ครูรัก(ษ์)ถิ่น

ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพจนี้สำหรับสื่อสารผู้เกี่ยวข้องและสนใจในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น

 #อาหารกลางวันเวลาความสุขของเด็กๆยามได้ออกมานอกห้องเรียนวิ่งเล่น เรียนรู้ และอิ่มอร่อยถ้าอาหารกลางวันที่ดีเหมาะกับสุขภาพ...
28/11/2023

#อาหารกลางวัน
เวลาความสุขของเด็กๆ
ยามได้ออกมานอกห้องเรียน
วิ่งเล่น เรียนรู้ และอิ่มอร่อย
ถ้าอาหารกลางวันที่ดี
เหมาะกับสุขภาพของเด็กๆ

มีคุณครูใจดีคอยดูแล
ให้ความรู้เรื่องสุขภาวะ
โภชนาการ อาหารที่ดี

เป็นช่วงเวลาของการพัฒนา
ทักษะชีวิต ให้เด็กๆช่วยตัวเอง
ในการทานข้าวเอง ล้างจานเอง
แปรงฟัน ล้างมือ
ช่วยชวนเพื่อนๆ ให้ทานข้าว
ทานผัก ผลไม้ และอื่นๆ

ถ้าครูปฐมวัย ประถมศึกษา
ใช้ช่วงเวลาอาหารกลางวันนี้
พัฒนาเด็กๆได้เต็มที่ อย่างเข้าใจ
วัยเรียนรู้ของเด็กเล็ก
จะเป็นช่วงการพัฒนา
อย่างมีความสุข 😍😄😋

KRURAKTHIN

กิจกรรมดีๆ มีที่ครูรัก(ษ์)ถิ่น มร.ยะลา
27/11/2023

กิจกรรมดีๆ มีที่
ครูรัก(ษ์)ถิ่น มร.ยะลา

📣ขยายเวลารับสมัครขยายพื้นที่ตำบลรับสมัคร  #มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
27/11/2023

📣ขยายเวลารับสมัคร
ขยายพื้นที่ตำบลรับสมัคร


#มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

ครูในชุมชน ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้านถ้าครูในโรงเรียน เชื่อมโยงท่านมาสู่การจัดการเรียนรู้ให้แกนักเรียนได้โรงเรียนก็จะไม่ขาดครู...
27/11/2023

ครูในชุมชน ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน
ถ้าครูในโรงเรียน เชื่อมโยงท่าน
มาสู่การจัดการเรียนรู้ให้แกนักเรียนได้
โรงเรียนก็จะไม่ขาดครู
ไม่ต้องรอครูใหม่ที่จะไปบรรจุ
เพราะมีครูในชุมชน ช่วยกัน
ให้ความรู้ สร้างทักษะชีวิต
ที่เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตกับวิถีชุมชน
ครูจึงต้องทำงานการศึกษาไปพร้อมๆกับชุมชน
KRURAKTHIN

🌟“แนวคิดคือ เราเจอปัญหาอะไร แล้วในชุมชนแล้วมีอะไร และมีอะไรในชุมชนที่สามารถนำมาเป็นความรู้ได้”
🏡‘โรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย’ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ในตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 120 กิโลเมตร เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ตั้งแต่ปี 2561 และเต็มรูปแบบเมื่อปี 2563
นวัตกรรมหลักที่โรงเรียนนำมาใช้คือ ‘นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ จัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนลงพื้นที่ไปเรียนรู้กับปราชญ์ชุมชน หรือวิทยากรที่มีความรู้ในศาสตร์เฉพาะด้าน แล้วนำความรู้ที่ได้มาตกผลึกความคิด คิดต่อยอด และสร้างสรรค์ผลงานออกมาในรูปแบบของตนเอง ซึ่งพบว่าการนำนวัตกรรมนี้มาประยุกต์กับการเรียนการสอนใช้ได้ผลกับนักเรียนค่อนข้างมาก เพราะสามารถสร้างคุณลักษณะของศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียนได้ดี 🕵🏻‍♂️🧑🏻‍🌾
🌟‘ครูสายสุณี อินจันทร์’ ครูฝ่ายวัดและประเมินผลของโรงเรียนบ้านสันทรายคองน้อย ยกตัวอย่างการใช้นวัตกรรมเพื่อชุมชน คือการให้เด็กประถมศึกษาปีที่ 3 เรียนรู้เรื่องการจักสาน ‘ตาแหลว’ หรือ ‘เฉลว’ เครื่องจักสานจากความเชื่อท้องถิ่นชาวล้านนา ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆ เลือกตามความสนใจของตนเอง และนำมาประยุกต์ต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงงานส่งเสริมอาชีพ ในการจัดการเรียนรู้แบบ Project-based learning หรือการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยมีแนวคิดหลักจาก ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งตัวครูเองก็ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมๆ กันกับนักเรียนด้วย
“บางทีคุณครูก็มีข้อมูลจำกัด แต่ปราชญ์ชาวบ้านที่ชุมชนเขามีความรู้มากกว่านั้น ซึ่งพอเขามีความรู้ ก็จะขยายความให้เด็กเข้าใจมากขึ้น ครูเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และทำให้เด็กรักชุมชนที่ตนเองอยู่อีกด้วย”
ครูสายสุณี บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงหลังนำนวัตกรรมมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ว่า เด็กๆ มีความสุขและมีแรงจูงใจในการเรียนเพราะได้ลงมือปฎิบัติ เนื่องจากเด็กได้เรียนรู้จากการนำปัญหามาเชื่อมโยงกับความรู้ในห้องเรียน ทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น ได้ทักษะการคิดและการสื่อสาร นำไปต่อยอดเพื่อให้มีผลงานเชิงประจักษ์ สามารถสร้างรายได้และยังช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
👩🏻‍🏫บทบาทของครูขณะทำโครงงานนี้คือคอยเป็นโค้ชให้นักเรียน และโยนคำถามให้นักเรียนคิดก่อนว่า “หนูไปแล้วอยากรู้อะไร” “หนูจะถามอะไรกับวิทยากร” เพื่อที่ครูจะสำรวจและเตรียมความพร้อมกับวิทยากรในการตอบคำถาม หรือตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิด
ครูสายสุณีมองว่า หลังจากที่เด็กๆ ทำโครงงาน ก็ทำให้เขามีความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณลักษณะค่อนข้างมาก “เด็กเขาเกิดทักษะการคิด เพราะเวลาเราโยนคำถามให้เด็กว่าเขาอยากรู้อะไร เด็กก็จะรู้จักการตั้งคำถามและสืบค้นคำตอบ พอได้ความรู้มาก็จะนำมาตกตะกอนและสรุป เล่าให้เพื่อนๆ ฟังค่ะ”
📗อ่านเพิ่มเติมในเว็บไซต์ : https://www.eef.or.th/article-241123/
#กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #กสศ
#โรงเรียนพัฒนาตนเอง

 #โรงเรียนตำมะลังใต้ต.ตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูลเป็นโรงเรียนบนเกาะอีกแห่งที่จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ไปบรรจุ ในปี 2567รร...
26/11/2023

#โรงเรียนตำมะลังใต้
ต.ตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล
เป็นโรงเรียนบนเกาะอีกแห่ง
ที่จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1
ไปบรรจุ ในปี 2567

รร.เป็นโรงเรียนขนาดกลางเล็ก
มีนักเรียนราว 130 คน
เปิดสอนชั้น อ.2 ถึง ป.6

คนบนเกาะนับถืออิสลาม
เป็นเครือญาติกัน
ขนาดของเกาะไม่ใหญ่นัก
บ้านเรือนจึงตั้งชิดติดกันมาก
ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง

น้องนูรูล.. นูรูลฟีเลาะห์เบาะหมัด
เอกประถมศึกษา มรภ.ยะลา
เกิด เติบโต และครอบครัว
อยู่บนเกาะแห่งนี้
และยังเป็นศิษย์เก่าของ รร.
ทำให้มีความผูกพันธ์กับครู
เด็กๆ โรงเรียน และชุมชน

น้องนูรูล อยากกลับมาเป็นครู
ได้สอนและดูแลเด็กๆ ในชุมชน
คุณครูที่ รร.เคยสอนน้องมา
และยังเป็นครูพี่เลี้ยงให้ด้วย
ทุกคนดีใจที่น้องจะได้เข้ามา
เป็นครูของชุมชน😍

นอกจากจะเป็นครูที่ดีแล้ว
น้องนูรูล ยังอยากจะร่วม
แก้ปัญหาให้กับชุมชน
เช่นปัญหาของการเลี้ยงแพะ
ในเกาะ ที่มีพื้นที่น้อย
ทำให้แพะของชาวบ้าน
เข้าไปอยู่ในบริเวณโรงเรียน
บางครั้งก็ทำความเสียหาย
และถ่ายมูลเรี่ยราดในสนาม😅

หรือการช่วยพัฒนาอาชีพ
ให้กับชาวชุมชนที่หาเช้ากินค่ำ
การนำเอาผลผลิตมาแปรรูป
เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
ของชุมชน เช่น ทำข้าวเกรียบปลา

น้องนูรูลฝึกสอนเสร็จแล้ว
ในภาคเรียนที่ 1 ปี 2566
ตอนนี้น้องกลับมหาวิทยาลัย
เพื่อทบทวน ถอดบทเรียน
จากประสบการณ์ที่ลงมาฝึกสอน
และเพิ่มพูนความรู้ ทักษะต่างๆ
ที่ต้องเพิ่มเติม เพื่อกลับคืนสู่
ชุมชนตำมะลังใต้
เป็นกำลังสำคัญให้กับ
โรงเรียนและชุมชนในปีหน้านี้😄

KRURAKTHIN

 #มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ #กระบวนการค้นหาคนเป็นครูคณาจารย์จาก มกส. ลงพื้นที่ ค้นหา คัดกรอง ผู้สมัครเพื่อคัดเลือกเป็นผู้รับท...
26/11/2023

#มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
#กระบวนการค้นหาคนเป็นครู

คณาจารย์จาก มกส.
ลงพื้นที่ ค้นหา คัดกรอง ผู้สมัคร
เพื่อคัดเลือกเป็นผู้รับทุน
ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5
ในพื้นที่ภาคอีสาน 8 จังหวัด

เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียน
ที่ครอบครัวฐานะยากจน
มีภูมิลำเนาในพื้นที่ตำบล
ที่โรงเรียนปลายทางตั้งอยู่
มีใจรักเป็นครูนักพัฒนาชุมชน
เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู
ปี 2571 ในโรงเรียนที่กำหนดไว้

น้องๆที่ได้รับการคัดเลือก
และผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น
จะไปเข้าค่ายเตรียมความพร้อม
เพื่อคัดเลือกเป็นนักศึกษาทุน
ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปี 2567
แล้วพบกันที่ค่ายนะคะ🙂😋

KRURAKTHIN

กิจกรรมดีๆ มีที่่
25/11/2023

กิจกรรมดีๆ มีที่่

โรงเรียนบ้านทุ่งหยีเพ็งต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ อีกโรงเรียนปลายทางที่จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่1ไปบรรจุในปี 2567น...
25/11/2023

โรงเรียนบ้านทุ่งหยีเพ็ง
ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา
จ.กระบี่ อีกโรงเรียนปลายทาง
ที่จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่1
ไปบรรจุในปี 2567
น้องเราะห์..นริศรา ช่วยรอด
เอกปฐมวัย มรภ.สุราษฎร์ธานี

เป็น รร.ขนาดเล็กที่มีชั้น อ.2-อ.3
และ ป.1-ป.6 รวม นร.100กว่าคนต้นๆ
รร.มีครู 8 คน ไม่มีอัตราเกษียณ
แต่ปีนี้ เขียนขอย้าย 5 คน
แต่วันที่ กสศ.เข้าไปเยี่ยมเยียน
กำลังเตรียมส่งครูได้ย้าย 4 คน
เหลือเพียง ผอ.1 คน ครู 4 คน
ครูการศึกษาพิเศษ 1 คน
ธุรการ 1 คน
กับห้องเรียน 8 ห้อง
ที่จะต้องมีการควบรวมชั้นเรียน
และขาดครูปฐมวัยที่จะดูแล
ชั้นอนุบาลทั้ง 2 ห้อง

น้องเราะห์เข้าไปฝึกสอน
ก่อนจบในภาคเรียนนี้
จึงเป็นครูอนุบาลที่ดูแล
นักเรียนควบชั้นทั้ง อ.2และ อ.3
และต้องยืมครูพี่เลี้ยงจาก
โรงเรียนใกล้เคียงเข้ามาสนับสนุน
ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี😊

นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ
ในโรงเรียนขนาดเล็ก
ที่ครูบรรจุมาไม่นาน
เมื่อครบอายุขอย้ายได้
ก็จะทำเรื่องขอย้ายเพื่อไปอยู่
รร.ใกล้บ้านของตนเอง..🥺

ทำให้ รร.ขาดครูอยู่เป็นประจำ
แม้จะมีครูใหม่มาบรรจุ
แต่ก็จะมีช่วงเวลาเว้นว่าง
3-6 เดือน หรือเป็นปี
ทำให้เป็นภาระหนักกับครูที่เหลือ
และกระทบต่อการพัฒนาเด็กๆ

ครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงมุ่งผลิตครูคุณภาพ
จากการคัดเลือกคนในพื้นที่
ระดับตำบล เพื่อกลับไปเป็น
ครูของชุมชน..ลดการโยกย้าย

เช่นเดียวกับ น้องเราะห์ ที่บ้าน
อยู่ห่างจาก รร.เพียง 600 เมตร
น้อง เกิด เติบโต และอยาก
กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตน
แม้จะเป็นพื้นที่เกาะ ก็มีความสุข
เพราะได้อยู่กับครอบครัว
และทำงานร่วมกับคนในชุมชน
ผอ. ครู และ เด็กๆ ดีใจที่
ได้ครูใหม่เป็นคนบ้านเดียวกัน
🥰😍😁

KRURAKTHIN

โรงเรียนวัดป่าถ้ำภูเตยต.ชะแล อ.ทองผาภูมิจ.กาญจนบุรีโรงเรียนปลายทางของน้องอัง..จันทิวาพร อ่อนใสครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1มร...
24/11/2023

โรงเรียนวัดป่าถ้ำภูเตย
ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ
จ.กาญจนบุรี

โรงเรียนปลายทางของ
น้องอัง..จันทิวาพร อ่อนใส
ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1
มรภ.กาญจนบุรี เอกปฐมวัย
กำลังฝึกสอนในภาคเรียนสุดท้าย
ก่อนที่จะกลับไปบรรจุเป็นครู
ในปี 2567 อีกไม่นานแล้ว

เป็น รร.ขยายโอกาสถึง ม.6
ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนหลัก
ค่อนข้างไกล และโดดเดี่ยว
คนในชุมชนส่วนใหญ่
รวมถึงครอบครัวของน้องอัง
อพยพมาจากอีสาน มาตั้งรกราก
แถบนี้เพื่อบุกเบิกป่าเป็นที่นาที่ไร่
คนในชุมชนจึงใช้ภาษาอีสาน
เป็นภาษาถิ่นของบ้าน

