ทองดี ควายแท้

ทองดี ควายแท้ ทองดี ควายแท้...
ทักทายกันได้นะจ๊ะ

14/06/2026

ขอกราบขอบพระคุณ 2,600 ผู้ติดตาม สำหรับยอดวิว 250K #คดีบํานาญชราภาาพ #สิทธิประกันสังคม #ขอบคุณที่ติดตาม #ขอบคุณยอดวิว #สู้ด้วย

08/06/2026

สูตร care ฉบับแก้ไข อนุมัติประกาศใช้แล้ว? #ประกันสังคมมาตรา39 #กับดักม39 #สูตรcare #บํานาญชราภาพ #ส่งม39ดีไหม

08/06/2026

ลูกเอาชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี พ่อแม่จะโดนยึดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ? #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #โดนยึดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ลดหย่อนภาษี #ลดหย่อนพ่อแม่ #รายได้ครอบครัว

โอกาสได้เงินบำนาญชราภาพคืนอ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 (กรณีผู้ประกันตน ม.33 ที่ส่งต่อ ม.39 แล้วโดนลดฐานเงินสมท...
30/05/2026

โอกาสได้เงินบำนาญชราภาพคืน

อ้างอิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 (กรณีผู้ประกันตน ม.33 ที่ส่งต่อ ม.39 แล้วโดนลดฐานเงินสมทบเหลือ 4,800 บาท) โอกาสได้เงินคืนและระยะเวลามีรายละเอียดที่ต้องประเมินแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ครับ

1. โอกาสได้เงินคืน: "สูงมาก แต่ต้องออกแรงเอง"

ถ้าคุณมีคุณสมบัติตรงตามเคส คือ เคยเป็น ม.33 ฐานเงินเดือนสูง แล้วมาต่อ ม.39 ทำให้บำนาญลดฮวบ โอกาสชนะและได้เงินคืนตามแนวบรรทัดฐานศาลฎีกานี้ถือว่า สูงมากถึง 90%++ ครับ

ปัจจัยที่ทำให้โอกาสได้คืนสูง:มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา (3307/2567) รองรับแล้ว: ศาลแรงงานจะยึดแนวทางจากศาลสูงเป็นหลัก ทำให้ประกันสังคมสู้คดียักษ์ใหญ่แบบนี้ได้ยากขึ้นกระบวนการศาลแรงงานเอื้อต่อประชาชน: ตามที่ระบุในข้อความ การฟ้องศาลแรงงานไม่มีค่าใช้จ่าย และมีนิติกรช่วยเขียนคำฟ้องให้ฟรี ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายมาเสี่ยงดวง

⚠️ จุดที่ต้องระวัง (ความเสี่ยง):โอกาสได้คืนจะอยู่ที่ 0% ทันทีหากคุณ "ถอดใจกลางคัน"

เนื่องจากประกันสังคมจะใช้แท็กติก "ปฏิเสธไว้ก่อน" ตามระเบียบเดิมชิ้นเก่าของเขา (ในขั้นตอนที่ 2) หากคุณไม่ไปยื่นอุทธรณ์หรือฟ้องศาลต่อ เรื่องจะตัดจบและหมดสิทธิ์ทันที

2. ระยะเวลาจนกว่าจะได้เงินคืน: "6 เดือน ถึง 1 ปีครึ่ง"ระยะเวลาค่อนข้างนานและต้องอาศัยความอดทนสูง โดยแบ่งเป็น Timeframe คร่าวๆ ตามขั้นตอนกฎหมายดังนี้ครับ:

