มุกดาหารบ้านเฮา

มุกดาหารบ้านเฮา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก มุกดาหารบ้านเฮา, อนุรักษ์ธรรมชาติ, -, Bangkok.

พลังงานสะอาด กับราคาที่คนนาโสกต้องจ่าย .เมื่อโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังเข้ามาในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปล...
23/09/2026

พลังงานสะอาด กับราคาที่คนนาโสกต้องจ่าย
.
เมื่อโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังเข้ามาในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร สิ่งที่ชาวบ้านนาโสกต้องเผชิญอาจไม่ใช่มีเพียงการเปลี่ยนแปลงของผืนดินหรือผืนป่า แต่ยังหมายถึงพื้นที่ทำกิน พื้นที่เลี้ยงควาย เถียงนา แหล่งหาอยู่หากินตามฤดูกาล และวิถีชีวิตที่ผู้คนใช้สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
.
สำหรับ แสนสุข นาโสก วัย 51 ปี สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง การรับรู้เรื่องราวของโครงการในช่วงแรกทำให้เขาตกใจมาก เพราะก่อนหน้านั้นเขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบจากโครงการ แต่เมื่อเริ่มเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ เขากลับตั้งคำถามว่า “ทำไมหน่วยงานถึงพูดแต่ข้อดี ทำไมไม่พูดถึงข้อเสียบ้าง”
.
แสนสุข เล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านได้ส่งคนในชุมชนเขามาแจ้งให้เขารื้อเถียงและย้ายออกจากผืนดินของตัวเองเพราะอยู่ในรัศมีพื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมต้นที่ 2 โดยมีการแจ้งว่าจะมีเงินช่วยเหลือสำหรับการรื้อถอน แต่เขาเลือกที่จะไม่รับและยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป เหตุผลสำคัญของเขาไม่ได้มีเพียงเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงพื้นที่ทำกินประมาณ 5-6 ไร่ด้วย สำหรับคนที่มีพื้นที่ทำกินอยู่เพียงเท่านี้ การสูญเสียพื้นที่จึงไม่ได้หมายถึงการเสียที่ดินเพียงส่วนหนึ่ง แต่หมายถึงคำถามที่ว่าหลังจากนั้นจะไปทำกินที่ไหน
.
เมื่อพูดถึงพลังงานสะอาด เรามักนึกถึงพลังงานที่ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีการปล่อยมลพิษระหว่างการผลิตแตกต่างจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงบางประเภท แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่โครงการคำถามอาจไม่ได้จบลงที่กระบวนการผลิตไฟฟ้า เพราะก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกผลิตขึ้นมา ยังมีคำถามสำคัญว่า พื้นที่สำหรับตั้งโครงการได้มาอย่างไร คนในพื้นที่ที่เป็นเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด และกระบวนการพัฒนานั้นเคารพสิทธิของคนและชุมชนหรือไม่ รวมถึงมีใครต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือวิถีชีวิตจากโครงการนั้นหรือไม่
.
สะอาดในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีมลพิษ แต่หมายถึงกระบวนการพัฒนาที่เคารพสิทธิของผู้คน เคารพสิทธิของชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ทำให้คนต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย หรืออาชีพ และไม่ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับความสูญเสียเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับ เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่สะอาด ไม่ควรเป็นเพียงการเปลี่ยนว่าผลิตไฟฟ้าด้วยอะไร แต่ต้องตั้งคำถามด้วยว่าไฟฟ้านั้นได้มาอย่างไร และใครต้องจ่ายราคาของมัน คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ชาวบ้านนาโสกกำลังเผชิญอยู่
สุกัญยา นาโสก วัย 37 ปี มองว่า เธอเข้าใจว่าพลังงานลมเป็นพลังงานสะอาดและไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ของมัน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนำโครงการเข้ามาในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน “พลังงานสะอาดและพลังงานลมก็มีผลดีของมันเข้าใจตรงนี้อยู่ แต่มันมาเกิดไม่ถูกที่ มันต้องอยู่ถูกที่ถูกทางของมัน” ขณะที่แสนสุขก็มองในอีกมุมหนึ่งว่า “มันสะอาดอยู่พลังงาน แต่คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ”
.
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ สำหรับ เกสร นาโสก วัย 51 ปี พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 ไม่ใช่เพียงภูเขาหรือผืนป่า แต่เป็นผืนดินที่ผู้คนใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน เธอบอกว่าพื้นที่บริเวณนี้มีทั้งพื้นที่เลี้ยงควาย เลี้ยงวัว ทำนา ไร่อ้อย แหล่งหาอยู่หากิน เก็บเห็ด หน่อไม้ พืชผลตามฤดูกาล เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบรูณ์ และสำหรับเธอป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะพื้นที่ป่า “ป่ามันคือการบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ คนที่อยู่ในพื้นที่รักและหวงแหนป่า เพราะมีสมุนไพร มีสัตว์ป่า”
.
สุกัลยาก็อธิบายภาพเดียวกันในมุมมองของเธอว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งพื้นที่ทำกิน แหล่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งอาหารตามฤดูกาล รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ห้วยกะหลอง ที่คนในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน “มันเป็นป่าอาหาร ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเราประเมินค่าไม่ได้หรอก” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่อาจไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเลขของโครงการ แต่กลับมีความหมายต่อการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่
.
การเปลี่ยนพื้นที่ไม่ได้หมายความเพียงว่าต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือย้ายออกจากพื้นที่ แต่ยังทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หากพื้นที่เลี้ยงควายหายไป คนเลี้ยงควายอาจต้องซื้อหญ้า ซื้อฟาง สร้างโรงเรือนใหม่ หรือหาพื้นที่ใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ หากพื้นที่ทำกินหายไปก็หมายถึงการสูญเสียแหล่งรายได้ของครอบครัว
.
สุกัลยาบอกว่าภาระเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นต้นทุนของโครงการ แต่กลับกลายเป็นภาระของชาวบ้าน “ทำให้เราลำบากมากขึ้น ลำบากอยู่แล้ว ลำบากเพิ่มขึ้น” เพราะนอกจากต้องหาอาหารให้คนในครอบครัวแล้ว ก็ต้องหาเงินซื้ออาหารให้ควายเพิ่มขึ้นด้วยหากไม่สามารถปล่อยควายหากินตามพื้นที่เดิมได้
.