น้องอังสามารถสื่อสารภาษาถิ่น
กับเด็กเล็ก และผู้ปกครองได้ดี
จึงได้ช่วยครูพี่เลี้ยงดูแลน้องๆ อ.2
ที่เพิ่งเข้ามาเรียน
ยังใช้ภาษาไทยไม่คล่อง
ในห้องยังมีเด็กพิเศษที่ให้น้อง
ได้ดูแลอีกด้วย

น้องอังมีประสบการณ์จาก
การฝึกสอนมาในภาคเรียนแรก
มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ
เรื่องของการสื่อสารกับพ่อแม่
ของเด็กนักเรียนให้เข้าใจ
ในกรณีที่น้องเกิดอุบัติเหตุ
ในห้องเรียนอนุบาล
ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของ
ครูปฐมวัย..☺️

KRURAKTHIN

โรงเรียนบ้านดอน ต.กระโทกอ.โชคชัย จ.นครราชสีมาหนึ่งในโรงเรียนปลายทางครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 5ที่  #มหาวิทยาลัยขอนแก่นดูแล ลงค...
23/11/2023

โรงเรียนบ้านดอน ต.กระโทก
อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา
หนึ่งในโรงเรียนปลายทาง
ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 5
ที่ #มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ดูแล ลงค้นหา คัดกรอง
นักเรียนชั้น ม.6 ที่จบปีนี้
และอยากกลับมาเป็นครู
ตามภูมิลำเนาของครอบครัว

เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มี
นักเรียน อนุบาล ไม่ถึง 20 คน
จัการเรียนแบบควบชั้น
และมี ป.1-ป.6 เกือบ 60 คน
บางห้องมีเพียง 7 คน
รร.มีครู 4 อัตราจ้าง 2
กำลังรอนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น
กลับไปช่วยสอน ดูแล และพัฒนา
นักเรียน โรงเรียน และชุมชน
ร่วมกัน😊

โรงเรียนแห่งการยอมรับ
23/11/2023

โรงเรียนแห่งการยอมรับ

😔ปัญหาที่เด็กประสบพบเจอนั้นมีมากมาย
ครอบครัวมีปัญหา
ทะเลาะกับเพื่อน กับแฟน
ไม่มีเงินมาโรงเรียน
เรียนได้ไม่ดี

บางครั้งก็ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ
แต่มีมิติด้านจิตวิทยาแฝงอยู่ 🔍💗
ทำอย่างไรครูจะเท่าทันและมองเห็นมิติต่าง ๆ ในชีวิตของผู้เรียนได้มากขึ้น
ทักษะการโค้ช จะทำให้ระบบการศึกษาสนใจมนุษย์
เป็นองค์รวมมากขึ้น คือ ไม่ได้สนใจแค่เนื้อหาที่จะสอน
หรือแค่การปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
แต่ว่าสนใจเด็กของเราอย่างเป็นองค์รวม
ทั้งเรื่อง ความคิด จิตใจ และร่างกาย
ผ่านการเข้าไปฟัง และทำความเข้าใจเด็กคนหนึ่ง

มิติด้านอารมณ์ความรู้สึกสำคัญต่อการเรียนรู้มาก
ถ้ามองข้ามจุดนี้ โรงเรียนอาจสร้างให้เด็กเรียนได้
ขยัน ผลลัพธ์ดี แต่จิตใจข้างในไม่ได้รับการดูแล😭

💭อ่านต่อได้ที่ - https://korkankru.com/2023/11/03/schoolbaseddevelpment19/
----------------------------------------------------------------
🔥ติดตามการขับเคลื่อนการศึกษาอื่น ๆ ได้ที่
website : https://korkankru.com/schoolbaseddevelopment/
Facebook : https://www.facebook.com/korkankru
Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=rdSSwigPmrk
#โรงเรียนปล่อยแสง


ุกความรู้สู่โอกาส
#ก่อการครู
#คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
#มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชั้นเรียนแห่งการรับฟัง
23/11/2023

ชั้นเรียนแห่งการรับฟัง

เป็นชั้นเรียนที่ฟังสิ่งที่เด็กพูด และไม่ได้พูดออกมา

21/11/2023

📣📣มาแล้วค่าาาา
🗓️ปฏิทินการคัดกรองรอบที่ 1 🗓️
🏷️ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการคัดกรองเบื้องต้น ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566
📌เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ออนไลน์ ในวันที่ 6 ธันวาคม
#ครูรักษ์ถิ่นรุ่นที่5ปีการศึกษา2567
#มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
#ครูปฐมวัย
#ครูประถมศึกษา

20/11/2023
กิจกรรมดีๆ มีที่ น้องๆ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2มร.อุบลราชธานีทำกิจกรรมบ้านฉันบ้านเธอช่วยพัฒนาโรงเรียนปลายทางที่ รร.บ้านไคสี...
19/11/2023

กิจกรรมดีๆ มีที่

น้องๆ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2
มร.อุบลราชธานี
ทำกิจกรรมบ้านฉันบ้านเธอ
ช่วยพัฒนาโรงเรียนปลายทาง
ที่ รร.บ้านไคสี จ.บึงกาฬ
พัฒนาตนเองไปพร้อมกัน🥰😍
P*s Ratana