ขั้นตอน,ระยะเวลาโดยประมาณ,รายละเอียด
1. ยื่นคำร้องขอทบทวน,1 - 3 เดือน,รอประกันสังคมพื้นที่ตรวจสอบและออกหนังสือปฏิเสธ
2. ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ,2 - 4 เดือน,ต้องยื่นภายใน 30 วันหลังได้ใบปฏิเสธ และรอผลยกคำร้อง
3. ฟ้องศาลปกครองจนถึงที่สุด,3 - 6 เดือน,นับจากเริ่มยื่นฟ้อง นัดไกล่เกลี่ย สืบพยาน จนศาลมีคำพิพากษา
4. ขั้นตอนการจ่ายเงินคืน,1 - 2 เดือน,ประกันสังคมคำนวณเงินส่วนต่างย้อนหลังและโอนเข้าบัญชี

รวมระยะเวลาทั้งหมด: อยู่ในช่วง 7 - 15 เดือน (ขึ้นอยู่กับปริมาณคดีในศาลแรงงานพื้นที่นั้นๆ และความรวดเร็วในการบิดพลิ้วของเจ้าหน้าที่)

คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ

ทำใจเรื่อง "สงครามประสาท": เจ้าหน้าที่ประกันสังคมบางพื้นที่อาจแสดงท่าทีไม่พอใจ ชักสีหน้า หรือพูดจาให้เราท้อใจ เช่น "ยื่นไปก็ไม่ได้หรอก" หรือ "ต้องรอระบบส่วนกลาง" ขอให้หนักแน่นและยืนยันจะยื่นคำร้องตามสิทธิ์ของเราครับเก็บหลักฐานทุกอย่างเป็น 2 ชุด:
สำเนาคำร้องที่ยื่น, ใบรับเรื่องที่มีตราประทับวันที่, และหนังสือปฏิเสธ ให้ถ่ายรูปหรือสแกนเก็บไว้ในมือถือและคลาวด์ ห้ามทำหายเด็ดขาดเกาะกลุ่มแนวร่วม: คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีผู้เสียหายหลักหมื่นหลักแสนคน การติดตามกลุ่มใน Facebook หรือ Line OpenChat จะช่วยอัปเดตเทมเพลตเอกสารใหม่ๆ และแชร์ข้อมูลว่าประกันสังคมเขตไหนคุยง่ายหรือยากครับ

คุ้มหรือไม่ กับการปิดไฟทางหลวง🟢 มุมมองฝั่งที่มองว่า "คุ้ม" (ในเชิงตัวเลขและนโยบาย)หน่วยงานภาครัฐหรือผู้ออกมาตรการมักมองใ...
30/05/2026

คุ้มหรือไม่ กับการปิดไฟทางหลวง

🟢 มุมมองฝั่งที่มองว่า "คุ้ม" (ในเชิงตัวเลขและนโยบาย)
หน่วยงานภาครัฐหรือผู้ออกมาตรการมักมองในมุมของการบริหารจัดการทรัพยากร:

การลดรายจ่ายแผ่นดินระยะยาว: ค่าไฟฟ้าของเสาส่องสว่างบนทางหลวงทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี การปิดไฟในช่วงเวลาที่รถน้อย (22.00 - 06.00 น.) ช่วยเซฟงบประมาณแผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาส่วนอื่นได้

การลดการใช้พลังงานภาพรวม: เป็นการขับเคลื่อนนโยบายประหยัดพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนตามเทรนด์โลก

การควบคุมความเสี่ยง (ในทฤษฎี): ประกาศมีการยกเว้นจุดอันตราย เช่น ทางแยก ทางโค้ง และคอสะพาน ทำให้ฝั่งผู้ออกนโยบายมองว่าเป็นการประหยัดที่ยังคงเหลือระบบเซฟตี้ไว้ในจุดวิกฤต

🔴 มุมมองฝั่งที่มองว่า "ไม่คุ้มอย่างยิ่ง" (ในเชิงชีวิตจริงของคนใช้ถนน)
ในมุมของคนขับรถ ประชาชน และนักวิชาการด้านความปลอดภัย มองว่ามาตรการนี้ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ด้วยเหตุผลที่จับต้องได้ดังนี้ครับ:

