อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Again

อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Again หนังสือทุกเล่มมีสาระและข้อคิดดีๆ เพจนี้จะชวนอ่านนิยาย วรรณกรรม และหนังสือแปล เชื่อว่ามีหลายเล่มที่อ่านอีก(กี่)ครั้งก็ยังชอบและอาจจะชอบมากขึ้นด้วย
(1)

เพจแนะนำหนังสือเล่มโปรด ซึ่งมีทั้งนวนิยาย วรรณกรรม และบทความที่อ่านอีกครั้งหรือหลาย ๆ ครั้ง...ก็ยังคงชื่นชอบ หนังสือมากมายเริ่มเก่าและอาจจไม่มีการตีพิมพ์ใหม่ เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวความประทับใจที่ได้จากการอ่านหนังสือเหล่านี้ให้แฟนเพจและนักอ่านได้รับรู้ด้วย

บ้ า น เ ล็ ก ใ น ป่ า ใ ห ญ่ ----------------------------------------ในลิสต์รายชื่อหนังสือวรรณกรรมยอดนิยมที่คนไทยต่างก็...
03/08/2026

บ้ า น เ ล็ ก ใ น ป่ า ใ ห ญ่
----------------------------------------

ในลิสต์รายชื่อหนังสือวรรณกรรมยอดนิยมที่คนไทยต่างก็เคยอ่านกันอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในวัยเด็กนั้น แอดเชื่อว่ามีหนังสือชุด "บ้านเล็กในป่าใหญ หรือ The Little House in the Big Woods " ของลอร่า อิงกัลล์ส ไวลเดอร์ (Laura Ingalls Wilder) ซึ่งแปลโดย "สุคนธรส" (ม.ล รสคนธ์ อิศรเสนา) รวมอยู่ด้วยเสมอ
เมื่ออ่านหนังสือชุด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ตอนเด็ก ๆ ผมไม่รู้สึกว่านี่คือเรื่องของประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันในยุคเริ่มตั้งถิ่นฐานเลย แต่เมื่ออ่านตอนโตขึ้นจึงรู้ว่านี่คือชีวิตยุคบุกเบิกและการแสวงหาที่ดินของคนอเมริกันช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙
เล่มแรกเล่าถึงครอบครัวของลอร่าที่อาศัยอยู่ในบ้านไม้ซุงในป่าใหญ่ทางตะวันตกของรัฐวิสคอนซินช่วงปี พ.ศ.๒๔๑๓ (ค.ศ. ๑๘๗๐)​ เธออยู่กับพ่อแม่และพี่น้องที่เป็นหญิงล้วนสี่คน รวมทั้งแจ้าแจ็คสุนัขตัวโปรด ต่อมาครอบครัวก็อพยพไปอยู่ในทุ่งกว้าง ซึ่งเป็นดินแดนของชนเผ่าอินเดียนแดงที่รัฐแคนซัส และก็โยกย้ายไปเรื่อย ๆ
สำหรับนักอ่านคนไทยเช่นผม รู้สึกเหมือนได้ผจญภัยกับเด็ก ๆ ที่ซนและรักสนุกอย่างลอร่า ที่อยู่ท่ามกลางป่าใหญ่และทุ่งกว้างใกล้ชิดธรรมชาติ ลอร่าจะเล่าถึงการออกไปล่าสัตว์ของพ่อ ๆ ยังเก่งงานช่างไม้ จึงสร้างบ้านเองเสมอ และยังชอบเล่นไวโอลินด้วย แม่ก็ปรุงอาหารเอง เช่น น้ำเกรวี่ แพนเค้กราดน้ำตาลเมเปิ้ล ครอบครัวเธอก็เคยเจอหมีป่าที่เข้ามาใกล้ ๆ บ้าน หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับชาวอินเดียนแดงที่มาอย่างสงบเพื่อขอปันอาหารแห้งที่บ้าน
หนังสือชุด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" มีทั้งหมด ๘ เรื่องคือ
เล่ม ๑ บ้านเล็กในป่าใหญ่ (Little House in The Big Woods)
เล่ม ๒ - บ้านเล็กในทุ่งกว้าง (Little House on the Prairie)
เล่ม ๓ - Farmer Boy หรือ เด็กชายชาวนา
เล่ม ๔ - บ้านเล็กริมห้วย (On the Banks of Plum Creek)
เล่ม ๕ - ริมทะเลสาบสีเงิน (By the Shores of Silver Lake)
เล่ม ๖ - ฤดูหนาวอันยาวนาน (The Long Winter)
เล่ม ๗ - เมืองเล็กในทุ่งกว้าง (Little Town on the Prairie)
เล่ม ๘ - ปีทองอันแสนสุข (These Happy Golden Years)
วรรณกรรมชุดนี้ไม่ได้มีเพียงชีวิตของครอบครัวลอร่า อิงกัลลส์ เธอยังพาเราไปรู้จักเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน เช่น เนลลี ที่สวย แต่เย่อหยิ่ง เป็นคู่ปรับกับลอร่าตั้งแต่เด็ก หรือชีวิตของแอลแมนโซ ในเล่มที่ ๓ เรื่อง "เด็กชายชาวนา" ที่อยู่กับพี่สาวก็มีทะเลาะกัน แกล้งกันสนุก ๆ แบบเด็ก ๆ
หนังสือทั้ง ๘ เล่มในชุดนี้ช่วยเปิดโลกการอ่านของแอดมินอย่างมากครับ ผมอ่านทุกเล่มจนจบตลอดปิดเทอมชั้นมัธยมต้น ... อ่านสนุกจนวางไม่ลงจริง ๆ
โดยรวมทุกเล่มสื่อความรักในครอบครัว ความอดทนของพ่อแม่ และยังรวมทั้งสนุก เฮฮา และตื่นเต้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เด็กไทยในยุคเมื่อสัก ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เพราะเราไม่มีวิดีโอหรือกูเกิลให้เสิร์ชหาภาพสถานที่ห่างไกลไม่ว่าป่าใหญ่ ทะเลสาบ หิมะ อินเดียนแดง และเมนูอาหารต่าง ๆ ให้ดู เหมือนเด็ก ๆ ในยุคนี้ เราจึงอ่านหนังสือชุดนี้อย่างสนุกเพราะใช้จินตนาการเป็นหลัก
ผมยังจำได้ดีว่าอ่านหนังสือชุดบ้านเล็กนี้หลายรอบมากจนนับครั้งไม่ถ้วน และผมเองชอบเรียนวิชาภูมิศาสตร์ เมื่ออยู่ชั้นมัธยมปลายก็เลยไปค้นหาว่ารัฐที่ครอบครัวของลอร่าอยู่นั้นคือรัฐไหนบ้างและอยู่ตรงไหนในแผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ... เช่นในเล่ม ๖ ทำไมฤดูหนาวอันยาวนานจึงหนาวอย่่างทรมานขนาดนั้น
หนังสือชุดนี้ยังมีเล่มต่อที่ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์เขียนเพิ่มอีกสองเล่มคือ เรื่อง "สี่ปีแรก" และ "ตามทางสู่เหย้า" ที่เล่าชีวิตหลังแต่งงานของลอร่าและสามีคือแอลแมนโซในช่วงสี่ปีแรก และต่อมาทั้งคู่อพยพจากรัฐดาโกต้าไปยังรัฐมิสซูรี่ เมื่อปี ๑๘๙๔
สุดท้ายครอบครัวของลอร่าปักหลักอยู่ที่เมืองโอซ้าร์คส์ ที่นี่มีบ้านที่แอลแมนโซปลูกเองและลอร่าตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า 'ร็อกกี้ริดจ์ฟาร์ม' บ้านหลังนี้ยังคงงดงามแม้จะเก่าไปตามกาลเวลา และยังมีของใช้ในบ้านที่ได้รับการดูแลเก็บรักษาไว้อย่างดีให้เห็นจนถึงทุกวันนี้
นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ (ค.ศ. ๑๙๓๒) ที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรก นักอ่านชาวอเมริกันยังคงนิยมอ่านวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้และแนะนำกันจากรุ่นสู่รุ่น ในเมืองไทยเอง ฉบับที่คุณ "สุคนธรส"​ แปลไว้นานมากแล้วตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ก็ยังมีจำหน่าย ในบรรดาหนังสือทุกชุดของวรรณกรรมชุดบ้านเล็กที่ตีพิมพ์มาทั้งหมดนั้น แอดมินชอบปกที่พิมพ์ครั้งแรกที่เป็นปกแข็งมากที่สุด ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บำรุงสาสน์ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗
หนังสือชุด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ในวรรณกรรม ๕๐ เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต โดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมไทสร้างสรรค์ ก็ได้คัดเลือกหนังสือชุดนี้ให้อยู่ในกลุ่มหนังสือที่เหมาะสมกับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔–๖ ทั้งหนังสือภาพ วรรณกรรมเยาวชน และสารคดี รวม ๑๐๑ เล่ม ในโครงการส่งเสริมและพัฒนานิสัยรักการอ่านในเด็กด้วย
อยากให้เยาวชนไทยอ่านหนังสือชุดนี้สักครั้งหนึ่งในชีวิตครับ และตอนนี้มี
ซีรีส์เรื่อง "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ใน Netflix แต่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า "บ้านเล็กในทุ่งกว้าง" (Little House on the Prairie) ซึ่งดัดแปลงจากชุดวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องนี้ด้วย
เครดิตภาพ: เพจ #พิพิธภัณฑ์นักอ่านนักเขียนนักแปล