17/11/2023

“ผมคิดเสนอว่า ถ้าเด็กไปโรงเรียนทุกวันแล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้มันเชื่อมโยงกับชีวิตได้ หรือเชื่อมโยงไปถึงงานอาชีพของครอบครัวเขาได้ เด็กจะออกจากโรงเรียนน้อยลง แล้วจะมีแรงใจเรียนรู้ต่อไป จนถึงวันที่พร้อมจริง ๆ สำหรับการประกอบอาชีพ”
🧏🏻‍♂️ฟูอาดี เอียดหวัง หรือ ‘ซี’ นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 จากคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษาชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พูดถึงแนวคิดเรื่องการศึกษา โดยเขาเจาะจงไปยังพื้นที่ชุมชนบ้านเกิดที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ‘ในหมู่บ้านที่คนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง เรายังมีเด็กไม่ได้เรียนหนังสืออยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว’🐟🦐🦑🦀
“...จะว่าคนไม่ค่อยสนใจปัญหานี้ก็ได้ ภาพที่เห็นและเป็นอยู่คือ เด็ก ๆ ที่มาโรงเรียนจะใจจดจ่อแต่เรื่องการออกไปทำงาน ซึ่งในความคิดของเขา ภาพอาชีพในอนาคตก็มีแค่อย่างเดียวคือทำประมง และกลายเป็นความคิดที่ส่งต่อกันว่าอาชีพชาวประมงไม่จำเป็นต้องมีปริญญา ไม่ต้องมีวุฒิ ปวช. ปวส. มาการันตี หรือจริง ๆ ไม่ต้องเรียนจนจบด้วยซ้ำ เขาก็ออกเรือไปหาปลาได้เงินเหมือนกัน
“ตัวผมเองเติบโตมาในชุมชนคนหาปลา ซึมซับผูกพันตั้งแต่เด็ก อาชีพนี้ผมว่าเป็นอาชีพที่ดีครับ แต่ถ้าลองพลิกมองในมุมอื่นบ้าง การทำประมงพื้นบ้านที่เป็นอยู่ เราออกเรือเช้ามืดไปหาปลาแล้วกลับมาตอนค่ำทุกวัน ทำเหมือนเดิมมานานมาก ขณะที่หลายปีผ่านไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกที การทำประมงแบบเสี่ยงดวงเพื่อจะวัดกับความไม่แน่นอนของโชคชะตา มันไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าวันไหนจะได้ปลาเท่าไหร่ หรือแต่ละวันที่ออกเรือไปจะได้ปลาได้เงินพอหรือไม่ มุมที่พูดถึงนี้ ผมมองว่าเป็นจุดบอดของการทำประมงแบบดั้งเดิม ซึ่งการศึกษาจะช่วยสนับสนุนเติมเต็มได้ ...และความคิดนี้เองที่ทำให้ผมตั้งใจจะเป็นครู” 👨🏻‍🏫
ในฐานะนักศึกษาครูที่ปักหมุดปลายทางไว้แล้ว ว่าเมื่อจบการศึกษาจะกลับมาสอนที่ ‘โรงเรียนชุมชนนาทับ’ ณ ตำบลนาทับอันเป็นบ้านเกิด ซีมองว่ามีสองประเด็นท้าทายที่อยากไปให้ถึง ประการแรกเริ่มจากผลักดันให้เด็กในพื้นที่เรียนจบการศึกษาภาคบังคับมากขึ้น มีใจอยากเรียนต่อในระดับสูงเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดให้เห็นโลกอื่น ๆ ที่ชีวิตมีทางเลือกมากกว่าแค่อาชีพเดียว
ส่วนประการต่อมาคือ เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ว่าการศึกษาจะเป็น ‘ตัวช่วย’ สำหรับเขาและครอบครัวได้อย่างไร ทั้งขณะยังเรียนในโรงเรียนและเมื่อจบไปแล้ว หากแม้ว่าใจดวงนั้นยึดมั่นไม่เสื่อมคลายว่าจะสืบทอดการทำประมง อันเป็นอาชีพที่ทำต่อกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด
🌱“ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แต่คนในชุมชนต้องมีทางเลือกและตัวช่วยสำหรับชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อทำอาชีพประมง หรือไปประกอบอาชีพอะไรก็ตาม และถ้าจะเริ่ม ก่อนอื่นเราต้องย้อนมองว่า ทุกวันนี้เนื้อหาวิชาที่เด็กเรียนมันมาจากหลักสูตรแกนกลางอย่างเดียว ไม่ได้บูรณาการใด ๆ กับชุมชนเลย ดังนั้นผมจึงคิดว่าจะเอาสิ่งที่เด็กเห็น ประสบ สัมผัส จับต้องอยู่ทุก ๆ วัน มาออกแบบจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและความสนุกก่อน แล้วพอเขามีประสบการณ์ว่า สิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันสามารถเอาไปใช้ต่อยอดได้ ถึงตรงนั้นเขาจะเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้น”
:: ‘น้ำพริกปลากระโดดเมล็ดดาหลาโมเดล’
หนึ่งตัวช่วยเสริมวิถีประมง จากเขื่อนบางลางถึงชุมชนนาทับ ::
เมื่อเป้าหมายชัด ซีจึงอธิบายถึงวิธีการที่เขากับเพื่อน ๆ ที่ มรภ.ยะลา ร่วมกันคิดขึ้น นั่นคือนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนซึ่งมีชื่อว่า ‘น้ำพริกปลากระโดดเมล็ดดาหลาโมเดล’ โดยเริ่มจากสำรวจและทดลองทำกับชุมชนในละแวกมหาวิทยาลัย เพื่อหาทางต่อยอดผลผลิตจากการทำประมง ให้มีมูลค่าผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น
“แม้ภาคใต้ของเราจะเด่นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่การทำประมงก็เป็นอาชีพที่ไม่ได้มีวิถีต่างกันมากนัก ที่จะนะมีอาชีพหลักคือประมง ส่วนแถวที่ตั้งของสถาบัน คนส่วนใหญ่ก็หาปลาอยู่ในเขื่อนบางลางเป็นอาชีพหลัก และถึงจะต่างกันตรงการทำประมงน้ำเค็มกับน้ำจืด แต่ส่วนใหญ่เมื่อได้ปลามา ส่วนที่เหลือจากการขายเขาก็จะทอดทำปลาแดดเดียว ผมกับเพื่อน ๆ เลยตั้งโจทย์ว่าจะยกระดับสิ่งที่มีอยู่นี้ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจขึ้น
“จากตรงนั้น เราช่วยกันมองหาความโดดเด่นอื่น ๆ ในภูมิภาคมาเสริม เช่นในภาคใต้ตอนล่างเราจะนิยมใช้เนื้อปลา ผัก หรือดอกไม้ มาทำข้าวเกรียบ เนื่องจากเรามีผักหรือดอกไม้ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
“อย่างชุมชนบางลางมีดอกดาหลาเยอะ เราก็ทำเป็นน้ำพริกปลากระโดดเมล็ดดาหลาออกมาก่อน กินคู่กับข้าวเกรียบปลา จนพอได้ผลิตภัณฑ์เราก็ทดลองนำกระบวนการเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชั่วโมงการเรียนรู้ ให้นักเรียนเป็นคนทำ มีครูและชุมชนมาช่วยดู ช่วยพัฒนา ช่วยคิดเรื่องการขาย ก็ปรากฏว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นความสนใจในห้องเรียน มันยังให้ผลส่งต่อถึงการเชื่อมโยงกับชุมชน แล้วยังเป็นการจุดประกายเรื่องช่องทางใหม่ ๆ ในการหารายได้ด้วย
ซีกล่าวว่า จากแค่สมมติฐาน ถึงตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่า การนำทรัพยากรและภูมิปัญญาในชุมชนมาออกแบบจัดกระบวนการเรียนรู้ สามารถเปลี่ยนห้องเรียนให้มีชีวิตชีวา และเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กหันมาเห็นว่า ‘การศึกษาสำคัญกับชีวิตอย่างไร’
“ตอนปี 2 ผมกับเพื่อน ๆ ได้เอานวัตกรรมนี้ไปดัดแปลงใช้จริงที่โรงเรียนในบ้านเกิด ลองพลิกแพลงหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เปลี่ยนจากดาหลาเป็นผักใบเหลียง หรือเพื่อนที่เบตงก็ลองใช้ผักน้ำ ส่วนการทำข้าวเกรียบก็ลองเอาผักอื่น ๆ ที่มีในแต่ละชุมชนมาใช้แทนเนื้อปลา เลยมีทั้งข้าวเกรียบปลาและข้าวเกรียบผักเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น
“ที่จะนะ ผมลองเอาปลาทะเลมาทำปลาหวานแดดเดียว เด็ก ๆ ก็ชอบกัน ผมว่าการนำสิ่งที่เด็กเคยเห็นจนชินตามาทำเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน มันทำให้เขาสนใจได้เร็ว และไม่เบื่อที่จะเรียนรู้ด้วย ที่สำคัญคือนอกจากเรื่องวิชาการ มันยังเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพ ชี้ให้เห็นคุณค่าทรัพยากรในชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมมองว่าคือ ‘ทุน’ ที่ช่วยต่อยอดชีวิต ซึ่งเขาเก็บเกี่ยวจากการมาเรียนหนังสือได้”
🙋🏻‍♂️ว่าที่ครูรัก(ษ์)ถิ่นโรงเรียนชุมชนนาทับ สรุปบทเรียนว่า จากปลาหวานแดดเดียวและน้ำพริกปลากระโดดเมล็ดดาหลา ที่เขากับเพื่อน ๆ เริ่มไว้ในวันนี้ เชื่อว่าเมื่อลงมือทำต่อไป บทเรียนดังกล่าวจะค่อย ๆ พาเด็กไปพบกับแนวคิดอื่นที่กว้างออกไป ทั้งดียิ่งขึ้นและเหมาะสมกับแต่ละคนแต่ละครอบครัวมากกว่า แล้วความรู้ที่ได้รับผ่านประสบการณ์นี้ จะช่วยสร้างรายได้ เพิ่มรายได้ หรืออาจก้าวหน้าจนถึงขั้นค้นพบวิธีพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองในวันหนึ่ง
“สำหรับผม เด็กทุกคนนั้นคือเพชร ซึ่งก่อนถูกค้นพบจะมีก้อนหินมากมายกลบอยู่ ซึ่งการเรียนรู้ที่มีเพียงหลักสูตรแกนกลางเพียงอย่างเดียว ก็เหมือนกับเราเอาก้อนหินไปถมทับบนตัวเขามากขึ้น ในทางกลับกันหากจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เอาเกร็ดความรู้และทุนทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นมาเป็นแรงเสริมให้เขาได้ เราจะสามารถสกัดหินออก แล้วนำเพชรเม็ดนั้นมาเจียระไนให้งดงาม ตามแต่เหลี่ยมมุมเฉพาะที่แต่ละคนนั้นมีอยู่ภายในได้ในที่สุด”
อีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ความคิด ที่รอวันหยั่งรากและเติบโต จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นที่จะกลับไปทำหน้าที่ครูฝึกสอนในปีการศึกษา 2567 และเตรียมบรรจุเป็นครูเต็มตัว ณ ชุมชนบ้านเกิดในปีการศึกษา 2568 ต่อไป
#กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #ครูรักษ์ถิ่น