แสนสุขมองว่าแม้จะมีเงินค่าชดเชย แต่เงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด “ถึงจะมีค่าชดเชยช่วยเหลือ แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่เราเสียพื้นที่ไป” คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะมีเงินชดเชยเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเงินจำนวนหนึ่งสามารถทดแทนพื้นที่ทำกิน แหล่งอาหาร เส้นทางเลี้ยงสัตว์ และวิถีชีวิตที่เคยดำรงอยู่ได้หรือไม่
.
เมื่อถามว่าหากโครงการเกิดขึ้นจริง ใครจะได้รับประโยชน์และใครต้องรับผลกระทบ ทั้งสามคนมองว่าคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง แสนสุขมองว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์คือกลุ่มทุน หน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ ขณะที่คนที่ได้รับผลกระทบคือชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนสุกัลยามองว่าผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงคือผู้ที่ได้ผลิตและขายไฟฟ้า ขณะที่ชาวบ้านต้องรับผลกระทบจากพื้นที่ที่เปลี่ยนไป เกสรก็ถามกลับถึงต้นทุนของคนที่ถูกแย้งยึดพื้นที่ทำกินว่า “ที่โครงการบอกให้รื้อถอนในรัศมี 20 ไร่ มีพื้นที่หรือมีที่อื่นรองรับให้พี่น้องไหม”
.
คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่าใครได้เงินจากโครงการ แต่เป็นคำถามที่ว่าเมื่อประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าถูกส่งต่อออกไป แล้วต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ถูกส่งต่อให้ใคร
.
อีกเรื่องที่ชาวบ้านพูดตรงกันอย่างชัดเจน คือเรื่องสิทธิในการมีส่วนร่วม เอกกมล นาโสก วัย 41 ปี ตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า “ทำไมไม่ถามชาวบ้านก่อน ว่าชาวบ้านเขาอยากได้หรือเปล่า” สำหรับเขาหากจะมีโครงการเข้ามาในพื้นที่สิ่งแรกที่ควรเกิดขึ้นคือการสอบถามความคิดเห็นของคนที่อยู่ในพื้นที่ เกสรเห็นว่าควรมีการจัดเวทีประชาคมและสอบถามชาวบ้านก่อนตัดสินใจเพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่สุกัลยามองว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การตัดสินใจแทนคนในพื้นที่ สำหรับชาวบ้านการมีส่วนร่วมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับข้อมูลว่าโครงการจะเกิดขึ้นอย่างไร แต่หมายถึงการได้รับรู้ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่ออนาคตของพื้นที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่
.
สำหรับคนในพื้นที่คำถามเรื่องความยั่งยืนจึงไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน หากการพัฒนาทำให้คนต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ต้องย้ายคอกควาย ต้องหาพื้นที่ใหม่ ต้องซื้ออาหารสัตว์เพิ่ม หรือไม่สามารถใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ที่เคยใช้ร่วมกันได้เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้ควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการพัฒนาด้วยหรือไม่
.
เอกกมลมองว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ควรทำให้คนในพื้นที่ต้องเดือนร้อน เพราะการพัฒนาควรเดินควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของผู้คน แต่สิ่งที่เขาเห็นกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่กลับเป็นการสูญเสียทั้งพื้นที่ทำกินและพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน “การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่ทำให้ต้องเดือดร้อน การพัฒนาต้องควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แต่นี่คนในพื้นที่เสียทั้งพื้นที่ทำกิน ที่สาธารณประโยชน์ที่เราใช้ร่วมกัน”
.
ขณะที่สุกัลยามองว่าหากต้องแลกพื้นที่และวิถีชีวิตของคนในชุมชนกับการผลิตไฟฟ้า สิ่งที่ต้องสูญเสียอาจมีค่ามากกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา “สิ่งที่สูญเสียไปกับสิ่งที่ได้มามันไม่คุ้มค่ากันเลย”
สำหรับเกสรคำถามเรื่องความยั่งยืนก็มีคำตอบที่ชัดเจน “ไม่ยั่งยืน เพราะมีแต่ทำลาย ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์แล้วมันจะยั่งยืนได้ยังไง”
.
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามเรื่อง “พลังงานสะอาด” อาจไม่ได้อยู่เพียงที่ปลายทางว่าไฟฟ้าที่ผลิตออกมามีมลพิษมากน้อยเพียงใด แต่อาจต้องย้อนกลับไปมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่ากว่าจะได้พลังงานนั้นมาต้องเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่และผู้คน การเลือกพื้นที่ การได้มาซึ่งพื้นที่ การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ การมีส่วนร่วมของชุมชน การก่อสร้าง ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและผู้คนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ควรถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน
.
สะอาดในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงไม่มีมลพิษ แต่หมายถึงการพัฒนาที่เคารพสิทธิของผู้คน เคารพสิทธิชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ทำให้คนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย หรืออาชีพ และไม่ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องสูญเสียวิถีชีวิต เพื่อแลกกับประโยชน์ของตนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ไม่ควรเป็นการเปลี่ยนเพียงว่าผลิตไฟฟ้าจากอะไร แต่ต้องถามด้วยว่าไฟฟ้านั้นได้มาอย่างไร และใครต้องจ่ายราคาของมัน
.
สำหรับกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร คำถามนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะพวกเขาคือคนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หากโครงการเกิดขึ้นจริง และเมื่อถูกถามว่า หากโครงการบอกว่าเป็นพลังงานสะอาด พวกเขาอยากถามอะไรกลับไป คำถามหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดมาจากสุกัลยา “ถ้ามันสะอาดมันต้องเป็นมิตรกับทุกคนใช่หรือไม่”
.
สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ กังหันลมอาจถูกมองผ่านภาพของพลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ คำว่า “พลังงานสะอาด” กลับมีภาพอีกด้านหนึ่งซ้อนอยู่ด้วย ทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่ทำกิน คอกควาย แหล่งอาหาร แหล่งต้นน้ำ และวิถีชีวิตของผู้คน คำถามของพวกเขาจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าพลังงานสะอาดหรือไม่ แต่คือกว่าจะได้พลังงานที่สะอาด กระบวนการได้มาสะอาดและเป็นธรรมหรือไม่ และหากพลังงานสะอาดต้องแลกกับการสูญเสียของผู้คน เรากำลังเรียกสิ่งนี้ว่าสะอาดจากมุมของใคร

