียนว่า การให้สุขศึกษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลยุทธ์...
26/07/2026

ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคเรื้อรัง พลังนโยบายสาธารณะสำคัญที่สุด
เมื่อวานเขียนว่า การให้สุขศึกษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ที่ 4 ของออตตาวาชาร์เตอร์ การเพิ่มความสามารถ/ ทักษะส่วนบุคคล ที่รวมถึงการให้สุขศึกษา การฝึกอบรบ จนเกิดความรอบรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ที่เรียกว่า Health literacy
ผมเน้นตั้งแต่เมื่อวานว่า การสร้างเสริมสุขภาพมี 5 กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ 1 คือการสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด การสร้าง-กำหนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะนโยบายดี ๆ องค์กรที่เป็นพี่เลี้ยงเรื่องสุขภาพของโลก อย่างองค์การอนามัยโลก ได้แนะนำนโยบายไว้แล้ว มีตัวอย่างที่ประเทศอื่นใช้แล้ว เห็นผลดีแล้ว
ความยากอยู่ที่การ ชี้แนะ อ้อนวอน วิ่งเต้น สร้างกระแส กดดันให้ผู้มีอำนาจ ตัดสินใจทำให้นโยบายนั้นเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชน มากกว่าความเกรงใจผลประโยชน์ของธุรกิจที่ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ
เมื่อวานผมก็ได้แสดงผลของนโยบายขึ้นภาษีบุหรี่ระหว่าง พ.ศ.2536-2549 ที่เมื่อร่วมกับมาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ ได้ลดอัตราและจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ลงมาก ขณะที่รัฐเก็บภาษีได้เพิ่มเป็นจำนวนมาก
เมื่อเดือนกรกฎาคมปี พ.ศ.2568 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศโครงการ “3 By 35” เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ขึ้นภาษี ยาสูบ สุรา และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อย่างน้อยอีก 50% ภายในปี ค.ศ.2035 (พ.ศ.2578) เพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และได้ภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อการพัฒนาประเทศ (อ้างอิง 1)
เดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ.2569 องค์การอนามัยโลก ออกข่าวเตือนว่า การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำ เสี่ยงเร่งการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (อ้างอิง 2) ประเทศไทยมีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว แต่ไม่ทราบว่าสูงพอตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำหรือไม่
ภาษีเค็มก็สำคัญมาก คนไทยกินเค็มมาก เป็นความดันสูงหลายสิบล้านคน รวมกับคนเป็นเบาหวานมาก จนงบล้างไตบานปลายปีละเกินหมื่นล้านบาท เราก็เพิ่งพยายามจะเริ่มเก็บภาษีเค็ม
ส่วนกลยุทธ์ที่ 2 ของการสร้างเสริมสุขภาพตามออตตาวาชาร์เตอร์ การทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เกี่ยวกับการจัดให้มีพื้นที่สันธนาการ ออกกำลังกาย ทางเดิน ทางจักรยาน ซึ่งจะลดภาระอ้วน ความดันและมีสุขภาพแข็งแรง และความปลอดภัยของถนนที่ใช้จราจร เพื่อลดอุบัติเหตุ
กลยุทธ์ที่ 3 เพิ่มความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งในการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การร่วมเฝ้าระวังปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมสุรายาสูบ การรณรงค์พื้นที่ปลอดสุรายาสูบ ฯลฯ
กลยุทธ์สุดท้ายที่ 5 คือการปรับเปลี่ยนระบบบริการให้เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการป้องกันโรค/ สร้างสุขภาพ ทั้งในและนอกระบบบริการ
เขียนมานี่ เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเช่นการสูบบุหรี่ การดื่มสุรายังไม่ลดลง ขณะที่คนอ้วนกับเบาหวาน ความดันสูงเพิ่มขึ้น
เราต้องเข้าใจว่า งบประมาณที่เราใช้ในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ที่แม้จะรวมทั้งที่ สสส. ได้รับต่อปี ที่คนที่วิจารณ์ใช้คำว่า “มหาศาล” คิดเป็นจำนวนเพียงเศษเสี้ยว ขอย้ำ “เศษเสี้ยว” ของที่ธุรกิจใช้ในการโฆษณาส่งเสริมการขาย วิ่งเต้นขัดขวางนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ และไม่มีทางที่เราจะมีงบประมาณมากพอ ที่จะไปต่อสู้กับทุนโฆษณาส่งเสริมการขายที่ธุรกิจทุ่มเท เราจึงต้องใช้อำนาจรัฐ ผ่านพลังนโยบายที่เรามี ในการควบคุมการตลาด การโฆษณาของธุรกิจที่ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ ที่รวมกันแล้วนับปีละหลายหมื่นล้านบาท
ขอเน้นย้ำอีกว่ารัฐบาล ต้องกำหนดนโยบายที่จะส่งผลลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพที่นำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง NCDs พร้อม ๆ กับทุกฝ่ายที่ทุ่มเทรณรงค์ให้ความรู้โทษภัยของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อลดภาระโรคจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ลดภาระงบประมาณของสปสช และทำให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้น ส่งผลดีต่อกาพัฒนาประเทศ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
26 กรกฎาคม 2569

