สวท.กำแพงเพชร กรมประชาสัมพันธ์

สวท.กำแพงเพชร กรมประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร ภาครัฐ หน่วยงานราชการ

จะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้อย่างไร ต้องมีอะไรบ้าง?✨หัวใจคือ “น้ำใจแบบไทย” ที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมการสื่อสารที่ชัดเจน เสริมด้ว...
06/09/2026

จะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้อย่างไร ต้องมีอะไรบ้าง?✨
หัวใจคือ “น้ำใจแบบไทย” ที่อบอุ่นและจริงใจ พร้อมการสื่อสารที่ชัดเจน เสริมด้วยบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ การใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และพลังของ Local Hero ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างภาคภูมิใจ ทั้งหมดนี้คือกุญแจสำคัญ เพื่อให้คนไทยร่วมต้อนรับงานประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในฐานะเจ้าบ้านที่ดีบนเวทีโลก 🌏💙
ขอเชิญคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพและต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.am2026thailand.go.th

06/09/2026

รายการรักไทยรักถิ่น 06-09-69

รมว.ศึกษาธิการ เปิดโครงการพัฒนาครูสู่ “ครูนวัตกร” ยกระดับการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและ AI(6 ก.ย. 69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอ...
06/09/2026

รมว.ศึกษาธิการ เปิดโครงการพัฒนาครูสู่ “ครูนวัตกร” ยกระดับการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมและ AI

(6 ก.ย. 69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนสู่การเป็นครูนวัตกรด้านการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา ณ โรงแรมสตาร์เวลล์ บาหลี รีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 616 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ครูในปัจจุบันไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้และสร้างโอกาสให้ผู้เรียน สามารถคิดค้น พัฒนา และประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้สอดคล้องกับชีวิตจริงและบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนรู้ พัฒนาสื่อ วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน และสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม โดยย้ำว่า AI ไม่สามารถทดแทนบทบาทของครูได้

โครงการจัดขึ้นเพื่อพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการคิดเชิงนวัตกรรม สามารถวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบทพื้นที่ กำหนดโจทย์และปัญหา ออกแบบแนวทางการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงสร้างและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

#รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ #ประเสริฐจันทรรวงทอง #กระทรวงศึกษาธิการ #ครูนวัตกร #พัฒนาครู #การศึกษา ื่อการศึกษา #ปัญญาประดิษฐ์ #สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ #สกร #นครราชสีมา #โคราช #กรมประชาสัมพันธ์ ่น

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืนพลิกวิถีราษฎรไทยภูเ...
06/09/2026

จากไร่เลื่อนลอยสู่ "ห้องเรียนกลางขุนเขา" ดอยม่อนล้าน สร้างรากฐานความรู้เพื่อราษฎรไทยภูเขาอย่างยั่งยืน
พลิกวิถีราษฎรไทยภูเขาดอยม่อนล้าน ด้วย "ห้องเรียนกลางขุนเขา"
จากอดีตผืนป่าที่เคยถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น วันนี้ “ดอยม่อนล้าน” ได้พลิกฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
จุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณ
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ณ บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพ “ดอยม่อนล้าน” ยอดเขาสูงซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ประสบปัญหาความยากจน มีการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น จนทำให้ผืนป่าต้นน้ำที่สำคัญถูกทำลายลงอย่างน่าเสียดาย
ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและพระเมตตา ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยม่อนล้าน” ขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพที่มั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่
พลิกฟื้นผืนป่า สร้างรายได้สู่ชุมชน
ปัจจุบัน ผลลัพธ์จากพระราชดำริได้ประจักษ์ชัดเจน ผืนป่าต้นน้ำที่เคยแห้งแล้งได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเขียวชอุ่มครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,950 ไร่ ขณะเดียวกัน ราษฎรใน 3 หมู่บ้านภายใต้การดูแลของสถานีฯ มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างพลิกฝ่ามือ

