15/06/2026
เพจนักสังคมสงเคราะห์เล่าเรื่อง ขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังคณะครู นักเรียน และทุกคนในโรงเรียนดังกล่าว ให้สามารถฟื้นฟูและเยียวยาสภาพจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ❤️🩹
ในขณะเดียวกัน ทางเพจขอชื่นชม กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีช่วยฯ @สส.กอล์ฟ อัครนันท์ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงมาตรการในการฟื้นฟูเยียวยาคุณครูและผู้ได้รับผลกระทบอย่างเข้าอกเข้าใจ
ผ่านการประสานการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อร่วมกัน “ฟื้นฟูเยียวยา” ทั้งผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงตัวเด็กที่แสดงพฤติกรรมความรุนแรงด้วยเช่นกัน
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เจ้ากระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้ มองเห็นปัญหาที่อยู่ “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง” และพยายามทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาที่ลึกไปกว่าการตัดสินเด็กจากเพียง “พฤติกรรมสุดท้าย” ที่เขาแสดงออกมาเพียงเท่านั้น
เหตุการณ์นี้จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ ควรใช้จังหวะนี้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการรืแห่งโอกาสที่เจ้ากระทรวงสำคัญในการทำงานเรื่องนี้ทั้ง ศึกษาธิการ และพม. มาจากพรรคเดียวกัน น่าจะสามารผลักดันอะไรใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของเด็กไทยเพิ่มขึ้นได้ค่ะ
โดยทางเพจขอนำเสนอประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1️⃣ โรงเรียนทุกแห่งควรมีนโยบายคุ้มครองเด็ก (Child Safeguarding Policy) อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อให้นักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจแนวปฏิบัติในการปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างเป็นระบบ นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมอย่างน้อย
🔹 แนวปฏิบัติระหว่างเด็กกับเด็ก
🔹 การปฏิบัติของผู้ใหญ่ในโรงเรียนต่อเด็ก
🔹 การป้องกันความเสี่ยงจากบุคคลภายนอกโรงเรียน
รวมถึงต้องมี ระบบการรายงานเหตุละเมิดหรือเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน อย่างชัดเจน และกำหนดตัวชี้วัดให้ได้ว่า
📌 กรณีใดโรงเรียนสามารถจัดการได้เองภายในระบบของโรงเรียน
📌 กรณีใดจำเป็นต้องประสานส่งต่อเด็กเข้าสู่ระบบคุ้มครองเด็กภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาดูแลอย่างเหมาะสม
2️⃣ ต้องมีระบบคัดกรองและส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
เนื่องจากโรงเรียนและครูเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กยิ่งกว่าพม. ดังนั้นโรงเรียนควรมีระบบและเครื่องมือในการ คัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่
🔸 เสี่ยงหรือถูกทารุณกรรม🔸 ถูกปล่อยปละละเลยจากผู้ปกครอง 🔸 มีความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงหรือกระทำความผิด🔸 มีภาวะทางอารมณ์หรือสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม
เด็กกลุ่มดังกล่าวควรถูกเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ สงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ โดยต้องมีแนวทางการประสานส่งต่ออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น
🏠 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด
🏛️ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
🏥 หน่วยบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กและวัยรุ่น และ
👥 ทีมสหวิชาชีพอื่น ๆ ในพื้นที่
เพื่อให้สามารถใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคม และการดูแลทางสุขภาพ เข้ามาช่วยดูแลเด็กได้ตั้งแต่ต้น ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนเกิดเหตุรุนแรงขึ้น
3️⃣ ถึงเวลาอย่างจริงจังกับการมี “นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน” (School Social Worker)
หากพิจารณาจากข้อ 1 และข้อ 2 จะเห็นได้ชัดว่า ภารกิจเหล่านี้เป็นงานที่ต้องอาศัย ความรู้และทักษะเฉพาะทาง ในการประเมินปัญหาครอบครัว การคุ้มครองเด็ก การประสานส่งต่อ และการจัดการปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็ก
ทางเพจจึงขอเรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอย่างจริงจังถึงโอกาสในการมีตำแหน่ง “นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน (School Social Worker)” เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ดูแลภารกิจเหล่านี้โดยตรง
เพราะงานด้านนี้ ไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของครูเพียงฝ่ายเดียว
ครูมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้ ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์จะเข้ามาช่วยดูแลมิติทางสังคม ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตของนักเรียน 👨🏻🏫🤝👩🏻⚕️
ปัจจุบันในโรงเรียนบางแห่ง เช่น โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโรงเรียนสาธิตบางแห่ง ได้เริ่มมีการนำนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาทำงานแล้ว
จึงอยากเสนอให้ทีมของท่านรัฐมนตรีหารือร่วมกับ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เพื่อศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ในการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังค่ะ
---------------------------
📣 ในขณะเดียวกันนี้ทางเพจ ขอเรียกร้องต่อสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวเด็ก ที่มีปัญหาพฤติกรรมและเป็นผู้กระทำความรุนแรงว่า
ขอให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าว โดยขอความร่วมมือ งดใช้ถ้อยคำรุนแรง ประณาม ตัดสิน หรือซ้ำเติมตัวเด็ก รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหรือการให้ความหมายเชิงลบต่ออัตลักษณ์หรือคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเด็ก
รวมถึงต้องไม่นำเสนอข้อมูลที่อาจเข้าข่ายละเมิด พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดสาระสำคัญว่า
"ห้ามมิให้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก หรือผู้ปกครอง ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อจิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือผลประโยชน์ของเด็ก รวมถึงการนำเสนอเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ"
การนำเสนอข่าวที่ไม่ระมัดระวัง อาจสร้างผลกระทบซ้ำเติมต่อเด็ก ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เด็กถูกตีตรา ถูกกีดกันออกจากสังคม และอาจส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาว และโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูและคืนสู่สังคมอย่างปลอดภัยของเด็ก
นอกจากนี้ สื่อควรหลีกเลี่ยงการนำเสนอในลักษณะที่อาจทำให้เกิดการเลียนแบบ หรือผลักดันให้เด็กคนอื่นกระทำพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน
---------------------------
📰 สื่อควรมุ่งนำเสนอในเชิงสร้างสรรค์ โดย
✔ นำเสนอภาพรวมของปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เจาะจงตัวตนเด็ก
✔ ให้ความรู้แก่ครอบครัวและสังคมเกี่ยวกับการป้องกันปัญหา
✔ สนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
✔ เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยอธิบาย ทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็ก และแนวทางป้องกันอย่างเหมาะสม
เพราะในท้ายที่สุด…
เด็กคนหนึ่งที่แสดงพฤติกรรมรุนแรง อาจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ก่อเหตุ” เท่านั้น
แต่อาจกำลังเป็น เด็กคนหนึ่งที่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากระบบที่ยังมองไม่เห็นเขามากพอ หรือไม่ได้ดูแลเขาอย่างเหมาะสมมาก่อนหน้านี้
และหน้าที่ของสังคม ไม่ใช่เพียงการตัดสิน แต่คือการร่วมกันสร้างระบบที่สามารถปกป้อง เยียวยา และพาเด็กทุกคนกลับมาเติบโตได้อย่างปลอดภัยค่ะ 🌱
---------------------------
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ และครอบครัวข่าว 3
เอกสารที่เป็นประโยชน์
- แนวปฏิบัติในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเด็ก:
https://www.thaimediafund.or.th/wp-content/uploads/2025/08/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81.pdf