อ้างอิง:

(1) https://www.who.int/thailand/th/news/detail/10-07-2568-who-launches-bold-push-to-raise-health-taxes-and-save-millions-of-lives
(2) https://www.sdgmove.com/2026/02/03/sugar-sweetened-beverage-taxes-2025/

ไม่มีระดับความปลอดภัยของการได้รับควันบุหรี่มือสอง      คลิปวิดีโอที่มีเสียงพูดของหญิงสาว ขอร้องให้เพื่อนบ้านรั้วติดกันที...
22/07/2026

ไม่มีระดับความปลอดภัยของการได้รับควันบุหรี่มือสอง
คลิปวิดีโอที่มีเสียงพูดของหญิงสาว ขอร้องให้เพื่อนบ้านรั้วติดกันที่สูบบุหรี่ กรุณาหลบไปสูบในที่ที่ควันบุหรี่ไม่ลอยเข้ามาในบ้านเธอ เพราะเธอแพ้ควันบุหรี่ เป็นที่สนใจของสังคมมาก
เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของกลิ่นเหม็นจากควันบุหรี่ หรือความรำคาญ หรืออันตรายที่จะเกิดโรคจากควันบุหรี่มือสองในระยะยาวเท่านั้น
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. 2549 ระบุว่า “ไม่มีระดับที่ปลอดภัยของการได้รับควันบุหรี่มือสอง” แม้จะได้รับเพียงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม
ควันบุหรี่มือสองประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด ที่เป็นพิษและเป็นสารก่อมะเร็ง เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ เบนซีน อาเซนิค แอมโมเนีย และไฮโดรเจนไซยาไนด์
ควันบุหรี่มือสองทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุหลอดลม การได้รับควันบุหรี่มือสองเพียงระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทางเดินหายใจในคนปกติ และสามารถทำให้คนที่เป็นโรคหอบหืดมีอาการหอบกำเริบได้ทันที
การได้รับควันบุหรี่มือสองในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกันง่ายขึ้น เยื่อบุหลอดเลือดได้รับความเสียหาย ลดการไหลของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ลดการเปลี่ยนแปลงของจังหวะการเต้นของหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Heart attack)
ควันบุหรี่มือสองเป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อเด็ก ที่ทางเดินหายใจอยู่ในระหว่างการเจริญเติบโต ทำให้ติดเชื้อง่าย เป็นหูนำ้หนวก เพิ่มโอกาสเป็นโรคหืด และอาการหอบหืดกำเริบในเด็กที่เป็นหืดอยู่แล้ว
น่าเห็นใจหญิงที่ขอร้องให้เพื่อนบ้านไปสูบบุหรี่ที่อื่น ไม่ให้ควันมาเข้าบ้านของเธอ
อยากเห็นคนสูบบุหรี่ มีความเอื้ออาทรต่อคนไม่สูบบุหรี่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่สูบในที่ที่กฏหมายห้ามสูบ โดยเฉพาะในที่ที่มีเด็กๆอยู่ด้วย
นอกจากอันตรายต่อสุขภาพเด็กโดยตรงแล้ว เด็กที่ได้รับควันบุหรี่ในที่สาธารณะ เพิ่มความเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ 20-30 %ตามที่องค์การอนามัยโลกระบุ จากการที่คิดว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
ในหลายประเทศเขายังรณรงค์ให้คนสูบบุหรี่ ให้ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการทิ้งก้นบุหรี่ให้เป็นที่เป็นทาง และระวังไม่ให้เกิดไฟไหม้จากก้นบุหรี่ที่ทิ้งด้วย
และขอให้กำลังใจคนสูบบุหรี่ที่อยากเลิก เลิกได้สำเร็จครับ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 22 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง
https://stacks.cdc.gov/view/cdc/153193/cdc_153193_DS1.pdf
https://my.clevelandclinic.org/health/articles/10644-secondhand-smoke-dangers