แต่ก่อนพวกเราลำบากมาก ทำแต่ไร่เลื่อนลอย รายได้ไม่แน่นอน แต่พอมีโครงการพระราชดำริของแม่หลวงเข้ามา ทุกอย่างก็ดีขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา ความเป็นอยู่ และปัญหายาเสพติดที่หมดไป ตอนนี้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง มีความสุข และพร้อมใจกันช่วยดูแลป่าดูแลน้ำตอบแทนพระคุณ" ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บอกเล่าด้วยความซาบซึ้ง
จากเดิมที่ราษฎรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียงไม่กี่พันบาทต่อปี ปัจจุบันจากการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมที่ถูกวิธี ทำให้หลายครอบครัวสามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและการศึกษาของบุตรหลานในชุมชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ห้องเรียนกลางขุนเขา และ "กำไรที่แท้จริง" ของแผ่นดิน
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้าน จึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนกลางขุนเขา” ที่เปิดโอกาสให้ราษฎรและเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ระบบการเกษตรผสมผสานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลปศุสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต ก่อนจะนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง
นอกจากนี้ สถานีฯ ยังช่วยสร้างงานสร้างอาชีพด้วยการรับแรงงานในชุมชนเข้ามาทำงาน โดยผลผลิตทั้งหมดจะถูกนำออกจำหน่ายเพื่อนำรายได้ส่งคืนให้แก่ศูนย์ศิลปาชีพตามพระราชประสงค์ แม้ว่าในเชิงบริหาร รายรับที่ได้อาจยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หากมองในมิติของความยั่งยืน...

"เพราะผลกำไรที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ มูลค่าที่เป็นเม็ดเงิน หากแต่วัดจากรอยยิ้ม ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน"
#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

06/09/2026

ระวัง‼️ ภัยนักศึกษา แก๊งคอลฯหลอกซ้ำซ้อน จากเหยื่อเพียงหนึ่ง หลอกถึงคนในครอบครัว

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมายบทสรุปรัฐบาลเล็งเห...
06/09/2026

“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย
บทสรุป
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์
นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

รายละเอียด
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น
ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม โดยให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการดังนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
นอกจากนี้ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ
การทำงานและการให้บริการประชาชน และให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา
ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
(5 ก.ย. 69) สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว มอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปนอกจากนี้ยังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนดีขึ้น
1. ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก โดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตราว่างและอัตราเกษียณ ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
2. ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงาน
3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยหน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว และให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ
อีกทั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” และเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่ โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริง ภายใต้ความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้วัยแรงงานมีจำนวนน้อย หากไม่เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ประเทศไทยจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน
ต่างปรับโครงสร้างระบบราชการและวิธีบริหารภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทย มีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ
ร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาระบบราชการต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลต้องเป็น “ภาครัฐระบบเปิด” (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน เป็นแบบ One Stop Service ทำให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต โดยได้เสนอช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายกว่า 7,600 ฉบับ โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวท...
05/09/2026

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวทีสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ที่จีน

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุมสื่อ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัวและเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: สานพลังสื่อ สู่ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว”

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายหลี่ เล่อเฉิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน และนางสี ยั่นชวน รองประธานบริหาร​ สำนักข่าวซินหัว ในฐานะผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกล่าวต้อนรับ

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์​ของผู้นำสื่อ ผู้บริหาร นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 300 คน จากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตเศรษฐกิจเอเปค ในช่วงที่นครเซินเจิ้นเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค APEC Shenzhen 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Stories of Mutual Learning Among Civilizations (เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในอารยธรรมที่หลากหลาย)​”ระบุว่า การสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความเข้าใจซึ่งกันและกันและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยสื่อมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ​

“ พร้อมเน้นย้ำว่า สื่อยุคใหม่ต้องก้าวข้ามบทบาทของผู้ส่งสาร สู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” (Storytellers) ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของแต่ละสังคม และนำเสียงที่แตกต่างมาสร้างความเข้าใจและความกลมกลืนบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าร่วมกัน โดยความร่วมมือและการผลิตเนื้อหาร่วมกันระหว่างสื่อของประเทศต่าง ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในภูมิภาค ”

นอกจากนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนทิศทางของ APEC “China Year” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม​ และความร่วมมือ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางสุดฤทัย ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสถียรภาพร่วมกัน และภูมิปัญญาของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสื่อร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน ยกระดับการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็งร่วมกัน เพื่อใช้พลังของสื่อในการให้ความรู้ สร้างภูมิปัญญา และขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

/////

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ "โครงการก่อสร้างอา...
05/09/2026

