โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์

โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ Thammasat University Field Hospital for COVID-19
เพจเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และ
COVID-19

เปิดเหมือนปกติ

💊วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม🌼เป็นวันจันทร์สุดท้ายที่เราจะมา update สถานการณ์โควิดจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ หลังจากที่เขียนเล่าเ...
20/12/2021

💊วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม🌼เป็นวันจันทร์สุดท้ายที่เราจะมา update สถานการณ์โควิดจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ หลังจากที่เขียนเล่าเรื่องราวนี้ต่อเนื่องมาถึงเก้าเดือนเต็ม และหนนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ☹️เว้นแต่ว่า หลังปีใหม่เราจะมีแขกฝรั่งชื่อ Omicron มาเยี่ยมเยียนหนัก จนต้องเปิด รพ สนามกันอีกรอบ🙄จนจะต้องกลับมารายงานสถานการณ์กันใหม่ กลายเป็นเวฟที่ 5 😷 ซึ่งพวกเราไม่อยากให้มาเลย จริงจริงนะ🥵
วันนี้มีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทั่วประเทศจำนวนตำ่สุดในรอบสี่เดือนมานี้ 👏 อยู่ที่ 2,525 คนเท่านั้น ขณะที่จำนวนผู้ป่วยโควิดที่เรารับไว้รักษาใน รพ.ธรรมศาสตร์ก็มีจำนวนตำ่ที่สุดในรอบหกเดือนนี้เลย😃มีผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ เพียง 14 รายเท่านั้น 😆จำนวนผู้มีผลตรวจ swab เป็นบวกจาก Rt-PCR ก็มีเพียง 4รายจากการตรวจ 136 ราย⛱ตัวเลขที่ลดตำ่ลงทุกด้านในวันนี้ ดูจะเป็นใจกับการที่เราจะมารายงานเรื่องราวของโควิดเป็นครั้งสุดท้ายในวันนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ 🩸
ขออนุญาตใช้โอกาสของการรายงานคราวสุดท้ายนี้ เพื่อสรุปการทำงานดูแลผู้ป่วยโควิดท่ีเป็นรูปธรรมและตัวเลขการทำงานของพวกเราที่รพ.ธรรมศาสตร์ ในสงครามโควิดคราวนี้ สักสามสี่ประเด็น เพื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโรงพยาบาลเพื่อรับใช้ประชาชนแห่งนี้ต่อไป🏥ดังต่อไปนี้ 💊

(1)ในโรงพยาบาลหลัก คือรพ ธรรมศาสตร์ เราได้รับผู้ป่วยโควิดเข้ารักษาพยาบาลนับตั้งแต่เวฟแรก จนถึงเวฟที่สี่ รวมเวลาประมาณยี่สิบเดือน จากมีนาคม 63 จนถึงวันนี้ 20ธันวาคม 64 ⛑รวมทั้งสิ้น 2,124 ราย ซึ่งได้รักษาหายและกลับบ้านได้เป็นส่วนใหญ่ 😃แต่น่าเสียดายที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิดในรพ ธรรมศาสตร์มากถึง 129 คน 😩😭
ในระหว่างยี่สิบเดือนนี้ เราได้สร้าง เสริม และปรับปรุงหอผู้ป่วยโควิด จากที่เคยมีห้องNegative pressure เพียงสามห้อง ที่เตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยวัณโรค และหอผู้ป่วยโควิดแยกโรคเฉพาะกิจเพียงสิบกว่าเตียง 🏥ให้เพิ่มขึ้น กลายเป็นรวมเก้าหอผู้ป่วยที่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิดได้ถึง 120 เตียงในวันนี้ 💪และมีห้องแยกที่เป็น Negative pressure มากถึง 40ห้องสำหรับผู้ป่วยอาการวิกฤติ และมีห้องแยกกึ่งความดันลบอีกมากถึง30ห้อง โดยใช้ทรัพยากรที่พวกเราได้รับความสนับสนุนจากการบริจาคของผู้มีจิตเป็นกุศลจำนวนมากมาย 🙏👏
ในสงครามก็ต้องมีการสูญเสียเป็นปกติธรรมดา 😩 ในยี่สิบเดือนนี้ มีพวกเรา ทั้งที่เป็นแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล ที่เพลี่ยงพล้ำ ตกเป็นผู้ติดเชื้อโควิดเสียเอง รวมทั้งสิ้น 178 คน 🙄โชคดีอยู่บ้าง ที่ไม่มีรายงานการเสียชีวิตของกำลังพลของเรา 😁

(2) โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็น รพ สนามสำหรับโควิดแห่งแรกในประเทศไทย ⛑เปิดรับผู้ป่วยโควิดที่อาการไม่ถึงขั้นสีแดง มาตั้งแต่มีนาคม63 สำหรับการระบาดเวฟแรก⛑และเวฟสองในเดือนมกราคม 64⛑ กับเวฟที่สามและสี่ในเดือนเมษายนจนถึงตุลาคม64 รวมทั้งสิ้น 295 วัน 😳
โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ซึ่งเริ่มจาก 307 เตียง จนกลายเป็น 470 เตียงในช่วงหลัง 🏥เคยมีผู้ป่วยสูงสุดในวันเดียวมากถึง430 คน 🙄และตลอดระยะเวลาดำเนินงานทั้งสามช่วงเวลา เราได้ช่วยรับดูแลผู้ป่วยโควิดได้เป็นจำนวนมากถึง 5,022 คน 👏 และไม่มีผู้เสียชีวิตใน รพ สนาม เพราะเมื่อใดที่อาการผู้ป่วยใน รพ สนามเลวร้ายลง จนกลายเป็นผู้ป่วยอาการสีแดง เราก็จะส่งเข้ารับการดูแลอย่าง intensive ที่ในรพ ธรรมศาสตร์ในทันที💊