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #หนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ #สุคนธรส #วรรณกรรมเยาวชน #ผลงานคลาสสิก

มาร่วมกันเป็นสะพานบุญส่งต่อหนังสือภาพ “วันที่พ่ออยู่บ้าน” หนังสือดีสำหรับเด็ก ๆ ให้โรงเรียนและห้องสมุดกันค่ะ =====✨ ปัณณ...
02/08/2026

มาร่วมกันเป็นสะพานบุญ
ส่งต่อหนังสือภาพ “วันที่พ่ออยู่บ้าน” หนังสือดีสำหรับเด็ก ๆ ให้โรงเรียนและห้องสมุดกันค่ะ

=====
✨ ปัณณาญาณแบ่งปัน… ส่งต่อหนังสือภาพฟรี แด่โรงเรียนและห้องสมุดในถิ่นทุรกันดาร 📚✨

"ปัณณาญาณบุ้คส์" สำนักพิมพ์เล็กๆ อยากเห็นเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าถึงหนังสือภาพสากลคุณภาพดีอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมบ่มเพาะพลังแห่งความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และสร้างวัคซีนใจให้เติบโตแข็งแรง

หนังสือภาพ “วันที่พ่ออยู่บ้าน” ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนใจ (Mirror Effect) ที่ไม่เพียงเล่าเรื่อง แต่ชวนบ่มเพาะ Empathy ร่วมกันทั้งครอบครัว:

🌱 สำหรับเด็ก: เรียนรู้ที่จะเท่าทันอารมณ์รอบตัว เข้าใจความเหนื่อยล้าในวันที่พ่อต้องหางานใหม่ เปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นพลังใจดวงเล็กๆ ส่งต่อให้ผู้ใหญ่

👨‍ สำหรับผู้ใหญ่: คลายความตึงเครียดสะสม หนังสือเล่มนี้กอดหัวใจคนเป็นพ่อแม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และในพื้นที่ปลอดภัยของบ้าน... อ้อมกอดและกำลังใจจากลูก (รวมถึงเจ้าแมวตัวโปรด) คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

มาร่วมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ชวนเด็กๆ เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจ ผ่านหนังสือภาพพรีเมียมเล่มนี้ไปด้วยกันนะคะ

สำนักพิมพ์ขอมอบหนังสือภาพแปลเชิงจิตวิทยาครอบครัวเล่มใหม่ล่าสุด “วันที่พ่ออยู่บ้าน” (พร้อมสติกเกอร์น่ารัก ๆ ในเล่ม) ให้แก่โรงเรียน และห้องสมุดชุมชนในถิ่นทุรกันดารฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ

👧 หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ: เด็ก ๆ อายุตั้งแต่ 3 - 12 ปี
📦 คุณสมบัติผู้ขอรับหนังสือ: คุณครู บรรณารักษ์ หรือตัวแทนจากโรงเรียน/ห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนทุนทรัพย์

📝 วิธีการติดต่อขอรับหนังสือ:
คุณครูหรือตัวแทนโรงเรียน สามารถกดลิงก์ Google Form นี้เพื่อกรอกชื่อ-ที่อยู่จัดส่ง และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อในระบบได้ทันทีเลยนะคะ
👉 ⁠ https://forms.gle/KyLfsv9qH57pPmqw6
(หากติดขัดประการใด สามารถทักมาพูดคุยทาง Inbox ได้ค่ะ)