#เรื่องเล่าจากบ้านนาโสก
#คนเลี้ยงควาย
#ควายบ้านนาโสก
#บ้านนาโสก
#มุกดาหาร
#วิถีชุมชน
#ไม่เอากังหันลม

วันที่พื้นที่เลี้ยงควายหายไป ควายจะไปไหน?มานิต นาโสก วัย 42 ปี ชาวบ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร...
07/09/2026

วันที่พื้นที่เลี้ยงควายหายไป ควายจะไปไหน?
มานิต นาโสก วัย 42 ปี ชาวบ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ผู้มีไร่นา เถียงนา และคอกควาย อยู่ในพื้นที่บริเวณป่าภูน้อยเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปงที่หนึ่ง
สำหรับเขาพื้นที่ป่าภูน้อยไม่ใช่เพียงผืนป่า แต่เป็นพื้นที่ที่เขาพาควาย 8 ตัวขึ้นไปหากินเป็นประจำ ทุกวันควายจะออกจากคอกเดินไปตามเส้นทางเดิมขึ้นไปพื้นที่ป่าซึ่งเป็นพื้นที่ตำแหน่งที่ตั้งเสาวัดลม และพื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งควายจะกินหญ้า นอนพัก แช่โคลน และเดินหากินไปตามธรรมชาติ ก่อนจะถูกต้อนกลับเข้าคอกในช่วงเย็น
​เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่มานิตใช้เลี้ยงควายมาตลอด ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม แต่วันนี้พื้นที่ที่เขาเคยใช้เสี้ยงควายกำลังอยู่ในพื้นที่โครงการ คอกควายของเขาอยู่กึ่งกลางป่าภูน้อยใกล้พื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมต้นที่ 4 และอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมต้นที่ 5 และต้นที่ 6 ขณะที่เส้นทางที่ใช้ตอนควายขึ้นไปเลี้ยงและกลับเข้าคอกก็ผ่านพื้นที่และรัศมีของโครงการ
​และคอกควายของมานิตไม่ใช่คอกควายเดียวที่อยู่ในพื้นที่ เพราะบริเวณใกล้เคียงยังมีคอกควายของนายเลียบ คนเพียร ขณะที่ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงก็นำวัวและควายขึ้นมาเลี้ยงในพื้นที่โดยรอบ พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้มีเพียง “ป่า” อยู่บนแผนที่ แต่มีคนใช้พื้นที่ มีสัตว์เลี้ยง มีคอก มีเถียงนา มีเส้นทางสัญจร และมีวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริง
​ประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดระยะห่างที่ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง สำหรับผู้ประกอบการกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม พ.ศ. 2558 กำหนดระห่างกรณีเสากังหันลมล้มและระยะห่างระหว่างเสากังหันลม โดยใช้ระยะไม่น้อยกว่า 1.2 เท่าของผลรวมความสูงเสากับรัศมีใบพัด และห้ามมีสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว สำหรับกังหันลมของโครงการนี้ความสูงเสารวมกับรัศมีใบพัดอยู่ที่ 256 เมตร ทำให้ระยะดังกล่าวอยู่ที่ 307.20 เมตรจากโคนเสากังหันลม ตัวเลข 307.20 เมตร ซึ่งอาจดูเป็นเพียงตัวเลขบนเอกสาร แต่เมื่อวัดลงมาบนพื้นที่จริงสิ่งที่อยู่รอบพื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมไม่ได้มีเพียงผืนป่าที่ว่างเปล่า แต่ยังมีคอกควาย พื้นที่เลี้ยงควาย เถียงนา พื้นที่ทำกินและเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ต้อนควายขึ้นลงเป็นประจำ สำหรับคนที่ใช้พื้นที่เหล่านี้ตัวเลขบนแผนที่จึงมีความหมายมากกว่าระยะทาง เพราะทุกเมตรมีทั้งชีวิตและการใช้ประโยชน์อยู่ในนั้น
​มานิตเล่าว่าเมื่อปี 2567 เคยมีกลุ่มคนประมาณ 4-5 คนเข้ามาหาเขาในพื้นที่และแจ้งให้เขาขยับคอกควายออกไป เนื่องจากคอกควายและเถียงนาอยู่ใกล้รัศมีของเสากังหันลมต้นที่ 4 ซึ่งเขาจำไม่ได้แน่ชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นตัวแทนจากไหน แต่เขาจำได้ว่ามีการนำเอกสารมาให้เซ็นและแจ้งว่าจะมีเงินช่วยเหลือ ซึ่งเขาไม่ได้เซ็น เพราะสำหรับเขาคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเท่าไร แต่อยู่ที่ว่า “ถ้าพี่ย้ายออกไปก็ไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ไม่มีพื้นที่อื่นอีกแล้ว”
​ถ้าคอกควายถูกย้ายสิ่งที่หายไปพร้อมกันไม่ใช่เพียงพื้นที่ตั้งคอก แต่รวมถึงเส้นทางที่ใช้ต้อนควายขึ้นไปเลี้ยง พื้นที่ที่ควายเคยกิน และวิถีการเลี้ยงที่ดำเนินมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็จะหายไปด้วย มานิตไม่ได้เลี้ยงควายในไร่หรือนาของคนอื่น เพราะพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เขาจึงพาควายขึ้นไปเลี้ยงในป่า แต่หากพื้นที่ป่าไม่สามารถใช้เลี้ยงควายได้ พื้นที่ใหม่ที่สามารถนำควายทั้ง 8 ตัวไปเลี้ยงได้ก็แทบไม่มี พื้นที่นาที่มีอยู่ก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะฤดูทำนาหากปล่อยควายลงไปในนา ควายอาจเข้าไปกินข้าวของชาวบ้าน นั้นหมายความว่าการหายไปของพื้นที่หนึ่งจุด อาจทำให้วิถีชีวิตการเลี้ยงควายต้องเปลี่ยนไปทั้งระบบ