(3)ศูนยรับวัคซีนธรรมศาสตร์รังสิต ที่พวกเราใช้ยิมเนเซียม 4 ขนาด 2,500ที่นั่งทั้งหลัง มาใช้เป็นศูนย์ฉีดวัคซีนยาวนานติดต่อกันถึง 161 วัน โดยไม่หยุดเสาร์อาทิตย์⛑ โดยบุคลากรของ รพ ธรรมศาสตร์และอาสาสมัครที่มาช่วยกัน เพื่อทำให้โอกาสเข้าถึงวัคซีนของผู้คนได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางขึ้น ⛑หลังจากที่พวกเราได้ช่วยต้ังศูนย์ช่วยเหลือจองนัดฉีดวัคซีนทางโทรศัพท์ ที่รังสิต เพื่อสำหรับช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เข้าไม่ถึง”หมอพร้อม” ทางแอฟอยู่นานหลายสัปดาห์🩸
161 วันของศูนย์รับวัคซีนธรรมศาสตร์รังสิต ที่ได้สิ้นสุดลงเมื่อ 14 พฤศจิกายน เราได้ให้วัคซีน ทั้งเข็มแรก เข็มสองและสาม แก่ผู้คนไปรวมมากกว่าสามแสนโดส 😃 และได้ช่วยลดปัญหาของการเข้าไม่ถึงวัคซีนของชุมชนทางเหนือ และปริมณฑลของ กทม. ไปได้อย่างมีนัยสำคัญ 😷ทั้งนี้ โดยการริเริ่ม ด้วยบุคลากร และใช้ทรัพยากรของธรรมศาสตร์เองทั้งหมด⛱
แม้ศูนยรับวัคซีนจะปิดตัวไปเดือนเศษแล้ว แต่พันธกิจในการให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้คนของพวกเรายังไม่จบ เพราะทุกๆวัน ⛱จันทร์ถึงศุกร์ ⛱เรายังคงฉีดวัคซีนให้ผู้คนวันละประมาณ 1,500-2,000คนทุกวันในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 💊ด้วยเจ้าหน้าที่และค่าใช้จ่ายของธรรมศาสตร์เอง 🩸และสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์สุดท้าย ที่พวกเรานัดหมายผู้คนให้มารับวัคซีนในเดือนธันวาคม ก่อนที่จะกลับมาฉีดวัคซีนรอบใหม่ในกลางเดือนมกราคม 🏥

จนถึงวันนี้ 🚒ธรรมศาสตร์ได้ดูแลฉีดวัคซีนให้ผู้คนทั่วไปไปแล้ว มากกว่า 346,000โดส ⛑

(4) สำหรับโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation ที่ประสานการดูแลผู้ป่วยโควิดที่อาการไม่รุนแรง และมีความประสงค์ หรือมีความจำเป็นต้องรักษาดูแลตัวเองที่บ้าน โดยจะมีการติดตามดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาลทุกวัน 🚒และมีการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ที่มีความจำเป็นรวมตลอดทั้งอาหารสามมื้อให้ที่บ้าน ซึ่งเราได้เริ่มมาก่อนที่อื่นๆตั้งแต่ 30 มิถุนายน และทำต่อเนื่องมาจนถึง173 วัน 💪จนปิดโครงการไปเมื่อ 15ธันวาคมที่ผ่านมานั้น เราได้รับดูแลผู้ป่วยโควิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,608 คน 😷ขณะนี้ทุกรายได้หายจากอาการป่วยและกลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติแล้ว 👏

สี่เรื่องใหญ่ๆที่พวกเราที่ธรรมศาสตร์ลุกขึ้นยืนเป็นหลัก เป็นหลังพิงให้กับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในที่ต่างๆ ⛑และทั้งช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้คนในการตอบโต้และต่อต้านการรุกรานในสงครามโควิดนี้ เป็นไปโดยความเสียสละ ทุ่มเท และความกล้าหาญของบุคลากรทางการแพทย์ ในท่ามกลางสถานการณ์และเวลาที่มืดมนที่สุดของประเทศโดยแท้ ⛑และเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือการเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ในสิ่งที่ใครบางคนเคยบอกไว้กับพวกเราว่า 🇹🇭ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้พวกเราทำหน้าที่ต่อไป และให้คิดเอาเองว่า หน้าที่ของพวกเราคืออะไร 🇹🇭 โดยแท้จริง 🙏
วันนี้ สถานการณ์ได้คลี่คลายไปมากแล้ว และภาวะคุกคามของโควิดก็ลดระดับลง ก็คงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่พวกเราสมควรจะยุติภารกิจพิเศษเฉพาะในเรื่องของโควิด และกลับไปทำหน้าที่ปกติของพวกเราให้ครบถ้วนสมบูรณ์😃


#ลาก่อน 🙏และอาจพบกันใหม่ หากว่าประเทศชาติมีความจำเป็นและต้องการพวกเรา 🇹🇭💛❤️

🏥วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2564 💊วันนี้มีผู้ป่วยโควิดรายใหม่เพิ่มในจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ 3,398 ...
13/12/2021

🏥วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2564 💊วันนี้มีผู้ป่วยโควิดรายใหม่เพิ่มในจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ 3,398 คนเท่านั้น 😀และมีผู้เสียชีวิตรายวันจากโควิดอยู่ที่ 23 คน😭

สถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทยดูจะดีขึ้นมาก จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ลดลงมาตามลำดับ จำนวนผู้เสียชีวิตก็ลดลงเช่นเดียวกัน 😷ทำให้ขณะนี้เรามีความมั่นใจในระดับ 90% แล้วว่า งานปีใหม่ในที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยคงจะได้จัดกันแน่ ๆ 👏แม้ว่าจะยังคงต้องระมัดระวัง และจัดงานเลี้ยงกันแบบใส่หน้ากาก กับต้องรักษาระยะห่างกันต่อไปก็ตาม💐
ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์วันนี้ มีผู้มา Swab RT-PCR ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจำนวน 142 ราย พบผู้ป่วยผลบวกรวม 10 รายคิดเป็น 7% 😳สูงกว่า 5-7 คนที่เคยเป็นมาตลอดสัปดาห์ ☹️แต่ก็คงเป็นตัวเลขขึ้นๆลงๆ และไม่น่าจะใช่การเพิ่มขึ้นชัดของผู้ป่วยใหม่แต่อย่างใด ⛑วันนี้มีผู้ป่วยโควิดที่เรารับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล รวมทั้งสิ้นจำนวน 20 ราย และไม่มีผู้ป่วยสีแดงเข้มที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเลย 😁
ในโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation วันที่ 171 นี้ เรายุติการรับผู้ป่วยเข้าใหม่มาได้ 2-3 วันแล้ว 🚒เพราะผู้ป่วยจาก RT-PCR ผลบวกวันละสามสี่รายในโรงพยาบาล เลือกที่จะเข้าไปดูแลรักษาตัวใน Hospitel ของรพ.เอกชนมากกว่า 💊วันนี้ เราจึงยังมีผู้ป่วยแอคทีฟเหลือดูแลในโครงการนี้อยู่เพียงสามคนเท่านั้น และเราได้ตัดสินใจใน war room ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ในวันนี้ ที่จะปิดโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation ของเราในวันที่ 15 ธันวาคม วันที่173 และจะเป็นวันสุดท้ายของโครงการ เมื่อจำหน่ายผู้ป่วยรายสุดท้ายออกจากโครงการได้เสร็จสิ้น ⛑ จากนี้ไป ระบบ Home Isolation ของเรา จะเข้าสู่ โหมด Stanby ไว้สำหรับเตรียมรองรับการระบาดรอบใหม่ (ถ้าจะมีขึ้น) เท่านั้น 🏥
การยุติโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation ในวันพุธนี้ ก็เท่ากับว่า รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้กลับเข้าสู่โหมด Standby สำหรับสถานการณ์โควิดครบถ้วนทุกระบบแล้ว ⛑ เพราะเราได้ประกาศปิดโรงพยาบาลสนาม 470เตียงไปเมื่อกลางเดือนตุลาคม 🚒ปิดศูนย์รับวัคซีนธรรมศาสตร์รังสิตไปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ⛑และปิดศูนย์ธรรมศาสตร์ Home Isolation ในกลางเดือนธันวาคม 💊 จากนี้ไปพวกเราจะใช้ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ที่มีอยู่เดิม เพื่อรองรับดูแลผู้ป่วยโควิดร่วมกับผู้ป่วยปกติ โดยจะมีการแยกวอร์ดและแยก ICU ภายใน รพ.เองไว้รองรับเฉพาะ แต่จะไม่จัดทีมแพทย์ พยาบาลแยกส่วนออกไปอีกแล้ว ⛑และการตัดสินใจนี้ น่าจะเป็นการปิดฉากการจัดการต่อสู้กับวิกฤตการณ์โควิด 🥵ที่พวกเราเริ่มทำกันมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ 307 เตียงรอบแรก มาจนถึงปัจจุบันในเดือนธันวาคม 2564 🩸รวมระยะเวลา 22 เดือนเต็ม และระยะเวลา 22 เดือนนี้ แม้มันจะค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไปจากการรับรู้ของผู้คนทั้งหลาย เมื่อเวลาค่อยๆผ่านไป แต่มันจะถูกบันทึกไว้เป็นอีกหน้าหนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กับในประวัติศาสตร์ 87 ปีของมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนแห่งนี้ด้วย 🏥
ด้วยเหตุผลที่พวกเรามีความมั่นใจค่อนข้างมากว่าการระบาดของโควิดจะไม่เพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้อีก กับการเร่งฉีดวัคซีนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ดังที่พวกเราที่นี่ก็พยายามฉีดวัคซีนโควิดทั้ง Astra Zeneca และ Pfizer ให้แก่ผู้คนที่ต้องการวัคซีนอยู่วันละประมาณ 1,000-1,500 คน 📌อยู่ทุกวันนี้ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นการจัดการกับโควิดที่ดีที่สุด 😃ดังนั้น การประชุม war room ของโรงพยายามธรรมศาสตร์ที่เป็นไปเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์โควิดโดยเฉพาะ ซึ่งได้ประชุมทุกวันจันทร์มาตั้งแต่การระบาดรอบแรก และเพิ่มขึ้นเป็นทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 8.30 น. ที่ระดมผู้คนที่บริหารหน่วยงานต่าง ๆ หลายสิบคน มาระดมสมองและหาวิธีบริหารจัดการผู้ป่วย และจัดการกับการระบาดมาเป็นเวลาหลายเดือนติดต่อกัน ซึ่งเพิ่งจะมาลดลงเหลือสัปดาห์ละหนึ่งวันเมื่อเดือนที่แล้ว จึงจะได้มีการประชุมกันเป็นครั้งสุดท้ายในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคมนี้ ⛱และถ้าไม่มีการระบาดรอบที่ 5 อีกแล้ว พวกเราจึงได้ตัดสินใจกันในวันนี้ว่า หลังจากปีใหม่ไปแล้ว ก็จะไม่มีการนัดประชุม war room สำหรับ covid-19 กันอีกแล้ว ⛑มาคอยช่วยกันเอาใจช่วย เพื่อไม่ให้พวกเราต้องมี warroom กันอีกเถอะนะ 🙄
ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันกับการมีการเรียกประชุม warroom ของโรงพยาบาล ⛱การรายงานสถานการณ์โควิด 19 ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ที่ได้รายงานต่อเนื่องมาทุกวัน ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2564 มาจนกระทั่งถึงเดือนตุลาคม 2564 ⛑ที่กลายมาเป็นการรายงานสัปดาห์ละสองวันในเดือนตุลาคม 🚒และได้กลายมาเป็นรายงานทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายน 2564 💊ก็สมควรจะต้องยุติลงในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม ด้วยเช่นกัน 🏥 🙏พวกเราไม่ได้ไปไหนหรอก ยังคงอยู่ในโหมดเตรียมพร้อม และต้องคอยติดตามสถานการณ์ และเร่งซ่อมแซมป้อม ค่าย คู ประตูหอรบ เพื่อเตรียมรับศึกโควิดในรอบต่อไป ถ้าหากจะมีขึ้นอีก 💪แต่ก็แอบมีความหวังเล็ก ๆ 🤞ในบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 💐เหมือนกับคนไทยทุก ๆ คนและคนทั้งโลก 🌼ที่หวังจะให้ฝันร้ายที่ยาวนานและตามหลอกหลอนพวกเรามาเกือบสองปีเต็มนี้ ได้จบลงจริง ๆ เสียทีเถอะนะ🙏

#ขอให้ทุกคนเข้มแข็ง แข็งแรง และปลอดภัยจากโควิดในเทศกาลปีใหม่ปีนี้และตลอดไป 💛❤️

#โรงพยาบาลเพื่อรับใช้ประชาชน 🇹🇭

📌วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 64 📔วันที่ 164 ของโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation และเป็นจันทร์แรกของเดือนธันวาคม🌝          🌗ธั...
07/12/2021