 #กสศ
17/11/2023

#กสศ

“หิวจนเรียนไม่ไหว นั่งไกลจนมองไม่เห็น”
แว่นตา นิทาน อาหารเช้า “ทุนการศึกษาที่มีค่าไม่แพ้เงิน”
✨ทุนการศึกษา เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ด้วยการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในแต่ละครัวเรือน
แต่รู้หรือไม่❓ เครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นทุนการศึกษาที่อยู่ในรูปแบบ ‘เงิน’ เพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ อย่าง ‘แว่นตา’ ‘นิทาน’ หรือ ‘อาหาร’ ที่มีส่วนช่วยให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพไม่แพ้กัน 👓📚🍱
จากการสำรวจพบว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่มีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง จนทำให้มองกระดานไม่ชัดเจน นักเรียนในกลุ่มยากจนหลายคนไม่ได้ทานอาหารเช้าเนื่องจากมีเงินที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อภาวะทุพโภชนาการและไม่มีสมาธิจดจ่อต่อการเรียน หรือนักเรียนที่ขาดแคลนสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้พัฒนาการทางการเรียนรู้ต้องหยุดชะงัก
✨กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงมีแนวทางการสนับสนุนนักเรียนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อออกหน่วยให้บริการตรวจวัดการมองเห็นและตัดแว่นสายตาให้กับเด็ก การจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดหาวัตถุดิบในการทำอาหารเช้าในพื้นที่โรงเรียนนำร่อง หรือการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในโครงการ ‘ถุงปันยิ้ม’ และ ‘Black Box’ เพื่อนำส่งการเรียนรู้ Delivery ไปถึงมือเด็ก ๆ ในช่วงโควิด-19 รวมไปถึงทุนทางความรู้จากการร่วมมือกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทำงานวิจัยเพื่อค้นหาอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียน
แนวทางการสนับสนุนที่หลากหลายมิติ นอกจากจะช่วยให้นักเรียนกลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้งยังช่วยให้เพิ่มความพร้อมทางร่างกายและพัฒนาการในการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กสศ. ยังคงผลักดันให้มีการดูแลเด็กและเยาวชนในเรื่องเหล่านี้ให้เกิดความครอบคลุมต่อไป
#กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #กสศ

 มร.อุตรดิตถ์
16/11/2023


มร.อุตรดิตถ์

  #มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
14/11/2023


#มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

11/11/2023

เปิดบ้าน ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5
ปีการศึกษา 2567
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
📍จังหวัดระนอง

อำนาจของการศึกษา
09/11/2023

อำนาจของการศึกษา

ย้อนกลับไปราวหลังทศวรรษ 1960 ประเด็นคำถามทางการศึกษาได้ย้ายจากคำถามที่ว่าการศึกษาควรเป็นไปเพื่ออะไร มาสู่คำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้การศึกษาเป็นพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิต

กระแสของโลกในเวลานั้นทำให้นักการศึกษาจำนวนไม่น้อย หันมาสนใจว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีและประสบความสำเร็จ (ซึ่งก็คือการเลื่อนลำดับชั้นทางสังคม) ทำให้งานของ Tyler อย่าง Basic Principles of Curriculum and Instruction เข้ามามีบทบาทสำคัญในแง่ของการพัฒนาหลักสูตรและการสอน โดยมีข้อเสนอหลักก็คือหลักสูตรต้องมีการจัดการที่ดี ตอบสนองตามความต้องการของเด็ก และมีเป้าหมายที่ชัดเจน

แต่ดูเหมือนว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ระบบการศึกษากลับกลายเป็นกลไกที่จำแนกนักเรียนแต่ละกลุ่มออกจากกันมากขึ้น ใครมีคุณสมติเพียบพร้อมตามที่ระบบต้องการก็ถูกจัดสรรไปอยู่ในระดับบนของพีระมิดแห่งชนชั้น

ในหนังสือ Learning to Labor : How Working Class Kids Get Working Class Jobs หรือ 'เรียนไปเป็นแรงงาน' ของ Paul Willis นักสังคมวิทยาสายวัฒนธรรรมศึกษา (Cultural Studies) ชาวอังกฤษ เขียนขึ้นจากงานวิจัยและความสนใจเฉพาะเกี่ยวกับนักเรียนและชนชั้นทางสังคม โดยมุ่งความสนใจต่อรูปแบบวัฒนธรรมรองของนักเรียนชายกลุ่มเด็กดื้อ (non-conformist) ที่มีภูมิหลังเป็นครอบครัวชนชั้นแรงงาน 12 คน ในโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง ย่านอุตสาหกรรม

แม้งานของ Willis จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างในประเด็นเรื่องการไม่ได้ศึกษาเด็กผู้หญิงในชั้นแรงงานร่วมด้วย หรือการมองเด็กแบบ ‘เด็กดี’ และ ‘เด็กดื้อ’ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นมุมมองที่แคบเกินไป ถึงกระนั้นคุณูปการของหนังสือเล่มนี้ที่สำคัญต่อช่วงเวลาปัจจุบันอย่างมาก สำหรับมุมมองของ อรรถพล ประภาสโนบล ผู้เขียนบทความนี้ มี 3 ข้อหลักๆ ด้วยกัน

ข้อแรกเลยคือการดำรงอยู่ของชนชั้นทางสังคมในสังคมทุนนิยม เราไม่สามารถมองว่าระบบเศรษฐกิจเท่านั้นที่กำหนดและควบคุมผู้คนผ่านโรงเรียน โดยมีนักเรียนเป็นผลลัพธ์แบบ passive แต่ความจริงแล้วในระดับวัฒนธรรมเอง แต่ละชนชั้นนั้นต่างก็เป็นตัวแทนทางสังคมที่ผลิตซ้ำและค้ำจุนระบบที่เป็นอยู่อย่างแข็งขันเสียเอง

ข้อที่สอง โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ที่ถูกครอบงำโดยสมบูรณ์จากระบบอำนาจ แต่เป็นพื้นที่ของการต่อรอง ต่อสู้ ช่วงชิงได้เช่นกัน หลายครั้งเรามักจะมองว่าการศึกษาถูกครอบงำเป็นหลัก จนหลงลืมว่าในตัวมันเอง การศึกษาก็สามารถเป็นพลังของการปลดแอกจากการครอบงำได้