มาร่วมเป็นสะพานบุญ ส่งต่อโพสต์นี้ไปให้ถึงคุณครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจด้วยกันนะคะ 🤍

#ปัณณาญาณบุ้คส์
#วันที่พ่ออยู่บ้าน
#หนังสือภาพเด็ก #บ่มเพาะEmpathy #แบ่งปันหนังสือ #ห้องสมุดโรงเรียน #โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

✨ ปัณณาญาณแบ่งปัน… ส่งต่อหนังสือภาพฟรี แด่โรงเรียนและห้องสมุดในถิ่นทุรกันดาร 📚✨

"ปัณณาญาณบุ้คส์" สำนักพิมพ์เล็กๆ อยากเห็นเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าถึงหนังสือภาพสากลคุณภาพดีอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมบ่มเพาะพลังแห่งความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และสร้างวัคซีนใจให้เติบโตแข็งแรง

หนังสือภาพ “วันที่พ่ออยู่บ้าน” ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนใจ (Mirror Effect) ที่ไม่เพียงเล่าเรื่อง แต่ชวนบ่มเพาะ Empathy ร่วมกันทั้งครอบครัว:

🌱 สำหรับเด็ก: เรียนรู้ที่จะเท่าทันอารมณ์รอบตัว เข้าใจความเหนื่อยล้าในวันที่พ่อต้องหางานใหม่ เปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นพลังใจดวงเล็กๆ ส่งต่อให้ผู้ใหญ่

👨‍ สำหรับผู้ใหญ่: คลายความตึงเครียดสะสม หนังสือเล่มนี้กอดหัวใจคนเป็นพ่อแม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา และในพื้นที่ปลอดภัยของบ้าน... อ้อมกอดและกำลังใจจากลูก (รวมถึงเจ้าแมวตัวโปรด) คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

มาร่วมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ชวนเด็กๆ เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจ ผ่านหนังสือภาพพรีเมียมเล่มนี้ไปด้วยกันนะคะ

สำนักพิมพ์ขอมอบหนังสือภาพแปลเชิงจิตวิทยาครอบครัวเล่มใหม่ล่าสุด “วันที่พ่ออยู่บ้าน” (พร้อมสติกเกอร์น่ารัก ๆ ในเล่ม) ให้แก่โรงเรียน และห้องสมุดชุมชนในถิ่นทุรกันดารฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ

👧 หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ: เด็ก ๆ อายุตั้งแต่ 3 - 12 ปี
📦 คุณสมบัติผู้ขอรับหนังสือ: คุณครู บรรณารักษ์ หรือตัวแทนจากโรงเรียน/ห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนทุนทรัพย์

📝 วิธีการติดต่อขอรับหนังสือ:
คุณครูหรือตัวแทนโรงเรียน สามารถกดลิงก์ Google Form นี้เพื่อกรอกชื่อ-ที่อยู่จัดส่ง และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อในระบบได้ทันทีเลยนะคะ
👉 ⁠ https://forms.gle/KyLfsv9qH57pPmqw6
(หากติดขัดประการใด สามารถทักมาพูดคุยทาง Inbox ได้ค่ะ)

มาร่วมเป็นสะพานบุญ ส่งต่อโพสต์นี้ไปให้ถึงคุณครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจด้วยกันนะคะ 🤍

#ปัณณาญาณบุ้คส์
#วันที่พ่ออยู่บ้าน
#หนังสือภาพเด็ก #บ่มเพาะEmpathy #แบ่งปันหนังสือ #ห้องสมุดโรงเรียน #โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

ดูซีรีส์วันหยุดยาววว -------------------------------ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแอดถอยห่างจากกองดอง 🙂 มาเฝ้าจอดูหนังซีรีส์ และภา...
01/08/2026

ดูซีรีส์วันหยุดยาววว
-------------------------------

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแอดถอยห่างจากกองดอง 🙂 มาเฝ้าจอดูหนังซีรีส์ และภาพยนตร์จากอาหรับรวม ๓ เรื่องทาง Netflix ขอแนะนำทั้งสามเรื่องเลยค่ะ