20/07/2026
เพื่อนบ้านสูบบุหรี่ ควันลอยเข้าบ้าน... "สิทธิส่วนบุคคล" หรือ "เหตุรำคาญ" จัดการอย่างไรตามกฎหมายจากเหตุการณ์ที่มีผู้ใช้สื...
20/07/2026

เพื่อนบ้านสูบบุหรี่ ควันลอยเข้าบ้าน... "สิทธิส่วนบุคคล" หรือ "เหตุรำคาญ" จัดการอย่างไรตามกฎหมาย

จากเหตุการณ์ที่มีผู้ใช้สื่อโซเชียลโพสต์คลิปวิดีโอกรณีข้อพิพาทระหว่างเพื่อนบ้าน ที่มีการสูบบุหรี่ภายในรั้วบ้านของตนเอง แต่ควันและกลิ่นได้ลอยเข้าไปรบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียงจนเกิดอาการแพ้ ซึ่งฝ่ายผู้สูบได้อ้างสิทธิว่า "นี่คือบ้านของตนเอง จะสูบตรงไหนก็ได้" พร้อมทั้งบอกให้เพื่อนบ้านไปซื้อเครื่องฟอกอากาศหรือย้ายบ้านหนีไปแทน

ประเด็นนี้ถือเป็นปัญหาคลาสสิกที่เกิดขึ้นในหลายหมู่บ้าน คำถามที่ตามมาคือ การสูบบุหรี่ในบ้านตัวเอง ถือเป็นสิทธิที่ทำได้โดยสมบูรณ์ หรือกฎหมายสามารถเข้ามาจัดการได้

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เพื่อเป็นความรู้ในการรับมือกับปัญหานี้

กฎหมายว่าอย่างไร? เมื่อ "ควันบุหรี่" ข้ามรั้วบ้าน
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การกระทำใดๆ ภายในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ถือเป็นสิทธิเด็ดขาดที่ใครจะมาก้าวก่ายไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายได้กำหนดขอบเขตของสิทธิไว้ว่า "การใช้สิทธิของคุณ ต้องไม่ไปละเมิดหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น"
ตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 "เหตุรำคาญ" ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 25 (4) ว่า "การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ" ให้ถือว่าเป็น "เหตุรำคาญ"

ดังนั้น ควันบุหรี่ที่ลอยจากบ้านหลังหนึ่งไปสู่อีกหลังหนึ่ง หากมีปริมาณมากหรือมีความถี่จนทำให้ผู้อยู่อาศัยข้างเคียงได้รับความเดือดร้อนรำคาญ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ หรือผู้ที่สูดดมมีอาการแพ้ เข้าข่ายเป็น "เหตุรำคาญ" ตามกฎหมายฉบับนี้ ผู้สูบจะอ้างเพียงสิทธิความเป็นเจ้าของบ้านเพื่อสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นไม่ได้

วิธีการจัดการตามขั้นตอนกฎหมาย หากการเจรจาไม่เป็นผล ซึ่งคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ดังนี้

