ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station

ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station สร้างความรู้ สร้างเครือข่าย เพื่อการเติบโตของการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ไฟฟ้าสีเขียว ไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทางเลือก พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน ทีไม่มีวันหมดไป

เปิดเหมือนปกติ

25/09/2021
ประชาชนได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล
คลิปที่ 2 ประชาชนได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

"โรงไฟฟ้าชีวมวล" เป็นทางเลือกหนึ่งของการใช้พลังงานทดแทนในประเทศไทย ซึ่งมีผลดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ จึงมีความจำเป็นที่่ "ประชาชน" และ "ชุมชน" ต้องศึกษาถึงประโยชน์ของการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ในปริมาณที่มากขึ้นในอนาคต

การที่โรงไฟฟ้าชีวมวล จะมีการจัดตั้งขึ้นในแต่ละพื้นที่ในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างมากที่ประชาชนและชุมชนจะต้องทำความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะผลประโยชน์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าที่จะได้รับ เพื่อลดกระแสต่อต้านการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคต

ประเทศไทย มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลมานับ 10 ปี มักมีคำถามตามมาว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

การพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในยุคแรก มุ่งไปในเชิงเศรษฐกิจเป็นสำคัญ กล่าวถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าชีวมวล ว่าวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมีราคาถูก เพราะเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

เงินลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไม่สูง มีขนาดเล็ก เข้าไปสร้างในพื้นที่ง่ายกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น

ประโยชน์ต่อพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ช่วยลดปริมาณขยะเหลือทิ้ง และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

แต่โรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง ไม่มีระบบการควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ดี สร้างปัญหาให้กับชุมชนจากมลภาวะทางเสียง อากาศเสีย ฝุ่นละออง น้ำเสีย การขนส่งเศษวัสดุทางการเกษตร สร้างความรำคาญให้กับคนในชุมชน
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดการต่อต้านจากชุมชนต้องยกเลิกและดำเนินโครงการต่อไม่ได้ หลายแห่งเกิดความขัดแย้งกับชุมชน ส่งผลให้เกิดการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใหม่ ในบางพื้นที่

จากบทเรียนในอดีต ทำให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าชุมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นโครงการนำร่อง ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ผลักดันให้เกิดขึ้นตามมติ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2563 เพื่อการพัฒนาไฟฟ้าและความมั่นคงด้านพลังงาน ช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชน

โดยโครงการนำร่องของรัฐบาล แบ่งเชื้อเพลิงเป็น 2 ประเภท คือ เชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และ ก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์

มีเป้าหมาย ช่วยลดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างรายได้ให้กับชุมชน จากการขายเศษวัสดุให้กับโรงไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ยังเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าในท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็ง และการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของชุมชน

รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปิดช่องว่างที่เคยเกิดในอดีต กำหนดเงื่อนไขทางเทคนิคของโรงไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน นับเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายนี้ ที่กำหนดให้ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ทำข้อตกลงด้านผลประโยชน์กับชุมชน เช่น การตกลงจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ 80% และ วิสาหกิจชุมชนต้องถือหุ้นบุริมสิทธิสัดส่วน 10%

โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก นับเป็นโครงการนำร่อง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคต ประเทศจะมีไฟฟ้าใช้เพิ่มขึ้น และประชาชนได้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างแท้จริง

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

25/09/2021
รัฐได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล
คลิปที่ 1 รัฐได้อะไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

"ประเทศไทย" ยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงหลัก ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ในแต่ละปีประเทศไทยต้องสูญเสียงบประมาณมูลค่ามหาศาล จากการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ทั้งเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับภาคขนส่ง และเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

ในปี 2542 ถือเป็นการเริ่มต้นศักราชของการพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเนื่องจาก โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Producer: SPP) หรือ โรงไฟฟ้า SPP Renewable เรียกกันย่อ ๆ ว่า SPP Renew ที่มีกระบวนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือ เชื้อเพลิงชีวมวล สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นครั้งแรก จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี แล้ว

"ภาครัฐ" เล็งเห็นประโยชน์เหล่านี้จึงได้กำหนดให้มีสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจาก เชื้อเพลิงชีวมวลไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศที่เพิ่มขึ้นตามมาโดยตลอด ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานทดแทนประเภทอื่นด้วย