​มานิตบอกว่า หากต้องนำควายกลับมาเลี้ยงในคอกเขาไม่ได้คิดจะซื้ออาหารทั้งหมด แต่พยายามขอตัดหญ้าจากญาติพี่น้องหรือพื้นที่ไร่นาของคนอื่น แต่การทำเช่นนั้นก็มีต้นทุน ทั้งค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำมันเครื่องตักหญ้า และค่าซ่อมอุปกรณ์ เขาประเมินว่าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 100 บาท หรือมากกว่านั้น และแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น เขายืนยันว่า “สู้ต่อไป” เพราะเขาไม่ต้องการขายควาย หากไม่จำเป็น เขาจะไม่ขาย เพราะถ้าขายควายไปแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าเวลาว่างจะทำอะไร และหากต้องขายจริงรายได้และเงินสำรองของครอบครัวก็จะได้รับผลกระทบ
​"ครอบครัวไม่มีเงินสำรอง ไม่มีอาชีพ ถ้าต้องการเงินจริง ๆ ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน”
​ทั้งนี้พื้นที่เดียวกันนี้ยังเป็นที่เลี้ยงควายของ พจนา นาโสก พี่สาวของมานิตอีกด้วย เดิมทีพจนามีควาย 6 ตัว ก่อนจะแบ่งให้หลาน 1 ตัว โดยให้น้องชายอย่างมานิตเป็นผู้เลี้ยงแทนเพราะหลานยังเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปควายขยายพันธุ์และมีลูกเพิ่มขึ้นปัจจุบันพจนามีควาย 8 ตัว และมานิตมีอีก 8 ตัว รวมเป็น 16 ตัว ที่อาศัยอยู่ในคอกบริเวณเดียวกัน
​สำหรับพจนาพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เลี้ยงควาย แต่เป็นพื้นที่ที่ครอบครัวเข้ามาใช้ชีวิตมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ หากต้องย้ายคอกควายเธอบอกว่าไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน “มีแค่พื้นที่ตรงนี้ที่เดียว” และหากพื้นที่เดิมใช้เลี้ยงควายไม่ได้ เธอก็ไม่คิดจะลดจำนวนควาย เพราะหากไม่เลี้ยงควายแล้ว เธอไม่รู้ว่าจะมีรายได้จากอะไรและไม่รู้จะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไร
​หากวันหนึ่งต้องเปลี่ยนจากการปล่อยควายหากินตามธรรมชาติมาเป็นการเลี้ยงอยู่ในคอก พจนาประเมินว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 – 30,000 บาท ทั้งค่าโรงเรือน การปรับพื้นที่ และการขุดสระหรือหนองน้ำ แต่ถึงต้นทุนจะเพิ่มขึ้น เธอก็ยังบอกว่า “สู้ต่อไป” เพราะพื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ที่ครอบครัวใช้มานาน และถ้าไม่สู้เธอก็ไม่รู้ว่าจะพาควายไปเลี้ยงที่ไหน
​แล้วถ้าต้องขายควาย สำหรับพจนาแล้วการขายควายอาจทำให้ได้เงินก้อนในระยะหนึ่ง แต่ถ้าเงินก้อนนั้นใช้หมดแล้ว ในขณะที่ควายที่ขายไปแล้วก็ไม่สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกต่อไปได้เหมือนเดิม เธอจึงพูดสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากต้องขายควายออกไปว่า “จริงอยู่ ถ้าลดหรือขายออกหมดจะได้เงินเป็นเงินก้อน แต่ชีวิตหลังจากนี้ล่ะ ใช้ไปก็หมดไป ชีวิตหลังจากนี้จะหาเงินมาจากไหน และตอนนี้เรายังไม่ได้ต้องการเงินขนาดนั้น แต่เราต้องการเลี้ยงควายต่อไป”
​คำถามนี้อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของพื้นที่แห่งนี้ เพราะสิ่งที่กำลังถูกผลกระทบไม่ใช่เพียงคอกควาย แต่คือพื้นที่ที่ทำให้คนสามารถเลี้ยงควายได้ เมื่อพื้นที่หายไปคนอาจต้องซื้อหญ้า ต้องหาพื้นที่ใหม่ ต้องเพิ่มต้นทุน ต้องลดจำนวนควาย หรือในที่สุดอาจต้องขายควาย และเมื่อควายถูกขายออกไป สิ่งที่หายไปพร้อมกันอาจเป็นทั้งรายได้ เงินสำรอง และวิถีชีวิตที่คนในครอบครัวสืบทอดกันมา
​วันนี้เมื่อมองไปยังพื้นที่ที่จะกลายเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม สิ่งที่เห็นจึงไม่ควรมีเพียงตำแหน่งเสากังหันลมทั้ง 13 ต้น ที่เป็นเป้าหมายของโครงการนี้ แต่ต้องมองให้เห็นด้วยว่าใต้ตำแหน่งเหล่านี้มีอะไรอยู่บ้าง มีคอกควายของใคร มีควายกี่ตัว มีเถียงนาของใคร มีพื้นที่ทำกินของใคร และมีเส้นทางที่คนใช้ต้อนควายผ่านมานานกี่ปี เพราะก่อนที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ มันเคยเป็นพื้นที่ที่คนใช้ดำรงชีวิตมาก่อน และเมื่อพื้นที่เดิมกำลังจะเปลี่ยนไป คำถามที่คนเลี้ยงควายต้องเผชิญจึงไม่ใช่เพียง “จะย้ายคอกควายไปที่ไหน?” แต่คือ “ถ้าพื้นที่นี้หายไป แล้วจะเอาควายไปไว้ที่ไหน?”