1. รวบรวมหลักฐาน
บันทึกภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ เพื่อแสดงให้เห็นจุดที่สูบและทิศทางของควัน จดบันทึก วัน เวลา และความถี่ของการสูบที่ส่งผลกระทบ หากมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่ามีอาการแพ้หรือผลกระทบทางสุขภาพจากควันบุหรี่ จะเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก
2. ร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
หากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร อาจเริ่มจากการแจ้งนิติบุคคลให้ช่วยไกล่เกลี่ย หากไม่เป็นผล หรือเป็นบ้านทั่วไป ให้ไปร้องเรียนที่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของคุณ เช่น สำนักงานเขต เทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล
3. กระบวนการของเจ้าหน้าที่
เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจเข้ามาตรวจสอบ หากพบว่าควันบุหรี่นั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนจริง เจ้าหน้าที่จะอาศัยอำนาจตาม มาตรา 28 ในการ "ออกคำสั่งเป็นหนังสือ" ให้ผู้ก่อเหตุระงับ ป้องกัน หรือแก้ไขเหตุรำคาญนั้นภายในเวลาที่กำหนด (เช่น ห้ามสูบในบริเวณที่ควันจะลอยไปรบกวนเพื่อนบ้าน)
4. บทลงโทษหากฝ่าฝืน
หากผู้สูบบุหรี่ยังคงเพิกเฉยและฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จะมีความผิดตาม มาตรา 74 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้เราจะมีกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิและสุขภาพ แต่การใช้กฎหมายควรเป็นทางออกสุดท้าย การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือหมู่บ้านเดียวกัน "ความเห็นอกเห็นใจและการถ้อยทีถ้อยอาศัย" เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากทราบว่าพฤติกรรมของเราสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน การปรับเปลี่ยนมุมสูบบุหรี่ไปในจุดที่มิดชิดหรือไม่รบกวนผู้อื่น ย่อมเป็นทางออกที่สร้างสรรค์และรักษาน้ำใจกันได้ดีกว่าการต้องมาเผชิญหน้ากันทางกฎหมาย

แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกสูบบุหรี่ซึ่งดีทั้งต่อตัวเราเอง และคนรอบข้าง

#นิโคตินเสพติดจนตาย #บ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า #ควันบุหรี่ #ควันบุหรี่ลอยได้ไกลกว่าที่คุณคิด #ควันบุหรี่🚬 #กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

นำ้หนักเกิน/โรคอ้วนทำไมจึงเป็นภาระโรคอันดับหนึ่งของคนไทย       รายงานการสำรวจภาระโรคปี 2565 ที่เผยแพร่เมื่อวันก่อน ที่พบ...
18/07/2026

นำ้หนักเกิน/โรคอ้วนทำไมจึงเป็นภาระโรคอันดับหนึ่งของคนไทย
รายงานการสำรวจภาระโรคปี 2565 ที่เผยแพร่เมื่อวันก่อน ที่พบว่า ภาวะนำ้หนักเกินและโรคอ้วน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ของการป่วย พิการและเสียชีวิตก่อนเวลาของคนไทย เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ
ทำให้ผมไปค้นต่อว่า นำ้หนักเกินและโรคอ้วน ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และทำให้เกิดโรคเหล่านั้นได้อย่างไร
โดยเฉพาะนำ้หนักเกิน/โรคอ้วนกับการเป็นมะเร็ง(ขนาดเป็นหมอนักอ่านยังไม่รู้ แล้วประชาชนกี่คนจะรู้)
เดิมรู้แต่ว่า คนอ้วนมีสถิติเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากประสิทธิ์ภาพของอินซูลินลดลง(ภาวะดื้ออินซูลิน) ตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้น นำ้ตาลในเลือดสูงขึ้น
คนอ้วน หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ความดันสูงขึ้น เพราะหัวใจต้องปั๊มเลือดไปเลี้ยงทุกเซลล์ของร่างกาย รวมทั้งเซลล์ไขมันที่มีเพิ่มขึ้น
คนอ้วนมากๆ ทำให้ปอดขยายตัวไม่ได้เต็มที่ เพราะมีไขมันรัดทรวงอกโดยรอบ ทำให้เกิดปัญหาการหายใจ โดยเฉพาะเวลานอน
ไขมันที่พอกมากขึ้นตามเนื้อเยื่อบริเวณลำคอ ทำให้เวลานอนหลับ ลิ้นตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจ จะนอนกรน ทำให้มีช่วงที่หยุดหายใจ จนอ็อกซิเจนในเลือดลดลง เป็นระยะๆ นานเข้าเกิดโรคหัวใจขึ้น
คนอ้วนเมื่อเป็นเบาหวาน ก็นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ สโตร๊ก(โรคเส้นเลือดสมอง) ไตเสื่อม และโรคแทรกอื่นๆที่เกิดในคนเบาหวาน
โรคไขข้อต่างๆในคนอ้วน เป็นผลจากนำ้หนักที่เกิน ทำให้กระดูก/ข้อต้องแบกภาระมากขึัน