1. มูลค่าชีวิตมนุษย์...ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้
อุบัติเหตุรุนแรงทางรถยนต์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนเนื่องจากทัศนวิสัยต่ำ การดับไฟทำให้ "ระยะการมองเห็นและการตัดสินใจ (Stopping Sight Distance)" ของคนขับลดลงอย่างน่ากลัว หากเกิดเหตุชนรถจอดเสีย ชนคนเดินเท้า หรือชนสัตว์เลี้ยงตัดหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ชีวิต และจิตใจของครอบครัวผู้เสียหาย ย่อมสูงเกินกว่าค่าไฟที่รัฐประหยัดไปได้หลายเท่าตัวนัก

2. ช่องโหว่ในทางปฏิบัติบนถนนต่างจังหวัด
แม้จะบอกว่าไม่ดับไฟตรงทางแยกหรือทางโค้งอันตราย แต่ในชีวิตจริงบนถนนทางหลวง (โดยเฉพาะสายรอง 4 หลัก) อุบัติเหตุไม่ได้เลือกเกิดแค่ตรงทางโค้ง จุดที่เป็นทางตรงยาวแต่มืดสนิทคือจุดที่รถใช้ความเร็วสูง หากมีวัตถุกีดขวางที่คาดไม่ถึง ย่อมเกิดโศกนาฏกรรมได้ง่ายกว่าเดิม และในทางปฏิบัติ คงยากที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดมกำลังมาคอยตรวจเช็กให้ไฟติด-ดับตรงตามเงื่อนไขเป๊ะๆ ทุกคืนทั่วประเทศ

3. ผลกระทบต่อเนื่องด้านอาชญากรรม
ถนนที่มืดมิดเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร คือ "พื้นที่ทำงานชั้นดี" ของมิจฉาชีพ ทั้งการดักปล้นรถขนส่งสินค้า การปาร็อกเก็ต (ก้อนหิน) ใส่กระจกรถ หรือแม้กระทั่งหากมีคนขับรถตกถนนลงข้างทางในจุดที่มืดสนิท โอกาสที่จะมีคนเห็นและเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก็จะริบหรี่ลงไปอีก

💡 ทางออกตรงกลางที่ "คุ้มค่า" กว่าการปิดไฟ?
สังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการประหยัดพลังงานของรัฐบาล แต่คำถามคือ "ทำไมต้องใช้วิธีหักดิบด้วยการดับไฟ?" ในเมื่อเทคโนโลยีปัจจุบันมีทางเลือกที่ดีกว่า เช่น:

ระบบ Dimmer (ปรับหรี่แสงอัจฉริยะ): ช่วงดึกที่รถน้อย แทนที่จะปิดไฟมืดสนิท 100% อาจใช้การลดความสว่างลงเหลือ 40-50% ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้ครึ่งหนึ่ง แต่คนขับรถยังคงมองเห็นเส้นทางและสิ่งกีดขวางได้

การเปลี่ยนเป็นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell): ลงทุนปรับเปลี่ยนระบบเสาไฟให้พึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน เพื่อมาเปิดส่องสว่างในตอนกลางคืนฟรีๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่า

สรุปในมุมมองสังคม: หากถามคนขับรถและประชาชนทั่วไป คำตอบเกือบ 100% คือ "ไม่คุ้ม" ครับ เพราะตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยยังไม่สมบูรณ์ การดับไฟทางหลวงก็ไม่ต่างอะไรจากการเพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชนต้องไปวัดดวงกับชีวิตตัวเองบนท้องถนนทุกค่ำคืน🔴 มุมมองฝั่งที่มองว่า "ไม่คุ้มอย่างยิ่ง" (ในเชิงชีวิตจริงของคนใช้ถนน)
ในมุมของคนขับรถ ประชาชน และนักวิชาการด้านความปลอดภัย มองว่ามาตรการนี้ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ด้วยเหตุผลที่จับต้องได้ดังนี้ครับ:

