23/09/2026
พลังงานสะอาด กับราคาที่คนนาโสกต้องจ่าย
.
เมื่อโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังเข้ามาในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร สิ่งที่ชาวบ้านนาโสกต้องเผชิญอาจไม่ใช่มีเพียงการเปลี่ยนแปลงของผืนดินหรือผืนป่า แต่ยังหมายถึงพื้นที่ทำกิน พื้นที่เลี้ยงควาย เถียงนา แหล่งหาอยู่หากินตามฤดูกาล และวิถีชีวิตที่ผู้คนใช้สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
.
สำหรับ แสนสุข นาโสก วัย 51 ปี สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง การรับรู้เรื่องราวของโครงการในช่วงแรกทำให้เขาตกใจมาก เพราะก่อนหน้านั้นเขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบจากโครงการ แต่เมื่อเริ่มเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ เขากลับตั้งคำถามว่า “ทำไมหน่วยงานถึงพูดแต่ข้อดี ทำไมไม่พูดถึงข้อเสียบ้าง”
.
แสนสุข เล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านได้ส่งคนในชุมชนเขามาแจ้งให้เขารื้อเถียงและย้ายออกจากผืนดินของตัวเองเพราะอยู่ในรัศมีพื้นที่ตำแหน่งเป้าหมายในการตั้งเสากังหันลมต้นที่ 2 โดยมีการแจ้งว่าจะมีเงินช่วยเหลือสำหรับการรื้อถอน แต่เขาเลือกที่จะไม่รับและยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป เหตุผลสำคัญของเขาไม่ได้มีเพียงเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงพื้นที่ทำกินประมาณ 5-6 ไร่ด้วย สำหรับคนที่มีพื้นที่ทำกินอยู่เพียงเท่านี้ การสูญเสียพื้นที่จึงไม่ได้หมายถึงการเสียที่ดินเพียงส่วนหนึ่ง แต่หมายถึงคำถามที่ว่าหลังจากนั้นจะไปทำกินที่ไหน
.
เมื่อพูดถึงพลังงานสะอาด เรามักนึกถึงพลังงานที่ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีการปล่อยมลพิษระหว่างการผลิตแตกต่างจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงบางประเภท แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่โครงการคำถามอาจไม่ได้จบลงที่กระบวนการผลิตไฟฟ้า เพราะก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกผลิตขึ้นมา ยังมีคำถามสำคัญว่า พื้นที่สำหรับตั้งโครงการได้มาอย่างไร คนในพื้นที่ที่เป็นเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด และกระบวนการพัฒนานั้นเคารพสิทธิของคนและชุมชนหรือไม่ รวมถึงมีใครต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือวิถีชีวิตจากโครงการนั้นหรือไม่
.
สะอาดในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีมลพิษ แต่หมายถึงกระบวนการพัฒนาที่เคารพสิทธิของผู้คน เคารพสิทธิของชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ทำให้คนต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย หรืออาชีพ และไม่ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับความสูญเสียเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับ เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่สะอาด ไม่ควรเป็นเพียงการเปลี่ยนว่าผลิตไฟฟ้าด้วยอะไร แต่ต้องตั้งคำถามด้วยว่าไฟฟ้านั้นได้มาอย่างไร และใครต้องจ่ายราคาของมัน คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ชาวบ้านนาโสกกำลังเผชิญอยู่
สุกัญยา นาโสก วัย 37 ปี มองว่า เธอเข้าใจว่าพลังงานลมเป็นพลังงานสะอาดและไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ของมัน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนำโครงการเข้ามาในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน “พลังงานสะอาดและพลังงานลมก็มีผลดีของมันเข้าใจตรงนี้อยู่ แต่มันมาเกิดไม่ถูกที่ มันต้องอยู่ถูกที่ถูกทางของมัน” ขณะที่แสนสุขก็มองในอีกมุมหนึ่งว่า “มันสะอาดอยู่พลังงาน แต่คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ”
.
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ สำหรับ เกสร นาโสก วัย 51 ปี พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 ไม่ใช่เพียงภูเขาหรือผืนป่า แต่เป็นผืนดินที่ผู้คนใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน เธอบอกว่าพื้นที่บริเวณนี้มีทั้งพื้นที่เลี้ยงควาย เลี้ยงวัว ทำนา ไร่อ้อย แหล่งหาอยู่หากิน เก็บเห็ด หน่อไม้ พืชผลตามฤดูกาล เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบรูณ์ และสำหรับเธอป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะพื้นที่ป่า “ป่ามันคือการบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ คนที่อยู่ในพื้นที่รักและหวงแหนป่า เพราะมีสมุนไพร มีสัตว์ป่า”
.