#เรื่องเล่าจากบ้านนาโสก
#คนเลี้ยงควาย
#ควายบ้านนาโสก
#บ้านนาโสก
#มุกดาหาร
#วิถีชุมชน
#ไม่เอากังหันลม

ควายหนึ่งตัว มีค่าเท่าไรในชีวิตคนนาโสก?สำหรับคนเลี้ยงควายคำถามว่า “ควายหนึ่งตัวมีค่าเท่าไหร่? ” อาจไม่ได้มีคำตอบเป็นเพีย...
31/08/2026

ควายหนึ่งตัว มีค่าเท่าไรในชีวิตคนนาโสก?
สำหรับคนเลี้ยงควายคำถามว่า “ควายหนึ่งตัวมีค่าเท่าไหร่? ” อาจไม่ได้มีคำตอบเป็นเพียงตัวเลข
สำหรับนายเฉลิมพล นาโสก วัย 51 ปี ชาวบ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ควาย 4 ตัว ที่เขาเลี้ยงอยู่มีมูลค่าประเมินตัวละ 50,000–60,000 บาท ส่วนความทรงจำของควายแต่ละตัวนั้น เขาจำได้ทั้งหมด เพราะมีจำนวนไม่มากและเรียกชื่อพวกมันอยู่เป็นประจำ ตัวหนึ่งชื่อ “เฒ่า” อายุ 6 ปี อีกตัวชื่อ “อุ๋งอิง” อายุ 4 ปี ส่วนตัวที่อายุ 1 ปีชื่อ “บิ๊ก” ส่วนอีกตัวอายุ 7 เดือน ยังไม่มีชื่อ
“อยู่ด้วยกันมาเป็นปี มีความคุ้นชิน”
นายเฉลิมพลเพิ่งกลับมาเลี้ยงควายได้ประมาณ 3–4 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ครอบครัวมีวัวที่ได้รับการแบ่งปันจากรุ่นพ่อแม่ เขาตัดสินใจขายวัวเพื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงควาย โดยมีเขาเป็นคนดูแลหลักภรรยาช่วยบ้างในวันที่เขาไม่ว่าง แม้ในอดีตควายจะมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแรงงานของครอบครัว ทั้งใช้ไถนา ลากเกวียน และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการผลิตของชาวชนบท แต่เมื่อรถไถเข้ามาแทนที่บทบาทของควายในฐานะแรงงานก็ลดลง สำหรับนายเฉลิมพลแล้วความหมายของควายในวันนี้ได้เปลี่ยนไปจากอดีต จากแรงงานในท้องนากลายเป็นทรัพย์สินและ เงินออมที่มีชีวิตของครอบครัว
“เป็นทุนเงินออมของครอบครัว ถ้ามีความต้องใช้เงินก้อนก็จำเป็นต้องขาย”
สำหรับคนที่ไม่มีทรัพย์สินหรือเงินเก็บก้อนใหญ่อยู่ในมือ ควายจึงทำหน้าที่คล้ายเป็นหลักประกันในวันที่ครอบครัวต้องการเงิน และเมื่อถามว่า หากไม่มีควายเป็นทรัพย์สินแล้ว ครอบครัวจะหาเงินก้อนจากที่ไหน คำตอบของเขาสั้นและชัดเจน
“ไม่มีเลย”
เพราะฉะนั้น การขายควายจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยไม่รู้สึกอะไร เขาเคยต้องขายควายทั้งที่ไม่อยากขาย เพราะมีเหตุจำเป็น แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็ทำได้เพียงเลือกสิ่งที่จำเป็นกว่า เพราะความจำเป็นของครอบครัวต้องมาก่อน
นายเลียบ คนเพียร วัย 69 ปี ชาวบ้านนาโสก ก็มีเรื่องราวไม่ต่างกัน แต่ฝูงควายของเขามีมากกว่านั้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 ตัวสำหรับนายเลียบ หากคิดเป็นเงินควายแต่ละตัวประเมินมูลค่าประมาณ 10,000 – 20,000 บาท แต่ถ้าถามถึงคุณค่าทางจิตใจ ตัวเลขเหล่านั้นอาจไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด
“ก็เหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นลูกเราตัวหนึ่งเลย”
เขาจำควายที่เลี้ยงมานานได้ โดยเฉพาะควาย 4 ตัวที่อายุประมาณ 10 ปี เพราะอยู่ด้วยกันมานาน และควายแต่ละตัวจำชื่อของตัวเองได้ เมื่อเขาเรียกบางตัวจะหันมาหาหรือเดินเข้ามาหาเขาทันที