1. มูลค่าชีวิตมนุษย์...ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้
อุบัติเหตุรุนแรงทางรถยนต์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนเนื่องจากทัศนวิสัยต่ำ การดับไฟทำให้ "ระยะการมองเห็นและการตัดสินใจ (Stopping Sight Distance)" ของคนขับลดลงอย่างน่ากลัว หากเกิดเหตุชนรถจอดเสีย ชนคนเดินเท้า หรือชนสัตว์เลี้ยงตัดหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ชีวิต และจิตใจของครอบครัวผู้เสียหาย ย่อมสูงเกินกว่าค่าไฟที่รัฐประหยัดไปได้หลายเท่าตัวนัก

2. ช่องโหว่ในทางปฏิบัติบนถนนต่างจังหวัด
แม้จะบอกว่าไม่ดับไฟตรงทางแยกหรือทางโค้งอันตราย แต่ในชีวิตจริงบนถนนทางหลวง (โดยเฉพาะสายรอง 4 หลัก) อุบัติเหตุไม่ได้เลือกเกิดแค่ตรงทางโค้ง จุดที่เป็นทางตรงยาวแต่มืดสนิทคือจุดที่รถใช้ความเร็วสูง หากมีวัตถุกีดขวางที่คาดไม่ถึง ย่อมเกิดโศกนาฏกรรมได้ง่ายกว่าเดิม และในทางปฏิบัติ คงยากที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดมกำลังมาคอยตรวจเช็กให้ไฟติด-ดับตรงตามเงื่อนไขเป๊ะๆ ทุกคืนทั่วประเทศ

3. ผลกระทบต่อเนื่องด้านอาชญากรรม
ถนนที่มืดมิดเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร คือ "พื้นที่ทำงานชั้นดี" ของมิจฉาชีพ ทั้งการดักปล้นรถขนส่งสินค้า การปาร็อกเก็ต (ก้อนหิน) ใส่กระจกรถ หรือแม้กระทั่งหากมีคนขับรถตกถนนลงข้างทางในจุดที่มืดสนิท โอกาสที่จะมีคนเห็นและเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก็จะริบหรี่ลงไปอีก

💡 ทางออกตรงกลางที่ "คุ้มค่า" กว่าการปิดไฟ?
สังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการประหยัดพลังงานของรัฐบาล แต่คำถามคือ "ทำไมต้องใช้วิธีหักดิบด้วยการดับไฟ?" ในเมื่อเทคโนโลยีปัจจุบันมีทางเลือกที่ดีกว่า เช่น:

ระบบ Dimmer (ปรับหรี่แสงอัจฉริยะ): ช่วงดึกที่รถน้อย แทนที่จะปิดไฟมืดสนิท 100% อาจใช้การลดความสว่างลงเหลือ 40-50% ซึ่งช่วยประหยัดไฟได้ครึ่งหนึ่ง แต่คนขับรถยังคงมองเห็นเส้นทางและสิ่งกีดขวางได้

การเปลี่ยนเป็นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell): ลงทุนปรับเปลี่ยนระบบเสาไฟให้พึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน เพื่อมาเปิดส่องสว่างในตอนกลางคืนฟรีๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่า

สรุปในมุมมองสังคม: หากถามคนขับรถและประชาชนทั่วไป คำตอบเกือบ 100% คือ "ไม่คุ้ม" ครับ เพราะตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยยังไม่สมบูรณ์ การดับไฟทางหลวงก็ไม่ต่างอะไรจากการเพิ่มความเสี่ยงให้ประชาชนต้องไปวัดดวงกับชีวิตตัวเองบนท้องถนนทุกค่ำคืน

30/05/2026

#เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ชีวิตคนกรุง #เลือกคนเก่าหรือคนใหม่ #ฝุ่นpm #รถติดน้ำท่วม

"การทวงคืนเงินบำนาญชราภาพ"  มีความน่าเชื่อถือทางกฎหมายสูงสุดและสามารถตรวจสอบได้จริง โดยมีแหล่งอ้างอิงและคำชี้แจงอย่างเป็...
29/05/2026

