กองคุ้มครองพันธุ์พืช

กองคุ้มครองพันธุ์พืช ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก กองคุ้มครองพันธุ์พืช, หน่วยงานราชการ, เลขที่ 50 ตึกโภชากร ถ. พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร, Bangkok.

23/09/2026

ชี้แจงจุดยืนและแนวทางการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช และประเด็น UPOV

ตามที่มีข้อห่วงใยและประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ในกรอบการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ไทย-ยุโรป นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงสรุปสาระสำคัญและความจำเป็นในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ความจำเป็นในการมีกติกาสากลและทรัพย์สินทางปัญญา
• ในการค้าระดับสากล การคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องปกติ เพื่อสร้างความชอบธรรมและป้องกันการถูกเอาเปรียบ
• สำหรับเรื่อง UPOV หรือ International Convention for the Protection of New Varieties of Plants (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่)นั้น เป็นประเด็นที่พ่วงมากับการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม แต่กระบวนการยังอยู่อีกยาวไกล และกระทรวงฯ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เกษตรกรไทยเสียประโยชน์อย่างแน่นอน

2. การปกป้องพันธุ์พืชไทยและการแก้ปัญหา "เมล็ดพันธุ์ก๊อปปี้"
• ปัจจุบันปัญหาใหญ่คือ นักพัฒนาพันธุ์ต้องเผชิญกับ "เมล็ดพันธุ์ก๊อปปี้" ที่ลอกเลียนแบบโดยไม่ต้องลงทุนคิดค้น ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องคุณภาพและผลผลิต
• กระทรวงฯ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้ทันสมัย เพื่อสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้นักพัฒนาพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทย สามารถสร้างสรรค์พันธุ์ดีของตนเองขึ้นมาแข่งขันได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาพันธุ์ต่างชาติที่มีราคาสูง

3. ยืนยัน: เกษตรกรยังมีสิทธิปลูก เก็บ และแจกจ่ายเหมือนเดิม
• การแก้ไขกฎหมายไม่ได้มุ่งหมายเพื่อรังแกเกษตรกร แต่ทำเพื่อป้องกันคู่ค้าต่างชาติในการเอาเปรียบเกษตรกรไทย และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย
• สิทธิของเกษตรกรยังคงเดิม: พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์การค้าเก่าที่ไม่ใช่พันธุ์คิดค้นใหม่จะไม่ถูกคุ้มครองเป็นสิทธิส่วนตัว เกษตรกรยังคงสามารถปลูก คัด เก็บ และแจกจ่ายได้ตามปกติ

4. การใช้ประโยชน์จากกติกาสากลเพื่อปกป้องพันธุ์ไทยในเวทีโลก
• หากเราปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชในประเทศให้มีความสมบูรณ์และเข้มแข็งพอ เราจะสามารถปกป้อง "พันธุ์ดีของไทย" ไม่ให้ถูกต่างชาติลอกเลียนแบบนำกลับมาขายแข่งในตลาดโลกได้
• กระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาเข้าร่วม UPOV ก็ต่อเมื่อคำนวณแล้วว่าคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศเท่านั้น หากไม่คุ้มค่า กระทรวงฯ จะไม่เข้าร่วมอย่างเด็ดขาด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าจะยึดถือผลประโยชน์ด้านปากท้องและเศรษฐกิจของพี่น้องเกษตรกร ไทยเป็นสำคัญที่สุดเสมอ

ขอแสดงความนับถือ
นายกฤษ อุตตมะเวทิน
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

23/09/2026

มาอีกแล้วดรามาเรื่องเมล็ดพันธุ์ หลังจากเคยมีประเด็นไปซัก 4-5 ปีก่อนสำหรับเรื่องของ UPOV ซึ่งตอนนั้นก็เขียนอธิบายไปเยอะ แต่ตอนนี้มีเพจขาประจำมาปั่นกันอีกแล้ว

งั้นมาเขียนอธิบายให้เข้าใจเรื่องของ UPOV กันก่อนละกัน

UPOV คืออะไร ทำไมต้องคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ และเกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเองได้หรือไม่ ?