📌วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 64 📔วันที่ 164 ของโครงการธรรมศาสตร์ Home Isolation และเป็นจันทร์แรกของเดือนธันวาคม🌝
🌗ธันวาคมเป็นเดือนที่ครบสองปีเต็มของการที่โลกได้พบการระบาดของไวรัสโคโรน่าเป็นครั้งแรก 🌞ดูเหมือนเวลาผ่านไปไม่นานเลย แต่นี่ก็คือสองปีเต็มที่มนุษยชาติทั้งมวลต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิต เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ หยุดการเดินทาง หยุดการพบปะกับผู้คน 👨‍👨‍👧ระมัดระวังตนเองในทุก ๆ กิจกรรมที่ทำนอกบ้าน 😷และทำให้เศรษฐกิจของโลกโดยรวมตกต่ำลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน 😪สองปีนี้น่าจะนานพอละนะ ที่พวกเราจะเริ่มต้นมีความหวัง ที่จะกลับมามีชีวิตที่ใกล้จะเหมือนปกติได้เสียที…
ตัวเลขผู้ป่วยโควิดใหม่รายวันของวันนี้ ยังอยู่ที่ 4,000คนและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 22 คน ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ลดลงมาอยู่แถวสี่พันเศษมาได้สักสัปดาห์นึงแล้ว และวันนี้ลงมาตำ่สุดในรอบหลายเดือนที่สี่พันถ้วน 😁ดูจะเป็นข่าวดีที่พอจะเป็นความหวังจางๆได้เพราะแม้พวกเราจะผ่านระยะ Peak ของงานเทศกาลลอยกระทงมาครบสองสัปดาห์เต็มแล้วก็ตาม 😳แสดงว่าเราไม่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอีกจากเทศกาลนี้ แม้จะมีกิจกรรมรวมกลุ่ม และมีการพบปะสังสรรค์กันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศก็ตาม 🥃หวังว่า ในเดือนมกราคม เมื่อครบสองปีเต็ม หลังจากที่มีผู้ป่วยโควิดรายแรกในประเทศไทย ⛑พวกเราก็น่าจะมีข่าวดียิ่งขึ้นอีก จากการลดลงของผู้ติดเชื้อรายวัน😅จนกระทั่งสามารถจะสบายใจกันได้มากกว่านั้นอีกนะ 👏ถ้าหากว่า ไม่มีเจ้าตัวร้าย Omicron ☠️มาเพิ่มให้พวกเราต้องคอยวิตกกังวลไปดัวยอีกชนิดหนึ่ง 😩👹
สถานการณ์ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ในเรื่องโควิด เรามีผู้ป่วยโควิดทั้งที่รับเข้ามารักษาใหม่ และที่ตรวจ RT-PCR พบใหม่ ลดลงมาเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน👏ตัวเลขการตรวจ RT-PCR พบผลบวกในสองสามวันมานี้ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวมีผู้ป่วย Positive เพียงวันละ 3-6 คนเท่านั้น 😀จำนวนผู้ป่วยโควิดที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสามสี่วันมานี้ เหลืออยู่ต่ำกว่ายี่สิบรายแล้ว เช้าวันนี้เรามีผู้ป่วยโควิดรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 16 รายเท่านั้น 🚒และไม่มีผู้ป่วยวิกฤติสีแดงเข้มที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเลย 😃ขณะที่ใน Home Isolation ในวันที่ 164 นี้ก็ยังคงเหลือผู้ป่วยแอคทีฟ ที่เราต้องติดตามดูแลอยู่เพียง 10 คนเท่านั้น และไม่มีผู้ป่วยรับมาดูแลเพิ่มในวันนี้ 😁ดูเหมือนแนวทางในการที่พวกเราวางแผนไว้ว่า จะยุติการรับผู้ป่วยเข้า Home Isolation ภายในเดือนธันวาคม ⛑เพื่อจะกลับไปทำงานใน track ปกติ ที่ดูแลผู้ป่วยโควิดไปพร้อม ๆ กับการดูแลผู้ป่วยปกติอื่นๆในปลายเดือนธันวาคมนี้ 😷น่าจะมีความเป็นไปได้สูงมาก แม้ว่าพวกเราจะยังคงให้บริการฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่สองและสามให้แก่ผู้คนที่นัดหมายอยู่วันละ 1000-1500 คนในโรงพยาบาลอยู่ตลอดทั้งเดือนธันวาคมนี้ก็ตาม 💊
ขณะนี้ ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ชีวิตปกติของการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากกว่าสี่พันคนในแต่ละวัน 🩸และการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลตลอดจนกระจายโอกาสการได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงออกไปอย่างกว้างขวาง ก็เริ่มกลับมาดำเนินต่อไปอีกแล้ว 🏥เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พวกเราเพิ่งจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 34 ปี ของการก่อตั้งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ⛱และประกาศเริ่มโครงการเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพกเทียมจำนวน 200 ข้อ 👩🏼‍🦽⛑เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันที่ 5 ธันวาคม 🙏โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ 📌หากมีผู้ยากไร้ที่เดินไม่ได้เพราะปัญหาข้อเข่าหรือข้อสะโพก และเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลซึ่งนอกจากมีราคาแพงมากระดับหลายแสนบาทต่อการเปลี่ยนข้อ และยังต้องรอคิวนัดนานนับปีหรือหลายปีในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนข้อเข่าข้อสะโพก 🩸สามารถติดต่อมาเพื่อขอรับความช่วยเหลือโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากพวกเราในโครงการนี้ด้วยนะ🚒

สถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิดกลายพันธ์ตัวใหม่ Omicron 👹ดูจะเป็นปัจจัยคุกคามชีวิตที่จะกลับคืนไปสู่ความปกติสุขของพวกเราอยู่มาก 😰โดยเฉพาะกับการกลายพันธ์อย่างมาก จนอาจจะตรวจสอบด้วย RT-PCR ในบางชนิดของอุปกรณ์ตรวจสอบไม่พบ 📌กับการที่เชื้อชนิดนี้ติดได้ง่ายและเร็ว แม้แต่ในผู้คนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วก็ตาม 😩ยิ่งไปกว่านั้น การระบาดอย่างรวดเร็วจนมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นทวีคูณในเวลาไม่กี่วันในอาฟริกาใต้ก็เป็นข่าวที่ทำให้ตระหนกตกใจไปทั่วโลก 😱เช้าวันนี้ มีถึง 40 ประเทศแล้วที่พบการระบาดของ Omicron ในผู้ป่วยโควิด🤕กับทั้งการเริ่มมีผู้ป่วยด้วยเชื้อนี้ในประเทศที่มีพรมแดนติดกับเรา ก็ยิ่งทำให้ผู้คนตระหนกมากขึ้นว่าจะมีการระบาดชนิดนี้ในประเทศไทยด้วย ดังที่เมื่อบ่ายวันนี้ คร. ได้แถลงยืนยันแล้วว่าเรามีผู้ป่วยจากเชื้อชนิดนี้เป็นรายแนกแล้ว 😱
จริงๆแล้ว พวกเราที่นี่ไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่กับเชื้อกลายพันธ์ชนิดนี้นะ ☹️เพราะได้ทำใจกันไว้แล้วว่า อะไรจะมาก็คงต้องมา และในอดีตทุกชนิดเชื้อไวรัสโควิดที่กลายพันธ์ ก็ได้ปรากฏร่องรอยการมาเยี่ยมเยือนเมืองไทยมาแล้วล่ะ 🥵ทั้ง Alpha Beta และ Delta ถ้าจะมี Omicron มาด้วยกับเพื่อนเขาก็คงไม่แปลกอะไร แม้ว่าสธ. จะประกาศว่าเรามีมาตรการป้องกันเข้มแข็งอย่างไรก็ตาม 🙄เพราะเรามีผู้คนเข้าออก ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและแอบเข้ามาในประเทศได้ในเกือบทุกทิศทางของพรมแดน 😩และระบบเศรษฐกิจของเราก็ทั้งต้องการ และทั้งดึงดูดให้ผู้คนจากต่างประเทศ ไม่ว่าว่าจะมาเที่ยว มาทำงานหรือมาหางานทำ จากประเทศอื่นๆ ให้หลั่งไหลเข้ามาบ้านเราอย่างมากมายอย่างที่พวกเรารู้ ๆ กันอยู่ 🙄ดังนั้น พวกเราจึงคิดข้ามชอตไปแล้วล่ะ ว่าถ้าเจ้า Omicron อยากจะเข้ามาเที่ยวเมืองไทยด้วย จะเกิดอะไรขึ้น และพวกเราจะต้องทำอะไรกันบ้าง 😳
การมีผู้ป่วยโควิดรายใหม่เพิ่มขึ้น 🩸การระบาดมากขึ้นในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยที่มักจะไม่ติดเชื้อมาแต่เดิม 🩸การ detect ไม่พบจาก RT-PCR บางชนิดหรือบางวิธีการ 🩸ฯลฯ 🩸เรื่องเหล่านี้คงเกิดขึ้นเมื่อ Omicron เข้ามาเที่ยวเมืองไทยเพื่อมาเจออากาศหนาวของเดือนธันวาคมแน่ ๆ 😃แต่การที่จนถึงปัจจุบันซึ่งผ่านมากว่าสองสัปดาห์หลังการค้นพบการระบาดของเชื้อชนิดใหม่นี้แล้ว 🚒รายงานทางการแพทย์ยังไม่ได้ยืนยันเรื่องความรุนแรงมากของโรค และยังไม่ปรากฏว่ามีรายงานผู้ป่วยอาการหนักจาก Omicron มากนัก ทั้งยังไม่ปรากฎผู้เสียชีวิตเลย ⛑เช่นนี้ อาจจะทำให้พวกเราไม่ตระหนกมากนักกับการที่จะต้องพบผู้ป่วย Omicron รายแรกในประเทศอยู่ได้กระมัง😳
นอกจากนั้น ถ้ามองโลกในทางบวก และเชื่อการประเมินเบื้องต้นของนักอิมมูนวิทยาและนักระบาดวิทยาหลายราย ที่เสนอแนวคิดว่า เมื่อ Omicron ได้กลายพันธ์ จนสามารถติดต่อแพร่เชื้อออกไปได้อย่างรวดเร็ว มันก็จะเสียความสามารถเรื่องความรุนแรงของโรคไปด้วย 😷เพราะถ้าติดแล้วผู้ป่วยมีอาการหนัก ก็ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทันที 🥵โอกาสที่จะอยู่ข้างนอกโรงพยาบาล เพื่อจะไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไปอีก ก็จะลดลงไปด้วย ดังนั้นผู้ป่วยที่พบว่าติดเชื้อ Omicron ตามที่มีรายงานทางการแพทย์จึงเป็นกลุ่ม Mild symptoms เป็นหลัก 🏥
ถ้าคิดจากแง่มุมนี้ การระบาดของ Omicron ที่รวดเร็วมาก แต่ไม่น่ากลัวมากนัก เพราะไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง 💊และสามารถรักษาให้หายได้ไม่นาน จึงทำให้เกิดข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า Omicron อาจจะเป็นการระบาดระยะสุดท้ายของโควิด-19 ได้แล้วกระมัง ⛑👏🚒 กล่าวคือ โรคนี้จะระบาดออกไปอย่างกว้างขวางมาก แต่ไม่มีอาการรุนแรง และอาจทำให้เกิดภูมิต้านทานหมู่ (Herd Immunity) ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว และเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง ก็มีโอกาสที่ Omicron จะกลายเป็นโควิดสายพันธ์หลัก และเปลี่ยนสถานะเป็นเชื้อโรคลักษณะเดียวกันกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแม้จะเป็นโรคที่ทำให้มีคนเสียชีวิตได้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี แต่ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นโรคประจำถิ่น ทีมาเป็นช่วงเวลา กับทั้งมีวิธีป้องกันรักษาให้หายได้💊 และเมื่อนั้น มนุษยชาติก็คงจะรู้สึกว่าพวกเราถูกข่มขู่ คุกคาม และรุกรานจากเชื้อไวรัสนี้น้อยลง 🩸จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติที่เป็น new normal 🏥และชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมก็อาจจะกลับมา จนใกล้เคียงกับที่เคยเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ได้กระมัง 👏👏😃

อันนี้เป็นความเชื่อเบื้องต้นของนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย 🩸ที่ทำให้พวกเราได้มีความหวังมากขึ้นว่า หลังสองปีไปแล้วนี้ สงครามไวรัสล้างโลกคราวนี้น่าจะจบลงได้ 😱และชีวิตที่เป็นปกติแบบเดิม ที่พวกเราถวิลหาอยู่ 😍จะได้กลับมาเสียที ❤️ และถ้าหากในท้ายที่สุดแล้ว การระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ Omicron เป็นไปในทิศทางที่มีผู้คาดหมายไว้ 📌และที่สำคัญที่สุดก็คือ ยาเม็ดสำหรับรักษาไวรัสโควิดตระกูลใหม่💊ที่กำลังพัฒนากันอยู่ ทั้งโดยบริษัท Merck และ Pfizer และบริษัทยาระดับโลกรายอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับการรับรองจาก FDA และออกมาใช้ในโรงพยาบาลทั้งหลายได้ภายในเดือนมกราคมนี้ จะสามารถระงับยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิดในผู้ป่วย โดยมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจพอสมควร 💊จะยังสามารถรักษาครอบคลุมไปได้กับเชื้อกลายพันธ์ Omicron ชนิดใหม่นี้ได้ด้วยนะ 😃และเมื่อนั้น... ซึ่งหวังว่าอีกไม่นานนัก 😍 มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ก็คงจะได้มีโอกาสกลับมาเฉลิมฉลองกันทั่วโลก👏😃ในการสิ้นสุดของสงครามไวรัสล้างโลกครั้งนี้ได้เสียทีนะ 💐