และข้อสุดท้าย เราไม่สามารถพูดเรื่องชนชั้นทางสังคม การต่อต้าน และการศึกษา โดยปราศจากการทำความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับระบบทุนนิยมได้

อ่านบทความ เด็กชนชั้นแรงงาน วัฒนธรรมต่อต้าน โรงเรียน และทุนนิยม https://thepotential.org/social-issues/learning-to-labor/

เรื่อง อรรถพล ประภาสโนบล
Illustrator ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

กิจกรรมดีๆ มีที่
09/11/2023

กิจกรรมดีๆ มีที่

09/11/2023

 ความแตกต่างคือความสวยงามเสมอ
09/11/2023


ความแตกต่างคือความสวยงามเสมอ

“ถามว่าทำไมอยากเป็นครู เรื่องนี้ต้องย้อนไปวันที่แม่บอกว่า ไม่ต้องเรียนแล้ว ออกไปทำงานดีกว่า…
เพราะคำของแม่ทำให้หนูนึกไปถึงคนทั้งชุมชน นึกถึงพี่ ๆ นึกถึงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน นึกถึงคำที่ผู้ใหญ่พูดบ่อย ๆ ตั้งแต่เราเด็กว่าจะเรียนทำไมให้เสียเวลาเปล่า สุดท้ายยังไงก็ต้องไปทำไร่อยู่ดี คำพวกนี้เองที่เปลี่ยนเราให้อยากลุกมาสู้ให้เต็มที่ อยากสู้ให้เขาเห็น อยากทำให้ทุกคนเห็นว่าการศึกษาดียังไง หรือถ้าได้เรียนต่อ ปลายทางจะอยู่ตรงไหน
“...แล้วเราจะกลับมาบอกคนที่บ้าน กลับมาพาน้อง ๆ ไปด้วยกัน ซึ่งอาชีพเดียวที่เอื้อให้ทำเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือครู ...ครูที่จะได้กลับมาสอนในหมู่บ้านของเรา” 🌱
🧏🏻‍♀️‘สุ - สุธิดา ศิริเรืองกุล’ นักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 3 บอกเล่าแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นครู โดยไม่เพียงพูดถึงประสบการณ์ตรง หากยังบรรยายถึงสถานการณ์การศึกษาที่ชุมชนของเธอ ณ หมู่บ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อตอบคำถามว่าทำไมเธอถึงตั้งใจแรงกล้า ที่จะกลับไปเป็นครูที่บ้านเกิดให้จงได้
เรื่องราวที่สุเล่า สะท้อนให้เห็นว่าความห่างไกลจากโอกาส นำมาซึ่งความขาดแคลนแรงบันดาลใจ และกลายเป็นต้นทางของชุดความคิดที่ทับถม ก่อนส่งต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น 🍂
“ความคิดที่ว่ายังไงก็ต้องไปทำไร่อยู่แล้ว งั้นก็เริ่มเสียวันนี้เลยดีกว่า ทำให้หนูเห็นรุ่นพี่ เห็นเพื่อน ๆ ทยอยเลิกเรียนไปทุกเทอม ทั้งที่หลายคนก็มีความตั้งใจ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า คนที่ออกจากการศึกษาไปกับความคิดว่าการเรียนเป็นเรื่องเสียเวลา วันหน้าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วส่งต่อความคิดนี้ให้เด็กรุ่นถัดไป
“หนูว่ามันมีผลมาก ที่ทุกวันนี้เด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความคิดว่าไม่อยากเรียน เพราะตรงจุดที่เขาอยู่ มองไปแล้วมันไม่เห็นอะไรเลย ทั้งไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่เห็นเส้นทางอนาคต ไม่มีตัวอย่างของคนที่พยายามจนถึงปลายทางแล้วกลับมาเป็นตัวอย่างให้ดู เหตุผลเหล่านี้คือสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราอยากเรียนจบ เพื่อจะเป็นแบบอย่างให้น้อง ๆ เห็นค่ะ
“สำหรับเราซึ่งเป็นคนหนึ่ง ที่เคยผิดหวังเสียใจเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เรียน ตอนนี้มองย้อนกลับไปก็เข้าใจมากขึ้น ว่าบางทีก็ใช่ว่าเขาไม่อยากให้เราเรียน แต่ทางเลือกมันมีแค่นั้นจริง ๆ อย่างที่บ้านตั้งแต่เด็กพ่อจะพูดกับหนูตลอดว่า ให้ตั้งใจเรียนสูง ๆ เพราะไม่อยากให้ออกไปเหนื่อยกับการทำไร่ เราก็จำคำพ่อขึ้นใจมาตลอด พอวันที่ความเป็นจริงมาบอกเราว่า พ่อแม่ส่งเรียนไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นเหมือนฝันทั้งชีวิตที่ตั้งไว้ ว่าอยากช่วยครอบครัวให้ดีขึ้น หรืออยากมีกำลังมากกว่านี้เพื่อดูแลพ่อแม่ในวันข้างหน้า ทุกอย่างสลายไปหมดในพริบตา
“ถึงอย่างนั้นก็รู้ว่า ...ถ้าเรายอมแพ้ สุดท้ายจะไม่มีทางเปลี่ยนอะไรได้เลย”
👩🏻‍🏫🧑🏻‍🎓สุปล่อยเวลากับความผิดหวังไม่นาน จึงบอกตัวเองให้พยายามลุกขึ้นตั้งหลัก วางแผนจะหางานทำเก็บเงินส่งตัวเองเรียน ซึ่งช่วงเวลานั้นเอง ที่เธอได้รับข่าวดีว่าผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 และจนผ่านมาเกือบสามปี สุก็ยังคงประทับเรื่องราวที่เคยผ่านฝังแน่นในใจ ใช้เป็นแรงผลักดันให้เรียนจบ เพื่อจะได้กลับไปเป็นแบบอย่างให้เด็กที่หมู่บ้านเห็นในเร็ววัน ในฐานะ ‘ครู’ ที่พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจ และเธอหวังว่าจะเป็นครูที่มีพลังเพียงพอที่จะส่งต่อความหวังไปถึงเด็ก ๆ ได้ในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้า ใช่เพียงจุดไฟฝันวูบสั้นแล้วปล่อยให้มอดดับไป
