สวท.สุไหงโก-ลก radiokolok

สวท.สุไหงโก-ลก radiokolok ติดตามรับชมรับฟังคลื่นวิทยุ FM106.50 MHz.

12/08/2026

รายการ "ใต้ร่มพระบารมี พระพันปีหลวง" 12 ส.ค.69

12/08/2026

รายการ"ใต้สันติสุข" 12 ส.ค.69

เพลง“พระพันปีหลวงในดวงใจ”  ผู้ผลิต ให้ กปส สามารถ ตัดใช้ได้เต็มที่ ตัดช่วงเครดิตท้ายออกได้เลยครับ ให้ขอบคุณ คณะทำงานโครง...
12/08/2026

เพลง
“พระพันปีหลวงในดวงใจ”
ผู้ผลิต ให้ กปส สามารถ ตัดใช้ได้เต็มที่

ตัดช่วงเครดิตท้ายออกได้เลยครับ

ให้ขอบคุณ
คณะทำงานโครงการสร้างสรรค์บทเพลง ”พระพันปีหลวงในดวงใจ“

🎬 Official MV "พระพันปีหลวงในดวงใจ" [Phra PhanPi Luang Nai DuangCha...

12/08/2026

รายการ "บอกเล่าเก้าสิบ" 12 ส.ค.69

ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ล้าง 3 หมื่นระบบเก่า-ร้าง ใน 15 วัน บังคับใ...
12/08/2026

ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ล้าง 3 หมื่นระบบเก่า-ร้าง ใน 15 วัน บังคับใช้ MFA ป้องกันข้อมูลรั่วไหล

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย Multi - Factor Authentication (MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน และประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 3 มาตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้ 1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก 2. System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (Back-end) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ 3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA)
ในระบบภาครัฐทั้งหมดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
#ครมยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ #สั่ง300กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที #ล้าง3หมื่นระบบใน15วัน #บังคับใช้MFAป้องกันข้อมูลรั่วไหล #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นวาระแห่งชาติ ห้ามพกอาวุธ ดูแลสุขภาพจิตนักเรียนคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอ...
12/08/2026

ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นวาระแห่งชาติ ห้ามพกอาวุธ ดูแลสุขภาพจิตนักเรียน

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อยกระดับการป้องกัน รับมือเหตุ และสร้างความปลอดภัยให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยให้สถานศึกษานำประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ไปดำเนินการทันที เพื่อยกระดับมาตรการการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งการดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้ 1. ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา 2. ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย 3. ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว 4. ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 5. ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ 6. ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา และ 7. ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone) ห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครองหรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาอาวุธปืน ยาเสพติดให้โทษ เครื่องช็อตไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธมีด กรรไกร คัตเตอร์ เข้ามาภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษาโดยเด็ดขาด หากไม่ให้ความร่วมมือหรือขัดขวางการตรวจสัมภาระหรือสิ่งของที่พกติดตัวมา ให้รีบแจ้งให้ผู้ปกครองของนักเรียน นักศึกษา หรือผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตรวจสอบหรือดำเนินการตามกฎหมายโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตราย
หากเกิดเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่กระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาให้สั่งปิดสถานศึกษาได้ตามความจำเป็น และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องโดยทันที
#ครมเห็นชอบ7มาตรการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน #วาระแห่งชาติ #ห้ามพกอาวุธ #ดูแลสุขภาพจิตนักเรียน #กระทรวงศึกษาธิการ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

‘มท.2 ประสานมือ มท.3’ เดินหน้าจัดระเบียบสังคมเต็มศักยภาพ ให้คำมั่นผู้ปฏิบัติงาน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม อย่าไปกลัวอิทธิพ...
12/08/2026

‘มท.2 ประสานมือ มท.3’ เดินหน้าจัดระเบียบสังคมเต็มศักยภาพ ให้คำมั่นผู้ปฏิบัติงาน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม อย่าไปกลัวอิทธิพล ผู้บริหารพร้อมเป็นหลัก–หนุนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย หรือ ฉกอ. ครั้งที่ 2 /2569 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักกอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ร่วมประชุม

ในการนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการปกครอง คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมรับมอบนโยบาย

มท.2 เน้นย้ำเรื่องมาตรการควบคุมอาวุธปืน การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะหรือในยานพาหนะในขณะนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบเห็นการฝ่าฝืน ให้ถือว่าผู้นั้นเจตนาพกพาอาวุธโดยมิชอบและต้องถูกดำเนินคดีในทันที อีกทั้งขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งสำรวจและตรวจสอบสถานประกอบการ รวมถึงโรงแรมในพื้นที พร้อมจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนว่า แห่งใดมีใบอนุญาตถูกต้อง และแห่งใดไม่มีใบอนุญาต และรายงานผลมายังกรมการปกครองภายใน 7 วัน หากพบผู้ประกอบการที่ไม่ให้ความร่วมมือเข้าสู่กระบวนการจัดระเบียบ ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายและ ไม่ปล่อยให้เปิดดำเนินการโดยเด็ดขาด

ส่วนปัญหายาเสพติดและกัญชา แม้เป็นกิจการที่อยู่ภายใต้นโยบายของรัฐบาล แต่กฎหมายกำหนดให้ใช้ “เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น” ดังนั้น หากพบร้านใด ไม่มีใบอนุญาต ใบอนุญาตหมดอายุ ไม่มีแพทย์หรือเภสัชกรประจำตามที่กฎหมายกำหนด หรือจำหน่ายให้ผู้ที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ ให้ดำเนินการตามกฎหมายและสั่งปิดทันที และขอให้ทุกท่านมั่นใจและไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพราะทางคณะผู้บริหารพร้อมลงไปลุยและเป็นหลักให้แก่ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่างแน่นอน

มท.3 กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงยุติธรรม จัดทำมาตรการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำผิดในคดีทางเพศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ มีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นประธาน โดยจะส่งข้อมูลรายชื่อผู้กระทำผิดจากกระทรวงยุติธรรม และประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ร่วมติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อปิดช่องว่างด้านการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ตลอดจนสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ครม. ไฟเขียวตามข้อเสนอ ศธ. ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันทีทุกโรงเรียน คุมเข้ม “คัดกรองอาวุธ”(11 ส.ค...
12/08/2026

ครม. ไฟเขียวตามข้อเสนอ ศธ. ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันทีทุกโรงเรียน คุมเข้ม “คัดกรองอาวุธ”
(11 ส.ค.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่เสนอ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือเหตุในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ
สำหรับมาตรการที่มีผลทันที กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ให้สถานศึกษาดำเนินการทันที โดยกำหนดให้เป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” พร้อมจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา จัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และบูรณาการการทำงานกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หัวใจสำคัญคือการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการตรวจค้นและคัดกรองอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย และสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการจัดระบบดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร
ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการเร่งดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT ของกรมสุขภาพจิต พร้อมเตรียม “ห้องพักใจ (Safe Room)” เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมครูและผู้ปกครองให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสมก่อนกลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ
ส่วนการวางระบบระยะยาว ศธ. อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อวางระบบการดูแลนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามและประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ในระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้การเยียวยาไม่จบลงเพียงหลังเหตุการณ์ แต่ดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–9 กันยายน 2569 เพื่อวางกฎหมายแม่บทและระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว
#กระทรวงศึกษาธิการ #ความปลอดภัยในโรงเรียน

กรมประชาสัมพันธ์ แถลงจัดงานนิทรรศการฯ เฉลิมพระเกียรติฯ สืบสานพระราชปณิธาน “ผ้าไทยร่วมสมัย” ณ ไอคอนสยาม 11–13 ส.ค. นี้(11...
12/08/2026