# มามีความหวังและมาคอยติดตามให้ความหวังเป็นจริงจังกันกับพวกเรานะ🌺🌼⛑
# โรงพยาบาลเพื่อรับใช้ประชาชน 🏥

ที่อยู่

Amphoe Pathum Thani
12120

เบอร์โทรศัพท์

+6629269999

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


Amphoe Pathum Thani บริการภาครัฐอื่นๆ

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

On Saturday 25th September, together with our friends at British Chamber of Commerce Thailand (BCCT), we packed our third round of 600 CARE boxes for our 6 Hubs, with 50 essential survival items to support #COVID19 patients #quarantining at home & hospital. The packing was held at Bangkok Marriott Marquis Queen's Park and again delivered to our 6 #CARE Hubs over the weekend: 🏠 Duang Prateep Foundation, Bangkok 🏥 Thammasart Hospital, Pathumthani, (โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์) 🏥 Somdej Phra Boromma Ratchathewi Na Si Racha Hospital, Chonburi (โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา) 🏥 Rayong Hospital, Rayong (โรงพยาบาลระยอง) 🏥 Chiang Mai Field Hospital at Chiang Mai International Exhibition and Convention Centre, Chiang Mai 🏠 One Phuket, Phuket AustCham Thailand would again like to thank everyone who has played a part in the CARE Package project so far and for supporting AustCham’s CARE in the Community!
ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย #รับส่งผู้ป่วยโควิท ไปหาหมอ หรือ กลับบ้าน ฟรี ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล แอดไลน์ แอด @kemtid มี @ ช่วยกันแชร์ บอกต่อ ค่ะ แจ้ง สถานที่อยู่ วันเวลา และจุดหมายปลายทาง กรอกประวัติ ชื่อที่อยู่ อาการและ เบอร์โทรติดต่อ ***คนขับใส่ชุด PPE เมื่อไปถึงหน้าบ้าน รถจะได้รับการทำความสะอาดพ่นแอลกอฮอล์ครบมาตรฐานความปลอดภัยทุกครั้งก่อน-หลังรับผู้ป่วย ฟรี ไม่มีค่าใช่จ่าย ค่ะ แอดไลน์ ตอบไวสุด @kemtid https://lin.ee/dvKQNHO
W H O ต้ อ ง ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น โ ค วิ ด (ตอนที่ 1) WHO จะสู้ หรือ จะภาวนาขอความเมตตา จากโควิด ???? เรา (ชาวโลก) จะยอมนอนกับโควิด (งูเห่า) บนเตียงทุกวันๆหรือ ??? เช่น สายพันธุ์ C .1.2 และ มิว ที่ติดต่อได้ง่ายขึ้น หรือ หลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น หรือทั้งสองอย่าง ซึ่งมีอัตราการกลายพันธุ์สูง ไข้หวัดนก ระบาดเมื่อ 18 ปีที่แล้ว แต่มันกลายพันธุ์ ให้อยู่ร่วมกับเรา (ชาวโลก) ได้ โดยไม่เป็นอันตราย (จนถึงปัจจุบัน) แต่โควิดมันกลายพันธุ์ แล้วทำให้เรา (ชาวโลก) ป่วย และตาย มากขึ้นๆๆ แล้วต่อไปมันจะกลายพันธุ์ ในแง่บวก (เป็นมิตร) หรือ ในแง่ลบ (อันตราย) ?? ไ ม่ มี ใ ค ร ต อ บ ไ ด้ !! ทำได้แค่ภาวนาขอให้มัน (โควิด (งูเห่า)) โปรดเมตตา (ไม่กัด) เรา (ชาวโลก) หรือ หวังว่าจะมีใครสามารถคิดค้น ยา หรือ วัคซีน ที่ปราบเชื้อนี้ได้ (แบบไม่แพงนัก และ มากพอ) แ ต่ ต อ น นี้ ยั ง ไ ม่ มี (แบบที่ว่านี้) การล็อคดาวน์ (แบบจีน) ไม่สามารถสู้โควิดได้ เพราะ ถึงแม้จะมีประเทศใดประเทศหนึ่ง คัดกรองจนเชื้อหมดประเทศนั้นๆไปแล้ว แต่เดี๋ยวเชื้อมันก็จะกลับมาอีก จากนอกประเทศได้ เป็นวงจรอุบาท ดังนั้น ทุกประเทศในโลก จะต้องทำวิธี ล็อคดาวน์ (แบบจีน) นี้ให้หมด เพื่อถอนรากถอนโคน โควิด จากโลกนี้ วัคซีนในปัจจุบันสู้ เดลต้า ไม่ได้ เพราะผู้ฉีดวัคซีนแล้ว ยังติดเชื้อ และแพร่เชื้อได้ และภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงในแค่ 3 - 6 เดือน ประมาณ วันที่ 20 ก.ค. จีนเริ่มล็อคดาวน์ ในจุดที่ระบาดของจีน และวันที่ 24 ส.ค. จีนสามารถควบคุมการแพร่เชื้อได้ (ใน 35 วัน) หมด หรือเกือบหมด ดังนั้น WHO และ เรา (ชาวโลก) จะต้องร่วมมือกัน "สู้" กับโควิด พร้อมๆกันในทุกทวีป ซึ่งปัจจุบัน มีทางเดียว คือ การล็อคดาวน์ (แบบจีน) ซึ่งจะสามารถ "ถอนรากถอนโคน" โควิด ได้ ทุกสายพันธุ์ โดยไม่ต้องสนใจ เรื่องวัคซีนเลย เพราะไม่มีการใช้วัคซีนเลย เพราะวัคซีนป้องกันการตาย และเจ็บ แต่ไม่ป้องกันการติดต่อ เพราะการล็อคดาวน์ (แบบจีน) น่าจะเป็นวิธีที่ ง่าย และ ถูก และ เร็วที่สุด มูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2563-2564 (แค่ 2 ปีนี้) เสียหายไป 10.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอาจเริ่มที่ อาเซียน (10 ประเทศ) ก่อนก็ได้ (ทำทีละ "กลุ่มประเทศ") โดยใช้เวลา "กลุ่มประเทศ" ละ 30 วันจบ แล้วย้ายไป กลุ่มประเทศใหม่ จนหมดในทวีปเอเชีย แล้วค่อยย้ายไปทำในทวีปอื่น ให้หมดทุกทวีป ในโลก ก็จะทำให้ โควิด สูญพันธุ์ แบบ "ถอนรากถอนโคน" จากโลกนี้ หมายเหตุ พม่ามีปัญหาทางการเมือง อาจตัดออกก่อนก็ได้ แต่จะต้องงดการเดินทางกับพม่า (โดยเด็ดขาด) จนกว่า WHO จะล็อคดาวน์ได้สำเร็จ เปรียบโควิดเป็นเหมือน ต้นไม้พิษ ที่มีดอกไม้พิษ ปล่อยละอองเกสรพิษ ฟุ้งกระจาย ล่องลอยไปเจริญเติบโตอยู่ในคนๆใหม่ แล้วมันก็จะออกดอก และปล่อยละอองเกสรพิษ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าผู้มีเชื้อ เข้าไปในชุมชนหนาแน่น จาก 1 อาจแพร่เชื้อได้ เป็น 100 หรือเป็น 1000 ภายในวันเดียวก็ได้ ห ม า ย เ ห ตุ ต้นไม้พิษนี้ มันมีอายุขัย 14 วัน ถ้าละอองพิษ ของมันลอยไปติดคนคนใหม่ ไม่ได้ มันจะตาย (หมดอายุขัย) การคิดค้นวัคซีน และยารักษาโรค เปรียบเหมือน การต่อสู้กับ ละอองเกสรพิษ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่มีใครรู้ว่าจะกลายพันธุ์ไปอีก หรือไม่ ? อย่างไร ? การล็อคดาวน์ เปรียบเหมือน การโค่นต้นไม้พิษ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทำให้มันตายก่อนที่มันจะปล่อยละอองเกสรพิษ จึงเป็นการแก้ปัญหา โ ค วิ ด แ บ บ ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น (อ่านต่อตอนที่ 2) W H O ต้ อ ง ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น โ ค วิ ด (ตอนที่ 2) ประเทศไทยมีคน 73 ล้านคน (รวมแรงงานต่างชาติ) ต้องตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) ชุดตรวจราคา 70 บาท / ชุด = 73 x 70 x 4 = 20440 ล้านบาท หมายเหตุ อาจแยกตรวจตามสีของแต่ละจังหวัด หรือ ประเทศ หรือ กลุ่ม ก็ได้ เช่น สีแดงเข้ม = พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 10 % (สูงมาก) สีแดง = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 5 % (สูง) สีเขียว = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1 % (ปลานกลาง) สีเขียวเข้ม = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 0.5 % (ต่ำ) สีขาว = ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ 0 % (ปลอดภัย) ทุกสี จะพบผู้ติดเชื้อ 14 วันแรก ประมาณ 96 % ที่เหลือ 16 วัน จะเป็นการแยกรักษาผู้ติดเชื้อ และ ค้นหาอีก 4 % ที่เหลือ 30 วันจบ แล้วเจ้าของประเทศ ต้องเฝ้าระวังค้นหาผู้หลุดลอดต่ออีก 3 เดือน สีแดงเข้ม อาจตรวจ ATK คนละ 6 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) สีแดง อาจตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) เขียว อาจตรวจ ATK คนละ 2 เที่ยว (ตรวจทุก 14 วัน) สีเขียวเข้ม อาจตรวจ ATK คนละ 2 เที่ยว (ตรวจทุก 14 วัน) สีขาว อาจไม่ต้องตรวจ ATK เลยก็ได้ เป็นต้น โดยอาจแบ่งแยกพื้นที่ เป็นหมวดหมู่ เช่น ประเทศ สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว จังหวัด สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว กลุ่มเสี่ยง สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ และ ประเมินวิธีการรักษา โลกมีคน 7674 ล้านคน ต้องตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) ชุดตรวจราคา 70 บาท / ชุด = 7674 x 70 x 4 = 2148720 ล้านบาท (หรือ ประมาณ 2.15 ล้านล้านบาท) ราคาชุดตรวจ ATK ทั้งหมดนี้ คิดจาก ชุดตรวจ 70 บาท / ชุด แต่ WHO อาจทำให้ต้นทุนราคาดลลงอีกได้ก็ได้ เช่น อาจเหลือ 35 หรือ 10 บาท / ชุด เป็นต้น ก็จะทำให้ต้นทุนลดลงได้อีก ส่วนเรื่องบุคลากร แพทย์และพยาบาล อาจใช้โมเดล เปรียบเทียบ (ทำนอง) สหประชาชาติ (UN) นำทีมส่งทหารไปรบที่อีรัก วันนี้ เรา (ชาวโลก) โดย WHO จะนำทีมแพทย์ และ พยาบาล มาประจำที่ WHO เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ในอัตรา เพื่อทำสงครามกับโควิด แบบถอนรากถอนโคน เงื่อนไข ใช้ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรของแต่ละประเทศ และความเจริญของเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศ เป็นหลักในการส่งจำนวนแพทย์ / พยาบาล ของแต่ละประเทศ ดังต่อไปนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ / พยาบาล = 1 / 10 - 49 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 10 - 49 คน) ประเทศที่กำลังพัฒนา แพทย์ / พยาบาล = 1 / 50 - 99 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 50 - 99 คน) ประเทศที่ด้อยพัฒนา แพทย์ / พยาบาล = 1 / 100 - 1000 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 100 - 1000 คน) ก็ได้ เป็นต้น ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงอาจจะมี อัตราส่วนของ แพทย์ / พยาบาล แปรผัน ดังต่อไปนี้ (โดยประมาณ) เช่น จีน 500 / 20000 คน สหรัฐ 200 / 2000 คน รัสเซีย 40 / 400 คน ยุโรป 1000 / 10000 คน อินเดีย 30 / 10000 คน แอฟริกา 30 / 30000 คน อินโด 20 / 500 คน ไทย 20 / 300 คน ญี่ปุ่น 50 / 500 คน เกาหลี 20 / 200 คน อเมริกาใต้ 200 / 8000 คน ฯลฯ เป็นต้น รวมแล้วน่าจะมีหมอ และ พยาบาล รวมกันทั้งหมดประมาณ 1 แสนคน มาประจำที่ WHO นี้ ประมาณ 1 ปี ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์ ก็หารกัน หรือ ตามสัดส่วน จำนวนประชากร แปรผันกับความเจริญ ของแต่ละประเทศ (ประเทศรวยอาจออกเงินมากกว่า) ก็ได้ เป็นต้น เชื่อว่า ภายใน 1 ปี เรา (ชาวโลก) ก็จะสามารถจำจัดโควิด ออกไปจากโลกนี้ แบบถอนรากถอนโคน ได้ตามต้องการ การล็อคดาวน์ เปรียบเหมือน ก า ร ดึ ง ฟื น อ อ ก จ า ก ก อ ง ไ ฟ หมายเหตุ ถ้าประเทศใดไม่ยอมล็อคดาวน์ อาจจะถูกตัดออกจากสังคมเรา (ชาวโลก) โดยเด็ดขาด เพราะประเทศนั้น อาจเป็นประเทศที่เพาะเลี้ยงเชื้อโควิด กลับมาแพร่ให้พวกเรา (ชาวโลก) อีกครั้ง แล้วมันก็จะกลับมาเป็นวงจรอุบาท ไม่รู้จบสิ้น (หรือเปล่า ?) W H O ต้ อ ง ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น โ ค วิ ด (ตอนที่ 3) นครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย พบผู้ติดเชื้อโควิด จากมณฑล เจียงซู ในวันที่ 2 สค. จำนวน 12 ราย แต่ไม่แสดงอาการ 8 ราย และในวันที่ 7 สค.พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 78 ราย แต่ไม่แสดงอาการ 31 ราย ใช้กรดนิวคลีอิก ตรวจหาเชื้อโควิด โดยใช้แพทย์และเจ้าหน้าที่ กว่า 28,000 คน ตั้งจุดตรวจ 2820 จุด (56 ชุมชน) ตรวจได้ 11.28 ล้านคน ภายใน 5 วันเท่านั้น (เริ่มตรวจในวันที่ 3 - 7 สค.) ยกเว้น เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ประมาณ 5 วัน อู่ฮั่น สามารถตรวจได้ 11 ล้านคน โดยใช้แพทย์ และเจ้าหน้าที่ 1800 หรือ 2800 (ตัวเลขแต่ละสื่อไม่ตรงกัน) ดังนั้น WHO ก็น่าจะตรวจคนทั้งโลกได้ โดยอาจใช้ แพทย์ และเจ้าหน้าที่ ประมาณ 1 - 3 แสนคน ได้ภายใน 1 ปี (ตามที่กล่าวในตอนที่ 2) และอาจจะขอให้ผู้จัดการในการตรวจเชื้อในอู่ฮั่นมาเป็นที่ปรึกษา และเป็นกรณีศึกษา ก็จะดี