๑. เรื่อง "The President's Cake (๒๐๒๕)" เป็นหนังอิรักที่มีพล็อตเรื่องเล่าถึงวิถีชีวิตชาวอิรักในชนบทและเมืองหลวงในยุค ๑๙๙๐ ภายหลังประเทศอิรักถูกยูเอ็นคว่ำบาตร วิกฤตที่ตามมาคือปัญหาความขาดแคลนอาหาร น้ำ และไฟฟ้า ผู้คนเผชิญความยากจนมาก อาหารต้องปันส่วนเช่นเดิมทุกครอบครัวเคยได้รับแจกไข่ไก่คนละฟองก็เหลือเพียงครอบครัวละหนึ่งฟองเท่านั้น
เรื่องเปิดฉากในช่วงเหตุการณ์สองวันก่อนวันเกิดประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน หน่วยงานราชการต่าง ๆ ต้องเฉลิมฉลองตกแต่งสถานที่ตามคำสั่งเพื่อแสดงความจงรักภักดี ในโรงเรียนครูก็มอบหมายให้นักเรียนเตรียมทำความสะอาดและเตรียมเค้กวันเกิดให้ประธานาธิบดีด้วยด้วย ลาเมีย เด็กหญิงตัวเอกของเรื่องวัยเก้าขวบ ช่างโชคร้ายบังเอิญจับสลากมีหน้าที่ต้องเตรียมเค้กวันเกิดในงานฉลองของโรงเรียน ถ้าเธอปฏิเสธหรือทำภารกิจนี้ล้มเหลว หมายถึงการต้องโทษจำคุกหรืออันตรายถึงชีวิต ทำให้เธอต้องดิ้นรนหาวัตถุดิบทุกวิถีทาง
ลาเมียอยู่กับย่าเพียงสองคน และก็ยากจนมากแต่เธอไม่มีทางเลือก ย่าไม่ว่าอะไรและพาเธอกับไก่คู่ใจที่เลี้ยงไว้เดินทางเข้าเมือง แต่เกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอตัดสินใจอย่างกะทันหัน และไปหาซื้อวัตถุดิบเพื่อมาทำขนมเค้กให้สำเร็จโดยลำพัง ผู้ชมจะต้องติดตามและคอยลุ้นเอาใจช่วยลาเมียตลอดการเดินทางในเมืองหลวงหนึ่งวันว่าเธอจะได้ของต่างๆ ครบไหมเพื่อไปทำเค้กสำหรับประธานาธิบดี
ในเรื่อง "The President's Cake" ยังมีตัวละครเด็กผู้ชายเพื่อนของลาเมียอีกคนที่มีชะตากรรมร่วมกับเธอ กว่าที่ลาเมียจะได้วัตถุดิบทำเค้กครบ เธอต้องใช้ทั้งความอดทน ไหวพริบต่างๆ หนังพาเราไปสัมผัสชีวิตผู้คนหลากหลายที่ต่างหาทางเอาตัวรอดในสภาพสังคมที่กดขี่ในยุคนั้น .... หนังเรื่องนี้ดีงามแม้จะรู้สึกหดหู่ในหลายๆ ฉาก แอดชอบฉากจบของลาเมียและเพื่อนขณะอยู่ในห้องเรียน... เป็นหนังอาหรับที่ดีมากอีกเรื่องสมกับที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และยังได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ตัวแทนประเทศเพื่อส่งชิงหนังต่างประเทศเวทีรางวัลออสการ์ด้วย
๒. เรื่อง "We Are All Trying Here (๒๐๒๖) หรือ #เราต่างพยายามสุดใจ" ผลงานของ “พัคแฮยอง” นักเขียนบทซีรีส์เกาหลีที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบจากเรื่อง "My mister (๒๐๑๘)" และ "My Liberation Notes (๒๐๒๒)" จนต้องดูซ้ำเรียกว่าดูกี่ครั้งก็ยังชอบ ซีรีส์นี้ถ่ายทอดชีวิตคนในแวดวงนักเขียนบทและผู้กำกับหนังและเล่าเรื่องของฮวังดงมัน (คูคโยฮวาน) ตัวเอกชายวัย ๔๐ ปีฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จเลยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มเพื่อน ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมวงการต่างมีผลงานดีเด่น เขารู้สึกว่าตัวเองขี้แพ้และไร้ค่า และกลบเกลื่อนความทุกข์นี้ด้วยการแสร้งเป็นคนร่าเริง ปากร้ายโจมตีคนอื่นจนใคร ๆ ต่างรังเกียจ และไม่อยากอยู่ใกล้เขา
ฮวังดงมันได้มาพบกับ พยอนอึนอา (โกยุนจอง) โปรดิวเซอร์สาวที่มีปัญหาทางจิตใจ และปมในวัยเด็กที่แสนเจ็บปวด เธอเคยเป็นโรคซึมเศร้า และก็ยังต้องพบนักจิตวิทยา แต่เธอก็จริงใจที่จะวิจารณ์บทหนังของเขาตรงๆ ว่าต้องปรับปรุงอย่างไร ฮวังดงมันมีความสุขกับการนั่งดูหนังที่ห้องพัก แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นคนก้าวร้าว ขมขื่นกับชีวิตบัดซบที่เขายังไม่เห็นโอกาสที่จะดีเด่นได้
แต่เขาเป็นคนอ่อนโยนที่หลายคนไม่รู้ เขารักและเอาใจใส่แมวที่เลี้ยงไว้อย่างดีมาก ยอมเป็นหนี้เพื่อกู้เงินเพื่อรักษามันให้หายป่วย ในเรื่อง "We Are All Trying Here" ยังเอ่ยถึงชีวิตเพื่อนผู้กำกับ ผู้สร้างภาพยนตร์ และดารานำที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จเสมอไป แม้ฮวังดงมันจะทุกข์ แต่ลึกๆ ก็มีความเข้มแข็งและยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาให้กำลังใจพี่ชายที่ท้อแท้และเคยคิดฆ่าตัวตายโดยเอ่ยประโยคหนึ่งว่า