🧣‘ผ้าปักม้ง’ คุณค่า ความภูมิใจ จากชุมชนสู่บทเรียน
สุยังเผยเรื่องราวการเรียนรู้ในช่วงเวลาสามปี ว่าส่วนที่จุดประกายที่สุด คือการได้ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างพื้นที่
“วันที่ยังเป็นนักศึกษาครู เรามีความรู้ มีความเชื่อ แต่ไม่เคยลงมือทำ จึงมีหลายเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ จนบางครั้งแอบกังวลว่าวันที่ต้องไปเจอกับลูกศิษย์จริง ๆ เราจะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน แต่หลักสูตรที่พาไปเห็นสังคมอื่น ๆ ชุมชนอื่น ๆ ก็ช่วยให้เราได้รับรู้เรื่องราวมากมายจากนอกตำรา อย่างครั้งหนึ่งได้ไปศึกษาชุมชนม้งในจังหวัดเชียงใหม่ เราฟังพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) เล่าว่า เมื่อก่อนคนในชุมชนรู้แต่ภาษาม้ง จะทำงานหรือติดต่อค้าขายอะไรก็ยาก คนในหมู่บ้านจึงแทบไม่มีรายได้ จนจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีโรงเรียนมาตั้งในหมู่บ้าน คนจึงเริ่มได้รับการศึกษา ไม่นานก็สื่อสารภาษาไทยได้ รวมถึงภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ตามมา จากนั้นจึงเกิดอาชีพใหม่มากมาย สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น แล้วผู้คนก็มีงาน มีเงิน มีรายได้เข้าบ้าน” 💵
สุบอกว่าบทเรียนนี้ทำให้เธอเห็นถ่องแท้ ว่า ‘พลังของการศึกษา’ สามารถเปลี่ยนชุมชนหนึ่งได้อย่างไร เธอจึงมีกำลังใจที่จะริเริ่มไอเดียการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนร่วมกับเพื่อน ๆ โดยจะนำเอา ‘ผ้าปักม้ง’ มาบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ด้วยเป้าหมายจะช่วยสืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษให้คงอยู่สืบไป
“จากที่สัมผัสเรื่องราวของหมู่บ้านอื่น เราจึงมองไปยังบ้านของเรา แล้วภาพของสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาจะชัดขึ้น สิ่งหนึ่งที่หนูคิดถึงมาก ๆ คือ เมื่อก่อนนี้ทุกวันปีใหม่จะมีการจัดงาน ซึ่งเด็กผู้หญิงชาวม้งจะได้ใส่ชุดผ้าปักจากฝีมือตัวเองมาอวดกัน เป็นวันเดียวที่ทุกคนจะตื่นเต้น ดีใจ และรอคอยให้มาถึง อย่างบางคนอาจใช้เวลาเกือบทั้งปี เพื่อทำชุดที่จะได้ใส่แค่วันเดียว ชุดผ้าปักม้งจึงสำคัญ มีคุณค่า และคือความภาคภูมิใจ พวกเราต่างมองว่าภาพนั้นสวยงาม เป็นความทรงจำที่ดีที่เราต้องช่วยกันส่งต่อคุณค่าความสำคัญไปให้ถึงคนรุ่นต่อไป
✨“วัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาคือมรดกของชาติพันธุ์ หากเลือนหายไปก็คงน่าเสียดาย เราจึงอยากช่วยรักษาและทำให้คนรู้จักมากขึ้น เริ่มจากสอดแทรกลงไปในบทเรียน ให้เป็นหน่วยการเรียนรู้หนึ่ง ที่เด็ก ๆ จะได้ศึกษา ลงมือทำ ได้ซึมซับว่าผ้าปักม้งเกิดขึ้นมาได้จากการที่บรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่กับธรรมชาติ เขาจะได้เข้าใจว่าลายบนผ้าเป็นการลอกเลียนจากลวดลายของภูเขา สายน้ำ ใบไม้และดอกไม้ เราอยากให้เด็ก ๆ รู้ที่มา แล้วเขาถึงจะรู้คุณค่า และอยากรักษาเอาไว้”
ครูสุกล่าวว่า กิจกรรมที่คิดไว้คือจะให้เด็ก ๆ ปักผ้า ก่อนนำไปทำตุ๊กตา และออกแบบเรื่องเล่าจากนิทานม้ง ซึ่งจะทำให้เกิดลำดับขั้นของการ ‘ตระหนักรู้-เห็นความสำคัญ-นำไปถ่ายทอดต่อ’
“ที่เราคาดหวังจากบทเรียนนี้คือ เมื่อความตระหนักรู้ในคุณค่าของวัฒนธรรมเกิดขึ้นแล้ว จะต้องไม่สิ้นสุดลงหรือผ่านมาแล้วผ่านไปแค่ในชั้นเรียน แต่เมื่อเด็ก ๆ เหล่านี้โตขึ้น ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจะต้องยังคงอยู่ต่อไป แล้วพวกเขาจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้มีที่ทางไปต่อ ไม่ว่าวิถีชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม”
🟩🌱อีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ความคิด ที่รอวันหยั่งรากและเติบโต จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 ที่จะกลับไปทำหน้าที่ครูฝึกสอนในปีการศึกษา 2567 และเตรียมบรรจุเป็นครูเต็มตัว ณ ชุมชนบ้านเกิด ในปีการศึกษา 2568 ต่อไป
#กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #ครูรักษ์ถิ่น