W H O ต้ อ ง ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น โ ค วิ ด (ตอนที่ 3) นครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย พบผู้ติดเชื้อโควิด จากมณฑล เจียงซู ในวันที่ 2 สค. จำนวน 12 ราย แต่ไม่แสดงอาการ 8 ราย และในวันที่ 7 สค.พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 78 ราย แต่ไม่แสดงอาการ 31 ราย ใช้กรดนิวคลีอิก ตรวจหาเชื้อโควิด โดยใช้แพทย์และเจ้าหน้าที่ กว่า 28,000 คน ตั้งจุดตรวจ 2820 จุด (56 ชุมชน) ตรวจได้ 11.28 ล้านคน ภายใน 5 วันเท่านั้น (เริ่มตรวจในวันที่ 3 - 7 สค.) ยกเว้น เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ประมาณ 5 วัน อู่ฮั่น สามารถตรวจได้ 11 ล้านคน โดยใช้แพทย์ และเจ้าหน้าที่ 1800 หรือ 2800 (ตัวเลขแต่ละสื่อไม่ตรงกัน) ดังนั้น WHO ก็น่าจะตรวจคนทั้งโลกได้ โดยอาจใช้ แพทย์ และเจ้าหน้าที่ ประมาณ 1 - 3 แสนคน ได้ภายใน 1 ปี (ตามที่กล่าวในตอนที่ 2) และอาจจะขอให้ผู้จัดการในการตรวจเชื้อในอู่ฮั่นมาเป็นที่ปรึกษา และเป็นกรณีศึกษา ก็จะดี
W H O ต้ อ ง ถ อ น ร า ก ถ อ น โ ค น โ ค วิ ด (ตอนที่ 2) ประเทศไทยมีคน 73 ล้านคน (รวมแรงงานต่างชาติ) ต้องตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) ชุดตรวจราคา 70 บาท / ชุด = 73 x 70 x 4 = 20440 ล้านบาท หมายเหตุ อาจแยกตรวจตามสีของแต่ละจังหวัด หรือ ประเทศ หรือ กลุ่ม ก็ได้ เช่น สีแดงเข้ม = พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 10 % (สูงมาก) สีแดง = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 5 % (สูง) สีเขียว = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1 % (ปลานกลาง) สีเขียวเข้ม = พบผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 0.5 % (ต่ำ) สีขาว = ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ 0 % (ปลอดภัย) ทุกสี จะพบผู้ติดเชื้อ 14 วันแรก ประมาณ 96 % ที่เหลือ 16 วัน จะเป็นการแยกรักษาผู้ติดเชื้อ และ ค้นหาอีก 4 % ที่เหลือ 30 วันจบ แล้วเจ้าของประเทศ ต้องเฝ้าระวังค้นหาผู้หลุดลอดต่ออีก 3 เดือน สีแดงเข้ม อาจตรวจ ATK คนละ 6 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) สีแดง อาจตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) เขียว อาจตรวจ ATK คนละ 2 เที่ยว (ตรวจทุก 14 วัน) สีเขียวเข้ม อาจตรวจ ATK คนละ 2 เที่ยว (ตรวจทุก 14 วัน) สีขาว อาจไม่ต้องตรวจ ATK เลยก็ได้ เป็นต้น โดยอาจแบ่งแยกพื้นที่ เป็นหมวดหมู่ เช่น ประเทศ สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว จังหวัด สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว กลุ่มเสี่ยง สีแดง แดงเข้ม เขียว เขียวเข้ม ขาว เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ และ ประเมินวิธีการรักษา โลกมีคน 7674 ล้านคน ต้องตรวจ ATK คนละ 4 เที่ยว (ตรวจทุก 7 วัน) ชุดตรวจราคา 70 บาท / ชุด = 7674 x 70 x 4 = 2148720 ล้านบาท (หรือ ประมาณ 2.15 ล้านล้านบาท) ราคาชุดตรวจ ATK ทั้งหมดนี้ คิดจาก ชุดตรวจ 70 บาท / ชุด แต่ WHO อาจทำให้ต้นทุนราคาดลลงอีกได้ก็ได้ เช่น อาจเหลือ 35 หรือ 10 บาท / ชุด เป็นต้น ก็จะทำให้ต้นทุนลดลงได้อีก ส่วนเรื่องบุคลากร แพทย์และพยาบาล อาจใช้โมเดล เปรียบเทียบ (ทำนอง) สหประชาชาติ (UN) นำทีมส่งทหารไปรบที่อีรัก วันนี้ เรา (ชาวโลก) โดย WHO จะนำทีมแพทย์ และ พยาบาล มาประจำที่ WHO เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ในอัตรา เพื่อทำสงครามกับโควิด แบบถอนรากถอนโคน เงื่อนไข ใช้ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรของแต่ละประเทศ และความเจริญของเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศ เป็นหลักในการส่งจำนวนแพทย์ / พยาบาล ของแต่ละประเทศ ดังต่อไปนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ / พยาบาล = 1 / 10 - 49 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 10 - 49 คน) ประเทศที่กำลังพัฒนา แพทย์ / พยาบาล = 1 / 50 - 99 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 50 - 99 คน) ประเทศที่ด้อยพัฒนา แพทย์ / พยาบาล = 1 / 100 - 1000 คน (แพทย์ 1 คน / พยาบาล 100 - 1000 คน) ก็ได้ เป็นต้น ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงอาจจะมี อัตราส่วนของ แพทย์ / พยาบาล แปรผัน ดังต่อไปนี้ (โดยประมาณ) เช่น จีน 500 / 20000 คน สหรัฐ 200 / 2000 คน รัสเซีย 40 / 400 คน ยุโรป 1000 / 10000 คน อินเดีย 30 / 10000 คน แอฟริกา 30 / 30000 คน อินโด 20 / 500 คน ไทย 20 / 300 คน ญี่ปุ่น 50 / 500 คน เกาหลี 20 / 200 คน อเมริกาใต้ 200 / 8000 คน ฯลฯ เป็นต้น รวมแล้วน่าจะมีหมอ และ พยาบาล รวมกันทั้งหมดประมาณ 1 แสนคน มาประจำที่ WHO นี้ ประมาณ 1 ปี ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์ ก็หารกัน หรือ ตามสัดส่วน จำนวนประชากร แปรผันกับความเจริญ ของแต่ละประเทศ (ประเทศรวยอาจออกเงินมากกว่า) ก็ได้ เป็นต้น เชื่อว่า ภายใน 1 ปี เรา (ชาวโลก) ก็จะสามารถจำจัดโควิด ออกไปจากโลกนี้ แบบถอนรากถอนโคน ได้ตามต้องการ การล็อคดาวน์ เปรียบเหมือน ก า ร ดึ ง ฟื น อ อ ก จ า ก ก อ ง ไ ฟ หมายเหตุ ถ้าประเทศใดไม่ยอมล็อคดาวน์ อาจจะถูกตัดออกจากสังคมเรา (ชาวโลก) โดยเด็ดขาด เพราะประเทศนั้น อาจเป็นประเทศที่เพาะเลี้ยงเชื้อโควิด กลับมาแพร่ให้พวกเรา (ชาวโลก) อีกครั้ง แล้วมันก็จะกลับมาเป็นวงจรอุบาท ไม่รู้จบสิ้น (หรือเปล่า ?)