ประเทศไทยเริ่มมีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ใน พ.ศ. ๒๕๑๘
ส่วนการกําหนดประเภทของโครงการที่ต้องมีรายงานการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น เริ่มประกาศใช้ใน พ.ศ. ๒๕๒๔ และได้มีการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดของการกําหนดประเภทและขนาดของโครงการมาเป็นลําดับ การดําเนินงานของโครงการต่างๆ ที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม โครงการเหมือ
งแร่ ทางหลวงหรือถนน ท่าเทียบเรือ เขื่อน โครงการชลประทาน อาคารขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เยื่อกระดาษ น้ำตาล ฯลฯ จะเห็นได้ว่าโครงการเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่พิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการที่มีประโยชน์เหล่านี้ก็สามารถทําลายสิ่งแวดล้อมได้เช่นกันดังนั้น ประโยชน์ของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เห็นได้ชัด คือ ได้สร้างโครงการที่มีคุณภาพ และมีประโยชน์ในการใช้งาน แต่ไม่สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น จะต้องทำโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานฯ โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาอนุญาตผู้มีสิทธิทำรายงานฯ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน
โดยอาศัยกฏกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๗) ออกตามความในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๑๘ ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการขอและการออกใบอนุญาติฯ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งป็นไปตามนัยของบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๑๓ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาน้อยรายในประเทศไทยที่สามารถสอบผ่านในการขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตผู้มีสิทธิทำรายงานฯ ทำให้ขาดโอกาสและบทบาทในการสนับสนุนประเทศผ่านหลักวิชาการเพื่อการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีส่วนช่วยผู้ประกอบการให้เห็นว่าการดําเนิน
โครงการที่กำหนดกำหนดให้จัดทำรายงานฯนั้น จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรทําให้สามารถจัดการป้องกันแก้ไขได้อย่างเหมาะสมก่อนที่จะเริ่มดําเนินการ ซึ่งการจัดการแก้ไขปัญหาก่อนเริ่มดําเนินการนั้นย่อมส่งผลดีกว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วหาหนทางแก้ไขในภายหลังซึ่งอาจเกิดผลกระทบร้ายแรงเกินกว่าจะจบริหารจัดการได้
จากสถานภาพความเป็นจริงที่สังคมปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรผู้มีสิทธิจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สังกัดสถาบันการศึกษานั้น สำนักบริการวิชาการ จึงเล็งเห้นความสำคัญดังกล่าว และได้ดำเนินการเสนอต่อของมหาวิทยาลัยให้ส่งบุคลากรเข้าเป็นผู้มีสิทธิจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในนามมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน ๑ ราย คือ นายทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์ ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ อาจารย์ประจำ สังกัด คณะโลจิสติกส์ และเจ้าหน้าที่ประจำ ๑๖ ราย เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ใบอนุญาตที่ ๑๑/๒๕๕๙) บัดนี้ ผลการสอบเป็นผู้ชำนาญการฯ ได้แล้วเสร็จแล้ว สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในคราวประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ โดย คณะกรรมการฯ มีมติอนุญาตให้ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีผู้ชำนาญการ ๑ คน คือ นายทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์ และเจ้าหน้าที่ประจำ ๑๖ คน คือ ๑) นายณกร
อินทร์พยุง ๒)นายไพโรจน์ เร้าธนชลกุล ๓) นายดนัย บวรเกียรติกุล ๔) นายสุดสายชล หอมทอง
๕) นายวิชญา กันบัว ๖) นางสาวจริยาวดี สุริยพันธุ์ ๗) นายภัทราวุธ ไทยพิชิตบูรพา ๘) นายดิเรก
ประทุมทอง ๙) นายกวีพล สว่างแผ้ว ๑๐) นายเกรียงศักดิ์ พราหมณพันธุ์ ๑๑) นายพีรพัฒน์ มั่งคั่ง
๑๒) นางสาวนันทพร ภัทรพุทธ ๑๓) นายเชาวน์วัฒน์ เอื้อเฟื้อ ๑๔) นางสาวสุพรรณี ประสารวงศ์
๑๕) นางสาวสุขุมาภรณ์ พัฒนไพบูลย์วงศ์ และ ๑๖) นายธีรพงษ์ จันทะมาตร์
ฉะนั้น เพื่อให้การดำเนินการในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จึงเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานภายในขึ้น ภายใต้ชื่อ “ศูนย์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)” เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนงานวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม อันประกอบด้วยบุคลากรของมหาวิทยาลัยในหลากหลายสาขาวิชา ที่จะมีบทบาทในการบริการวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมในนามมหาวิทยาลัยบูรพาต่อประเทศและสังคมสืบไป