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ "โครงการก่อสร้างอาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพ และอาคารฟื้นฟูสภาพ" ณ จังหวัดราชบุรี

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 ณ มณฑลพิธีโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ โครงการก่อสร้างอาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพ และอาคารฟื้นฟูสภาพ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีดังกล่าว

โครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่นี้ เกิดขึ้นจากแผนการขยายพื้นที่โรงพยาบาล โดยมีการจัดหาที่ดินติดกับโรงพยาบาลเพิ่มเติมจำนวน 7 ไร่ 35 ตารางวา เพื่อรองรับการก่อสร้างและการขยายบริการทางการแพทย์ มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ อาคารแห่งใหม่นี้จะถูกใช้เป็นสถานที่ตรวจสุขภาพเชิงปฐมภูมิ และเป็นศูนย์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวราชบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก รวมถึงรองรับการส่งต่อและดูแลผู้ป่วยโรคสำคัญและโรคเฉพาะทางจากพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โรงพยาบาล บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนผู้มาใช้บริการ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระเมตตาและมีพระลิขิตโปรดประทานนามอาคารทั้ง 2 หลัง ดังนี้

• อาคารตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพ ได้รับประทานนามว่า "ฉลองสตวัสส์" (อ่านว่า: ฉะ-หลอง-สะ-ตะ-วัด) มีความหมายว่า "ฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา"

• อาคารฟื้นฟูสภาพ ได้รับประทานนามว่า "พิพรรธน์ศตพรรษ์" (อ่านว่า: พิ-พัด-สะ-ตะ-พัน) มีความหมายว่า "บันดาลความเจริญวัฒนายิ่งกว่าร้อยปี"

โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) หรือชื่อเดิมคือ “โรงพยาบาลดำเนินสะดวก” ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมประมาณ 29 ไร่ ในตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เปิดให้บริการแก่ประชาชนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ต่อมาได้รับพระอนุญาตให้เชิญพระนาม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาเป็นชื่อโรงพยาบาลแทนชื่อเดิม เนื่องในโอกาสมงคลสมัยทรงเจริญพระชนมายุ 100 พรรษา

ปัจจุบัน โรงพยาบาลมีสถานะเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับ M1 ขนาด 304 เตียง (เปิดให้บริการจริง 272 เตียง) มีศักยภาพในการให้บริการทางการแพทย์ครบสาขาหลักตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน อุบัติเหตุฉุกเฉิน อายุรกรรม ศัลยกรรม สูติกรรม กุมารเวชกรรม กระดูก จักษุ และทันตกรรม ตลอดจนมีบริการเฉพาะทางที่ทันสมัย อาทิ หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU, NICU, PICU) ศูนย์ไตเทียม ห้องผ่าตัด หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) และเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

โรงพยาบาลแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นสถานพยาบาลหลักของอำเภอดำเนินสะดวก รับผิดชอบดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ประมาณ 90,000 คน ครอบคลุม 13 ตำบล 104 หมู่บ้าน การจัดสร้างอาคารใหม่ทั้ง 2 หลังนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของจังหวัดราชบุรีให้ก้าวหน้าและยั่งยืนสืบไป

#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช
#สมเด็จพระสังฆราช
#พิธีวางศิลาฤกษ์
#โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชอมฺพรมหาเถร
#จังหวัดราชบุรี

05/09/2026

ฟัง “รองนายกฯ ปกรณ์” ปฏิรูประบบราชการสู่ Digital Government ได้อย่างไร เมื่อวันนี้ “เอกสารราชการ” ยังเป็นกระดาษ ซึ่งไม่ใช่ฐานข้อมูลที่ใช้ AI อ่านได้

#คุยกับครมอนุทิน
#ปฏิรูประบบราชการ

05/09/2026

รายการ 'คุยกับ ครม.อนุทิน'

▶️จ่ายเร็ว โปร่งใส ผ่านระบบ Fast Track เก็บค่าธรรมเนียมถูกกฎหมาย
ลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ

▪️ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

📍วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569
⏰ เวลา 09.05 - 09.35 น.

ที่อยู่

เลขที่ 17 หมู่ 1 ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร
Amphoe Muang Kamphaeng Phet
62000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6655715944

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท.กำแพงเพชร กรมประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สวท.กำแพงเพชร กรมประชาสัมพันธ์:

ทางลัด

แชร์