นายเลียบเป็นคนดูแลควายด้วยตัวเอง พาไปเลี้ยง หาน้ำ หาหญ้า และคอยสังเกตแม้กระทั่งว่าควายกินหญ้าหรือไม่ หากมีอาการป่วยหรือมีบาดแผล เขาก็ต้องหายาหรือสมุนไพรมาดูแล ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับควายจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการเลี้ยงเพื่อขาย แต่มันคือความผูกพันที่เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันทุกวัน เขาเคยมีควายตัวหนึ่งอยู่กับครอบครัวนานถึงประมาณ 15 ปี ก่อนจะต้องขายออกไปเพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อน
“รู้สึกเสียดาย เพราะเลี้ยงดูแลกันมานาน เห็นมันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แต่เราจะทำไงได้ เพราะเรามีความจำเป็นที่ต้องการใช้เงิน”
เช่นเดียวกับในอดีตที่ควายไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะสัตว์เลี้ยง หากยังเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจครัวเรือน เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินก้อน แม้กระทั่งการแต่งงานของลูก เขาเคยขายควายเพื่อนำเงินไปใช้ในการสู่ขอ เพราะในเวลานั้นครอบครัวไม่มีรายได้ก้อนใหญ่หรืออาชีพที่สร้างเงินได้ในทันที ควายจึงเป็นทรัพย์สินที่ครอบครัวสามารถพึ่งพาได้ในยามจำเป็น
แต่สิ่งที่นายเฉลิมพลและนายเลียบมีเหมือนกัน คือวันนี้พวกเขายังสามารถเลี้ยงควายแบบที่ทำมาได้ เพราะยังมี ป่าและพื้นที่ให้ควายหากิน และเมื่อถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หากพื้นที่เหล่านั้นหายไป คำตอบกลับไม่ได้ซับซ้อนเช่นกัน
นายเฉลิมพลบอกว่า หากไม่มีพื้นที่ให้เลี้ยง เขาคงต้องขาย เพราะพื้นที่อื่นเป็นพื้นที่ของคนอื่น และเจ้าของพื้นที่ก็อาจไม่ต้องการให้คนอื่นนำควายเข้าไปเลี้ยง หากต้องเปลี่ยนมาเลี้ยงในคอกทั้งหมด เขาประเมินว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งการทำคอก โรงเรือน ปรับพื้นที่ และขุดบ่อสำหรับให้ควายลงแช่ รวมแล้วประมาณ 50,000 บาท สุดท้าย หากรับภาระไม่ไหว ทางเลือกก็อาจเหลือเพียงการขายควาย
ขณะที่นายเลียบมีควายถึง 15 ตัว การไม่มีพื้นที่เลี้ยงหมายถึงภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากต้องเลี้ยงในคอก เขาประเมินว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500–1,000 บาทต่อเดือน สำหรับซื้อหญ้า รวมถึงค่าน้ำมันในการตัดหญ้า และที่สำคัญคือ ควาย 15 ตัวต้องการอาหารในปริมาณมาก หากดูแลไม่ไหวเขาอาจต้องขายออกจนเหลือเพียง 2 ตัว
“ถ้าสมมติมีกังหันลมเข้ามา วิถีชีวิต พื้นที่ที่เราเคยไปเลี้ยงก็จะหายไป และไม่รู้ว่าจะไปเลี้ยงที่ไหน”
จาก 15 ตัว อาจเหลือเพียง 2 ตัว ไม่ใช่เพราะนายเลียบไม่อยากเลี้ยง แต่เพราะเมื่อพื้นที่หายไปการเลี้ยงควายจำนวนมากก็กลายเป็นภาระที่ครอบครัวอาจแบกรับไม่ไหว และเมื่อขายควายออกไป สิ่งที่หายไปจึงไม่ได้มีเพียงตัวควาย เพราะ สำหรับนายเลียบคือความผูกพันกับสัตว์ที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ และสำหรับนายเฉลิมพลคือเงินสำรองที่ครอบครัวพึ่งพาได้ในยามจำเป็น
ควายอาจมีราคาที่วัดเป็นเงินได้ แต่คุณค่าของมันไม่ได้จบอยู่ที่ราคาซื้อขาย เพราะมันคือทั้ง แรงงาน รายได้ เงินออม หลักประกัน ความผูกพัน และวิถีชีวิต
และทั้งหมดนี้ดำรงอยู่ได้เพราะยังมีพื้นที่ให้เลี้ยงควาย เมื่อพื้นที่นั้นกำลังถูกเปลี่ยนแปลง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ควายหนึ่งตัวราคาเท่าไร?” แต่คือ “ถ้าวันหนึ่งไม่มีพื้นที่ให้เลี้ยงควาย แล้วครอบครัวจะเหลืออะไรไว้เป็นทุนชีวิต?”