กรมประชาสัมพันธ์ แถลงจัดงานนิทรรศการฯ เฉลิมพระเกียรติฯ สืบสานพระราชปณิธาน “ผ้าไทยร่วมสมัย” ณ ไอคอนสยาม 11–13 ส.ค. นี้
(11 สิงหาคม 2569) กรมประชาสัมพันธ์ จัดแถลงข่าวการจัดแสดงผลงาน​นิทรรศการ​และการเสวนาวิชาการ​ภายใต้แนวคิด​ทุนทางวัฒนธรรม​หรือ Legacy​ สาขาแฟชั่น หัวข้อ "การส่งเสริมภูมิปัญญาและหัตถศิลป์แห่งผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย สู่งานฝีมือในโลกยุคปัจจุบัน" (Promoting The Art of Thai Wisdom Reinterpreting Tradional Craftsmanship for today)
เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานในการอนุรักษ์ผ้าไทย พร้อมสืบสานพระราชปณิธานตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมีนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ ร่วมกับ คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย คุณศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Theatre และ คุณเจนสุดา ปานโต นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Janesuda ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน ณ ลาน ธาราฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าไอคอนสยาม
การจัดนิทรรศการในครั้งนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด “Legacy : Creative Continuity & Creativity” หรือ ภูมิปัญญาที่ได้รับการต่อยอดโดยความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย ซึ่งนำเสนอความหมายของคำว่า Legacy ในฐานะมรดกที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงอดีต แต่เป็นคุณค่าที่สามารถส่งต่อพัฒนาและสร้างความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ เริ่มต้นจากการลงพื้นที่ศึกษาองค์ความรู้ กระบวนการผลิต อัตลักษณ์ และศักยภาพของชุมชนต้นแบบ 10 แห่งจากทั่วประเทศ ได้แก่
• กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
• กลุ่ม ธ.มฌโฑ จังหวัดอุดรธานี
• กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู
• กลุ่ม ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา
• กลุ่ม T.Chattuwan จังหวัดร้อยเอ็ด
• กลุ่มมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์
• บริษัท ไทยซิลค์วิลเลจ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่
• อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน
• กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี
• กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
นิทรรศการนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไทยตั้งแต่รากฐานภูมิปัญญา กระบวนการสร้างสรรค์ ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผลงานร่วมสมัย โดยทุกชิ้นยังคงสะท้อนลวดลาย เทคนิค และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของชุมชนไว้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้ ยังมีเวทีการเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักออกแบบ และผู้ประกอบการชั้นนำ พร้อมคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น ครอบคลุมประเด็น การอนุรักษ์ภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชน ไปจนถึงแนวทางพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทย ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาดโลกภายใต้บริบท ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และแฟชั่นโชว์พิเศษผลงานของชุมชนต้นแบบ จากนายแบบ นางแบบ ศิลปิน และบุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ โอปอล–สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, ออม–กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์, ลีน่า–ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว–ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ และแบงค์–ศรราม เอนกลาภ ซึ่งจะร่วมถ่ายทอดพลัง Soft Power ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้อย่างหลากหลาย งดงาม และเข้ากับทุกยุคสมัย
ทั้งนี้ ขอเชิญประชาชนผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานธารา ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าไอคอนสยาม
#ผ้าไทย #กรมประชาสัมพันธ์

รัฐบาลตั้งเป้าปฏิรูประบบราชการ ลดอัตรากำลังข้าราชการลง 15% ภายในปีงบฯ 75 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี...
12/08/2026

รัฐบาลตั้งเป้าปฏิรูประบบราชการ ลดอัตรากำลังข้าราชการลง 15% ภายในปีงบฯ 75

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้
1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้
โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไ

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

ที่อยู่

50 ถนนทรายทอง1 ตำบลสุไหงโก-ลก
Amphoe Sungai Kolok
96120

เบอร์โทรศัพท์

+6673621866

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท.สุไหงโก-ลก radiokolokผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์