เห็นได้ว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) ภาครัฐยังคงเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายไม่น้อยกว่า 30% ภายใน พ.ศ. 2580 โดยมีเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 28,004 เมกะวัตต์ ซึ่งในส่วนนี้ จะเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 4,694 เมกะวัตต์

การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงานของประเทศ ลดลง เป็นผลจากการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของรัฐบาล

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทน ที่ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เพราะการใช้พลังงานชีวมวล จะปล่อย Biogenic CO2 เกิดการหมุนเวียนคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการดูดซับของพืช โดยกระบวนการสังเคราะห์แสง

เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีรอบเวลาในวัฏจักรคาร์บอน นานนับล้านปี

ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดลง 20–25% ในปีพุทธศักราช 2573 ตามประกาศความร่วมมือผ่านเวทีประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 21 บรรลุความตกลงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2558

ตามแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ในปีพุทธศักราช 2573 การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 95.47 ล้านตัน ลดลงจากแผน PDP 2018 เดิมที่ 98.74 ล้านตัน

โดยปริมาณที่ลดลง มาจากการลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มกำลังผลิตจากเชื้อเพลิงชีวมวลแทน

นอกจากนี้ภาครัฐยังได้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ คือ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า กระตุ้นการลงทุนด้านพลังงาน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น สร้างการเรียนรู้เทคโนโลยีและการคิดค้นวิจัย และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับชุมชน

ที่สำคัญยังเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ลดปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นในประเทศ

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวลตอนที่ 8 อนาคตโรงไฟฟ้าชีวมวลในไทยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเพียบพร้อมของระบบสาธารณูปโภค...
25/09/2021

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล

ตอนที่ 8 อนาคตโรงไฟฟ้าชีวมวลในไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเพียบพร้อมของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งถนน น้ำ และไฟฟ้า ที่ตอบสนองต่อความต้องการใช้ของประชาชนในทุกระดับ รวมถึงยังสนับสนุนภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ประเทศไทย ถูกจัดเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาตั้งถิ่นฐานประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ แต่ประเทศไทยยังเป็นประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ มากถึง 60-70% ของความต้องการพลังงานเชิงพาณิชย์ทั้งหมด

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศ และเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ให้มีความมั่นคงมากขึ้น

ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 (PDP 2018) ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 กระทรวงพลังงาน ได้มีแนวทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีต้นทุนราคาที่เป็นธรรม ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้านพลังงาน สร้างงาน และสร้างรายได้แก่ชุมชน ในระดับฐานรากของประเทศ (Energy for All) โดยเน้นให้มีการผลิตพลังงานไฟฟ้า และนำไปใช้ในชุมชนตาม ศักยภาพเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดที่หาได้ในแต่ละพื้นที่

ต่อมามีการปรับปรุง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) ที่ได้พิจารณานโยบายด้านพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มเติม และยังคำนึงถึงความมั่นคงในระบบไฟฟ้ารายภูมิภาคให้พึ่งพาตนเองได้ ในการจัดทำ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) มีความแตกต่างจาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 (PDP 2018) ฉบับเดิม

ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Revision 1) เมื่อสิ้นแผนใน พ.ศ. 2580 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าในระบบตามสัญญารวม 77,211 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา ณ สิ้น พ.ศ. 2560 เท่ากับ 46,090 เมกะวัตต์ กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาของโรงไฟฟ้าใหม่รวม 56,431 เมกะวัตต์ มีการปลดโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุในช่วง พ.ศ. 2561-2580 จำนวน 25,310 เมกะวัตต์

กำลังผลิตไฟฟ้าข้างต้น เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ โดยคาดว่าสิ้นปี 2580 มีกำลังการผลิต 2,453 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 120 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน 600 เมกะวัตต์

นอกจากนี้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ ส่วนเพิ่มมาจากนโยบายภาครัฐ มีเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ สิ้น พ.ศ. 2580 จำนวน 16,243 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้มาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล 2,780 เมกะวัตต์

การปรับเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากพื้นฐานเกษตรกรรมของประเทศ ที่มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าว น้ำตาล ยางพารา น้ำมันปาล์ม และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งยังมีเศษวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิตพลังงานชีวมวลได้ปริมาณมหาศาล

ดังนั้นเมื่อนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเหล่านี้ มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชีวมวล ก็จะเป็นการหมุนเวียนการใช้วัสดุที่เกิดขึ้นเองภายในท้องถิ่น นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าตาม โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model)

การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบขับเคลื่อนประเทศด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก

ยุทธศาสตร์ที่ 1: สร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้เศรษฐกิจ BCG ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ในภาคการเกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจหมุนเวียน

ยุทธศาสตร์ที่ 4: เสริมสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวคณะกรรมการบริหารเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570

ตามยุทธศาสตร์โมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้จัดทำโครงการสำคัญในระหว่าง พ.ศ. 2565-2570 รวม 9 สาขายุทธศาสตร์ ได้แก่

1. สาขาความหลากหลายทางชีวภาพ
2. สาขาเกษตร
3. สาขาอาหาร
4. สาขายาและวัคซีน
5. สาขาเครื่องมือแพทย์
6. สาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ
7. สาขาท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
8. สาขาเศรษฐกิจหมุนเวียน
9. สาขากำลังคน

ทั้ง 9 สาขายุทธศาสตร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 47 โครงการ มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 39,233.5 ล้านบาท

สาขาพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ ที่กำหนดให้เป็นหนึ่งใน 9 สาขา ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน พัฒนานวัตกรรมการผลิตพลังงาน ที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถรองรับของเสียที่หลากหลาย ทั้งชนิดและคุณสมบัติ เช่น ขยะจากอุตสาหกรรม ครัวเรือน รวมถึงเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

โมเดลเศรษฐกิจ BCG ช่วยให้ภาคพลังงาน รับมือกับโจทย์ท้าทายที่สำคัญของโลก ทั้งในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้พลังงานสะอาด ที่ในอนาคตประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ เช่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เตรียมหยิบยกเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า มาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตจากพลังงานสะอาด ตามมาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญอย่างมาก

จากทิศทางประชาคมโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน ทำให้ทุกประเทศต้องกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อก้าวสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) เช่น จีน ประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2060 สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ประกาศลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ปี ค.ศ. 2050 เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 35% ของการใช้พลังงานภายใน พ.ศ. 2573

ส่วนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 21 หรือ COP 21 ได้บรรลุความตกลงที่สำคัญ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 หรือ ข้อตกลงปารีส โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศคงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายใน ค.ศ 2030 (พ.ศ. 2573) ในสาขาพลังงาน การคมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรม และการจัดการของเสีย

ในขณะที่การประชุมสุดยอดว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (IEA-COP26 Net Zero Summit) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็นการประชุมออนไลน์จัดโดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ และที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 26 หรือ COP 26 เจ้าภาพหลักการจัดเวทีเจรจาโลกร้อน เพื่อหาแนวทางร่วมกัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายในความตกลงปารีส

การประชุม COP 26 ณ เมืองกลาสโกว์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน เดือนพฤศจิกายน 2564 ได้กำหนดแนวทางความร่วมมือ เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก ให้สอดคล้องกับการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้ โรดแมพ (Roadmap) ขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ที่กำหนดเป้าหมายสำหรับภาคพลังงานโลก ที่จะพัฒนาพลังงานโดยมีเป้าหมาย ที่จะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน พ.ศ. 2593 หรือในอีก 30 ปี ข้างหน้า

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างจัดทำ แผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 เพื่อวางกรอบนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ให้สอดรับกับทิศทางพลังงานของโลก ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาด

ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) หรือ PDP 2022 ที่จะต้องจัดทำขึ้นใหม่ภายใต้ แผนพลังงานแห่งชาติ จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้นจาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) ฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดไว้อยู่ที่ประมาณ 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ เพิ่มขึ้นไปเป็นประมาณ 45-50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ โดยทิศทางในอนาคตของพลังงานประเทศ จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้น

ดังนั้นพลังงานทดแทน นับว่าเป็นคำตอบที่สำคัญ และพลังงานชีวมวล ก็ถือเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนที่ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า จึงมีโอกาสที่จะเห็นการปรับเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลในอนาคต ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2022) ที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับแผนพลังงานแห่งชาติ ซึ่งการปรับแผนดังกล่าวจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี 2564