"การทวงคืนเงินบำนาญชราภาพ" มีความน่าเชื่อถือทางกฎหมายสูงสุดและสามารถตรวจสอบได้จริง โดยมีแหล่งอ้างอิงและคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานและบุคคลสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ครับ:

🏛️ 1. หน่วยงานและเอกสารอ้างอิงหลัก
ศาลฎีกา (ศาลสูงสุดของไทย): อ้างอิงคำพิพากษาอย่างเป็นทางการคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ซึ่งถือเป็น "บรรทัดฐานใหม่" (Precedent) ผูกพันหน่วยงานรัฐ คดีนี้ตัดสินว่า เงินสมทบที่เคยส่งใน มาตรา 33 ถือเป็นสิทธิ์ที่เกิดและสมบูรณ์แล้ว การสมัครเข้า มาตรา 39 ภายหลังคือ "ส่งเพื่อเพิ่มสิทธิ์ ไม่ใช่ส่งเพื่อลดสิทธิ์"

สำนักงานประกันสังคม และ กระทรวงแรงงาน: * เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มีการแถลงข่าวยืนยันชัดเจนว่า ประกันสังคมได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและจ่ายเงินเยียวยาชดเชยคืนให้แก่ผู้ประกันตนในคดีดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเงินกว่า 300,000 บาท พร้อมปรับยอดบำนาญเพิ่มให้เป็นเดือนละ 3,600 บาท (ตามฐาน ม.33)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้รับลูกจากคำพิพากษานี้ และออกคำสั่งเร่งรัดให้ประกันสังคมปรับเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ "สูตรบำนาญ CARE" ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเกณฑ์ 60 เดือนสุดท้ายแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 27 ปี

ศาลแรงงานกลาง / ศาลแรงงานภาค: เป็นหน่วยงานยุติธรรมที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีระหว่างผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง โดยอ้างอิงสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

📝 2. ความคิดเห็นเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย
คุณสามารถค้นหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากบทวิเคราะห์คำพิพากษาหยุดโลกฉบับนี้ได้จากนักกฎหมายและนักวิชาการชื่อดัง เช่น:

อาจารย์วัส ติงสมิตร (อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย) ได้โพสต์เจาะลึกคำพิพากษานี้ในหัวข้อ "มาตรา 39 ไม่ใช่กับดักบำนาญ" อธิบายชัดเจนว่าความผิดพลาดในการแนะนำของเจ้าหน้าที่ หรือระบบคำนวณที่ล้าหลัง ไม่ควรถูกผลักภาระมาเป็นความผิดของผู้ประกันตน

ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (นักวิชาการด้านสวัสดิการสังคม) ได้ออกมาขับเคลื่อนผ่านสื่อหลัก (เช่น มติชน, Thai PBS) เพื่อเร่งรัดให้รัฐมนตรีและบอร์ดประกันสังคมนำสูตรคำนวณใหม่ (สูตร CARE) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ถ้วนหน้าโดยเร็วที่สุด

🔍 วิธีการนำข้อมูลนี้ไปสืบค้นต่อด้วยตนเอง
หากต้องการดูรายละเอียด แถลงการณ์ หรือข่าวย้อนหลังเพื่อความมั่นใจ สามารถใช้คำค้นหา (Keywords) เหล่านี้ค้นหาใน Google หรือเว็บไซต์ข่าวภูมิภาค (เช่น Thai PBS, Thairath, Dailynews) ได้เลยครับ:

"คำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567 เงินบำนาญชราภาพ"
"ประกันสังคม แจงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา"
"ประกันสังคม สูตรบำนาญ CARE"