ผมนำภาพอินโฟ ที่พบว่า คนที่อ้วน/โรคอ้วน เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง และมีสถิติเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 13 ชนิด ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
สาเหตุเพราะ ไขมันที่มีเพิ่มขึ้นในคนอ้วน เป็น“ส่วนเกินที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงนำ้หนัก”ของเจ้าตัวไขมันเท่านั้น เซลล์ไขมันมีฤทธิ์เดชมาก ที่ผมเองก็เพิ่งรู้
เซลล์ไขมันที่เพิ่มขึ้น มีการหลั่งสารที่ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายบริเวณที่ไขมันพอกอยู่ เกิดการอักเสบระดับอ่อนๆ เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ที่ในระยะยาวเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อไปสู่มะเร็งได้
เซลล์ไขมันยังทำให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมน โดยเฉพาะหญิงหลังหมดประจำเดือน ที่ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีเพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์เต้านมและมดลูกแบ่งตัวเร็วขึ้น นำไปสู่การเป็นมะเร็งได้
คนที่อ้วนเกิน แต่ยังไม่มีอาการป่วยเป็นโรค แท้ที่จริงแล้ว ไขมันส่วนเกิน กำลังทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆของร่างกายอย่างช้าๆ โดยที่เจ้าของร่างกายไม่รู้ตัว (จะเขียนต่อ)
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 17 กรกฏาคม 2569
อ้างอิง
https://www.niddk.nih.gov/health-information/weight-management/adult-overweight-obesity/health-risks
https://www.cancerresearchuk.org/about-cancer/causes-of-cancer/obesity-weight-and-cancer/how-does-obesity-cause-cancer
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight

ป้องกันเด็กจากสิ่งเสพติดโรงเรียนต้องปลอดบุหรี่     เด็กๆใช้เวลา 1 ใน 3 ของแต่ละวันอยู่ในโรงเรียน ส่วนใหญ่จนถึงอายุ 17-18...
03/07/2026

ป้องกันเด็กจากสิ่งเสพติดโรงเรียนต้องปลอดบุหรี่
เด็กๆใช้เวลา 1 ใน 3 ของแต่ละวันอยู่ในโรงเรียน ส่วนใหญ่จนถึงอายุ 17-18 ปี
ซึ่งเป็นวัยที่เด็กๆซึมซับ/เกิดพฤติกรรมทั้งที่ดีและไม่ดี ติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่
การสูบบุหรี่ เป็นพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพสำคัญที่เกิดขึ้นในเด็กนักเรียน นอกเหนือจากพฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย
เพราะสารเสพติด“นิโคติน” ในบุหรี่ทุกชนิด เมื่อเสพติดแล้ว ยากที่จะเลิกสูบได้ตลอดชีวิต และครึ่งหนึ่งของคนที่เลิกไม่ได้ จะป่วยด้วยโรคร้ายแรงจนเสียชีวิตก่อนเวลา
และที่สำคัญ นิโคตินทำให้สมองของเด็กที่กำลังเติบโต/พัฒนา เกิดความพร้อมที่จะรับสารเสพติดชนิดอื่นๆ ทั้งที่ถูกกฏหมายเช่นแอลกอฮอล์ และยาเสพติดที่ผิดกฏหมาย เช่นเฮโรอิน โคเคน ยาบ้าฯลฯ
พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆที่เกิดในเด็กที่สูบบุหรี่ มากกว่าเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ ตั้งแต่การดื่มสุรา การเที่ยวกลางคืน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย การพนัน การทะเลาะวิวาท-บูลลี่
การสูบบุหรี่ในเด็กนักเรียน จึงเป็น Marker หรือสัญญาณที่ชี้ว่า เด็กอาจจะมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ
บุหรี่ไฟฟ้าจึงมีอันตราย โดยเฉพาะต่อเด็ก มากกว่าบุหรี่มวน เพราะผลกระทบต่อสมองและอวัยวะอื่นของร่างกาย เกิดขึ้นในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า และได้รับนิโคตินมากกว่า เด็กที่สูบบุหรี่มวน
จากการที่บุหรี่ไฟฟ้ามีกลิ่นหอม ระคายเคืองน้อยกว่า สูบต่อเนื่อง-แอบสูบได้ง่ายกว่า