ช่วงที่มีการพูดถึง UPOV เรามักได้ยินว่า

“ถ้าเข้า UPOV เกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองไม่ได้”

งั้นมาแยกให้ออกก่อนว่า UPOV คืออะไร คุ้มครองใคร คุ้มครองอะไร และสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์มีขอบเขตแค่ไหน

เพราะ UPOV ไม่ได้หมายความว่า เมื่อประเทศใดเข้าร่วมแล้ว เมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดหรือพันธุ์พืชทุกพันธุ์จะกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัททันที

UPOV คืออะไร ?

UPOV ย่อมาจาก International Union for the Protection of New Varieties of Plants หรือสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

เป็นองค์การระหว่างรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1961 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างระบบคุ้มครอง พันธุ์พืชใหม่ และให้สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ที่พัฒนาพันธุ์ขึ้นมา หรือที่เรียกว่า Plant Breeder's Right – สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช

หลักคิดไม่ได้แตกต่างจากทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นมากนัก

ถ้ามีคนลงทุนใช้ความรู้ เวลา เงินทุน และทรัพยากรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมา เช่น

ข้าวที่ทนแล้งมากขึ้น
พืชที่ต้านทานโรคได้ดีขึ้น
พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น
ผลไม้ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด
หรือพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมใหม่

เมื่อพัฒนาสำเร็จแล้ว ถ้าผู้อื่นสามารถนำพันธุ์นั้นไปขยายจำนวนและผลิตเพื่อขายแข่งได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้พัฒนาเลย คนที่ลงทุนปรับปรุงพันธุ์อาจมีโอกาสคืนทุนจากงานวิจัยน้อยลง

ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์มีสิทธิในผลงานของตัวเองช่วงระยะเวลาหนึ่ง และสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อไป UPOV ระบุว่านี่เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของระบบคุ้มครองพันธุ์พืช.

และคำว่า “นักปรับปรุงพันธุ์” ไม่ได้หมายถึงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น

อาจเป็นบริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หน่วยงานรัฐ บุคคล หรือนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยก็ได้ หากเป็นผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่และพันธุ์นั้นผ่านเงื่อนไขของระบบคุ้มครอง

แล้วคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ไปทำไม?

เหตุผลง่ายที่สุดคือคนสร้างพันธุ์ควรมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่ตัวเองพัฒนาขึ้น

ลองนึกภาพว่าเราพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมาพันธุ์หนึ่ง ต้องผสม คัดเลือก ทดลองหลายพื้นที่ ตรวจสอบคุณภาพและความคงตัวของพันธุ์ ใช้ทั้งนักวิจัย พื้นที่ทดลอง เงิน และเวลา

แต่เมื่อเริ่มจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ มีผู้ประกอบการอีกคนซื้อเมล็ดพันธุ์เราไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำไปขยายจำนวนแล้วผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์จำนวนมากออกขายแข่งกับผู้พัฒนาทันที

ถ้าไม่มีระบบคุ้มครองเลย ผู้ที่ลงทุนพัฒนาพันธุ์อาจเป็นคนแบกรับต้นทุนการวิจัยทั้งหมด ขณะที่อีกฝ่ายรับพันธุ์สำเร็จรูปไปขยายเชิงพาณิชย์ได้

นี่คือที่มาของสิทธินักปรับปรุงพันธุ์

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิทธินี้ก็ไม่ควรกว้างจนกลายเป็นการปิดกั้นการวิจัยและการพัฒนาพันธุ์ใหม่ทั้งหมด

UPOV 1991 จึงมีข้อยกเว้น เช่น การใช้พันธุ์เพื่อการทดลอง และหลัก Breeder's Exemption ที่เปิดให้สามารถนำพันธุ์คุ้มครองไปใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมเพื่อสร้างพันธุ์ใหม่ได้โดยทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของพันธุ์เดิมทุกครั้ง ทั้งนี้ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับพันธุ์ที่สืบเนื่องเป็นหลักจากพันธุ์เดิม หรือ Essentially Derived Variety ในบางกรณี.

เพราะฉะนั้นแนวคิดของระบบจึงพยายามสร้างสมดุลสองด้าน

ต้องมีแรงจูงใจให้คนสร้างพันธุ์ใหม่ แต่ก็ต้องไม่ปิดกั้นการพัฒนาพันธุ์รุ่นต่อไป

แล้ว UPOV ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองหรือไม่ ?

นี่คือประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคำตอบคือ

UPOV 1991 ไม่ได้เขียนว่า “เกษตรกรห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองทุกกรณี”

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ให้สิทธิว่า

**“เกษตรกรสามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เองได้ไม่จำกัดทุกกรณี”**

ต้องแยกก่อนว่าเป็น **พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง** หรือไม่

ถ้าเป็นพันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ UPOV ไม่ได้ทำให้พันธุ์เหล่านั้นกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทโดยอัตโนมัติ

ประเด็นข้อจำกัดต่าง ๆ ที่กำลังพูดถึงกันนี้เกี่ยวกับ พันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง

UPOV 1991 มาตรา 15(2) มีเรื่อง Farm-saved seed

เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรถูกเขียนไว้โดยตรงใน UPOV 1991 มาตรา 15(2)

มาตรานี้เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นจากสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ เพื่ออนุญาตให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ได้จากการปลูกในพื้นที่ของตนเอง กลับมาใช้เพื่อการขยายพันธุ์ **ในพื้นที่ของตนเอง** ได้

โดยต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่สมเหตุสมผล และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์อันชอบธรรมของนักปรับปรุงพันธุ์ด้วย.

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Farm-saved seed

พูดเป็นภาษาง่าย ๆ คือ

เกษตรกรปลูกพืช → เก็บเกี่ยวผลผลิต → เก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ → นำกลับมาปลูกในพื้นที่ของตัวเองในฤดูต่อไป

UPOV 1991 เปิดช่องให้กฎหมายของประเทศสมาชิกอนุญาตเรื่องนี้ได้**

แต่คำสำคัญคือ “เปิดช่อง” เพราะมาตรา 15(2) เป็น Optional Exception หรือข้อยกเว้นที่แต่ละประเทศเลือกกำหนดรายละเอียดได้

ดังนั้นจะอนุญาตกับพืชชนิดไหน เกษตรกรกลุ่มไหน ปริมาณเท่าไร มีค่าตอบแทนแก่เจ้าของพันธุ์หรือไม่ หรือมีเงื่อนไขอย่างไร ต้องดูกฎหมายภายในของประเทศนั้น

เก็บไว้ปลูกเอง กับผลิตพันธุ์ขาย เป็นคนละเรื่องกัน สมมติว่าเกษตรกรซื้อข้าวพันธุ์ A ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองมาอย่างถูกต้อง

ปลูกแล้วได้ข้าว 20 ตัน

กรณีแรก เก็บข้าวบางส่วนไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ แล้วฤดูหน้าก็นำกลับไปปลูกในไร่ของตัวเอง

เรื่องนี้คือ Farm-saved seed ซึ่ง UPOV 1991 เปิดทางให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นได้ตามมาตรา 15(2).

กรณีที่สอง นำผลผลิตนั้นมาคัด บรรจุกระสอบเป็น “เมล็ดพันธุ์ A” แล้วผลิตออกขายให้เกษตรกรรายอื่น

กรณีนี้ต่างออกไป เพราะไม่ได้เป็นเพียงการเก็บพันธุ์ไว้ใช้ในพื้นที่ของตัวเอง แต่เป็นการ

**ผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย**

การกระทำลักษณะนี้โดยหลักอยู่ในขอบเขตสิทธิของเจ้าของพันธุ์คุ้มครอง

ซื้อเมล็ดพันธุ์แล้ว หมายความว่าขยายพันธุ์ได้ตลอดไปหรือไม่ ?

UPOV 1991 มาตรา 16 มีหลักเรื่อง Exhaustion of the Breeder's Right หรือการสิ้นสิทธิหลังจากสินค้าได้รับการจำหน่ายโดยเจ้าของสิทธิหรือได้รับความยินยอม

แต่มีข้อยกเว้นสำคัญ หากการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับ การขยายพันธุ์ต่อไป – further propagation สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ไม่ได้สิ้นสุดเพียงเพราะมีการซื้อเมล็ดพันธุ์อย่างถูกต้องครั้งแรก.

ดังนั้นความเข้าใจว่า > “ฉันซื้อเมล็ดพันธุ์มาแล้ว เมล็ดเป็นของฉัน เพราะฉะนั้นฉันสามารถขยายพันธุ์นั้นเพื่อจำหน่ายได้ไม่จำกัด”

ก็ไม่ตรงกับหลักของ UPOV 1991

ต้องกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการใช้ และข้อยกเว้นตามกฎหมาย

แล้วประเทศไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร?

ณ กันยายน 2026 ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV รายชื่อสมาชิกอย่างเป็นทางการของ UPOV มี 80 สมาชิก และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อสมาชิก แต่ประเทศไทยปรากฏอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีสถานะผู้สังเกตการณ์ในองค์กร UPOV.

ประเทศไทยมีกฎหมายของตัวเอง คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

กฎหมายฉบับนี้ก็คุ้มครองสิทธิของเจ้าของพันธุ์พืชใหม่เช่นกัน

มาตรา 33 กำหนดให้เจ้าของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ขาย จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครองส่วนขยายพันธุ์เพื่อวัตถุประสงค์เหล่านั้น.

แต่ในมาตราเดียวกันมีข้อยกเว้นหลายกรณีและข้อที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรงคือ **มาตรา 33(4)**

ซึ่งยกเว้นการเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์พันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองโดยเกษตรกร จากส่วนขยายพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเอง

อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศให้พันธุ์นั้นเป็นพันธุ์พืชที่ควรส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขว่าการเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์โดยเกษตรกรอาจทำได้ไม่เกินสามเท่าของปริมาณที่ได้มา.

ดังนั้น กฎหมายไทยปัจจุบันเองก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของพันธุ์ไม่มีสิทธิ และเกษตรกรสามารถนำพันธุ์คุ้มครองไปทำอะไรก็ได้

แต่มีข้อยกเว้นเรื่องการใช้พันธุ์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นเองอยู่ในกฎหมายโดยตรง

ถ้าประเทศไทยเข้าร่วม UPOV 1991 จะเกิดอะไรขึ้น?

ประเทศไทยอาจกำหนดให้เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตจากพันธุ์คุ้มครองไว้ใช้เป็นพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดได้ เพราะ UPOV 1991 เปิดช่องให้ทำได้

แต่รายละเอียดอาจแตกต่างจากกฎหมายไทยปัจจุบัน เช่น

พืชชนิดใดใช้ข้อยกเว้นได้
เกษตรกรประเภทใดได้รับข้อยกเว้น
ปริมาณเท่าไร
ใช้ได้เฉพาะพื้นที่ของตนเองหรือไม่
ต้องมีค่าตอบแทนแก่ผู้ทรงสิทธิหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ต้องอ่านจากตัวบทกฎหมายที่ประเทศไทยจะใช้จริง

เมื่อเข้า UPOV แล้ว เกษตรกรทุกคนจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดไว้ปลูกเองทันทีข้อความนี้ไม่ตรงกับตัวบท UPOV 1991 เพราะมาตรา 15(2) ระบุไว้โดยตรงว่าประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นเพื่อให้เกษตรกรใช้ผลผลิตที่ได้จากพื้นที่ของตนเองเป็นส่วนขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้

ถ้าไม่มีระบบอะไรเลยมาคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ คนที่ลงทุนทั้งเวลา เงิน และความรู้เพื่อพัฒนาพันธุ์ใหม่ ก็อาจมีแรงจูงใจน้อยลง เพราะกว่าจะได้พันธุ์หนึ่งออกมาใช้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อพัฒนาสำเร็จแล้ว คนอื่นกลับสามารถนำไปขยายและทำตลาดต่อได้โดยแทบไม่ต้องรับต้นทุนการพัฒนาตั้งแต่ต้น

การคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้พันธุ์พืชทั้งหมดกลายเป็นของใครคนหนึ่ง และไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะถูกห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองทั้งหมด

โดยเฉพาะต้องแยกให้ชัดระหว่าง พันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครอง กับ พันธุ์ใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง

พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ไม่ได้กลายเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรห้ามเก็บไว้ปลูกเองเพียงเพราะมีระบบ UPOV

ส่วนพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองนั้น UPOV 1991 ก็ไม่ได้เขียนห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองแบบเหมารวม เพราะยังเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นเรื่อง Farm-saved seed ได้ ว่าเกษตรกรจะสามารถเก็บผลผลิตจากแปลงของตัวเองไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อในพื้นที่ของตัวเองได้ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร

ดังนั้นเรื่องที่ถูกจำกัดโดยหลักจึงไม่ใช่คำว่า “เก็บเมล็ดพันธุ์” ทุกกรณี แต่เป็นเรื่องการใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองภายในขอบเขตสิทธิของเจ้าของพันธุ์ โดยเฉพาะการขยายพันธุ์เพื่อการค้าและการนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

การคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์มีไว้เพื่อให้คนที่สร้างพันธุ์ใหม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่ตัวเองพัฒนาขึ้น และทำให้ยังมีแรงจูงใจลงทุนพัฒนาพันธุ์ต่อไป

เรื่องนี้ยิ่งสำคัญในโลกที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม โรคและแมลงที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงความต้องการของตลาดที่ไม่เหมือนเดิม

พันธุ์ที่เคยปลูกได้ดีเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกพื้นที่หรือทุกสภาพอากาศในอนาคต

เกษตรจึงไม่ได้ต้องการแค่การรักษาพันธุ์เดิมไว้ แต่ต้องมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่ควบคู่กันไปด้วย เช่น พันธุ์ที่ทนแล้งมากขึ้น ทนร้อน ทนโรค ใช้น้ำน้อยลง ให้ผลผลิตสม่ำเสมอขึ้น หรือเหมาะกับสภาพการผลิตที่เปลี่ยนไป

การคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์กับการรักษาพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ดั้งเดิมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ขัดกัน

พันธุ์ดั้งเดิมและพันธุ์พื้นเมืองมีคุณค่าในฐานะฐานพันธุกรรมและมรดกของชุมชน ส่วนการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ก็มีบทบาทในการทำให้การเกษตรสามารถปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนไปได้

สรุปสั้นๆ ไม่ได้ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์เอง แต่ถ้าเอาเมล็ดพันธุ์ที่เค้าพัฒนามาแล้วเอาไปขายต่อ อันนั้นไม่ได้จ้า

เขียนให้อ่านตามข้อเท็จจริง ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้แต่วาสนา

23/09/2026

เรียน พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน
เรื่อง: ชี้แจงจุดยืนและแนวทางการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช และประเด็น UPOV

ตามที่มีข้อห่วงใยและประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ในกรอบการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ไทย-ยุโรป นั้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงสรุปสาระสำคัญและความจำเป็นในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ความจำเป็นในการมีกติกาสากลและทรัพย์สินทางปัญญา
* ในการค้าระดับสากล การคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องปกติ เพื่อสร้างความชอบธรรม และป้องกันการถูกเอาเปรียบ
* สำหรับเรื่อง UPOV หรือ International Convention for the Protection of New Varieties of Plants (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่)นั้น เป็นประเด็นที่พ่วงมากับการเจรจา FTA ไทย-ยุโรป ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม แต่กระบวนการยังอยู่อีกยาวไกล และกระทรวงฯ ยืนยันว่าจะ ไม่ยอมให้เกษตรกรไทยเสียประโยชน์อย่างแน่นอน