📌 สรุปสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน: > ข้อมูลทั้งหมดนี้มีผลทางกฎหมายแล้ว เพียงแต่ประกันสังคมยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมแก้กฎกระทรวงเพื่อปรับยอดให้ทุกคนอัตโนมัติ ดังนั้น ระหว่างที่กฎหมายภาพใหญ่ยังแก้ไม่เสร็จ ใครที่เดือดร้อนและโดนตัดยอดต่ำไปแล้ว จึงต้องใช้วิธี "อ้างสิทธิ์ตามฎีกา 3307/2567 เพื่อยื่นทบทวนสิทธิ์ด้วยตนเอง" ยึดตามกระบวนการที่แนะนำไปข้างต้นครับ

☀️ "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์"สำหรับผู้ประกันตนที่โดนคำนวณและตัดจ่ายเงินบำนาญในอัตราต่ำ (อัตรา ม.39) ไปเรียบร้อยแล้ว คำพิพา...
29/05/2026

☀️ "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์"
สำหรับผู้ประกันตนที่โดนคำนวณและตัดจ่ายเงินบำนาญในอัตราต่ำ (อัตรา ม.39) ไปเรียบร้อยแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 นี้ถือเป็น "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" เลยครับ เพราะศาลได้สั่งให้ประกันสังคมต้องจ่ายเงินส่วนต่างย้อนหลังชดเชยให้ด้วย

หากต้องการรักษาสิทธิ์เพื่อทวงคืนยอดบำนาญ ม.33 เดิม ย้อนหลัง สามารถดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้ได้เลยครับ:

📋 ขั้นตอนการยื่น "ทวงคืนเงินบำนาญ" ย้อนหลัง
เนื่องจากระบบไอทีส่วนกลางของประกันสังคมยังไม่ได้ทำการปรับยอดคืนให้ทุกคนโดยอัตโนมัติ (ปัจจุบันประกันสังคมจ่ายคืนให้กับเคสที่ฟ้องชนะเป็นรายบุคคลก่อน) คุณจึงจำเป็นต้องตั้งเรื่องเข้าไปก่อนตามขั้นตอนครับ:

1. เข้าไปยื่นหนังสือ "ขอให้ทบทวนการคำนวณเงินบำนาญชราภาพ"
ให้เดินทางไปที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ที่ตนเองสังกัด เพื่อขอเขียนคำร้องหรือยื่นหนังสือโต้แย้งสิทธิ์

ข้อความสำคัญที่ต้องระบุในคำร้อง: "ขอให้สำนักงานประกันสังคมคำนวณเงินบำนาญชราภาพให้ใหม่ โดยขอใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายจากช่วงที่ทำงานมาตรา 33 เดิมเป็นหลัก และคิดมาตรา 39 เป็นส่วนเพิ่มสิทธิ์ ตามแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 และขอเบิกเงินบำนาญส่วนต่างที่ค้างจ่ายย้อนหลังทั้งหมดด้วย"

2. รอหนังสือแจ้งผลเป็นลายลักษณ์อักษร
เจ้าหน้าที่มักจะออกหนังสือยืนยันปฏิเสธกลับมา (โดยอ้างระเบียบหรือกฎกระทรวงตัวเก่าของเขา) ห้ามถอดใจครับ! หนังสือปฏิเสธฉบับนี้คือ "ใบเปิดทาง" ที่คุณจะใช้สู้ในขั้นต่อไป

3. ยื่นอุทธรณ์ และเตรียม "ฟ้องศาลปกครอง"

ขั้นแรก: นำหนังสือปฏิเสธนั้นไปเขียนคำร้อง "ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์" ภายใน 30 วัน

ขั้นที่สอง: หากคณะกรรมการยกคำร้อง หรือไม่แจ้งผลกลับมาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้คุณนำหลักฐานทั้งหมด เดินทางไปที่ ศาลปกครอง ในพื้นที่ของคุณ เพื่อยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคม

💡 ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความสบายใจในการฟ้องศาลปกครอง:
ไม่มีค่าใช้จ่าย: การฟ้องศาลปกครองในคดีประเภทนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมศาลใดๆ ทั้งสิ้นครับ