#เรื่องเล่าจากบ้านนาโสก
#คนเลี้ยงควาย
#ควายบ้านนาโสก
#บ้านนาโสก
#มุกดาหาร
#วิถีชุมชน
#ไม่เอากังหันลม

หนึ่งครอบครัว หนึ่งฝูงควาย หนึ่งผืนป่าทุกเช้าประมาณ 09.00 น. นายเนิ่ม นาโสก วัย 64 ปี จะเปิดคอกและต้อนควาย 4 ตัวออกไปหาก...
27/08/2026

หนึ่งครอบครัว หนึ่งฝูงควาย หนึ่งผืนป่า
ทุกเช้าประมาณ 09.00 น. นายเนิ่ม นาโสก วัย 64 ปี จะเปิดคอกและต้อนควาย 4 ตัวออกไปหากินในป่าภูยูงซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง จากคอกควายพวกมันจะเดินขึ้นไปยังพื้นที่ป่า โดยปล่อยให้หากินหญ้าตามธรรมชาติ ก่อนที่ช่วงเย็นราว 16.00 น. นายเนิ่มจะกลับไปต้อนควายลงมาเข้าคอก กิจวัตรเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แทบทุกวัน และไม่ใช่เพียงนายเนิ่มที่ใช้พื้นที่แห่งนี้
บริเวณใกล้เคียงยังมีคอกควายของนายเฉลิมพล นาโสก ซึ่งเลี้ยงควาย 5 ตัว และนายสมุด นาโสก อีก 5 ตัว ขณะที่ชาวบ้านบางครอบครัวไม่ได้สร้างคอกไว้ในพื้นที่ แต่ก็ยังต้อนควายขึ้นไปหากินในป่าเช่นเดียวกัน
สำหรับนายเนิ่ม การเลี้ยงควายไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในชีวิต หากเป็นวิถีที่เขาเติบโตมากับมัน
“เลี้ยงควายมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่และบรรพบุรุษ ตอนเด็กได้ไปเลี้ยงกับพ่อแม่ พอโตมาจึงรับช่วงต่อ”
เดิมทีครอบครัวเลี้ยงควายไว้ใช้เป็นแรงงานในการไถนา แต่เมื่อรถไถเข้ามาแทนที่ บทบาทของควายในวันนี้จึงเปลี่ยนไป กลายเป็นทั้งอาชีพเสริมและวิถีชีวิตที่นายเนิ่มคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเขาเลี้ยงควายอยู่เพียงคนเดียว 4 ตัว แต่พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณคอก
เมื่อเปิดคอกในตอนเช้า นายเนิ่มจะต้อนควายขึ้นไปยังป่าภูยูง ปล่อยให้พวกมันหากินตามธรรมชาติ บางวันเขาขึ้นไปเฝ้าควายอยู่เกือบทั้งวัน และระหว่างนั้นก็หาของป่าทั้งเห็ดและพืชตามฤดูกาลเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน พื้นที่ป่าจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ปล่อยควาย หากยังเป็นพื้นที่หาอยู่หากินของคนในชุมชน
นายเนิ่มบอกว่า พื้นที่รอบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งแปลงถั่ว ข้าวโพด และสวนยางพารา การนำควายไปเลี้ยงในพื้นที่เหล่านั้นจึงไม่สามารถทำได้ ขณะที่หากเลี้ยงควายไว้ในคอกก็ต้องซื้อหญ้าและอาหารเพิ่ม ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับครอบครัว
สำหรับเขา พื้นที่ป่าจึงมีความหมายมากกว่าพื้นที่สำหรับเลี้ยงควาย เพราะเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานาน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งหาอยู่หากิน และพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ที่สืบต่อมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่และบรรพบุรุษ
“ป่านี้มันเป็นป่าของทุกคน ใคร ๆ ก็สามารถนำควายขึ้นไปเลี้ยงได้”
นายเนิ่มบอกว่า ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ก็พาเขาขึ้นไปเลี้ยงควายในพื้นที่แห่งนี้แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน พื้นที่ป่ายังคงมีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะกับการเลี้ยงควาย รวมถึงการหาอยู่หากินตามวิถีชีวิตของคนในชุมชน
แต่สำหรับครอบครัวของนายเนิ่ม ควายไม่ได้มีเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควายบางตัวเป็นมรดกที่ส่งต่อมาจากรุ่นพ่อแม่ บางตัวเขาเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ตั้งชื่อให้ และเห็นการเติบโตของมันมาตลอดหลายปี ควายจึงเป็นทั้งทรัพย์สิน มรดก และสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เมื่อครอบครัวมีความจำเป็น ควายสามารถถูกขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายในครอบครัวได้ แต่การขายแต่ละครั้งไม่ได้หมายความว่าเจ้าของจะไม่รู้สึกผูกพัน
“พอขายแล้วก็คิดถึง ร้องไห้ตามก็มี แต่ก็มีความจำเป็น มันบังคับให้เราต้องขาย”
แต่วันนี้พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงควายกลับได้รับอนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนฯเพื่อทำโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งคอกควายของนายเนิ่มตั้งอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม โดยอยู่ระหว่างตำแหน่งตั้งเสากังหันลมต้นที่ 9 และต้นที่ 12 โดยเขาเริ่มรับรู้ถึงโครงการเมื่อเห็นหน่วยงานและบริษัทเอกชนเข้ามาทำสัญลักษณ์บนตันไม้เพื่อเตรียมประทับตราต้นไม้สำหรับทำไม้ออกจากพื้นที่ รวมถึงการติดตั้งเสาวัดลมในพื้นที่
ในช่วงแรกนายเนิ่มยังไม่แน่ใจว่าโครงการจะดำเนินการอย่างไร กระทั่งได้รับข้อมูลจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ที่ออกมาติดตามและคัดค้านโครงการดังกล่าว จึงเริ่มเห็นว่าพื้นที่ที่ตนเองใช้เลี้ยงควายอาจได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะนอกจากคอกควายจะอยู่ใกล้กับตำแหน่งเสากังหันลมแล้ว พื้นที่ดังกล่าวยังทับซ้อนกับเส้นทางที่เขาใช้ต้อนควายขึ้นไปเลี้ยงและพากลับลงมาเข้าคอกทุกวัน
“ถ้าไม่มีพื้นที่ตรงนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปเลี้ยงที่ไหน”
หากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเข้ามาในพื้นที่จริง นายเนิ่มอาจต้องย้ายคอกออกจากบริเวณดังกล่าว แต่ปัญหาคือเขายังไม่รู้ว่าจะนำควายไปเลี้ยงที่ไหน เพราะไม่มีพื้นที่อื่นสำหรับใช้เลี้ยงควาย ทางเลือกหนึ่งจึงอาจเหลือเพียงการนำควายกลับมาเลี้ยงในคอก ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อหญ้าและอาหารที่เพิ่มขึ้น และหากครอบครัวไม่สามารถแบกรับต้นทุนดังกล่าวได้ สิ่งที่นายเนิ่มกังวลที่สุดคือการต้องขายควายออกทั้งหมด ทั้งที่เขาไม่ได้อยากขาย แต่เป็นเพราะไม่มีทางเลือก
เขาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพื้นที่เลี้ยงควายหายไป จากชีวิตที่เคยตื่นเช้า เปิดคอก ต้อนควายขึ้นไปหากินในป่า และช่วงเย็นพากลับเข้าคอก สิ่งเหล่านี้อาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เหมือนเดิม
“วิถีชีวิตที่เราเติบโตมาก็จะหายไป อาชีพที่เป็นรายได้ก็จะลดหายตามกันไป”
สำหรับนายเนิ่มพื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ว่างบนแผนที่ หรือพื้นที่ที่กำลังถูกกำหนดไว้สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม แต่มันคือพื้นที่ที่เขาเดินขึ้นไปพร้อมกับควายทุกเช้า เป็นพื้นที่ที่พ่อแม่พาเขามาเลี้ยงควายตั้งแต่เด็ก เป็นแหล่งอาหาร เป็นพื้นที่ทำมาหากิน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สืบต่อกันมาหลายรุ่น
ก่อนที่พื้นที่แห่งนี้จะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำหรับผลิตพลังงาน ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ของใคร?

#เรื่องเล่าจากบ้านนาโสก
#คนเลี้ยงควาย
#ควายบ้านนาโสก
#บ้านนาโสก
#มุกดาหาร
#วิถีชุมชน
#ไม่เอากังหันลม

‘กังหันลม’ พลังงานสะอาด แต่ทำลายวิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหารบ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมือง...
24/08/2026

‘กังหันลม’ พลังงานสะอาด แต่ทำลายวิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร
บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็น “ชุมชนคนภูไท” ที่มีความผูกพันกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน ผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต สำหรับชุมชนแห่งนี้ ป่าไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหารและยารักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนทางระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและความหลากหลายของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
หากนับการก่อตั้งหมู่บ้านโดยจากบรรพบุรุษ ชุมชนนาโสกมีอายุร้อยกว่าปี พื้นที่ตั้งหมู่บ้านมีลักษณะภูมินิเวศเป็นภูเขาลูกโดดสลับกับพื้นที่ราบ ที่มาของคำว่า “โสก” มาจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ซึ่งเป็นร่องลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของโดยมีสาเหตุจากน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่พื้นที่ราบ กัดเซาะดินจนเป็นร่องลึก รวมถึงเกิดจากรอยล้อเกวียนและร่องรอยเท้าของวัวควายที่ใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ จนเกิดเป็นร่องลึกและบริเวณดังกล่าวมักเป็นร่องน้ำไหล เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะกัดเซาะจนกลายเป็นถนน มีผู้คนเดินไปมาหาสู่กัน (ทางเกรียน) ชาวบ้านจึงเรียกว่า “โสก” ส่วนคำว่า “นา” มาจากทุ่งนา ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อจากโสก และรับน้ำที่ไหลจากโสกลงสู่นา “นาโสก” จึงหมายถึงนาที่เป็นโสก ไม่ราบเรียบ การทำนาในพื้นที่แห่งนี้ในอดีตจึงยากลำบาก โดยเฉพาะในฤดูฝน น้ำจะไหลลงมาท่วมนาข้าวและกัดเซาะคันนาจนขาด ในสมัยก่อนการสัญจรยังใช้เกวียน โดยใช้วัวควายเทียมเกวียนเป็นยานพาหนะ
ขณะที่บ้านนาโสกนิยมเลี้ยงควาย เพราะมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงควายที่กว้างขวาง คนในชุมชนใช้ควายเป็นแรงงานในการไถนา ตลอดจนมองว่าควายเปรียบเสมือน “ธนาคารเคลื่อนที่” เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถขายควายเพื่อนำเงินมาใช้จุนเจือครอบครัวในยามลำบาก ฉะนั้น มิติของควายในชุมชนบ้านนาโสกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงเป็นทั้งวิถีชีวิต แรงงาน และเศรษฐกิจของคนชนบท (มิติทางสังคม วัฒนธรรม โดยใช้ควายไถนาเอาแฮงกัน คือการเอาควายไปไถนาช่วยกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นคนภูไทที่ช่วยเหลือเกื้อกูล จนสามารถรวมกันเป็นสังคมชุมชน )
การเลี้ยงควายสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคน สัตว์ และผืนป่า ซึ่งมิอาจตัดขาดหรือทำให้หายไป โดยอ้างการพัฒนาตามนโยบายของรัฐเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน (ความมั่นคงของใคร) เพราะการพัฒนาที่ไม่มี “คนและวิถีชีวิต” อยู่ในสมการ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
ควายเป็นภูมินิเวศทางวัฒนธรรมและเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชาวนากับควาย โดยเฉพาะชาวนาในชนบท ควายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในฤดูกาลทำนา จะเห็นได้ว่าในอดีตแทบทุกบ้านต้องมีควายที่สามารถใช้ไถนาได้ จึงไม่แปลกที่วิถีชีวิตของคนในชนบทจะมีความผูกพันกับควาย และในบางพื้นที่ยังมีการบูชาบุญคุณควายในทุก ๆ ปี เพื่อตอบแทนควายที่ช่วยให้ชาวนาได้ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภค และหากเหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ในแต่ละปี
ในสมัยก่อน ควายยังถูกใช้เป็นสินทรัพย์แทนเงิน เช่น การเอาควายแลกนา หรือการเอาควายเป็นสินสอด ควายจึงมีบทบาทเสมือนอัตราการแลกเปลี่ยน (เงิน) ข้อมูลจากปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารระบุว่า การเลี้ยงกระบือ หรือควาย ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มีประมาณ 17,461-17,474 ตัว มีจำนวนผู้เลี้ยง 4,338-4,351 ราย ราคาเฉลี่ย 38,000 บาทต่อตัว และมีมูลค่าผลผลิตรวม 633,518,000 บาท
อีกหนึ่งพื้นที่ผืนป่าที่เป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร คือพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลง 1 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ป่าซาดหนา” และเป็นบริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่
จากคำบอกเล่า “ป่าซาดหนา” มีต้นชาดจำนวนมาก (ชาดหรือเหียง เป็นไม้ยืนต้นในตระกูลยางนา) เต็มพื้นที่ จึงเรียกตามลักษณะที่พบว่า “ป่าซาดหนา” โดยเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าภูน้อย ป่าภูยูง จนถึงป่าโคกขี้ซี่ ในอดีตคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงจะนำควายมาเลี้ยง เพื่อให้กินหญ้าเพ็กในช่วงฤดูปักดำทำนา เพราะในท้องนามีการปลูกข้าวเต็มพื้นที่ จึงไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงควาย หลายครอบครัวจึงนำควายขึ้นมาเลี้ยงบนภูเขาและพื้นที่ราบ โดยปล่อยควายขึ้นภูในช่วงกลางวัน และช่วงเย็นจึงเข้าไปต้อนกลับลงมาเข้าคอก
จริง ๆ แล้ว ความหมายของป่าในการเข้ามาใช้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับหาผัก หักฟืน และหาของป่า เพื่อประทังชีวิต ทั้งหาเพื่อยังชีพและนำไปขายเล็กน้อย พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร

แม้ในปัจจุบัน พื้นที่บ้านนาโสกและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีการเลี้ยงควาย แต่เป็นการเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์พันธุ์และเพื่อการค้า รวมถึงเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน ขณะเดียวกัน พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากในพื้นที่เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ทำให้คนในชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติในการหาอยู่หากินและเลี้ยงสัตว์ การพึ่งพาในลักษณะดังกล่าวจึงลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม คนในชุมชนยังคงดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ และยังคงสืบทอดการเลี้ยงควายในป่า รวมถึงการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ มิได้ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างป่า คน และควายออกจากกัน
ในขณะนี้ได้เกิดกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง” ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้ประโยชน์และเลี้ยงควายในพื้นที่ดังกล่าวหลายสิบครอบครัว โดยมีจำนวนควายที่เลี้ยงในพื้นที่ประมาณ 50–70 ตัว ผู้คนเหล่านี้ได้ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าและพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ปกป้องผืนป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาล มิให้นายทุนเข้ามาทำลาย
แต่เมื่อต้นปี 2567 กรมป่าไม้อนุญาตให้บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา เป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2597 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม หรือ กังหันลม
พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวฯกำลังจะแย่งยึดที่ดินทำกินของคนในพื้นที่ แย่งยึดที่ดินไร่ที่นา โดยมีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับคอกวัวคอกควาย ที่น่าตกใจคือ โครงการดังกล่าวกำลังจะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของคนเลี้ยงควาย ตลอดจนทำลายผืนป่าที่ชุมชนเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะการดำเนินโครงการจะต้องมีการตัดต้นไม้ นำไม้ออกจากพื้นที่ และปรับพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการ แน่นอนว่า นี่คือการทำลายแบบสูญสิ้น ทั้งทำลายวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และทำลายแหล่งทำเลเลี้ยงควายทั้งหมด
การอ้างพลังงานสะอาดเพื่อลดโลกร้อน แต่ต้องแลกมาด้วยการทำลายป่าผืนใหญ่ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนควรให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมตัดสินใจเป็นลำดับแรก
คำถามใหญ่คือ การพัฒนาพลังงานสะอาดที่ทำลายวิถีชีวิตชุมชน และบังคับให้วิถีชีวิตเหล่านี้หายไปจากแผนที่ประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านนาโสก เป็นการพัฒนาเพื่อใคร?

ที่อยู่

-
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มุกดาหารบ้านเฮาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์