09/11/2023

“ถามว่าทำไมอยากเป็นครู เรื่องนี้ต้องย้อนไปวันที่แม่บอกว่า ไม่ต้องเรียนแล้ว ออกไปทำงานดีกว่า…
เพราะคำของแม่ทำให้หนูนึกไปถึงคนทั้งชุมชน นึกถึงพี่ ๆ นึกถึงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน นึกถึงคำที่ผู้ใหญ่พูดบ่อย ๆ ตั้งแต่เราเด็กว่าจะเรียนทำไมให้เสียเวลาเปล่า สุดท้ายยังไงก็ต้องไปทำไร่อยู่ดี คำพวกนี้เองที่เปลี่ยนเราให้อยากลุกมาสู้ให้เต็มที่ อยากสู้ให้เขาเห็น อยากทำให้ทุกคนเห็นว่าการศึกษาดียังไง หรือถ้าได้เรียนต่อ ปลายทางจะอยู่ตรงไหน
“...แล้วเราจะกลับมาบอกคนที่บ้าน กลับมาพาน้อง ๆ ไปด้วยกัน ซึ่งอาชีพเดียวที่เอื้อให้ทำเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือครู ...ครูที่จะได้กลับมาสอนในหมู่บ้านของเรา” 🌱
🧏🏻‍♀️‘สุ - สุธิดา ศิริเรืองกุล’ นักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยชั้นปีที่ 3 บอกเล่าแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นครู โดยไม่เพียงพูดถึงประสบการณ์ตรง หากยังบรรยายถึงสถานการณ์การศึกษาที่ชุมชนของเธอ ณ หมู่บ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อตอบคำถามว่าทำไมเธอถึงตั้งใจแรงกล้า ที่จะกลับไปเป็นครูที่บ้านเกิดให้จงได้
เรื่องราวที่สุเล่า สะท้อนให้เห็นว่าความห่างไกลจากโอกาส นำมาซึ่งความขาดแคลนแรงบันดาลใจ และกลายเป็นต้นทางของชุดความคิดที่ทับถม ก่อนส่งต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น 🍂
“ความคิดที่ว่ายังไงก็ต้องไปทำไร่อยู่แล้ว งั้นก็เริ่มเสียวันนี้เลยดีกว่า ทำให้หนูเห็นรุ่นพี่ เห็นเพื่อน ๆ ทยอยเลิกเรียนไปทุกเทอม ทั้งที่หลายคนก็มีความตั้งใจ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า คนที่ออกจากการศึกษาไปกับความคิดว่าการเรียนเป็นเรื่องเสียเวลา วันหน้าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วส่งต่อความคิดนี้ให้เด็กรุ่นถัดไป
“หนูว่ามันมีผลมาก ที่ทุกวันนี้เด็กในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความคิดว่าไม่อยากเรียน เพราะตรงจุดที่เขาอยู่ มองไปแล้วมันไม่เห็นอะไรเลย ทั้งไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่เห็นเส้นทางอนาคต ไม่มีตัวอย่างของคนที่พยายามจนถึงปลายทางแล้วกลับมาเป็นตัวอย่างให้ดู เหตุผลเหล่านี้คือสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราอยากเรียนจบ เพื่อจะเป็นแบบอย่างให้น้อง ๆ เห็นค่ะ
“สำหรับเราซึ่งเป็นคนหนึ่ง ที่เคยผิดหวังเสียใจเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เรียน ตอนนี้มองย้อนกลับไปก็เข้าใจมากขึ้น ว่าบางทีก็ใช่ว่าเขาไม่อยากให้เราเรียน แต่ทางเลือกมันมีแค่นั้นจริง ๆ อย่างที่บ้านตั้งแต่เด็กพ่อจะพูดกับหนูตลอดว่า ให้ตั้งใจเรียนสูง ๆ เพราะไม่อยากให้ออกไปเหนื่อยกับการทำไร่ เราก็จำคำพ่อขึ้นใจมาตลอด พอวันที่ความเป็นจริงมาบอกเราว่า พ่อแม่ส่งเรียนไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นเหมือนฝันทั้งชีวิตที่ตั้งไว้ ว่าอยากช่วยครอบครัวให้ดีขึ้น หรืออยากมีกำลังมากกว่านี้เพื่อดูแลพ่อแม่ในวันข้างหน้า ทุกอย่างสลายไปหมดในพริบตา
“ถึงอย่างนั้นก็รู้ว่า ...ถ้าเรายอมแพ้ สุดท้ายจะไม่มีทางเปลี่ยนอะไรได้เลย”
👩🏻‍🏫🧑🏻‍🎓สุปล่อยเวลากับความผิดหวังไม่นาน จึงบอกตัวเองให้พยายามลุกขึ้นตั้งหลัก วางแผนจะหางานทำเก็บเงินส่งตัวเองเรียน ซึ่งช่วงเวลานั้นเอง ที่เธอได้รับข่าวดีว่าผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 และจนผ่านมาเกือบสามปี สุก็ยังคงประทับเรื่องราวที่เคยผ่านฝังแน่นในใจ ใช้เป็นแรงผลักดันให้เรียนจบ เพื่อจะได้กลับไปเป็นแบบอย่างให้เด็กที่หมู่บ้านเห็นในเร็ววัน ในฐานะ ‘ครู’ ที่พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจ และเธอหวังว่าจะเป็นครูที่มีพลังเพียงพอที่จะส่งต่อความหวังไปถึงเด็ก ๆ ได้ในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้า ใช่เพียงจุดไฟฝันวูบสั้นแล้วปล่อยให้มอดดับไป
🧣‘ผ้าปักม้ง’ คุณค่า ความภูมิใจ จากชุมชนสู่บทเรียน
สุยังเผยเรื่องราวการเรียนรู้ในช่วงเวลาสามปี ว่าส่วนที่จุดประกายที่สุด คือการได้ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างพื้นที่
“วันที่ยังเป็นนักศึกษาครู เรามีความรู้ มีความเชื่อ แต่ไม่เคยลงมือทำ จึงมีหลายเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ จนบางครั้งแอบกังวลว่าวันที่ต้องไปเจอกับลูกศิษย์จริง ๆ เราจะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน แต่หลักสูตรที่พาไปเห็นสังคมอื่น ๆ ชุมชนอื่น ๆ ก็ช่วยให้เราได้รับรู้เรื่องราวมากมายจากนอกตำรา อย่างครั้งหนึ่งได้ไปศึกษาชุมชนม้งในจังหวัดเชียงใหม่ เราฟังพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) เล่าว่า เมื่อก่อนคนในชุมชนรู้แต่ภาษาม้ง จะทำงานหรือติดต่อค้าขายอะไรก็ยาก คนในหมู่บ้านจึงแทบไม่มีรายได้ จนจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีโรงเรียนมาตั้งในหมู่บ้าน คนจึงเริ่มได้รับการศึกษา ไม่นานก็สื่อสารภาษาไทยได้ รวมถึงภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ตามมา จากนั้นจึงเกิดอาชีพใหม่มากมาย สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น แล้วผู้คนก็มีงาน มีเงิน มีรายได้เข้าบ้าน” 💵
สุบอกว่าบทเรียนนี้ทำให้เธอเห็นถ่องแท้ ว่า ‘พลังของการศึกษา’ สามารถเปลี่ยนชุมชนหนึ่งได้อย่างไร เธอจึงมีกำลังใจที่จะริเริ่มไอเดียการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนร่วมกับเพื่อน ๆ โดยจะนำเอา ‘ผ้าปักม้ง’ มาบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ด้วยเป้าหมายจะช่วยสืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษให้คงอยู่สืบไป
“จากที่สัมผัสเรื่องราวของหมู่บ้านอื่น เราจึงมองไปยังบ้านของเรา แล้วภาพของสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาจะชัดขึ้น สิ่งหนึ่งที่หนูคิดถึงมาก ๆ คือ เมื่อก่อนนี้ทุกวันปีใหม่จะมีการจัดงาน ซึ่งเด็กผู้หญิงชาวม้งจะได้ใส่ชุดผ้าปักจากฝีมือตัวเองมาอวดกัน เป็นวันเดียวที่ทุกคนจะตื่นเต้น ดีใจ และรอคอยให้มาถึง อย่างบางคนอาจใช้เวลาเกือบทั้งปี เพื่อทำชุดที่จะได้ใส่แค่วันเดียว ชุดผ้าปักม้งจึงสำคัญ มีคุณค่า และคือความภาคภูมิใจ พวกเราต่างมองว่าภาพนั้นสวยงาม เป็นความทรงจำที่ดีที่เราต้องช่วยกันส่งต่อคุณค่าความสำคัญไปให้ถึงคนรุ่นต่อไป
✨“วัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาคือมรดกของชาติพันธุ์ หากเลือนหายไปก็คงน่าเสียดาย เราจึงอยากช่วยรักษาและทำให้คนรู้จักมากขึ้น เริ่มจากสอดแทรกลงไปในบทเรียน ให้เป็นหน่วยการเรียนรู้หนึ่ง ที่เด็ก ๆ จะได้ศึกษา ลงมือทำ ได้ซึมซับว่าผ้าปักม้งเกิดขึ้นมาได้จากการที่บรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่กับธรรมชาติ เขาจะได้เข้าใจว่าลายบนผ้าเป็นการลอกเลียนจากลวดลายของภูเขา สายน้ำ ใบไม้และดอกไม้ เราอยากให้เด็ก ๆ รู้ที่มา แล้วเขาถึงจะรู้คุณค่า และอยากรักษาเอาไว้”
ครูสุกล่าวว่า กิจกรรมที่คิดไว้คือจะให้เด็ก ๆ ปักผ้า ก่อนนำไปทำตุ๊กตา และออกแบบเรื่องเล่าจากนิทานม้ง ซึ่งจะทำให้เกิดลำดับขั้นของการ ‘ตระหนักรู้-เห็นความสำคัญ-นำไปถ่ายทอดต่อ’
“ที่เราคาดหวังจากบทเรียนนี้คือ เมื่อความตระหนักรู้ในคุณค่าของวัฒนธรรมเกิดขึ้นแล้ว จะต้องไม่สิ้นสุดลงหรือผ่านมาแล้วผ่านไปแค่ในชั้นเรียน แต่เมื่อเด็ก ๆ เหล่านี้โตขึ้น ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจะต้องยังคงอยู่ต่อไป แล้วพวกเขาจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้มีที่ทางไปต่อ ไม่ว่าวิถีชีวิตของคนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม”
🟩🌱อีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ความคิด ที่รอวันหยั่งรากและเติบโต จากนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 2 ที่จะกลับไปทำหน้าที่ครูฝึกสอนในปีการศึกษา 2567 และเตรียมบรรจุเป็นครูเต็มตัว ณ ชุมชนบ้านเกิด ในปีการศึกษา 2568 ต่อไป
#กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #ครูรักษ์ถิ่น

ที่อยู่

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา อาคาร เอส. พี. ชั้น 13 ถ. พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 09:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66935476888

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ครูรัก(ษ์)ถิ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ครูรัก(ษ์)ถิ่น:

วิดีโอทั้งหมด

แชร์


บริการสาธารณะ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด