ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station

ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station สร้างความรู้ สร้างเครือข่าย เพื่อการเติบโตของการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ไฟฟ้าสีเขียว ไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทางเลือก พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน ทีไม่มีวันหมดไป

เปิดเหมือนปกติ

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวลตอนที่ 2 BOI กลไกส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลั...
21/09/2021

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล

ตอนที่ 2 BOI กลไกส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานชีวมวล เนื่องจากพลังงานชีวมวลนั้นสอดคล้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัตถุดิบ ซึ่งประเทศไทยมีเชื้อเพลิงชีวมวลจากเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประเทศยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในระดับสูง

การพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานชีวมวล จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานและรายได้ให้กับคนในภาคเกษตรกรรม และพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างแท้จริง ตลอดจนภาครัฐยังมุ่งหวังให้การพัฒนาโครงการชีวมวล สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการมีส่วนร่วมของชุมชนได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนโยบายของภาครัฐที่ชัดเจน มีการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรก ๆ ของเอเชีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ มาตรการแก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบให้สอดคล้องกับพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการกำหนดระเบียบเฉพาะสำหรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นไปตามมาตรฐานสากลเรื่อยมา รวมถึงมาตรการสนับสนุนทางด้านการเงินเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

ลักษณะของมาตรการจูงใจจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม เอื้อต่อการพัฒนา และเป็นธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน แนวทางและมาตรการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทย ด้านการส่งเสริมพลังงานชีวมวลของประเทศไทย ดังนี้

1. โครงการส่งเสริมการลงทุนโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
2. ข้อมูลงานวิจัย (R&D) และข้อมูลอื่น ๆ
3. เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า
4. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โครงการสินเชื่อพลังงาน
5. โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทน (ESCO Venture Capital Fund)
6. มาตรการส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Adder Cost) โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
7. กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

นอกจากจะมีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศแล้ว โรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่ ยังสามารถนำพลังงานไอน้ำ และพลังงานไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาเดียวกัน เช่น กรณีโรงน้ำตาล โรงงานเยื่อกระดาษ และโรงสีข้าว เป็นต้น ซึ่งเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ด้วยการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า

อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยอมรับ ในแนวทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนเป็นที่เชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติ

รัฐบาลเล็งเห็นประโยชน์เหล่านี้ จึงได้ยกระดับให้อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เป็นกิจการที่มีระดับความสำคัญสูงสุด และจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงสุดเช่นกัน จึงมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Maximum Incentive) จาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI)

ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมสนับสนุน (กองส่งเสริมการลงทุน) 3 ประเภท อุตสาหกรรมพลังงาน สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม โดยอยู่ในกลุ่มกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือ พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ยกเว้นขยะ หรือ เชื้อเพลิงจากขยะ ซึ่งมีเงื่อนไขต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือ พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ยกเว้นขยะ หรือ เชื้อ เพลิงจากขยะ โดยได้รับสิทธิและประโยชน์กลุ่ม A2

โดยถูกจัดลำดับได้รับสิทธิประโยชน์ ประเภท A2 ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และหลังจากนั้นอีก 5 ปี หรือ ตั้งแต่ปีที่ 9-13 จะลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 50% มาตรการจูงใจด้านภาษี อาทิ การลดภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

รวมทั้งการอนุญาตให้นำต้นทุนในการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ขอหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2 เท่าสำหรับโครงการใหม่ หรือมีเครื่องจักรใหม่ที่มีขบวนการผลิตที่ทันสมัย หรือมีระบบจัดการที่ปลอดภัย รักษาสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบในการผลิต เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ได้รับสิทธิเข้าลงทุนในโครงการตามนโยบายของภาครัฐ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์การลงทุนจากบีโอไอได้ โดยจะต้องดำเนินการภายใต้ 8 ขั้นตอน ดังนี้

1. นักลงทุนที่สนใจขอรับการส่งเสริมการลงทุน ศึกษารายละเอียดเบื้องต้นและขอรับแบบคำขอ ได้ 2 ช่องทาง คือ บีโอไอส่วนกลาง ภูมิภาค หรือ สำนักงานต่างประเทศ และ ผ่านเว็บไซต์ www.boi.go.th

2. ยื่นคำขอส่งเสริมการลงทุน โดยผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ประกอบกิจการตามประเภทที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุน สามารถยื่นคำขอออนไลน์เท่านั้น ผ่านระบบ e-Investment Promotion ทาง www.boi.go.th

ยกเว้นการขอรับส่งเสริมเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การขอรับส่งเสริมเพื่อรับโอนกิจการ และการขอรับส่งเสริมการลงทุนมาตรการเศรษฐกิจฐานราก

3. ชี้แจงโครงการ โดยนัดหมายเจ้าหน้าที่บีโอไอผู้รับผิดชอบโครงการเพื่อชี้แจงโครงการ ภายใน 10 วันทำการ นับตั้งแต่วันยื่นคำขอ

4. วิเคราะห์โครงการ เจ้าหน้าที่บีโอไอดำเนินการวิเคราะห์โครงการ โดยใช้ระยะเวลาการพิจารณาตามขนาดการลงทุน ได้แก่
- โครงการลงทุนมูลค่าไม่เกิน 200 ล้านบาท จะพิจารณาภายใน 40 วัน นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน
- โครงการลงทุน มูลค่าไม่เกิน 2,000 ล้านบาท จะพิจารณาภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน
- โครงการลงทุน มูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท จะพิจารณาภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน

5. แจ้งผลการพิจารณา ทางบีโอไอจะดำเนินการแจ้งผลการพิจารณา ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่รับรองรายงานการประชุม

6. ตอบรับมติการส่งเสริมการลงทุน โดยผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนตอบรับการส่งเสริม ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติ

โดยใช้ช่องทางตอบรับได้ 2 ช่องทาง คือ
1. กรอกแบบฟอร์มผ่านระบบ e-Investment Promotion ทาง www.boi.go.th
2. ยื่นแบบตอบรับมติการส่งเสริมการลงทุน (แบบฟอร์ม F GA CT 07) ที่กลุ่มบัตรส่งเสริม สำนักงานบีโอไอส่วนกลาง

7. ขอรับบัตรส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนยื่นขอรับบัตรส่งเสริมพร้อมหลักฐานประกอบการพิจารณา ภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบตอบรับมติให้การส่งเสริม

โดยสามารถยื่นผ่าน 2 ช่องทาง คือ
1. กรอกแบบฟอร์มผ่านระบบ e-Investment Promotion ทาง www.boi.go.th
2. ยื่นแบบตอบรับมติการส่งเสริมการลงทุน (แบบฟอร์ม F GA CT 07) พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานประกอบการออกบัตร

8. ออกบัตรส่งเสริม โดยทางบีโอไอดำเนินการออกบัตรส่งเสริม ภายใน 10 วันทำการ นับจากวันที่สำนักงานได้รับแบบฟอร์มขอรับบัตรส่งเสริมและหลักฐานครบถ้วน

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เริ่มต้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล เมื่อประมาณปี 2538-2539 เป็นต้นมา ภาครัฐมองว่าการลงทุนโรงไฟฟ้า ถือเป็นการลงทุนทางด้านระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ จึงให้การสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ด้วยการใช้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาโดยตลอด ถือเป็นมาตรการที่มีส่วนสำคัญ ในการผลักดันให้การโครงไฟฟ้าชีวมวล ในช่วงเริ่มต้นเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะโรงไฟฟ้าชีวมวลแต่ละแห่ง ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง ตั้งแต่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อเมกะวัตต์

ดังนั้นการได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและการนำเข้าเครื่องจักร จะช่วยให้ผู้ประกอบการคืนทุนได้เร็วขึ้น เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง จะมีอายุการเดินเครื่องการผลิตนานประมาณ 20-25 ปี

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อว่าโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต เพราะตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทย พ.ศ. 2564-2569 ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG)

รวมไปถึงการกำหนดเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan) จึงมีโอกาสอย่างมากที่ภาครัฐจะปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องอาศัยกลไกสนับสนุนที่สำคัญจากภาครัฐ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เพราะโรงไฟฟ้าชีวมวล ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ และที่สำคัญไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง เกิดการสร้างงาน ลดการย้ายถิ่นฐาน และทำให้ประเทศเกิดความมั่นคงด้านไฟฟ้า

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #BOI #บีโอไอ #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวลตอนที่ 1 วิธีประมูลแข่งขัน กติกาใหม่การรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศ...
20/09/2021

SERIES 10: บทสรุปโรงไฟฟ้าชีวมวล

ตอนที่ 1 วิธีประมูลแข่งขัน กติกาใหม่การรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล

ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงรองรับการคมนาคมและขนส่งสินค้าต่าง ๆ รวมถึงนำมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

หลายครั้งในอดีตเมื่อโลกเกิดวิกฤตด้านราคาพลังงาน ทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับความเสี่ยงจากต้นทุนราคาเชื้อเพลิงนำเข้าที่ผันผวน กลายเป็นภาระด้านงบประมาณที่สำคัญของภาครัฐ

การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีความเข้มแข็งทางรายได้ ด้วยการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน

เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล นำไปผสมกับน้ำมันเบนซินและดีเซล ใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง ส่วนภาคไฟฟ้า ได้ส่งเสริมการนำพืชพลังงานมาผลิตไฟฟ้าทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล และเชื้อเพลิงชีวภาพ

ที่มาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

ประเทศไทยเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้าภายใต้ โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Producer: SPP) มาตั้งแต่ปี 2535 โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า ทั้งจากโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Producer: SPP) โดยใช้ ระบบการผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกัน (Cogeneration) หรือเรียกว่า SPP Cogeneration ทั้งที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียน

เริ่มจากปี 2535 มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์ จำกัดปริมาณการซื้อไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ ต่อราย ในปีต่อมาจึงเพิ่มเป็นไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ต่อราย และในปี 2539 ได้ขยายปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 3,200 เมกะวัตต์ ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทน พร้อมเริ่มรับคำร้องการขายไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้ารายเล็ก SPP จากพลังงานหมุนเวียน ในรูปแบบสัญญาขายไฟฟ้าแบบเสถียร (Firm Contract) ในเดือนพฤศจิกายน 2539 โดยกำหนดปริมาณ และระยะเวลารับซื้อให้มีอายุสัญญา 20-25 ปี

กระทั่งปี 2542 นับเป็นการเริ่มต้นศักราชของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนแบบใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทย เนื่องจากโรงไฟฟ้าแบบ SPP พลังงานหมุนเวียน ที่มีกระบวนการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือ ชีวมวล และขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นครั้งแรก จนถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล สามารถนำ กากอ้อย แกลบ ทะลายปาล์มเปล่า เศษไม้ หรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรกรรม และเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่ตั้งโรงไฟฟ้า

แม้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวล จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศในหลายด้าน แต่ผลพวงจากนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังก่อให้เกิดภาระส่งผ่านไปยังต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) ในปัจจุบัน จากนโยบายที่ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าในราคาจูงใจ สนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากเชื้อเพลิงต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบการกำหนดส่วนเพิ่มอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และการใช้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed-in-Tariff: FiT)

ภาระพลังงานหมุนเวียนส่งผ่านค่าไฟ

จากข้อมูลการประเมินผลกระทบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตลอดปี 2563 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พบว่า ในปี 2563 ภาระการอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นวงเงินรวม 53,168 ล้านบาท โดยคิดเป็นภาระที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย ที่บวกรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าประมาณ 31.22 สตางค์ ต่อหน่วย แบ่งเป็น

งวดเดือน มกราคม-เมษายน 2563 ใช้เงินอุดหนุน 17,546 ล้านบาท กระทบค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) 30.41 สตางค์ ต่อหน่วย

งวดเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม 2563 ใช้เงินอุดหนุนอยู่ที่ 17,380 ล้านบาท กระทบค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) 29.44 สตางค์ ต่อหน่วย

คาดการณ์ว่า งวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2563 จะใช้เงินอุดหนุนมากขึ้นเป็น 18,242 ล้านบาท กระทบค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) 34.06 สตางค์ ต่อหน่วย

นอกจากนี้ยังประเมินผลกระทบ งวดเดือน มกราคม-เมษายน 2564 จะยังคงใช้เงินอุดหนุนระดับ 18,269 ล้านบาท กระทบค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประมาณ 33.57 สตางค์ ต่อหน่วย

อีกทั้งยังประเมินว่าในปี 2564 จะมีโครงการผลิตไฟฟ้าหลายโครงการ ที่ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) ไปแล้ว ทยอยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ (Commercial Operation Date: COD) เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. 2560 ทำให้คาดว่าทั้งปี 2564 ผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบดังกล่าว จะยังคงทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30 สตางค์ ต่อหน่วย

การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีหน้าที่บริหารจัดการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ทุกๆ 4 เดือนอยู่แล้ว เพื่อลดภาระ และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

ประกาศปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศอัตรารับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed-in-Tariff: FiT) ในส่วนผันแปร (FiTv) สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ประจำปี 2564 ตามมติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รูปแบบ FiT ประเภทเชื้อเพลิงต่าง ๆ สำหรับโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2560 และภายหลังปี 2560 อัตรา FiT จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อขั้นพื้นฐาน

ดังนั้น กกพ. จึงได้ปรับอัตรา FiT จากพลังงานหมุนเวียนประจำปี 2564 ที่เป็นประเภทชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ โดยแบ่งเป็น 8 ประเภท ดังนี้

1. อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังงานแสงอาทิตย์) ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการให้เงินส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (Adder) เป็นการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ของ พ.ศ. 2558 แบ่งเป็น

ประเภทชีวมวล ได้แก่ กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT อยู่ที่ 2.2563 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2.2498 บาท ต่อหน่วย ส่วนที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT อยู่ที่ 1.8888 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 1.8833 บาทต่อหน่วย

ประเภทก๊าซชีวภาพ (จากพืชพลังงาน) ได้รับอัตรา FiT ที่ 2.6034 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2.5959 บาท ต่อหน่วย และประเภทเชื้อเพลิงขยะ (การจัดการขยะแบบผสมผสาน) สำหรับกำลังผลิตไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 3.2773 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 3.2678 บาท ต่อหน่วย ส่วนที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 2.7464 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2.7384 บาท ต่อหน่วย

2. อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (VSPP) ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ FiT พ.ศ. 2559 (ระยะที่ 1 สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี) ประเภทชีวมวล กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 2.2563 บาท ต่อหน่วย และที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 1.8888 บาท ต่อหน่วย

3. อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (โครงการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล) ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Adder เป็น FiT พ.ศ. 2559 ประเภทชีวมวล กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 2.2563 บาท ต่อหน่วย และที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ ได้รับอัตรา FiT ที่ 1.8888 บาท ต่อหน่วย

4. อัตรารับซื้อไฟฟ้าพิเศษจากขยะอุตสาหกรรม ในรูปแบบ FiT สำหรับประกาศการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พ.ศ. 2558-2562 แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ต่อยอดจากเตาเผาขยะอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 รวมถึงโรงไฟฟ้าใหม่ และโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีพลาสม่า จะได้รับอัตรา FiT ที่ 2.7464 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2.7384 บาท ต่อหน่วย

5. อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากการจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ FiT พ.ศ. 2559 ประเภทขยะ (การจัดการขยะแบบผสมผสาน) ที่มีกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ จะได้รับอัตรา FiT ที่ 3.2773 บาท ต่อหน่วย และที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ จะได้รับอัตรา FiT ที่ 2.7464 บาท ต่อหน่วย

6. อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. 2560 จะได้รับอัตรา FiT อยู่ที่ 1.8888 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 1.8833 บาท ต่อหน่วย

7. อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล พ.ศ. 2561 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ จะได้รับอัตรา FiT ที่ 2.2563 บาทต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2.2498 บาท ต่อหน่วย และที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ จะได้รับอัตรา FiT ที่ 1.8888 บาทต่ อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 1.8833 บาท ต่อหน่วย

8. อัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลรายเล็ก พ.ศ. 2563 ประเภทชีวมวล ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ และที่มากกว่า 10 เมกะวัตต์ จะได้รับอัตรา FiT ที่ 1.8888 บาท ต่อหน่วย สูงขึ้นจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 1.8833 บาท ต่อหน่วย

วางกติการับซื้อพลังงานหมุนเวียนรูปแบบใหม่

ทั้งนี้ในปี 2564 กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2565 โดยจะกำหนดเป้าหมายใน การสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในอนาคต และเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า Ft ในระยะยาว

กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ดำเนินการศึกษาอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสมใหม่ รวมถึงกำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้สอดรับกับสถานการณ์การผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น Disruptive Technology การส่งเสริมพลังงานสะอาด เทคโนโลยีแบตเตอรี่เก็บกักพลังงาน เป็นต้น

มีแนวโน้มที่ภาครัฐจะหันมาเลือกใช้รูปแบบ การประมูลแข่งขัน (Competitive Bidding) มากขึ้น เห็นได้จากการประกาศโครงการรับซื้อไฟฟ้าในยุคหลัง ๆ มักจะใช้รูปแบบการเปิดประมูลแข่งขัน เพื่อให้ได้โครงการผลิตไฟฟ้า ที่เสนออัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด และไม่กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้ารวม เช่น “โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. 2560” ที่มีราคาเสนอขายไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.44 บาทต่อหน่วย ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก และ “โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก พ.ศ. 2564” ที่อยู่ในกระบวนการเปิดประมูลในปี 2564 ก็ใช้รูปแบบการเปิดประมูลแข่งขันเช่นกัน

โรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทย ถือเป็นโครงการที่ยังสามารถเดินหน้าพัฒนาให้เติบโตต่อเนื่องได้ในอนาคต แต่สิ่งสำคัญผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า คงต้องปรับตัวกันชุดใหญ่ เช่น การหันไปพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากชุมชน เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับโรงไฟฟ้า น่าจะตอบโจทย์การพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ยั่งยืน มากกว่าการคาดหวังแรงจูงใจจากอัตรารับซื้อไฟฟ้าเหมือนเช่นในอดีต

หากรูปแบบการประมูลแข่งขันประสบความสำเร็จ ก็เชื่อได้ว่ากระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่สะท้อนต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าคงจะไม่เป็นเหตุปัจจัยให้หยิบยกขึ้นมาเป็นจุดอ่อนสกัดการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอนาคต

#ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #โรงไฟฟ้าชีวมวล #การรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife

ที่อยู่

1383/25 ถ.อ่อนนุช แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6620475891

เว็บไซต์

ผลิตภัณฑ์

Knowledge Blog for Biomass

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Stationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไฟฟ้าสีเขียว GREEN Station:

วิดีโอทั้งหมด

ตำแหน่งใกล้เคียง บริการภาครัฐ


องค์กรของรัฐ อื่นๆใน Bangkok

แสดงผลทั้งหมด

ความคิดเห็น

อนุรักษ์​ธรรมชาติ​เพื่อสิ่งแวดล้อม
Series 3: รู้จักพลังงานหมุนเวียน ตอนที่ 7 พลังงานน้ำ สร้างเสถียรภาพค่าไฟ "น้ำ" จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตทั้ง คน พืช และสัตว์ ซึ่งยังมีการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ด้านการคมนาคมขนส่ง การเดินทาง การประมง หรือการชลประทานเพื่อการเกษตร และยังนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ มากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว พลังงานน้ำ (Hydroelectric Energy) ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ที่เกิดจากวัฏจักรของน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูงลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งการนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ ด้วยการเปลี่ยนพลังงานน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า ขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ มีหลักการง่าย ๆ โดยกักเก็บน้ำในเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ จากนั้นก็ปล่อยกระแสน้ำผ่านกังหันน้ำ ซึ่งน้ำที่ถูกปล่อยออกมาผ่านเข้าท่อ จะเกิดพลังมหาศาลจากระดับความสูงของตัวเขื่อน และไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ถือเป็นวิธีการผลิตกระเเสไฟฟ้า ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะน้ำไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเมื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าของระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ สามารถแบ่งตามลักษณะการบังคับน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ 4 รูปแบบ 1. โรงไฟฟ้าเเบบมีน้ำไหลผ่านตลอดปี ผลิตไฟฟ้าโดยการใช้น้ำที่ไหลตามธรรมชาติของลำน้ำ โดยโรงไฟฟ้าประเภทนี้จะอาศัยติดตั้งอยู่กับเขื่อนผันน้ำชลประทาน ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี เช่น โรงไฟฟ้าเขื่อนผันน้ำ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2. โรงไฟฟ้าแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สามารถควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าเเบบน้ำไหลผ่านตลอดปี เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็กบ้านสันติ จังหวัดยะลา 3. โรงไฟฟ้าเเบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝน และนำไปใช้ในฤดูแล้งได้ ซึ่งจากการควบคุมการใช้น้ำในการผลิตกระเเสไฟฟ้านี้เอง โรงไฟฟ้าประเภทนี้สามารถช่วยเสริมในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกแห่ง เป็นโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ยกเว้นเขื่อนปากมูล 4. โรงไฟฟ้าเเบบสูบน้ำกลับ สามารถสูบน้ำที่ปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมา กลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าประเภทนี้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนศรีนครินทร์ สำหรับประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในความดูแลของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 30 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าประเภทนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินการก่อสร้างมาอย่างยาวนาน จนถึงปี 2561 โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตทั้งสิ้น 2,918 เมกะวัตต์ ปัจจุบัน กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีใหม่ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ อย่างเช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-River) โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ได้มีการกักเก็บน้ำไว้ทางต้นน้ำ แต่ปล่อยให้น้ำไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ดังนั้น เมื่อน้ำไหลผ่านก็จะผลิตไฟฟ้าได้ทันที ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากลางลำน้ำ นอกจากนี้ยังมี โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage) ซึ่งหลักการการผลิตไฟฟ้าเหมือนกับโรงไฟฟ้าจากอ่างเก็บน้ำ แต่เพิ่มอ่างเก็บน้ำตอนล่าง โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทนี้จะสามารถสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่าง กลับขึ้นไปยังอ่างเก็บน้ำด้านบนได้ เพื่อปล่อยน้ำกลับลงมาผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่มีอยู่ภายในประเทศ แต่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะในชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากแนวสายส่งไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้แล้ว ยังลดการนำเข้าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วย โดยดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 2 ขนาด ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาก ระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน 1. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีขนาดกำลังผลิตอยู่ระหว่าง 200 กิโลวัตต์ ถึง 30 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เกิดจากแนวคิดที่จะทำให้ชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากแนวสายส่งไฟฟ้า หันมาใช้ศักยภาพทรัพยากรน้ำภายในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาป่าต้นน้ำ และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า 2. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาก มีขนาดกำลังผลิตน้อยกว่า 200 กิโลวัตต์ จะแบ่งออกเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน เป็นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบอิสระ (Off-Grid) ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน โดยภาครัฐให้การสนับสนุนด้านเทคนิค โดย โครงการไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ดำเนินการโดยชุมชนที่จะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดหาพื้นที่ก่อสร้าง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนทางเทคนิค และให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนในพื้นที่ เป็นผู้บริหารจัดการในการผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือขายไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรุงปรับครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) กำหนดเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ ขนาดเล็ก 69 เมกะวัตต์ จากกำลังผลิตที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 187 เมกะวัตต์ รวมเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำขนาดเล็ก 256 เมกะวัตต์ สำหรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดใหญ่ 2,918 เมกะวัตต์ คิดเป็น 10% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งเป็นกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้ และกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้กำกับจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีพันธะผูกพันกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำแล้ว 146 เมกะวัตต์ จำนวนผู้ผลิต 73 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558–2579 (AEDP2015) จำนวน 376 เมกะวัตต์ คงเหลือจากแผน 230 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นประเด็นถกเถียงกันมากถึง "ข้อดี-ข้อเสีย" ข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คือ เป็นแหล่งพลังงานสะอาด ระดับมลภาวะต่ำ อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำสุด เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งอื่น เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานหาได้ในพื้นที่ตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องขนส่ง หรือนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ในพื้นที่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ก่อให้เกิดการสร้างงานในพื้นที่ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณโดยรอบ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ส่วน ข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คือ ต้นทุนการก่อสร้างสูง และมีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการสร้างเขื่อนทำให้สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศเปลี่ยนไป สูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำ และทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และสัตว์น้ำพื้นถิ่นที่สำคัญ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหนือเขื่อน การผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ การผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานน้ำ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขยายกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากพื้นที่ใหม่ ๆ มีจำกัด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเรื่องของอุบัติเหตุ เกิดการแย่งชิงน้ำในช่วงที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ และผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนในพื้นที่ ก็ถือเป็นความเสี่ยงของการใช้น้ำเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในประเทศไทยยังมีอายุการใช้งานค่อนข้างยาวกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ที่ผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพลมีอายุการใช้งานประมาณ 56 ปี นอกจากนี้ ค่าบำรุงรักษา และค่าดำเนินการยังต่ำกว่าอีกด้วย ดังนั้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำจึงมีความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจสูง เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) ได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,918 เมกะวัตต์ คิดเป็น 10% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งเป็นกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 69 เมกะวัตต์ คิดเป็น 0.25% ของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด การพัฒนาไฟฟ้าพลังงานน้ำ นอกจากจะก่อให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ และสร้างเสถียรภาพต้นทุนค่าไฟต่ำแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อระบบชลประทานทั่วประเทศ ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต #ไฟฟ้าสีเขียว #ไฟฟ้าสีเขียวGREENStation #พลังงานหมุนเวียน #พลังงานน้ำ #คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน #กกพ. #CleanEnergyforLife #TheBangkokInsight