2. การปกป้องพันธุ์พืชไทยและการแก้ปัญหา "เมล็ดพันธุ์ก๊อปปี้"
* ปัจจุบันปัญหาใหญ่คือ นักพัฒนาพันธุ์ต้องเผชิญกับ "เมล็ดพันธุ์ก๊อปปี้" ที่ลอกเลียนแบบโดยไม่ต้องลงทุน คิดค้น ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องคุณภาพและผลผลิต
* กระทรวงฯ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้ทันสมัย เพื่อสนับสนุนและสร้าง แรงจูงใจให้นักพัฒนาพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทย สามารถสร้างสรรค์พันธุ์ดีของตนเองขึ้นมาแข่งขันได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาพันธุ์ต่างชาติที่มีราคาสูง

3. ยืนยัน: เกษตรกรยังมีสิทธิปลูก เก็บ และแจกจ่ายเหมือนเดิม
* การแก้กฎหมายไม่ได้มุ่งหมายเพื่อรังแกเกษตรกร แต่ทำเพื่อป้องกันคู่ค้าต่างชาติในการเอาเปรียบ เกษตรกรไทย และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย
* สิทธิของเกษตรกรยังคงเดิม: พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์การค้าเก่าที่ไม่ใช่พันธุ์คิดค้นใหม่ จะไม่ถูกคุ้มครองเป็นสิทธิส่วนตัว เกษตรกรยังคงสามารถปลูก คัด เก็บ และแจกจ่ายได้ตามปกติ

4. การใช้ประโยชน์จากกติกาสากลเพื่อปกป้องพันธุ์ไทยในเวทีโลก
* หากเราปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชในประเทศให้มีความสมบูรณ์และเข้มแข็งพอ เราจะสามารถ ปกป้อง "พันธุ์ดีของไทย" ไม่ให้ถูกต่างชาติลอกเลียนแบบนำกลับมาขายแข่งในตลาดโลกได้
* กระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาเข้าร่วม UPOV ก็ต่อเมื่อคำนวณแล้วว่าคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ประเทศเท่านั้น หากไม่คุ้มค่า กระทรวงฯ จะไม่เข้าร่วมอย่างเด็ดขาด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าจะยึดถือผลประโยชน์ด้านปากท้องและเศรษฐกิจของพี่น้องเกษตรกร ไทยเป็นสำคัญที่สุดเสมอ

ขอแสดงความนับถือ
นายกฤษ อุตตมะเวทิน
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

23/09/2026

แถลงข่าวการรับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่กรมการข้าว และในประเด็นกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย

ข้อเท็จจริงการเรื่อง การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ มีความผิดหรือไม่
23/09/2026

ข้อเท็จจริงการเรื่อง การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ มีความผิดหรือไม่

📢🗣สืบเนื่องจากที่มีการแชร์ข้อมูลว่า "การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อผิดกฎหมาย" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับความเป็นจริง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ดังนี้

🌾 การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อและขายผลผลิตยังทำได้
เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ (Seed) ไว้ปลูกต่อในรอบปีถัดไป และสามารถขายผลผลิต (Grain) ได้ตามปกติ

🌾ขอบเขตการคุ้มครองไม่ครอบคลุมทุกพันธุ์
สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PBR/PVR/PVP) จะคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์เท่านั้น ไม่รวมถึง พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น และพันธุ์การค้าทั่วไป

🌾สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ (Farm Saved Seed - FSS)
กฎหมายมีข้อยกเว้นรองรับ ทั้งในส่วนของการใช้ประโยชน์ส่วนตัว การวิจัย ทดลอง หรือปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงสิทธิพิเศษของเกษตรกรรายย่อย (Farmers’ Privilege) ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ

❌ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ:
การขยายและขายเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่มีการคุ้มครองสิทธิ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย

✅ สรุป: ข่าวที่ว่าเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อมีความผิดนั้น "ไม่เป็นความจริง" เกษตรกรยังคงมีสิทธิในการเลือกซื้อ และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เพาะปลูกได้ตามวิถีเดิม
แหล่งที่มา : กรมวิชาการเกษตร

23/09/2026
23/09/2026

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวชี้แจงประเด็นจุดยืนและแนวทางแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช และประเด็น UPOV

ระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่มีประสิทธิภาพ
23/09/2026

ระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่มีประสิทธิภาพ

UPOV = more choices for farmers

#วัตถุประสงค์การส่งเสริมให้มีการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ภายใต้ระบบUPOV

❌ ไม่ได้มุ่งเพื่อให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้อย่างเสรี

✅ แต่เป็นการกระตุ้นดึงดูดให้มีการลงทุนพัฒนาพันธุ์พืชคุณภาพสูง เพื่อรับมือกับปัญหานานาที่เกิดขึ้นในระบบการผลิตพืช เช่น
- ผลผลิตตกต่ำ
- สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะรุนแรงขึ้น
- การระบาดของโรคแมลง
- รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นต้น

✅ ดังนั้นเงื่อนไขการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ผูกต่อของเกษตรกร ในข้อ 15(2) จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเกษตรกรรายย่อย ตามความเหมาะสม สมเหตุสมผล เพื่อไม่ปิดโอกาสในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ใหม่

มีพันธุ์ใหม่เติมมาในระบบ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในการใช้บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย ไม่ใช่หรือ?

เกษตรกรสูญเสียอะไร
❌ ไม่สูญเสียอะไรเลย พันธุ์พืชเดิม พันธุ์พืชท้องถิ่น พันธุ์การค้าทั่วไป ใช้ได้ตามปกติ

เกษตรกรได้อะไร
✅ ได้โอกาสเข้าถึงพันธุ์ที่พัฒนาดีขึ้น ได้โอกาสในการเลือกใช้ เลือกซื้อ ตามความต้องการ โดยสรุปเป็นข้อดีข้อเสีย ดังนี้

👍 ตัวเลือกที่ 1 พันธุ์เก่า พันธุ์เดิม พันธุ์ท้องถิ่น พื้นเมือง พันธุ์ทั่วไป😊
😍 ข้อดี ไม่จำกัดการใช้ เก็บใช้ได้อย่างเสรี
🤔 ข้อเสีย ศักยภาพของพันธุ์มีจำกัด มีเท่าที่มี เพราะลงทุนพัฒนาน้อย

👍👍 ตัวเลือกที่ 2 พันธุ์ใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง PBR/PVP🙌
😍 ข้อดี ศักยภาพของพันธุ์สูงและหลากหลาย เพราะมีความเชื่อมั่นในการลงทุนวิจัยพัฒนา
🤔 ข้อเสีย การใช้มีข้อจำกัด ใช้ได้เท่าที่ซื้อไปเท่านั้น การเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อมีข้อจำกัด ไม่สามารถเก็บได้อย่างเสรี

🎉เกษตรกรมีอิสระเสรี มีสิทธิเลือกใช้ได้ทั้งสองตัวเลือก ตามที่ต้องการ

แหล่งที่มา : กรมวิชาการเกษตร

การแถลงข่าวการรับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่กรมการข้าว และประเด็นกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย
23/09/2026

การแถลงข่าวการรับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่กรมการข้าว และประเด็นกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย

ที่อยู่

เลขที่ 50 ตึกโภชากร ถ. พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองคุ้มครองพันธุ์พืชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง กองคุ้มครองพันธุ์พืช:

ทางลัด

แชร์