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จัดสัมนา“ ครูคือผู้สร้างสรรค์โรงเรียนปลอดบุหรี่” พร้อมผลิตสื่อสนับสนุนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2533 และกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ในโรงเรียนปี 2535
ภายใต้การสนับสนุนของสสส.มูลนิธิฯจึงริเริ่มโครงการ“เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่“ปี 2548 เริ่มผลักดัน 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่(อินโฟประกอบบทความนี้) ค่อยๆขยายผลจนมี จุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่อยู่สิบกว่าจังหวัด ที่ทำหน้าที่เชิญชวน/สนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ จนปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 โรงเรียน
การติดตามประเมินผลโดยรศ.จักรพันธุ์ เพชรภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.นเรศวร พบว่าโรงเรียนที่ดำเนินการตาม 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กนักเรียน น้อยกว่าโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการถึง 45%
ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในเวทีเชิดชูเกียรติผู้บริหารและครูที่ทำ 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ได้ดีเยี่ยมว่า กระทรวงศึกษามุ่งยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันภัยในสถานศึกษา การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะและการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งการป้องกันเด็กนักเรียนจากการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ต้องอยู่ในงานประจำของคุณครูอยู่แล้ว
จึงอยู่ที่ผู้บริหารและครูของโรงเรียนทั่วประเทศ ที่จะพิจารณานำ 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ไปดำเนินการในโรงเรียนของตัวเอง
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 2 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง
https://brickinfotv.com/news/314823

02/07/2026
29/06/2026

แล้วนักศึกษาจะสูบ”นิโคติน“ ยาพิษที่เสพติดเข้าไปทำไม
การสำรวจที่พบว่า มีนักศึกษาสาขาสุขภาพ รวมทั้งนักศึกษาแพทย์สูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่สูบมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยม
แม้นักศึกษาสาขาสุขภาพที่สูบบุหรี่จะมีไม่มากเท่านักศึกษาสาขาอื่นๆ แต่นักศึกษาสาขาสุขภาพ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัช พยาบาล สาธารณสุช ฯลฯ เมื่อจบการศึกษาเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในสังคม การสูบบุหรี่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากเป็นการทำลายสุขภาพตนเอง
นำมาสู่การเกิดโครงการรณรงค์นักศึกษาแพทย์ปลอดบุหรี่ ที่คณบดี ผู้อำนวยการ ทั้ง 29 สถาบันผลิตแพทย์ในประเทศไทย ได้ร่วมลง MOU เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่จะรณรงค์นักศึกษาแพทย์ปลอดบุหรี่ 100%
เป้าหมายใหญ่สุดท้ายคือ เราจะร่วมกันสร้างค่านิยม นักศึกษาสายสุขภาพทุกสาขา“ปลอดบุหรี่/ปลอดนิโคติน“ ซึ่งจะส่งผลต่อไปถึงนักเรียนทั่วประเทศ ที่มีความตั้งใจจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสายวิชาสุขภาพ ”ไม่สูบไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินทุกชนิด“
ในคลิป เขาถามว่า จะบอกนักศึกษาอย่างไร ให้เขาไม่สูบบุหรี่
ผมตอบว่า จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ชาวไอริส พูดไว้เมื่อ 50 ปีก่อนว่า
“บุหรี่ คือ ใบยาที่มวนเป็นแท่ง มีไฟอยู่ข้างหนึ่ง มีคนโง่อยู่อีกข้างหนึ่ง”
มันเป็นสิ่งเสพติด มันเป็นอันตราย (ติด)แล้วมันเลิกไม่ได้ แล้วคุณจะสูบไปทำไม คุณไม่ได้อะไรเลย
การสูบบุหรี่ (คือ)การใช้นิโคติน มันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เราจะเอาเข้าร่างกาย มันมีแต่อันตรายอย่างเดียว
แล้วนักศึกษาจะสูบ“นิโคติน”ยาพิษที่เสพติดเข้าไปทำไม
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 29 มิถุนายน 2569

ตกใจ : นักเรียนม.1 ไม่รู้จักนิโคตินและไม่รู้ว่า นิโคตินเสพติด      อาทิตย์ก่อน รศ.พญ เริงฤดี ปธานวนิช จากรามาธิบดีไปบรรย...
27/06/2026

ตกใจ : นักเรียนม.1 ไม่รู้จักนิโคตินและไม่รู้ว่า นิโคตินเสพติด
อาทิตย์ก่อน รศ.พญ เริงฤดี ปธานวนิช จากรามาธิบดีไปบรรยาย เรื่องบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าที่จังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ให้ตัวแทนนักเรียน ม.1 จาก 6-7 โรงเรียน ตกใจมากที่พบว่า นักเรียนเกือบทุกคนไม่รู้จัก นิโคติน และไม่รู้ว่า นิโคตินเป็นสารเสพติดในบุหรี่
เมื่อคืนมีหมอโรคหัวใจส่งเคส ผู้ป่วยชายอายุ65 ปี เป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมัน เพิ่งหายจากโรคเส้นเลือดสมองตีบ สูบบุหรี ไม่เลิกกลับไปสูบต่อ มาด้วยแน่นหน้าอกเฉียบพลัน มีหัวใจล้มเหลว นำ้ท่วมปอด การสูบฉีดของหัวใจเหลือ 36% และกล้ามเนื้อหัวใจส่วนล่างไม่บีบตัว(กล้ามเนื้อตาย)
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องไปทบทวนการเรียนการสอนเรื่องสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ที่ต้องไปเพิ่มพื้นที่การให้ความรู้เรื่อง“การเสพติดนิโคติน” ทั้งในโรงเรียน ชุมชนและประชาชนทั่วไป
เพราะบริษัทบุหรี่กำลังทุ่มโปรโมทผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินถุง มาทอดแทนบุหรี่มวน
ผมนำเคสที่ป่วยเส้นเลือดสมองตีบแล้ว ก็ยังเลิกสูบไม่ได้ กลับไปสูบจนหัวใจวายจากเส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการเสพติดนิโคติน สมกับที่ว่า “นิโคตินเสพติดจนตาย”
สังคมไทยจึงต้อง รู้เท่าทันที่เครือข่ายลิ่วล้อบริษัทบุหรี่ ที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า “บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ลดอันตราย” พร้อมเสนอให้รัฐบาลหันมาใช้นโยบาย “ Harm reduction ”
ซีอีโอของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าใหญ่ 2 บริษัท ออกประกาศว่า เขาห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ลูกวัยรุ่นของเขาสูบบุหรี่ไฟฟ้า/ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน
นักข่าวถามว่า “แล้วคุณจะบอกอะไรกับ พ่อแม่ที่ลูกเขาติดบุหรี่ไฟฟ้า” ซีอีโอคนหนึ่งตอบว่า I am sorry ผมเสียใจครับ
ผมจึงขอฝากเรื่องนี้ ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง สื่อ ที่จะช่วยกันทำให้นักเรียนทั่วประเทศรู้ว่า
นิโคตินเป็นยาพิษ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด รวมถึงนิโคตินถุง ที่มีฤทธิ์เสพติดรุนแรง
และ 7 ใน 10 ของเด็กไทยที่สูบบุหรี่ เสพติดนิโคติน เลิกไม่ได้จนถึงตาย
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 27 มิถุนายน 2569
https://www.elft.nhs.uk/sites/default/files/2023-08/da4840_appendix_8_-_tobacco_dependency_in_mental_health_training.pdf

ที่อยู่

17 ม. 2 ต. เขาขาว
Amphoe Huai Yot
92130

เบอร์โทรศัพท์

+66896450991

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลห้วยยอดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลห้วยยอด:

ทางลัด

แชร์