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวลตอนที่ 7 ปัญหาและอุปสรรคของโรงไฟฟ้าชีวมวล"โรงไฟฟ้าชีวมวล" เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าที่ภาครัฐมี...
24/09/2021

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล

ตอนที่ 7 ปัญหาและอุปสรรคของโรงไฟฟ้าชีวมวล

"โรงไฟฟ้าชีวมวล" เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าที่ภาครัฐมีการส่งเสริมในการผลิตไฟฟ้า เป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีประโยชน์ทั้งกับเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงาน ชุมชนที่จะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ และมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่นแล้ว แต่ในการดำเนินงานโรงไฟฟ้าชีวมวลในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มักประสบปัญหาในการดำเนินงานหลายด้าน ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย

ปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล มีการกล่าวถึงกันหลายด้าน แต่ที่เป็นงานวิจัยที่ทำให้เข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับมีไม่มากนัก

ข้อมูลงานวิจัยของ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 60 (หลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 60) พ.ศ. 2560–2561 โดย นายหร่อหยา จันทรัตนา ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ทำการศึกษาแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อตอบสนองความ ต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ที่ได้รับผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมโดยใช้โรงไฟฟ้าชีวมวล

การวิจัยได้ศึกษา การดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและปัญหาอุปสรรค ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (เมื่อ พ.ศ. 2555) ได้ทำการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการมีส่วนร่วมรับรู้ ของภาคประชาชนต่อโครงการพลังงานชีวมวล เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ชุมชน และพัฒนาต้นแบบของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า พลังงานชีวมวล สร้างความรู้ความเข้าใจ และลดกระแสการต่อต้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล

เริ่มการสำรวจข้อมูลความสัมพันธ์ชุมชน ผ่านการคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมรับรู้ ของภาคประชาชนต่อโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยคัดเลือกโรงไฟฟ้าชีวมวล จาก 76 แห่งให้เหลือตัวแทน โรงไฟฟ้าชีวมวล ระดับภาค 4 แห่ง ได้แก่

1. โรงไฟฟ้า บริษัท น้ำตาลไทย เอกลักษณ์ ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

2. โรงไฟฟ้าชีวมวลร้อยเอ็ดกรีน บ้านหนองนาสร้าง หมู่ที่ 10 ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

3. โรงไฟฟ้าชีวมวล เดชา ไบโอ กรีน บ้านลาดน้ำขาว หมู่ที่ 3 ตำบลสาล อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

4. โรงไฟฟ้าชีวมวล ก้าวหน้า เพาเวอร์ซัพพลาย บ้านแคน หมู่ที่ 8 ตำบลสำโรง อำเภอ สำโรง จังหวัดอุบลราชธานี

สรุปได้ว่าปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาและส่งเสริมชีวมวลของประเทศไทยที่พบ มีประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

1. การประเมินปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลสุทธิที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทำได้ยาก และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. สำหรับเชื้อเพลิงชีวมวลที่รวบรวมได้ยาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวมวลที่มีน้ำหนักเบา ได้แก่ ฟางข้าว ใบอ้อย ยอดอ้อย ทางปาล์มฯ เหล่านี้ ยังขาดการพัฒนากระบวนการ และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมเพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงาน

3. ผู้ลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเอง และมักประสบปัญหาที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติวงเงินเนื่องจากโครงการมีความเสี่ยงสูง

4. การต่อต้านจากชุมชน เนื่องจากภาพลักษณ์การผลิตไฟฟ้าที่หลายชุมชนยังมีความเชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมลภาวะ และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนในอดีต รวมถึงขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลของผู้ประกอบการ ทำให้ชุมชนไม่ยอมรับ และเกิดการต่อต้าน

ปัญหาจากการต่อต้านของชุมชน มีสาเหตุมาจากความไม่มั่นใจ ในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชน จากการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป็นจำนวนมาก เช่น การขยายถนน หรือเส้นทางสัญจร เพื่อรองรับการขนส่งเชื้อเพลิงชีวมวล การสร้างระบบสายส่งไฟฟ้า การใช้พื้นที่จำนวนมากในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หรือแม้แต่การเพิ่มจำนวนของประชากรในพื้นที่ อันเนื่องมาจากความต้องการใช้กำลังแรงงานในการดำเนินธุรกิจ