"ถ้าขอพรได้ข้อหนึ่ง ผมจะขอให้ผมได้แก่ตาย ให้แมวและต้นไม้แก่ตาย ให้ทุกชีวิตแก่ตาย ไม่ใช่ตายด้วยความเจ็บป่วย หรือทรมาน"
ตอนแรกๆ อาจจะดูหดหู่น่าเบื่อ หากใครยังไม่เคยดูขอแนะนำค่ะ ชีวิตฮวังดงมันและตัวละครคนอื่นๆ ต่างก็มีปมเบื้องหน้าเบื้องหลัง ทุกคนต่างมีความเป็นมนุษย์ที่สมจริง มีทั้งความสุขและความทุกข์ พวกเขาต่างพยายามสุดใจเพื่อเอาชนะอุปสรรคในชีวิตที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา
๓. เรื่อง " #เหนือสมรภูมิ (๒๐๒๕) หรือ Legend of the Female General" (ชื่อภาษาจีน: 锦月如歌; Jǐn yuè rú gē) เป็นซีรีส์จีนย้อนยุคแนวแอคชั่น โรแมนติก ดราม่า เรื่องนี้สร้างจากนิยายเว็บของ เชียนซานฉาเค่อ (千山茶客) พล็อตเรื่องเอ่ยถึงเหอเยี่ยน (โจว เหย่) ตัวเอกหญิงที่ถูกบิดาบังคับให้ปลอมตัวเป็นผู้ชายใช้ชื่อ เหอหรูเฟยของพี่ชาย บุตรชายคนเดียวของครอบครัว เพราะพี่ชายมีปัญหาสุขภาพบิดาจึงเกรงจะไม่มีคนสืบตระกูลต่อ
เหอเยี่ยนได้ไปเรียนหนังสือที่สำนักบัณฑิตที่เหล่าตระกูลขุนนางจะส่งลูกชายไปเรียน เธอใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าตลอดมา ที่นี่เธอได้พบกับเซียวเจวี๋ย (เฉิง เหล่ย) ซึ่งเติบโตกลายเป็นแม่ทัพเฟิงอวิ๋น ขณะที่เธอก็มีความสามารถกลายเป็นแม่ทัพเฟยหงแห่งต้าเว่ยในเวลาต่อมา... แต่แล้ววันหนึ่งพี่ชายที่ก็กลับมาทวงคืนตำแหน่งเหอหรูเฟยและบังคับให้เหอเยี่ยนกลับไปเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เขาทำร้ายเธอจนตาบอด และส่งคนไปตามฆ่าเธอ เพื่อป้องกันไม่ให้เหอเยี่ยนกลับมาแก้แค้นได้
โชคดีเหอเยี่ยนได้รับความช่วยเหลือจนตาหายดี เธอมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะต้องกลับไปทวงทุกอย่างของเธอคืน จึงปลอมตัวเป็นชายอีกครั้งโดยใช้ชื่อจริงและสมัครเข้าเป็นทหารในกองทหารเย่โจว ซึ่งเซียวเจวี๋ยเป็นผู้บัญชาการ
ในอดีตครอบครัวเซียวเจวี๋ยเคยเผชิญโศกนาฏกรรมของตระกูลเซียว เนื่องจากกองทัพของตระกูลพ่ายแพ้ศึกที่หมิงสุ่ย เพราะครั้งนั้นเหอหรูเฟย ซึ่งเป็นเหอเยี่ยนนำทัพเสริมมาช่วยช้าเกินไปจนทัพตระกูลเซียวพ่ายแพ้ และบิดาเซียวเจวี๋ยเสียชีวิต เซียวเจวี๋ยจึงแค้นเหอหรูเฟยมาตลอด... เหอเยี่ยนก็อยากจะบอกความจริงให้รู้ แต่ก็ยังไม่รู้เบื้องหลังว่าอะไรคือสาเหตุที่เธอนำทัพไปเสริมช้าเกินไป
เมื่อทั้งคู่มาเจอกันอีกครั้งที่ค่ายทหารเย่โจว เซียวเจวี๋ยเริ่มสงสัยและจับตามสืบดูว่าเหอเยี่ยนคือใครกันแน่เพราะท่วงท่าวิชาดาบและการต่อสู้ต่างๆ เหมือนที่เคยเรียนมาด้วยกัน และบางสิ่งก็ถ่ายทอดมาโดยบิดาเซียวเจวี๋ย คนนอกไม่น่าจะมีโอกาสรู้ ... แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จะค่อยๆ เริ่มพัฒนาและมีแนวโน้มดี และทั้งสองต่างก็มีใจต่อกันอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในก็มีการคอรัปชั่นและมีคนคิดจะก่อกบฏ เซียวเจวี๋ยจึงต้องการรู้ความจริงที่กี่ยวข้องกับเหอเยี่ยนว่าทำไมเธอมีส่วนทำให้บิดาขาเสียชีวิต และตระกูลเซียวเสียหาย ขณะเดียวกันก็มีขุนนางที่แอบชอบเหิอเยี่ยนและพยายามเอาชนะใจเธอ ซึ่งสื่อให้เห็นความซับซ้อนของจิตใจตัวละครในฐานะมนุษย์ที่มีความน่ากลัวแต่ก็สมจริงมาก
เรื่อง "เหนือสมรภูมิ" นี้เหอเยี่ยนชื่นชอบ 'ดวงจันทร์' และเปรียบเซียวเจวี๋ยเหมือนดวงจันทร์ในใจเธอ เพราะดวงจันทร์ดูสูงส่งและไกลเกินเอื้อมสำหรับเธอ และแม้ว่าเขาจะดูเย็นชา สันโดษ แต่เมื่อได้พบเซียวเจวี๋ยอีกครั้งเธอก็รู้สึกว่าเขาเป็นเสมือนดวงจันทร์ที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นใจแก่เธอที่ต้องเผชิญปัญหาในครอบครัวและบิดาก็ไม่รักเธอเลย เธอเคยบอกเซียวเจวี๋ยว่า "ข้าชอบพระจันทร์ แต่พระจันทร์ไม่รู้"
ผู้เขียนยังสอดแทรกเรื่องบทบาทสตรีโดยนำเสนอเหอเยี่ยนให้เป็นตัวอย่างผู้หญิงที่มีการศึกษา และไม่ควรจำกัดบทบาทตนเองอยู่เพียงในบ้าน ขณะไปป้องกันเมืองที่ถูกรุกราน เธอจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้สตรีที่พบในเมืองต่าง ๆ ได้เรียนรู้เรื่องนี้และพัฒนาตนเอง ซึ่งหลายครั้งเซียวเจวี๋ยก็ชื่นชมและช่วยสนับสนุน หากใครชอบซีรีส์จีนก็ขอแนะนำเรื่องนี้ไว้ในลิสต์ ไม่ควรพลาดค่ะ




รำ เ พ ย ด อ ก สุ ด ท้ า ย-------------------‐------------------นวนิยายแนวลึกลับฆาตกรรมเป็นผลงานหนึ่งของนายาที่ผู้อ่านที...
29/07/2026

รำ เ พ ย ด อ ก สุ ด ท้ า ย
-------------------‐------------------

นวนิยายแนวลึกลับฆาตกรรมเป็นผลงานหนึ่งของนายาที่ผู้อ่านที่ชอบเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนไม่ควรพลาด ใน "รำเพยดอกสุดท้าย" มีคดีปริศนาที่มีคนไทยสามคนเสียชีวิตโดยที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานสรุปสาเหตุว่าเกิดจากระบบหัวใจล้มเหลว แต่ที่ร่างผู้เสียชีวิตมักจะมีดอกรำเพยหนึ่งดอกเสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อของคนตายเสมอ
ดอกไม้นี้จึงกลายเป็นเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงทุกคดีเข้าด้วยกัน และฆาตกรก็เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องพรรณไม้ และนำดอกไม้สีสวยกลิ่นหอมที่เจือสารพิษมาใช้เป็นเครื่องมือในการสังหารคนอย่างแยบยลจนตำรวจก็ไม่ได้ระแวงสงสัย
"รำเพยดอกสุดท้าย" เปิดฉากที่เฟิร์น นักศึกษาที่เรียนสังคมวิทยา สาขาอาชญากรรมวิทยา (Criminology) ที่มหาวิทยาลัยในลอส แอนเจลิส (แอลเอ) และอยู่กับพ่อแม่ เธอกำลังหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์เรื่องปัญหาผู้หญิงที่ถูกทารุณกรรมและสัมภาษณ์ผู้หญิงในแอลเอ บังเอิญว่าเธอไปรู้จักมาลาตี สาวไทยที่หน้าตาสวยงาม และถูกสามีคือพนัส หลอกแต่งงานก่อนพามาอเมริกาเพื่อมาทำงานในธุรกิจค้าประเวณี หรือ ที่ใช้ชื่อธุรกิจว่า 'เอสคอร์ท เซอร์วิซ' (Es**rt Service)
มาลาตีเคยพยายามหนีไปหาญาติที่ไร่ นภา แวลลีย์ (Napa Valley) แต่ไม่สำเร็จ พนัสมีวิธีลงโทษเธออย่างทรมานโดยไม่ทำลายความงามของเธอ... เฟิร์นจึงสมัครมาทำงานกับพนัส แต่เขากลับเสียชีวิตอย่างกะทันที่โต๊ะกินข้าวในโรงแรมขณะนั่งกินข้าวกับเธอ หลังกลับจากไปห้องน้ำ
เฟิร์นช่างสงสัยจึงแวะไปดูแถวห้องน้ำ และบังเอิญก็ได้เจอแม่บ้านคนไทยที่กำลังทำความสะอาดห้องน้ำ จึงได้เบาะแสว่า เห็นมีคนสวมเสื้อกันฝนสีดำใส่ฮู้ดเดินเข้าไปทักทายมนัสสองสามคำ แล้วก็หยิบร่มสีดำขึ้นมาเบี่ยงตัวใช้ร่มเหมือนจะแทงที่รูหูเขา แล้วก็แยกกัน จากนั้นเองพนัสก็กลับมาสิ้นใจที่โต๊ะอาหาร เฟิร์นเห็นสิ่งที่แปลกตาไปคือ บนตัวเขามีดอกรำเพยที่เสียบคาไว้ตรงอกเสื้อ ซึ่งก่อนเขาไปห้องน้ำไม่มีดอกรำเพยเลย
แล้วมาลาตีก็หายเงียบไปและก็ประกาศขายบ้าน และต่อมาก็ชวนให้เฟิร์นไปทำงานพิเศษที่ร้านน้ำชาและสวนดอกไม้ของป้าเธอที่ไร่ในนภา แวลลีย์ ห่างออกไปจากแอลเอ เฟิร์นอยากสืบหาความจริงเองหลังคดีปิดไปแล้ว จึงรับปากและชวนชมชบา เพื่อนสนิทไปด้วยอีกคน
ที่นี่เฟิร์นได้พบกับมัลลิกา (ป้าลิ) แม่ของมาลาตี มะลุลี (ป้าลี) พี่สาวแม่ และศรีไพล (ไพล) ลูกสาวของมะลุลี และยังได้พบกับเพื่อนบ้านเจ้าของไร่ไวน์ที่อยู่ติดกันคือ ป้าสารภี (ป้าสา) ลุงปรม และลูกชายชื่อดามพ์ ซึ่งเฟิร์นเคยเห็นเขาไปไหนมาไหนกับมาลาตีหลังพนัสตาย เธอคิดว่าดามพ์น่าสงสัยมากที่สุด
เมื่อเฟิร์นมาพักกับครอบครัวมาลาตี ทำให้ได้สำรวจห้องต่างๆ ในบ้านพัก และยังรู้เรื่องราวภูมิหลังของแต่ละคนมากขึ้นว่า หลายคนต่างมีความขัดแย้งต่อกันมาก่อนในอดีต เช่นป้าลิ และป้าลีแทบจะไม่ค่อยคุยกัน มาลาตีและศรีไพลก็ไม่สนิทกันนัก ขณะที่ป้าลีสนิทกับป้าสา แม้แต่แม่บ้านและครอบครัวที่เป็นคนไทยก็ระหองระแหงกับสามี
ในบ้านพักนี้ยังมีพรรณไม้มีพิษ และมีที่เก็บร่มแอนธีคสีดำด้วย เธอรู้สึกว่าคนที่เข้าข่ายน่าสงสัยมีมากขึ้น แม้แต่หนุ่มคนไทยที่เป็นตำรวจสายสืบที่มาจีบชบาเพื่อนเธอก็น่าสงสัยไม่น้อย
เฟิร์นมาอยู่ที่ไร่นี้ไม่นานก็ได้เจอดามพ์บ่อยขึ้น ทั้งไปทำงานพิเศษที่ไร่องุ่นของเขา และเมื่อเขาแวะมาที่ไร่ของป้าลี เธอรู้สึกชอบดามพ์แต่แรกที่พบกัน แต่ก็พยายามจะอยู่ห่างๆ เพราะรู้ว่ามาลาตีชอบดามพ์มาก และที่สำคัญเขาก็เป็นคนหนึ่งที่น่าสงสัยด้วย
แต่แล้วก็มีคนถูกฆาตกรรมอีกคนในสวนใกล้ที่พักตอนกลางวัน บนตัวเขามีดอกรำเพยที่เสียบคาไว้ตรงอกเสื้อ ป้าลีก็เอ่ยออกมาว่าคนที่เสียชีวิตคนที่สองว่า "...ไปเสียได้ก็ดี รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก" ขณะที่ไพล ซึ่งเป็นคนที่มีอุดมการณ์ และเกลียดผู้ชายที่ข่มเหงเมีย เธอเคยพูดว่า "...อยากให้พรรณไม้ทุกชนิด ทุกประเภทเป็นพรรณไม้มีพิษ...เหมือนยี่โถหรือรำเพย" รวมทั้งแสดงความดีใจด้วยโดยบอกว่าการตายของนายพนัสและคนที่สองในไร่นี้ "...เป็นการตายอย่างเมตตาที่สุด คือหัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ "
สิ่งที่น่าติดตามจนจบนอกจากว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องก็คือ อะไรคือ 'แรงจูงใจ' ในการฆาตกรรมทั้งสามครั้งนี้
"รำเพยดอกสุดท้าย" ของ นายาเล่มนี้น่าอ่านและสนุกไม่แพ้งานเขียนเรื่องอื่นของท่าน นวนิยายดำเนินเรื่องอย่างกระชับ น่าติดตาม และตัวละครต่างก็มีเหตุให้น่าสงสัยทุกคน ทั้งด้านความคิดและการกระทำ ภูมิหลัง และพฤติกรรมของคนที่เสียชีวิตที่เคยทำร้ายร่างกาย หรือข่มเหงเพศหญิง
ผู้เขียนต้องการสื่อให้เราเห็นความอดทนอดกลั้นต่อความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ และความสำคัญของการส่งเสริมให้ผู้หญิงตระหนักในเรื่องเหล่านี้ หรือ women empowerment ที่มีอยู่ไม่เพียงในสังคมอเมริกัน แต่รวมทั้งสังคมไทยด้วย
ในเรื่องนี้ผู้เขียนยังตั้งชื่อตัวละครหญิงเป็นชื่อต้นไม้ทั้งนั้น และมีความหมายเป็นนัยสื่อถึงบุคคลิกตัวละครด้วย เช่น เฟิร์น คือไม้ประดับที่สง่างามได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสีหรือความหวาน หรือมาลาตี และมัลลิกา แปลว่า 'มะลิ' สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งตรงข้ามกับชีวิตและพฤติกรรมของตัวละครทั้งสอง
'นายา' เป็นนามปากกาของศาสตราจารย์วาสนา ชลศึกษ์ เคนแมน และชื่อนายาเป็นชื่อเล่นของลูกสาวท่าน นายาเคยเขียนนวนิยายลงในนิตยสาร "สกุลไทย" มาก่อน มีนวนิยายพิมพ์รวมเล่มประมาณ ๑๓ เรื่อง เช่น จากฟ้าแดนไกล, พุดสามสี, อักษรสื่อรัก, พลอยพันแสง, ทรายกระซิบ ฯลฯ