สุกัลยาก็อธิบายภาพเดียวกันในมุมมองของเธอว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งพื้นที่ทำกิน แหล่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งอาหารตามฤดูกาล รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ห้วยกะหลอง ที่คนในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน “มันเป็นป่าอาหาร ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเราประเมินค่าไม่ได้หรอก” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่อาจไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเลขของโครงการ แต่กลับมีความหมายต่อการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่
.
การเปลี่ยนพื้นที่ไม่ได้หมายความเพียงว่าต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือย้ายออกจากพื้นที่ แต่ยังทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หากพื้นที่เลี้ยงควายหายไป คนเลี้ยงควายอาจต้องซื้อหญ้า ซื้อฟาง สร้างโรงเรือนใหม่ หรือหาพื้นที่ใหม่สำหรับเลี้ยงสัตว์ หากพื้นที่ทำกินหายไปก็หมายถึงการสูญเสียแหล่งรายได้ของครอบครัว
.
สุกัลยาบอกว่าภาระเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นต้นทุนของโครงการ แต่กลับกลายเป็นภาระของชาวบ้าน “ทำให้เราลำบากมากขึ้น ลำบากอยู่แล้ว ลำบากเพิ่มขึ้น” เพราะนอกจากต้องหาอาหารให้คนในครอบครัวแล้ว ก็ต้องหาเงินซื้ออาหารให้ควายเพิ่มขึ้นด้วยหากไม่สามารถปล่อยควายหากินตามพื้นที่เดิมได้
.
แสนสุขมองว่าแม้จะมีเงินค่าชดเชย แต่เงินจำนวนดังกล่าวไม่สามารถทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด “ถึงจะมีค่าชดเชยช่วยเหลือ แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่เราเสียพื้นที่ไป” คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะมีเงินชดเชยเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเงินจำนวนหนึ่งสามารถทดแทนพื้นที่ทำกิน แหล่งอาหาร เส้นทางเลี้ยงสัตว์ และวิถีชีวิตที่เคยดำรงอยู่ได้หรือไม่
.
เมื่อถามว่าหากโครงการเกิดขึ้นจริง ใครจะได้รับประโยชน์และใครต้องรับผลกระทบ ทั้งสามคนมองว่าคนที่อยู่ในพื้นที่คือคนที่ต้องรับผลกระทบโดยตรง แสนสุขมองว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์คือกลุ่มทุน หน่วยงาน หรือผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ ขณะที่คนที่ได้รับผลกระทบคือชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนสุกัลยามองว่าผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงคือผู้ที่ได้ผลิตและขายไฟฟ้า ขณะที่ชาวบ้านต้องรับผลกระทบจากพื้นที่ที่เปลี่ยนไป เกสรก็ถามกลับถึงต้นทุนของคนที่ถูกแย้งยึดพื้นที่ทำกินว่า “ที่โครงการบอกให้รื้อถอนในรัศมี 20 ไร่ มีพื้นที่หรือมีที่อื่นรองรับให้พี่น้องไหม”
.
คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่าใครได้เงินจากโครงการ แต่เป็นคำถามที่ว่าเมื่อประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าถูกส่งต่อออกไป แล้วต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ถูกส่งต่อให้ใคร
.
อีกเรื่องที่ชาวบ้านพูดตรงกันอย่างชัดเจน คือเรื่องสิทธิในการมีส่วนร่วม เอกกมล นาโสก วัย 41 ปี ตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า “ทำไมไม่ถามชาวบ้านก่อน ว่าชาวบ้านเขาอยากได้หรือเปล่า” สำหรับเขาหากจะมีโครงการเข้ามาในพื้นที่สิ่งแรกที่ควรเกิดขึ้นคือการสอบถามความคิดเห็นของคนที่อยู่ในพื้นที่ เกสรเห็นว่าควรมีการจัดเวทีประชาคมและสอบถามชาวบ้านก่อนตัดสินใจเพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่สุกัลยามองว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การตัดสินใจแทนคนในพื้นที่ สำหรับชาวบ้านการมีส่วนร่วมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับข้อมูลว่าโครงการจะเกิดขึ้นอย่างไร แต่หมายถึงการได้รับรู้ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่ออนาคตของพื้นที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่
.
สำหรับคนในพื้นที่คำถามเรื่องความยั่งยืนจึงไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน หากการพัฒนาทำให้คนต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน ต้องย้ายคอกควาย ต้องหาพื้นที่ใหม่ ต้องซื้ออาหารสัตว์เพิ่ม หรือไม่สามารถใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ที่เคยใช้ร่วมกันได้เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้ควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการพัฒนาด้วยหรือไม่
.
เอกกมลมองว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ควรทำให้คนในพื้นที่ต้องเดือนร้อน เพราะการพัฒนาควรเดินควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของผู้คน แต่สิ่งที่เขาเห็นกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่กลับเป็นการสูญเสียทั้งพื้นที่ทำกินและพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน “การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่ทำให้ต้องเดือดร้อน การพัฒนาต้องควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แต่นี่คนในพื้นที่เสียทั้งพื้นที่ทำกิน ที่สาธารณประโยชน์ที่เราใช้ร่วมกัน”
.
ขณะที่สุกัลยามองว่าหากต้องแลกพื้นที่และวิถีชีวิตของคนในชุมชนกับการผลิตไฟฟ้า สิ่งที่ต้องสูญเสียอาจมีค่ามากกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา “สิ่งที่สูญเสียไปกับสิ่งที่ได้มามันไม่คุ้มค่ากันเลย”
สำหรับเกสรคำถามเรื่องความยั่งยืนก็มีคำตอบที่ชัดเจน “ไม่ยั่งยืน เพราะมีแต่ทำลาย ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์แล้วมันจะยั่งยืนได้ยังไง”
.
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามเรื่อง “พลังงานสะอาด” อาจไม่ได้อยู่เพียงที่ปลายทางว่าไฟฟ้าที่ผลิตออกมามีมลพิษมากน้อยเพียงใด แต่อาจต้องย้อนกลับไปมองตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่ากว่าจะได้พลังงานนั้นมาต้องเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่และผู้คน การเลือกพื้นที่ การได้มาซึ่งพื้นที่ การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ การมีส่วนร่วมของชุมชน การก่อสร้าง ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและผู้คนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ควรถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน
.
สะอาดในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงไม่มีมลพิษ แต่หมายถึงการพัฒนาที่เคารพสิทธิของผู้คน เคารพสิทธิชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่ทำให้คนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย หรืออาชีพ และไม่ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องสูญเสียวิถีชีวิต เพื่อแลกกับประโยชน์ของตนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ไม่ควรเป็นการเปลี่ยนเพียงว่าผลิตไฟฟ้าจากอะไร แต่ต้องถามด้วยว่าไฟฟ้านั้นได้มาอย่างไร และใครต้องจ่ายราคาของมัน
.
สำหรับกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร คำถามนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะพวกเขาคือคนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หากโครงการเกิดขึ้นจริง และเมื่อถูกถามว่า หากโครงการบอกว่าเป็นพลังงานสะอาด พวกเขาอยากถามอะไรกลับไป คำถามหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดมาจากสุกัลยา “ถ้ามันสะอาดมันต้องเป็นมิตรกับทุกคนใช่หรือไม่”
.
สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ กังหันลมอาจถูกมองผ่านภาพของพลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ คำว่า “พลังงานสะอาด” กลับมีภาพอีกด้านหนึ่งซ้อนอยู่ด้วย ทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่ทำกิน คอกควาย แหล่งอาหาร แหล่งต้นน้ำ และวิถีชีวิตของผู้คน คำถามของพวกเขาจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าพลังงานสะอาดหรือไม่ แต่คือกว่าจะได้พลังงานที่สะอาด กระบวนการได้มาสะอาดและเป็นธรรมหรือไม่ และหากพลังงานสะอาดต้องแลกกับการสูญเสียของผู้คน เรากำลังเรียกสิ่งนี้ว่าสะอาดจากมุมของใคร
#เรื่องเล่าจากบ้านนาโสก
#คนเลี้ยงควาย
#ควายบ้านนาโสก
#บ้านนาโสก
#มุกดาหาร
#วิถีชุมชน
#ไม่เอากังหันลม