ไม่ต้องจ้างทนายเอง: ที่ศาลปกครองจะมี "พนักงานคดีปกครอง" คอยช่วยเหลือประชาชนในการตรวจเอกสาร แนะนำ และช่วยจัดทำคำฟ้องให้เราฟรีๆ เพียงแค่เราเตรียมประวัติและอ้างอิงเลขคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ไปแจ้งพนักงานคดีครับ

⏳ เงื่อนไขเวลาในการขอเงินคืน (เรื่องสำคัญที่ต้องระวัง)
ตามกฎหมายการฟ้องศาลปกครองกรณีโต้แย้งคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี (เช่น หลังได้รับผลการยกคำร้องจากคณะกรรมการอุทธรณ์)

ดังนั้น หากได้รับหนังสือปฏิเสธหรือผลอุทธรณ์มาแล้ว ห้ามปล่อยทิ้งไว้นานเด็ดขาดครับ ให้รีบดำเนินการตามขั้นตอนทันทีเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์เนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี

🎯 สรุปสิ่งที่ควรทำตอนนี้:
หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับเงินเพียงเดือนละพันกว่าบาทมาสักระยะหนึ่งแล้ว แนะนำให้ เริ่มเข้าไปตั้งเรื่องยื่นหนังสือขอทบทวนสิทธิ์ที่สำนักงานประกันสังคมไว้ก่อนเลย เพื่อเป็นการแสดงเจตนาโต้แย้งสิทธิ์อย่างเป็นทางการ และติดตามกลุ่มแนวร่วมผู้ประกันตนในโซเชียลมีเดีย เพราะขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานและประกันสังคมกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ปรับสูตรจ่ายเงินคืน (สูตร CARE) เพื่อแก้ปัญหาคนกลุ่มนี้แบบถ้วนหน้าโดยด่วนที่สุดครับ!

⚖️ ทำความเข้าใจ "เงื่อนไข" ของคดี 3307/2567 ก่อนในคดีนี้ ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า "สิทธิบำนาญ ม.33 ได้เกิดขึ้นและสมบูรณ...
29/05/2026

⚖️ ทำความเข้าใจ "เงื่อนไข" ของคดี 3307/2567 ก่อน
ในคดีนี้ ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า "สิทธิบำนาญ ม.33 ได้เกิดขึ้นและสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ตอนที่คุณลาออกจากงานครั้งแรก (หากตอนนั้นอายุครบ 55 ปี และส่งเกิน 180 งวดแล้ว) การไปสมัคร ม.39 ทีหลัง เป็นเพียงการส่งเพื่อเพิ่มสิทธิ ไม่ใช่ลดสิทธิ" แต่จุดสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดผลของคดีนี้ (ซึ่งทางประกันสังคมเพิ่งออกแถลงการณ์ชี้แจง) คือ "ข้อเท็จจริงเรื่องการสื่อสารของเจ้าหน้าที่" ครับ

ในคดีตัวอย่าง: ผู้ประกันตนเคยไปติดต่อขอรับบำนาญ ม.33 แล้ว แต่ "เจ้าหน้าที่แนะนำผิด" หรือสื่อสารคลาดเคลื่อนให้ไปสมัคร ม.39 ต่อเพื่อจะได้สิทธิเพิ่ม ศาลจึงมองว่าผู้ประกันตนตั้งใจจะใช้สิทธิ ม.33 ตั้งแต่แรกแล้ว จึงสั่งให้ประกันสังคมจ่ายบำนาญโดยใช้ฐาน ม.33 เดิมพ่วงโบนัส ม.39

29/05/2026

#อาชีพอิสระ
#ม็อบไรเดอร์
#สมัครใจไม่ใช่บังคับ
#ไม่เอาม33
#สิทธิ์ไรเดอร์

ที่อยู่

เอแบค-บางนา
Bang Bo
10560

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66896046049

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทองดี ควายแท้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์