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #รำเพยดอกสุดท้าย #นายา #นวนิยายสืบสวน

๒๙ กรกฎาคมวันภาษาไทยแห่งชาติ---------------------------------แบบฝึกหัดทดสอบทักษะภาษาคำใดในข้อต่อไปนี้ที่เขียนผิด ❌.........
29/07/2026

๒๙ กรกฎาคม
วันภาษาไทยแห่งชาติ
---------------------------------

แบบฝึกหัดทดสอบทักษะภาษา
คำใดในข้อต่อไปนี้ที่เขียนผิด ❌
............

ตอบข้อ (ง) มีคำอธิบายในความคิดเห็นด้านล่าง

เครดิต #เพจมานะมานีปิติชูใจ

วันหยุดยาววววว ... ทำอะไรดี?ก. อ่านหนังสือข. อ่านหนังสือเล่มหนาค. อ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ง. อ่านหนังสือจากกองดองจ. ไปเ...
25/07/2026

วันหยุดยาววววว ... ทำอะไรดี?

ก. อ่านหนังสือ
ข. อ่านหนังสือเล่มหนา
ค. อ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้
ง. อ่านหนังสือจากกองดอง
จ. ไปเดินซื้อหนังสือ
ฉ. ถูกทุกข้อ
ช. ดูซีรีส์ 😆

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #วันหยุด

25/07/2026
ถ น น ส า ย ห นั ง สื อ ส า ย ค า บู ล------------------------------------------------------เชื่อว่าผู้อ่านที่สนใจเรื่อง...
24/07/2026

ถ น น ส า ย ห นั ง สื อ ส า ย ค า บู ล
------------------------------------------------------