ในขณะที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแต่เดิมเป็นชุมชนขนาดเล็ก ประชากรมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือรับจ้างเป็นหลัก ดังนั้นการริเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ จึงเป็นสิ่งที่ชุมชนเกิดความหวั่นเกรงต่อวิถีชีวิตที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต จนทำให้โรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ

ประเด็นการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล นับเป็นปัญหาสำคัญโดย ศูนย์ระดับภูมิภาคทางวิศวกรรมระบบการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอรายงานวิจัย "การพัฒนาระบบติดตามผลข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ" ต่อ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่ามี 3 ประเด็นหลัก คือ

1. ปัญหาราคาเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นอย่างมาก

2. ปัญหาปริมาณและคุณภาพเชื้อเพลิงชีวมวล เนื่องจากเชื้อเพลิงชีวมวลมาจากพืช จึงทำให้เกิดปัญหาฤดูกาลของเชื้อเพลิงชีวมวล นอกจากนี้เชื้อเพลิงชีวมวลถูกมองว่าเป็นของเหลือ จึงไม่เคยมีการควบคุมคุณภาพ

3. ปัญหาความรู้เกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า (เทคโนโลยีชีวมวล) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นพลังงานมากขึ้น เพราะคาดว่าจะทำให้ลดต้นทุน แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของการนำไปใช้ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่

นอกจากนี้ยังมี การวิจัยเชิงคุณภาพของวิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ศึกษา "โอกาสและอุปสรรคในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน" โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มตัวอย่าง ที่สัมพันธ์กับการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวนทั้งสิ้น 30 ราย ในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในกระทรวงพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน นักสิ่งแวดล้อม นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการ ผู้จัดการโรงงาน ตัวแทนสถาบันการเงิน ตัวแทนสถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน และตัวแทนองค์กรไม่มุ่งหวังกำไร (NGO) ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง

จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มา ทำการวิเคราะห์เนื้อหา เก็บข้อมูลระหว่าง เดือนเมษายน-มิถุนายน 2558 พบว่า ด้าน ศักยภาพชีวมวลชุมชน ส่วนใหญ่มองว่า เมื่อมีการเดินระบบของโรงไฟฟ้าชีวมวลระยะเวลาไม่นาน ก็จะประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการวัตถุดิบ เนื่องจากเชื้อเพลิงชีวมวลที่กระจัดกระจาย และการวางแผนจัดหาและเก็บรวบรวม ยังไม่มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอ

นอกจากนี้แล้ว โรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ยังไม่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพียงชนิดเดียว เนื่องจากปริมาณที่จัดหาได้ ในขณะที่ทางผู้จัดการโรงงานและผู้ประกอบการมองว่า สามารถที่จะจัดการกับปัญหานี้ได้ สำหรับการดำเนินการของโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มีกำลังการผลิตที่มากกว่า 1 เมกกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 10 เมกกะวัตต์ เพื่อ หลีกเลี่ยงการทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่ใช้นั้น เป็นการเผาเชื้อเพลิงชีวมวลโดยตรง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องฝุ่นละออง และการต่อต้านจากชุมชน

การขอจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่มักจะ ดำเนินการอย่างรวบรัด โดยขาดความเห็นชอบจากประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดปัญหาการต่อต้านตามมา เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลยัง ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางดินและน้ำ ในเชิงของการเสื่อมโทรมของพื้นที่ ความหลากหลายของพืชและสัตว์ การแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่การเกษตร

ตลอดจนการปลดปล่อยน้ำเสีย ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จากฝุ่นละอองและขี้เถ้าจากการเผาไหม้ ปัญหาด้านสาธารณูปโภค คือ การชำรุดเสียหายของถนนซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงเชื้อเพลิงชีวมวลเข้าสู่โรงไฟฟ้า รวมถึงงบประมาณในการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีในการกำจัดฝุ่นละอองที่มีประสิทธิภาพ ยังมีราคาที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีพื้นฐาน อีกทั้งแรงจูงใจจากทางภาครัฐ ในการดำเนินนโยบายสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลยังไม่ดีเพียงพอ

