20/04/2026
ทำความรู้จัก Co-payment และ Deductible ทางเลือกของแผนประกันสุขภาพที่ช่วยประหยัดค่าเบี้ย
ในปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่วงเงินค่ารักษาพยาบาลจากสวัสดิการของหลายบริษัทอาจไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้หลายคนเริ่มมองหาประกันสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้น
คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ มีประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม แต่ค่าเบี้ยไม่สูงเกินไปหรือไม่ คำตอบคือมี โดยปัจจุบันมีแผนประกันสุขภาพที่ช่วยให้จ่ายค่าเบี้ยถูกลงได้ โดยยังคงวงเงินความคุ้มครองหลักไว้เหมือนเดิม แต่ผู้เอาประกันต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ นั่นก็คือ ประกันสุขภาพแบบมีส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) และประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible)
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังสับสนระหว่างประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible เพราะแม้จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้เหมือนกัน แต่รูปแบบการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน และหากเลือกไม่เหมาะสม อาจทำให้ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรเมื่อถึงเวลาใช้จริง
วันนี้ น้องพิทักษ์ เลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักทั้ง 2 รูปแบบ แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกซื้อประกันสุขภาพให้เหมาะกับตนเองมากที่สุด
ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คืออะไร?
ประกันสุขภาพแบบ Co-payment คือแผนประกันที่กำหนดสัดส่วนการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง โดยบริษัทประกันจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เอาประกันต้องร่วมจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Co-payment ที่กำหนดให้ร่วมจ่าย 20% หมายความว่า เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษา ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 20% ของ 100,000 บาท คือ 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 80,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ข้อดี
ค่าเบี้ยประกันถูกลงกว่าแบบไม่มี Co-payment
ข้อสังเกต
ผู้เอาประกันต้องมีเงินสำรอง เพราะต้องร่วมจ่ายทุกครั้งที่เคลม
หากค่ารักษาพยาบาลสูง จำนวนเงินที่ต้องร่วมจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประกันสุขภาพแบบ Deductible คืออะไร?
ประกันสุขภาพแบบ Deductible คือแผนประกันที่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองก่อน เมื่อค่าใช้จ่ายเกินจากจำนวนที่กำหนดแล้ว ส่วนที่เกินจึงจะสามารถเคลมกับบริษัทประกันได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์
ตัวอย่าง หากมียอดค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท และเลือกแผน Deductible ที่กำหนดความรับผิด ส่วนแรก 30,000 บาท หมายความว่า ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่ารักษา 30,000 บาทแรกด้วยตนเอง ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินจากนั้น คือ 70,000 บาท จึงสามารถนำมาเคลมกับบริษัทประกันได้
ข้อดี
ค่าเบี้ยประกันถูกลงค่อนข้างมาก
หากค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน Deductible บริษัทประกันจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ข้อสังเกต
ไม่เหมาะกับผู้ที่พบแพทย์บ่อย เพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกทุกครั้ง
น้องพิทักษ์ สรุปให้เข้าใจง่าย
Co-payment = ร่วมจ่ายทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
Deductible = ผู้เอาประกันจ่ายเองก่อน แล้วบริษัทประกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิน
Co-payment และ Deductible เหมาะกับใคร?
คนสุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วย ควรเลือกแผน Deductible เพราะช่วยประหยัดค่าเบี้ยในระยะยาว และยังได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยรุนแรง
คนที่ต้องการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่รักษา แผน Co-payment จะช่วยให้ค่าเบี้ยถูกลง แต่ยังมีประกันช่วยจ่ายในทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
คนที่มีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว แผน Deductible เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะสามารถใช้เป็นความคุ้มครองส่วนเกินจากสวัสดิการได้
ข้อมูลจากบริษัทประกันชีวิตระบุว่า การเลือกแผน Deductible สามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 20–35% โดยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินความรับผิดส่วนแรกที่เลือก ขณะที่แผน Co-payment โดยทั่วไปสามารถช่วยลดค่าเบี้ยได้ประมาณ 10–20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการร่วมจ่ายที่กำหนดในแต่ละเงื่อนไขกรมธรรม์
ทั้งนี้ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับแผนทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีโอกาสต้องเข้ารับการรักษาบ่อย ควรพิจารณาแผนที่ไม่มี Co-payment หรือ Deductible เพราะอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มทุกครั้งที่มีการเคลม
แม้ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกัน แต่การเลือกให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละคน ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียด ความคุ้มครอง และเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
แม้ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และ Deductible จะมีลักษณะคล้ายกันในเรื่องการช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัย แต่การเลือกแบบใดให้เหมาะสม ควรพิจารณาจากสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของแต่ละบุคคล
สิ่งสำคัญคือ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นของกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง เพราะแม้การเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า คือสิ่งที่เราสามารถวางแผนและดูแลได้เสมอ
น้องพิทักษ์ขอฝากไว้…
หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วงนี้อากาศร้อนควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานานและควรดื่มน้ำให้มาก หมั่นสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ เพราะการมีประกันสุขภาพที่เหมาะสม นอกจากช่วย เพิ่มความอุ่นใจแล้ว ยังช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประกันภัย หรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือผ่าน Chatbot ของสำนักงาน คปภ. รวมถึงช่องทาง LINE OA : เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำเบื้องต้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
แล้วพบกันใหม่…ในน้องพิทักษ์ชวนรู้ตอนต่อไปนะครับ