เชื่อว่าผู้อ่านที่สนใจเรื่องของประเทศในตะวันออกกลางน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังสือเรื่อง "ถนนหนังสือสายคาบูล หรือ (The Bookseller of Kabul)" ของ อัสนี เซียร์สตัค (Asne Seierstad)​ นักข่าวหญิงชาวนอร์เวย์ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม แต่ต้องเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามกลางเมืองจนสูญเสียวัฒนธรรมดีๆเก่าแก่ไปมาก​
นักข่าวหญิงชาวนอร์เวย์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศอัฟกานิสถานไว้ในเล่มนี้ ซึ่งมาจากประสบการณ์จริงตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.​๒๕๔๔ (ค.ศ. ๒๐๐๑)​ เมื่อติดตามกองกำลังพันธมิตรฝ่ายเหนือไปทำข่าวที่อัฟกานิสถานนานถึงหกเดือนก่อนพวกตาลีบันพ่ายแพ้ไปหลังเหตุการณ์ ๙/๑๑ ต่อมาก็มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของสุลต่าน คาน (Sultan Khan -​ชื่อสมมุติ)​ ชาวอัฟกัน ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือในกรุงคาบูลอีกประมาณสามเดือน
ครอบครัวของสุลต่าน คาน เป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะและการศึกษาดี สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ขณะที่ชาวอัฟกันส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และประชากรสามในสี่ของประเทศยังคงไม่รู้หนังสือ ​
"ถนนหนังสือสายคาบูล​" ซึ่งแปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เมื่อปี พ.ศ.​๒๕๕๐ พาเราไปรู้จักเส้นทางชีวิตพ่อค้าร้านหนังสือคนหนึ่งที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสะสมหนังสือ
แม้ว่าเขาต้องติดคุก หรือหนังสือที่เขาสะสมไว้จะถูกเผาทิ้ง เขาก็ยังคงเสาะหาหนทางที่จะสะสมหนังสือของอัฟกานิสถานใหม่ มีแม้กระทั่งแอบซ่อนหนังสือนับหมื่นเล่มตามซอกมุมต่าง ๆ ของนครคาบูลในยุคที่คอมมิวนิสต์ และกลุ่มตาลีบันยังปกครองประเทศอยู่
หนังสือคือชีวิตของสุลต่านอย่างแท้จริง เขาเกิดมาในครอบครัวยากจนและเติบโตในช่วงทศวรรษ​ ๑๙๕๐ พ่อแม่ก็ไม่รู้หนังสือ แต่ทุ่มเทเงินทองเพื่อสุลต่าน ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต แม้แต่พี่สาวก็ยังไม่เคยย่างเท้าเข้าไปในโรงเรียน สุลต่านมีความมุมานะ
ครั้นเขาโตมาหาเงินเองได้ก็ไปเป็นลูกจ้างร้านหนังสือจนสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ แต่แล้วก็หาซื้อตำราเรียนไม่ได้กระทั่งได้ไปที่กรุงเตหะรานกับอาผู้ชาย เขาตื่นตาตื่นใจกับหนังสือจำนวนมหาศาล เขาไปตลาดหนังสือและซื้อเก็บกลับมาขายเพื่อน ๆ ร่วมชั้นในราคาสองเท่า...
นี่คือจุดเริ่มต้นอาชีพพ่อค้าหนังสือของสุลต่านจนกลายเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในกรุงคาบูล
ช่วงที่อัฟกานิสถานเริ่มฟื้นฟูประเทศใหม่ มีความจำเป็นต้องพิมพ์ตำราเรียนใหม่ เพราะตำราเรียนสำหรับเด็กประถมยุคที่มีรัฐบาลมูจาฮิดีนและตาลีบันปกครองผลิตตำราชั้นประถมนั้นบังคับให้เด็ก ๆ ฝึกหัดอ่านตัวหนังสือที่ทำเอง เช่น
'ญ.ญิฮาด -​ อนาคตของเรา
อ.อิสราเอล -​ศัตรูของเรา
ค.คาลานิสคอฟ -​อาวุธของเรา
ม.มูจาฮิดีน -​ผู้นำของเรา
ต.ตาลีบัน...'​
แม้แต่ตำราคณิตศาสตร์ เนื้อหาก็ยังเป็นเรื่องสงคราม ไม่มีโจทย์แบ่งผลไม้ หรือหั่นขนมเค้ก แต่ให้เด็กบวกลบเลขโดยฝึกแบ่งอาวุธแทน และตาลีบันก็พิมพ์หนังสือให้ผู้ชายอ่านเท่านั้น..
ผู้อ่านที่สนใจเรื่องของประเทศอัฟกานิสถานจะได้รับรู้ประวัติศาสตร์ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอัฟกันที่ต้องอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังจากสงครามกลางเมือง การแต่งกายของหญิงอัฟกันที่ต้องใช้ผ้าคลุมบูร์กาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า การทำลายศิลปวัฒนธรรมอัฟกันจนย่อยยับ (เช่น รูปสลักพระพุทธรูปขนาดมหึมาที่ยามิยัน)​ และเกร็ดความรู้การปกครองจากสมัยกษัตริย์ซาเฮร์ ชาห์ที่บ้านเมืองสงบสุขนานถึงสี่สิบปีช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๕๑๖ จนเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์เมื่อสหภาพโซเวียตบุกมายึดครองปี พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๓๒ ยุคสงครามกลางเมืองปี​ ๒๕๓๕ ยุคมูจาฮิดีน และพวกตาลีบัน
แม้ "ถนนหนังสือสายคาบูล" จะน่าอ่าน แต่ก็ไม่ใช่หนังสือที่อ่านสนุก ๆ เสียทีเดียว เพราะเนื้อหาหนักไปทางสภาพสังคมที่เผชิญความแร้นแค้นหลังประเทศเพิ่งผ่านพ้นสงคราม วัฒนธรรมที่กดขี่เพศหญิง ซึ่งเล่าผ่านมุมมองของสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวสุลต่าน
ผู้อ่านจะรู้สึกสะท้านใจไปกับปัญหาทางสังคม และวัฒนธรรมที่แบ่งแยกเชิงกดขี่ทางเพศโดยเฉพาะสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ขณะที่ผู้หญิงเปรียบเสมือนสมบัติของครอบครัว (เช่น การแต่งงานแบบคลุมถุงชน)​ และหญิงอัฟกันบางคนแม้จะมีการศึกษาเช่นภรรยาคนแรกของสุลต่าน ก็ต้องทนขมขื่นกับการที่สุลต่านมีภรรยาคนที่สองซึ่งอายุน้อยกว่าสุลต่านสามสิบกว่าปี หรือลูกชายคนโตที่ถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียน มาทำงานประจำที่ร้านขายหนังสือ ทั้ง ๆ ที่อยากจะเรียนหนังสือและทำงานอื่น
เรื่องนี้ทำให้แอดอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเพศคล้าย ๆ กันของประเทศตะวันออกกลางที่ได้รับรู้มา ครั้งหนึ่งมีโอกาสไปอบรมที่เมืองดูไบในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ขณะนั้นอิรักก็ยังไม่สงบจากสงครามกลางเมือง มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นหญิงชาวอิรักคนหนึ่งเล่าว่า เธอแต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่มีสิทธิจะเดินทางไปต่างแดนตามลำพังไม่ว่าที่ไหน แต่ผู้ชายทำได้ เพราะรัฐบาลระบุว่า ต้องให้สามีเดินทางติดตามมาด้วย เธอจึงมาประชุมที่ดูไบได้​ หญิงชาวอิรักต้องยึดถือกฏหมายนี้ทุกคน
แอดได้เห็นหนังสือ "ถนนหนังสือสายคาบูล" ครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหลายปีก่อน และก็สะดุดตากับชื่อหนังสือโดยเฉพาะเรื่องของ 'พ่อค้าหนังสือ'​ และ 'อัฟกานิสถาน'​ โดยรวมถือว่าเป็นสารคดีอิงประวัติศาสตร์อีกเล่มหนึ่งที่น่าอ่าน โดยเฉพาะคนรักหนังสือ

เครดิตภาพจาก​ Internet

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #ถนนหนังสือสายคาบูล #อัสนีเซียร์สตัค #อัฟกานิสถาน​ #จิระนันท์พิตรปรีชา #สารคดีอิงประวัติศาสตร์ #สำนักพิมพ์มติชน

"หากการเข้าพิพิธภัณฑ์ทำให้เรารู้จักประวัติศาสตร์  การเดินตลาดทำให้เรารู้ว่าผู้คนกินอะไรหรือมีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง  การเข...
23/07/2026

"หากการเข้าพิพิธภัณฑ์ทำให้เรารู้จักประวัติศาสตร์ การเดินตลาดทำให้เรารู้ว่าผู้คนกินอะไรหรือมีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง การเข้าร้านหนังสือก็ทำให้เรารู้ว่าผู้คนที่นั่นอ่านหนังสือประเภทไหน และสนใจอะไร"

(จากหนังสือ "A Great Little Place Called Independent Bookshop" ร้านหนังสือเดินทาง ของสำนักพิมพ์คล็ดไทย)

วันนี้ วันพระ "เวลามีความทุกข์  ลองคิดว่าเราจะใช้ชีวิตที่เหลือของเราเราจะใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิดไปกับความทุกข์ ไปกับความ...
22/07/2026

วันนี้ วันพระ

"เวลามีความทุกข์ ลองคิดว่า
เราจะใช้ชีวิตที่เหลือของเรา
เราจะใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนิด
ไปกับความทุกข์ ไปกับความเศร้า
ไปกับความโกรธ
อย่างนี้จะเรียกว่าฉลาดแล้วหรือ

เอาเวลาที่มีอยู่เติมความสุขให้กับชีวิต
หรือว่าทำความดี รวมทั้งสร้างบุญสร้างกุศล หรือว่าปฏิบัติธรรมดีกว่า"

- - - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล - - -

ที่อยู่

Klong San Sap
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Againผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์