นอกจากนี้อุปสรรคที่สำคัญ คือ แรงจูงใจในการลงทุนและพัฒนาพลังงานชีวมวลลดลง เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยจากพลังงานชีวมวล

ข้อมูลจากผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย ที่ผ่านมา แม้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่ก็พบว่ายังมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญหลายด้านแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในแต่ละพื้นที่

ดังนั้นมีความจำเป็นที่ ฝ่ายกำหนดนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล ตลอดจนชุมชนที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล จำเป็นต้องรับรู้ฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบาย และการวางแผนบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ของโรงไฟฟ้าร่วมกัน เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น จากการต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคต

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้ชุมชน จำเป็นต้องมีกลไกเข้ามาดูแล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยโรงไฟฟ้าชีวมวล จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ

การสร้างความไว้วางใจกับชุมชน จะทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะทำให้เป้าหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลเป็นไปตาม แผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561-2580 (AEDP 2018) โดยมี เป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้า อยู่ที่ 5,790 เมกะวัตต์ ภายใน พ.ศ. 2580 จากแผน AEDP 2015 พบว่ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ที่มีการทำสัญญากับภาครัฐแล้ว อยู่ที่ประมาณ 2,290 เมกะวัตต์ เท่ากับว่าจากนี้ไปยัง ประเทศไทยยังมีโอกาสก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้นได้อีก ประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ภายใน พ.ศ. 2580

การสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน ต่อการดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวล ก็จะเป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของชุมชน และช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ เพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้า และยังเป็นการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองจากแหล่งธรรมชาติในประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

ที่อยู่

1383/25 ถ.อ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6620475891

เว็บไซต์

www.thebangkokinsight.com

ผลิตภัณฑ์

Knowledge Blog for Biomass

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Stationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

อนุรักษ์​ธรรมชาติ​เพื่อสิ่งแวดล้อม
Series 3: รู้จักพลังงานหมุนเวียน ตอนที่ 7 พลังงานน้ำ สร้างเสถียรภาพค่าไฟ "น้ำ" จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตทั้ง คน พืช และสัตว์ ซึ่งยังมีการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ด้านการคมนาคมขนส่ง การเดินทาง การประมง หรือการชลประทานเพื่อการเกษตร และยังนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ มากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว พลังงานน้ำ (Hydroelectric Energy) ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ที่เกิดจากวัฏจักรของน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูงลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งการนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ ด้วยการเปลี่ยนพลังงานน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า ขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ มีหลักการง่าย ๆ โดยกักเก็บน้ำในเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ จากนั้นก็ปล่อยกระแสน้ำผ่านกังหันน้ำ ซึ่งน้ำที่ถูกปล่อยออกมาผ่านเข้าท่อ จะเกิดพลังมหาศาลจากระดับความสูงของตัวเขื่อน และไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ถือเป็นวิธีการผลิตกระเเสไฟฟ้า ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะน้ำไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเมื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าของระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ สามารถแบ่งตามลักษณะการบังคับน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ 4 รูปแบบ 1. โรงไฟฟ้าเเบบมีน้ำไหลผ่านตลอดปี ผลิตไฟฟ้าโดยการใช้น้ำที่ไหลตามธรรมชาติของลำน้ำ โดยโรงไฟฟ้าประเภทนี้จะอาศัยติดตั้งอยู่กับเขื่อนผันน้ำชลประทาน ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี เช่น โรงไฟฟ้าเขื่อนผันน้ำ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2. โรงไฟฟ้าแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สามารถควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าเเบบน้ำไหลผ่านตลอดปี เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็กบ้านสันติ จังหวัดยะลา 3. โรงไฟฟ้าเเบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝน และนำไปใช้ในฤดูแล้งได้ ซึ่งจากการควบคุมการใช้น้ำในการผลิตกระเเสไฟฟ้านี้เอง โรงไฟฟ้าประเภทนี้สามารถช่วยเสริมในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกแห่ง เป็นโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ยกเว้นเขื่อนปากมูล 4. โรงไฟฟ้าเเบบสูบน้ำกลับ สามารถสูบน้ำที่ปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมา กลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าประเภทนี้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนศรีนครินทร์ สำหรับประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในความดูแลของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 30 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินการก่อสร้างมาอย่างยาวนาน จนถึงปี 2561 โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตทั้งสิ้น 2,918 เมกะวัตต์ ปัจจุบัน กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีใหม่ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ อย่างเช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-River) โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ได้มีการกักเก็บน้ำไว้ทางต้นน้ำ แต่ปล่อยให้น้ำไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อน้ำไหลผ่านก็จะผลิตไฟฟ้าได้ทันที ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากลางลำน้ำ นอกจากนี้ยังมี โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage) ซึ่งหลักการการผลิตไฟฟ้าเหมือนกับโรงไฟฟ้าจากอ่างเก็บน้ำ แต่เพิ่มอ่างเก็บน้ำตอนล่าง โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทนี้จะสามารถสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่าง กลับขึ้นไปยังอ่างเก็บน้ำด้านบนได้ เพื่อปล่อยน้ำกลับลงมาผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่มีอยู่ภายในประเทศ แต่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากแนวสายส่งไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้แล้ว ยังลดการนำเข้าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วย โดยดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 2 ขนาด ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาก ระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน 1. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีขนาดกำลังผลิตอยู่ระหว่าง 200 กิโลวัตต์ ถึง 30 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เกิดจากแนวคิดที่จะทำให้ชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากแนวสายส่งไฟฟ้า หันมาใช้ศักยภาพทรัพยากรน้ำภายในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาป่าต้นน้ำ และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาก มีขนาดกำลังผลิตน้อยกว่า 200 กิโลวัตต์ จะแบ่งออกเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน เป็นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบอิสระ (Off-Grid) ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน โดยภาครัฐให้การสนับสนุนด้านเทคนิค โดย โครงการไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ดำเนินการโดยชุมชนที่จะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดหาพื้นที่ก่อสร้าง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนทางเทคนิค และให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนในพื้นที่ เป็นผู้บริหารจัดการในการผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือขายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรุงปรับครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) กำหนดเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ ขนาดเล็ก 69 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 187 เมกะวัตต์ รวมเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำขนาดเล็ก 256 เมกะวัตต์ สำหรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดใหญ่ 2,918 เมกะวัตต์ คิดเป็น 10% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งเป็นกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้ และกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้กำกับจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีพันธะผูกพันกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำแล้ว 146 เมกะวัตต์ จำนวนผู้ผลิต 73 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558–2579 (AEDP2015) จำนวน 376 เมกะวัตต์ คงเหลือจากแผน 230 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นประเด็นถกเถียงกันมากถึง "ข้อดี-ข้อเสีย" ข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คือ เป็นแหล่งพลังงานสะอาด ระดับมลภาวะต่ำ อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสุด เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งอื่น เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานหาได้ในพื้นที่ตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องขนส่ง หรือนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ในพื้นที่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ก่อให้เกิดการสร้างงานในพื้นที่ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณโดยรอบ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ส่วน ข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คือ ต้นทุนการก่อสร้างสูง และมีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการสร้างเขื่อนทำให้สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศเปลี่ยนไป สูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำ และทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และสัตว์น้ำพื้นถิ่นที่สำคัญ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหนือเขื่อน การผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ การผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขยายกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพื้นที่ใหม่ ๆ มีจำกัด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเรื่องของอุบัติเหตุ เกิดการแย่งชิงน้ำในช่วงที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ และผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนในพื้นที่ ก็ถือเป็นความเสี่ยงของการใช้น้ำเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในประเทศไทยยังมีอายุการใช้งานค่อนข้างยาวกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ที่ผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพลมีอายุการใช้งานประมาณ 56 ปี นอกจากนี้ ค่าบำรุงรักษา และค่าดำเนินการยังต่ำกว่าอีกด้วย ดังนั้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำจึงมีความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจสูง เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) ได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,918 เมกะวัตต์ คิดเป็น 10% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งเป็นกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 69 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด การพัฒนาไฟฟ้าพลังงานน้ำ นอกจากจะก่อให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ และสร้างเสถียรภาพต้นทุนค่าไฟต่ำแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อระบบชลประทานทั่วประเทศ ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต #ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #พลังงานหมุนเวียน #พลังงานน้ำ #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife #TheBangkokInsight